LOGINยามราตรีเริ่มคลี่คลุมเมืองเฟิ่งเซียง แสงจันทร์ลอดม่านไม้สาดเงาเย็นลงบนหลังคาเรือนหลังน้อยที่ตั้งอยู่ชานเมืองไกลตาไฟตะเกียง บริเวณโดยรอบเงียบสงบ มีเพียงเสียงแมลงยามค่ำร้องประสานเบา ๆ และเสียงลมหนาวที่พัดกรูอยู่เป็นระยะ บ้านไม้หลังนั้นแม้จะเล็กและสร้างอย่างเรียบง่าย
ทว่าแม้บ้านหลังนี้จะไม่ใหญ่โต หรือตกแต่งงดงามเช่นจวนใหญ่ แต่ทุกมุมกลับสะอาดสะอ้านและแบ่งสัดส่วนชัดเจน ห้องหนึ่งเป็นของนางกับน้องชาย อีกห้องเป็นของมารดากับป้าเจา
กลิ่นชาร้อนลอยโชยจากครัวด้านใน ป้าเจาก้าวออกมาพร้อมถาดไม้ ข้างในมีขนมถั่วแผ่นและชาที่แม้มิใช่ชาชั้นดีจากเมืองหลวง แต่ก็หอมละมุนเพียงพอจะปลุกความอบอุ่นให้กลางคืนอันเงียบสงบ
“คุณหนูเจ้าคะ ขนมที่ซื้อมาเมื่อวาน บ่าวจัดไว้ให้แล้วนะเจ้าค่ะ”
ป้าเจาวางถาดลงบนโต๊ะเตี้ยที่มุมห้อง ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับไปยังส่วนที่เป็นตั่งหลังเดียวในบ้านอันมีมารดานั่งซ่อมผ้าในมืออยู่
ลู่ชิงหรูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ใบหน้าราบเรียบแฝงความอ่อนโยน มือเรียวกำลังจับแท่งไม้สองชิ้นประกอบกับแผ่นหนังเก่าอย่างตั้งใจ มีเทียนหรงนั่งอยู่ข้างนาง ตาใสจ้องมองมือพี่สาวขยับไปมาไม่วางตาอย่างตั้งใจ
“เจ้าดูให้ดีนะหรงเอ๋อร์ ตรงปลายนี้ให้ผูกแน่นหน่อย ถ้าหลวมเกินไปหนังมันจะหลุดตอนเรากางมันออกได้”
นางพูดช้า ๆ พลางสาธิตให้ดูอีกครั้ง เมื่อประกอบเสร็จ น้องชายก็เอื้อมมือไปหยิบของตนมา แล้วลงมือทำตามอย่างตั้งใจ แม้จะดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีลังเลหรือกลัวผิดพลาดเลย
ลู่ชิงหรูยกมือเท้าแก้ม มองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาที่ปกติสงบนิ่งกลับฉายแววอ่อนโยนอบอุ่น
‘ใคร ๆ ก็ว่าเขาเติบโตช้า พูดไม่คล่องเหมือนเด็กทั่วไป แต่นางกลับเห็น... เขาเพียงเลือกที่จะไม่พูดมากความ เจ้าเด็กคนนี้มองสิ่งใดเพียงครั้งเดียวก็มักจำได้ แม่นยำราวมีภาพวาดเหล่านั้นสลักในหัว นี่มันพรสวรรค์ของเด็กน้อยชัด ๆ’
“เก่งมาก เช่นนี้อนาคตไกลแน่นอน”
นางยิ้ม กล่าวชื่นชมอย่างไม่ต้องเสแสร้งมือบางก็ยกขึ้นยีหัวน้องชายครั้งหนึ่งอย่างหมั่นเขี้ยว
เทียนหรงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกาย แก้มยุ้ย ๆ ยิ้มกว้างราวกับเพิ่งได้ยินคำชมเป็นครั้งแรกในชีวิต มือเล็ก ๆ กำหนังสติ๊กแน่นราวกับสมบัติล้ำค่าที่ผู้เป็นพี่สาวมองให้เขา
แต่ความอบอุ่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่งของเรือน ตามมาด้วยน้ำเสียงเรียบแห้งแผ่วซึ่งเย็นยะเยือกยิ่งกว่าสายลมหนาวที่พัดลอดฝาไม้
“เด็กอายุเท่านี้… เขาเริ่มเข้าสำนักศึกษา อ่านเขียนคล่องกันหมดแล้ว จะมัวแต่นั่งเล่นของเล่นอยู่อีกหรือ?”
ถ้อยคำนั้นไม่ได้ดังนัก แต่เหมือนค้อนเหล็กกระแทกใจกลางอกของเด็กชายตัวน้อยจนหน้าเศร้าหมองทันควัน
ชิงหรูเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หันไปทางปลายเสียง เห็นมารดานั่งอยู่บนตั่งเก่าในอีกมุมของเรือน ป้าเจากำลังช่วยเย็บเสื้อผ้าหน้าหนาวให้ข้าง ๆ ไป๋อี้เหยายังแต่งกายเรียบร้อย แม้สีหน้าอิดโรยจากความหนาวและอาการป่วย แต่แววตากลับยังเต็มไปด้วยความมั่นคง ท่าทางสูงส่งอย่างผู้เคยเป็นถึงภรรยาเอกของอัครมหาเสนาบดีแห่งเมืองหลวง
“ท่านแม่...” ชิงหรูพูดเสียงนิ่งแต่คมชัด “ท่านคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าเรามิได้อยู่ในจวนตระกูลลู่ หากแต่เป็นบ้านไม้โทรม ๆ ปลายทุ่งนาเช่นนี้”
ไป๋อี้เหยาหันมามอง นิ่งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “แม้เราจะตกต่ำลงมากเพียงใด แต่ชาติกำเนิดมิอาจเปลี่ยนได้ รวมถึงดวงกาลกิณีของเด็กนั่นก็ด้วย--”
“เกียรติยศเหล่านั้นกินอิ่มหรือไม่?” เสียงชิงหรูเยาะเบา ๆ สบตามารดาของร่างเดิมตรง ๆ “หากความสูงส่งทำให้ท่านตาบอดจนมองไม่เห็นคุณค่าของคนในครอบครัวตนเอง เช่นนั้นข้าคิดว่าท่านก็ไม่ควรจะถือมันไว้”
ไป๋อี้เหยาไออีกสองสามครั้ง ดวงหน้าซีดยิ่งลงจากความไม่พอใจที่ก่อเกิดขึ้น
“เจ้าพูดเยี่ยงนี้กับมารดา ข้าคือผู้ให้กำเนิดเจ้ามา ยากลำบากเพียงใด...”
“แต่หลังจากนั้นเป็นข้าที่เลี้ยงครอบครัวนี้ด้วยมือข้าเอง ท่านแม่คงจะจำได้” น้ำเสียงของชิงหรูยังไม่ดังไร้อารมณ์โกรธใด
“ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะหรงเอ๋อร์ ข้าไม่อาจทอดทิ้งเขาไว้ได้กับมารดาเช่นท่าน หากยังไม่ยอมละทิ้งเกียรติยศที่กินไม่ได้รวมถึงอดีตที่ท่านเองก็รู้ดีเหล่านั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป...”
เทียนหรงนั่งนิ่งไร้น้ำตาใดแต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ มือยังจับหนังสติ๊กไว้แน่นแต่สายตากลับหม่นลง ดวงหน้าที่เพิ่งยิ้มกลับเต็มไปด้วยความสับสนไหลเวียนวน
ชิงหรูใช้สองมือประคองใบหน้าเด็กชายไว้ แล้วค่อย ๆ เอามือปิดหูทั้งสองข้างของน้อง
“มีบางคำที่เจ้ามิจำเป็นต้องได้ยิน จำไว้นะ หรงเอ๋อร์ ว่าเจ้ามิได้เป็นต้นเหตุของความโชคร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงผู้ใหญ่บางคนที่ไม่กล้าหาญพอแล้วใช้เจ้าเป็นเครื่องมือปกปิดความอ่อนแอของตนก็เท่านั้น”
ยามเช้ามาเยือนพร้อมหมอกจาง ๆ ที่ลอยอยู่รอบชายคา ลู่ชิงหรูลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จุดเตาไฟเล็กในครัว นางกำลังนวดแป้งด้วยมือเปล่า แป้งขาวผสมน้ำร้อนอย่างพอเหมาะ เนื้อเนียนนุ่มถูกบรรจงปั้นเป็นก้อนกลมหลายลูก
ข้างกายมีไส้เนื้อวัวตุ๋นจนเปื่อย ปรุงด้วยขิง น้ำมันงาและซีอิ๊วอย่างพอดี ส่วนไส้ผักใช้ผักกาดขาวสับคลุกเกลือ พักจนสะเด็ดน้ำแล้วนำมาผัดกับเห็ดและต้นหอมจนหอม นางห่อซาลาเปาได้สิบกว่าลูกวางเรียงในลังถึงที่ตั้งบนเตาถ่านไว้
ไม่นาน น้ำเดือดก็ส่งกลิ่นอบอุ่นกระจายทั่วห้องครัวไม้ กลิ่นหอมฟุ้งนี้ปลุกใครหลายคนให้ตื่นมาอย่างเต็มใจ ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังออกมาจากห้องด้านใน
“ท่านพี่...”
เทียนหรงโผล่หน้าออกมา ใบหน้ายังง่วงงุนตาแดงเล็กน้อย แต่ก็คลี่ยิ้มทันทีเมื่อเห็นพี่สาวพร้อมทำจมูกฟุดฟิดไม่หยุด
“ตื่นแต่เช้าเชียว?”
ชิงหรูหันมาถามขณะเทเต้าหู้ขาวนุ่มลงในน้ำแกงใสที่ต้มไว้ตามด้วยต้นหอมและพริกไทยเล็กน้อย
เทียนหรงเพียงพยักหน้าแล้วก็เดินกลับไปหยิบหนังสติ๊กที่วางไว้ข้างเสื่อขึ้นมา ก่อนจะย่อตัวลงกับพื้น หยิบเศษไม้กับแผ่นหนังที่เหลือจากเมื่อคืนมาประกอบต่อ เงียบ ๆ ไม่เอะอะ
ลู่ชิงหรูหันมามองอย่างเข้าใจว่าน้องชายตัวน้อยอยากจะนั่งอยู่เป็นเพื่อนนางขณะทำอาหารเช้า พอนางทำอาหารเสร็จก็จัดไว้ที่ประจำแล้วเดินมาย่อตัวลง ลูบศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ
“เก็บของเหล่านี้ไว้ให้ดีนะ เดี๋ยวตอนเย็นพี่จะสอนเจ้าว่ามันใช้ยังไง มันไม่ใช่ของเล่นเท่านั้นแต่มันยังสามารถใช้ปกป้องตัวเจ้าและคนที่รักได้ด้วย”
เทียนหรงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วรีบวางหนังสติ๊กลงในตะกร้า ก่อนคว้าเสื้อคลุมของพี่สาวมายื่นให้
“ท่านพี่...หนาว…”
ชิงหรูยิ้ม ย่อตัวลงกอดน้องแล้วเอาผ้าคลุมมาคลุมไหล่ตัวเอง นางบอกแล้วว่าน้องชายนางฉลาดกว่าใคร
“พี่ไปก่อนนะ ฝากดูแลบ้านด้วย”
เด็กชายพยักหน้า ก่อนเดินตามไปส่งถึงหน้าประตู ยืนโบกมือด้วยรอยยิ้มกว้างสดใสราวกับแสงแดดแรกของเช้า
ลู่ชิงหรูก้าวออกไปบนถนนดิน มองย้อนกลับมาก็ยังเห็นน้องชายยืนมองตามด้วยตาแป๋ว ภาพนั้นอบอุ่นนัก เหมือนกล่อมหัวใจให้สงบลงได้ ตั้งแต่นางทะลุมายุคโบราณก็ได้น้องชายผู้แสนน่ารักนี่ล่ะที่หล่อเลี้ยงให้นางอยากมีชีวิตต่อ
ทว่าเมื่อเทียนหรงหมุนกายเข้ามาในบ้าน ความอบอุ่นเมื่อครู่กลับหายไปทันใด
ไป๋อี้เหยาผู้เป็นมารดาซึ่งเพิ่งตื่น หลังจากไอตลอดคืนทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ อย่างคนร่างกายไม่แข็งแรง นางนั่งอยู่ริมตั่งตัวเก่า หน้าตาบึ้งตึงอย่างชัดเจนยามเหลือบตามามองลูกชายที่เดินเข้าไปใกล้
บทที่ 64ขนมเป็นเหตุตำหนักชิงหลงเงียบงันเช่นทุกคราแต่ที่ต่างออกไปคงกลิ่นหอมของผลไม้จาง ๆ ที่ลอยโชยเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าขันทีที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังกล่องไม้เนื้อดีผูกเชือกอย่างดีถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เฉินกงกงขยับเข้าใกล้ เอ่ยรายงานเสียงเบา“เป็นขนมมาจากตำหนักเฉินหลงพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองทรงรับสั่งให้ส่งมาถวายพระองค์… พร้อมอีกส่วนหนึ่งส่งไปตำหนักของฮองเฮา”ฉู่เหวินซีไม่เอ่ยถามใด ดวงตาสีนิลจับอยู่ที่กล่องนั้นนิ่ง ๆ ไม่ใช่เพราะสนใจขนมที่ใครส่งมาแต่เป็นเพราะกลิ่นที่ลอยโชยออกมามันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดต่างหาก เขายื่นมือไปคลายเชือกไหมช้า ๆ ฝาเปิดออก กลิ่นหอมละมุนของผลไม้สุกก็ลอยแตะปลายจมูกทันทีปลายนิ้วของเขาชะงักทันใด ขนมหน้าตาเช่นนี้ ประหลาดแต่เขาเคยเห็นมาก่อน เพียงแต่ต่างออกไปแค่น้ำราดข้างบนเท่านั้น แต่แก่นแท้ดูแล้วไม่ต่างออกไปจากสิ่งที่เขาคิดแน่นอนว่าขนมตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนจะทำได้!“เตรียมเสื้อคลุม”เฉินกงกงสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายทันใด “พระองค์จะเสด็จออกไปยามนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”คำถามไม่ได้รับคำตอบ ฉู่เหวินซีเพียงก้าวออกจากตำหนักชิงหลงด้วยจังหวะการเดินไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็วให้ใค
บทที่ 63ให้ส่งไปของตำหนักของพี่ใหญ่ด้วยลู่ชิงหรูก้าวเข้าสู่ครัวของตำหนักองค์ชายรอง สถานที่ซึ่งแม้เรียกว่าครัว แต่กลับกว้างขวางสะอาดสะอ้านจนนึกว่าเป็นห้องรับรองชั้นดีอีกห้องหนึ่ง เครื่องครัวเรียงรายครบถ้วนจนน่าอิจฉา กระเบื้องเคลือบพื้นหินเย็นจับฝ่าเท้าอาฮวาเดินตามหลังมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อครู่ก็เพียงช่วยจัดเตรียมผ้ากันเปื้อนให้นางพ่อครัวหลวงสามคนที่ประจำครัวต่างจ้องนางด้วยสีหน้าสงบแต่มีคำถามในแววตา พวกเขาอาจไม่กล้าแสดงออกชัดเจน แต่ดูจากกิริยาก็รู้ว่ารู้สึกเหมือนโดนล้ำเขตอาชีพชิงหรูมองไปรอบห้อง ก่อนจะแสร้งยิ้มอย่างครุ่นคิด“ข้าจะทำขนมโดยใช้ลูกพลับสุกที่ต้องคัดเฉพาะจากต้นลูกโตเปลือกบาง สีแดงเข้ม มีไหมเจ้าคะ? และสาลี่น้ำผึ้งรสหวาน แต่ขอที่ผิวนุ่มเล็กน้อยนะเจ้าคะ...อ้อ ถ้ามีผลไม้เปรี้ยวหวานอย่างอื่นด้วยก็จะดีมาก”พ่อครัวใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ของพวกนี้มิได้เตรียมไว้ครบขอรับ ต้องไปเลือกที่คลัง”“เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหรูกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจและท่าทีนอบน้อมพ่อครัวหลวงทั้งสามสบตากันก่อนจะพยักหน้าอย่างมิอาจปฏิเสธ แล้วรีบออกไปทันทีเมื่อประตูครัวปิดลง ควา
บทที่ 62สะพานเชื่อมไปยังอำนาจหลายวันก่อน มีนางกำนัลของตำหนักเฉินหลงมามอบจดหมายถึงมือของบ่าวชิงหรู บอกว่าองค์ชายรองมีความประสงค์ให้นางไปพบที่พระตำหนัก มิได้ระบุเหตุผลชัดเจนอาฮวาเองก็อดถามขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ…วันนี้ท่านจะไปวังจริงหรือเจ้าคะ? หากฮูหยินรองไม่ยินดี…”“ฮวา” ลู่ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ ดวงตาฉายแววเยียบเย็น “ข้าก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ขององค์ชายรองได้เช่นกัน เจ้าคิดว่าระหว่างคำสั่งเวินซื่อกับองค์ชายในวัง…ข้าควรเลือกฟังผู้ใด?”อาฮวาก้มหน้า “บ่าวไม่กล้าคิดเพคะ”“เพียงแต่…” ลู่ชิงหรูวางเสียงราบเรียบ “ข้าคิดว่าวันนี้นางคงไม่ปล่อยให้ข้าไปเพียงลำพัง เสวี่ยเอ๋อร์…คงจะตามไปด้วยแน่นอน”คำคาดการณ์นั้นแม่นยิ่งกว่าคำทำนายใดเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว ชิงหรูออกมายืนรอหน้าจวนเพียงครู่ รถม้าประดับตราเฉินหลงขององค์ชายรองก็มาหยุดอยู่หน้าประตูอย่างเด่นตระหง่าน บ่าวข้างจวนและชาวบ้านละแวกนั้นต่างแอบมามุงดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลนัก บ้างก็ซุบซิบ บ้างก็แย้มยิ้มแต่เงี่ยหูรอคอยและไม่นานนัก เวินซื่อก็ค่อย ๆ พยุงเสวี่ยเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายกวางชมดอกเหมย ออกมาหน้าจวนอย่างถนุถนอม ราวกับกลัวบุตรสาว
บทที่ 61นางมีนัดกับองค์ชายรองยามค่ำคืนในตำหนักชิงหลงสงบเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงสายลมพัดกิ่งไผ่กระทบกันเบา ๆ เงาไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนเคลื่อนไหวอยู่บนผนังหินสีดำ พระพักตร์ขององค์ชายใหญ่แลดูไร้อารมณ์ ขณะถอดเสื้อนอกออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีนิลของเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคุณหนูจากสกุลลู่…หญิงสาวที่ปรากฏตัวแทนยังสถานที่นัดในวันนี้...ไม่ใช่นางคนนั้นภาพของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายที่เคยก้มหน้าก้มตารอเขากินอาหารตอนเขาพักอยู่ที่เมืองเฟิ่งเซียนยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ สีหน้าระรื่นหยาดเยิ้มของคุณหนูจากสกุลลู่ในวันนี้ขัดแย้งกับความสุขุมลึกของแววตาของนางยังแจ่มชัดในสายตาเขาเขาเอื้อมมือหยิบกล่องขนมที่ถูกส่งมาจากจวนลู่ซึ่งยังวางอยู่บนโต๊ะ เปิดฝาแล้วจ้องมองขนมถั่วสลักรูปเหยี่ยวบน รูปร่างและลายเส้น...เหมือนป้ายหยกของเขาไม่มีผิดเพี้ยน“แล้วนางรู้ได้อย่างไร...” เสียงต่ำของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในห้องเงียบงันไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะรู้ตราประจำตัวของเขาในฐานะผู้นำองค์กรเงาในเมืองเฟิ่งเซียน นอกจากผู้เคยอยู่ใกล้ชิดเขาตอนอยู่เมืองเฟิ่งเซียนแล้วจะมีใครไหนรู้อีกเล่าเขาหรี่ตา แววตาเย็นเยียบ“เฉินอัน” เขาเอ่ยเร
บทที่ 60เจ้าติดหนี้ข้าหนึ่งครั้งเมื่อบทสนทนาในห้องทำงานจบลง ลู่ชิงหรูก็ค้อมกายขอตัวออกมาอย่างนอบน้อม นางเดินออกจากห้องไปโดยมีอาฮวาเดินตามเงียบ ๆฝีเท้าของนางช้ากว่าปกติเพราะรออะไรบางอย่างอยู่‘เจ้าวางเหยื่อล่อ กระตุกความรู้สึกคนได้ชำนาญนัก’ดวงตานิ่งราบของลู่ชิงหรูกะพริบช้ายิ้มรับคำชมของหยางอิ๋นแล้วแล้วในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยงออกจากเขตของเรือนหลักแล้วนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง“คุณหนูลู่”ลู่ชิงหรูหยุดฝีเท้าก่อนหันกลับมาอย่างเชื่องช้าฉู่เหวินซานยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสงบ สายตาทอดมองมาอย่างเรียบเรื่อย แต่ในแววตากลับเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่“องค์ชายรองมีเรื่องอันใดให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ?”“ข้ามาเยี่ยมจวนคราวนี้ยังไม่ได้ชมเหล่าดอกท้อที่กำลังบานเลย พาข้าเดินชมสวนหน่อยสิ”เขาเอ่ยเหมือนพูดเรื่องธรรมดาทั้งที่ในยุคนี้พบปะของบุรุษสตรีพบไม่บ่อยนักลู่ชิงหรูยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะย่อคำนับ “หม่อมฉันยินดีเพคะ”เมื่อหันไปส่งสัญญาณให้อาฮวา อาฮวาก็เข้าใจถอยห่างไปพร้อมบ่าวคนอื่น ทิ้งให้ทั้งสองเดินเคียงกันในสวนที่ยังไม่เห็นดอกไม้บานสะพรั่งอย่างที่อีกคนเอ่ยอ้างก่อนหน้าสักนิดเดินเงียบมาพ
บทที่ 59คะแนนความพอใจหลักร้อยมาอีกแล้วสายตาของฉู่เหวินซานจับจ้องอยู่ที่ชิงหรูอย่างไม่ปิดบัง...ไม่ใช่เพราะเครื่องแต่งกาย ไม่ใช่เพราะความงามเหนือกว่าสตรีใดที่เขาเคยเจอ แต่เพราะบางอย่างในดวงตานิ่งลึกคู่นั้นที่ดูคล้าย...ไม่ยินดียินร้ายต่อการมีอยู่ของเขาเท่าที่ควรต่างหากใต้เท้าลู่กระแอมเบา ๆ ขัดบุตรสาวที่เขาเองก็เพิ่งใกล้ชิดคราแรกอย่างพยายามแสดงออกว่าไม่ได้ห่างเหินกันต่อหน้าคนนอก แม้จะประหลาดใจว่าเหตุใดบุตรสาวคนโตถึงมาหาเขาในวันที่มีแขกพอดีแต่ก็ต้องรับสถานการณ์ตรงหน้าก่อนจึงปัดความสงสัยทิ้งไปชั่วคราวก่อน“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว นั่งลงก่อน เจ้านำขนมอะไรมาด้วยหรือ?”ลู่ชิงหรูยิ้มรับอย่างยินดีก่อนพยักหน้าเบา ๆ ให้ฮวาวางขนมในถาดลงบนโต๊ะที่คั่นระหว่างบุรุษในห้องทั้งสองก่อนสีไข่น่าจะนุ่มส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอทันใด“ข้าเพิ่งลองทำขนมสูตรใหม่เจ้าค่ะ ...คิดว่าอยากให้ท่านพ่อได้ลองชิม...”“ไม่รู้ว่าเจ้าก็ทำขนมเป็นด้วย มันคือขนมอันใดเหตุข้าไม่เคยเห็นมาก่อน...”ลู่ไห่เทียนเลื่อนขนมจานหนึ่งให้ไปอยู่ตรงหน้าของผู้มีศักดิ์สูงกว่า ก่อนจะเงยหน้าถามบุตรสาวของตน“เป็นขนมเนื้อนุ่มรสเกาลัดเจ้าค่ะ”“กลิ่นหอมอีกท
บทที่ 30พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีทางถอยทั้งคู่เช่นนั้น ชิงหรูก็ตัดสินใจได้แล้ว! นางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ ‘หากเขาหลับเจ้าว่า ข้าจะแอบถีบเขาให้ตกเตียงสักหน่อยดีไหม’หยางอิ๋นรีบเอ่ยเสียงรีบร้อนห้ามทันใด “นายท่านโปรดคิดถึงฟังก์ชันครัวยุโรป วัตถุดิบจากทั่วหล้า... โอ้... เบคอน...ชีส...เจ้าไม่มีหนทางอื่นที
บทที่ 28ใช้เล่ห์มาก็ใช้กลับลู่ชิงหรูกอดเข่าบนกองฟางอันเย็นชื้นหลังพิงกำแพงหินเย็นเฉียบ แสงตะเกียงด้านนอกส่องผ่านซี่ลูกกรงเป็นเงาทอดยาวบนพื้น นางไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ได้ใช่เพราะหวาดหวั่นใดใดนางนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านว่าจะเป็นห่วงนางแค่ไหนต่างหาก ตอนนี้น่าจะขึ้นเช้าวันใหม่แล้วหากพวกเขาพบว
บทที่ 27นักฆ่าเดนตายเสียงฝีเท้าหนักแน่นสะท้อนผ่านความเงียบสงัดของคุกใต้ดินในยามค่ำคืน ลู่ชิงหรูที่นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในห้องขังลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาคมดั่งมีดปลายแหลมเหลือบไปยังประตูเหล็กที่เปิดออกพร้อมร่างสูงของพ่อบ้านเฉินปิ่งย่างกรายเข้ามาแสงตะเกียงในมือเขาสาดผ่านบานเหล็กเผยให้เห็นแววตาที่เคยมั่นค
บทที่ 26นางถูกจับไปขังในคุกใต้ดิน“แม่นางลู่ ขออภัยที่ต้องรบกวนยามวิกาลเช่นนี้ ข้าจำต้องให้คนไปเชิญเจ้า เพราะข้าอยากรบกวนให้เจ้าช่วยทำอาหาร...สำหรับผู้ป่วยหน่อย”ลู่ชิงหรูได้ฟังคำขอ พอจะเดาได้ทันที...คุณชายหยวนป่วยอย่างนั้นหรือ? เมื่อบ่ายจึงไม่ได้ให้นางมาทำงานนางเพียงคิดเงียบ ๆ แต่ไม่ได้เอ่ยถามอ







