Masukยามราตรีเริ่มคลี่คลุมเมืองเฟิ่งเซียง แสงจันทร์ลอดม่านไม้สาดเงาเย็นลงบนหลังคาเรือนหลังน้อยที่ตั้งอยู่ชานเมืองไกลตาไฟตะเกียง บริเวณโดยรอบเงียบสงบ มีเพียงเสียงแมลงยามค่ำร้องประสานเบา ๆ และเสียงลมหนาวที่พัดกรูอยู่เป็นระยะ บ้านไม้หลังนั้นแม้จะเล็กและสร้างอย่างเรียบง่าย
ทว่าแม้บ้านหลังนี้จะไม่ใหญ่โต หรือตกแต่งงดงามเช่นจวนใหญ่ แต่ทุกมุมกลับสะอาดสะอ้านและแบ่งสัดส่วนชัดเจน ห้องหนึ่งเป็นของนางกับน้องชาย อีกห้องเป็นของมารดากับป้าเจา
กลิ่นชาร้อนลอยโชยจากครัวด้านใน ป้าเจาก้าวออกมาพร้อมถาดไม้ ข้างในมีขนมถั่วแผ่นและชาที่แม้มิใช่ชาชั้นดีจากเมืองหลวง แต่ก็หอมละมุนเพียงพอจะปลุกความอบอุ่นให้กลางคืนอันเงียบสงบ
“คุณหนูเจ้าคะ ขนมที่ซื้อมาเมื่อวาน บ่าวจัดไว้ให้แล้วนะเจ้าค่ะ”
ป้าเจาวางถาดลงบนโต๊ะเตี้ยที่มุมห้อง ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับไปยังส่วนที่เป็นตั่งหลังเดียวในบ้านอันมีมารดานั่งซ่อมผ้าในมืออยู่
ลู่ชิงหรูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ใบหน้าราบเรียบแฝงความอ่อนโยน มือเรียวกำลังจับแท่งไม้สองชิ้นประกอบกับแผ่นหนังเก่าอย่างตั้งใจ มีเทียนหรงนั่งอยู่ข้างนาง ตาใสจ้องมองมือพี่สาวขยับไปมาไม่วางตาอย่างตั้งใจ
“เจ้าดูให้ดีนะหรงเอ๋อร์ ตรงปลายนี้ให้ผูกแน่นหน่อย ถ้าหลวมเกินไปหนังมันจะหลุดตอนเรากางมันออกได้”
นางพูดช้า ๆ พลางสาธิตให้ดูอีกครั้ง เมื่อประกอบเสร็จ น้องชายก็เอื้อมมือไปหยิบของตนมา แล้วลงมือทำตามอย่างตั้งใจ แม้จะดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีลังเลหรือกลัวผิดพลาดเลย
ลู่ชิงหรูยกมือเท้าแก้ม มองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาที่ปกติสงบนิ่งกลับฉายแววอ่อนโยนอบอุ่น
‘ใคร ๆ ก็ว่าเขาเติบโตช้า พูดไม่คล่องเหมือนเด็กทั่วไป แต่นางกลับเห็น... เขาเพียงเลือกที่จะไม่พูดมากความ เจ้าเด็กคนนี้มองสิ่งใดเพียงครั้งเดียวก็มักจำได้ แม่นยำราวมีภาพวาดเหล่านั้นสลักในหัว นี่มันพรสวรรค์ของเด็กน้อยชัด ๆ’
“เก่งมาก เช่นนี้อนาคตไกลแน่นอน”
นางยิ้ม กล่าวชื่นชมอย่างไม่ต้องเสแสร้งมือบางก็ยกขึ้นยีหัวน้องชายครั้งหนึ่งอย่างหมั่นเขี้ยว
เทียนหรงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกาย แก้มยุ้ย ๆ ยิ้มกว้างราวกับเพิ่งได้ยินคำชมเป็นครั้งแรกในชีวิต มือเล็ก ๆ กำหนังสติ๊กแน่นราวกับสมบัติล้ำค่าที่ผู้เป็นพี่สาวมองให้เขา
แต่ความอบอุ่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่งของเรือน ตามมาด้วยน้ำเสียงเรียบแห้งแผ่วซึ่งเย็นยะเยือกยิ่งกว่าสายลมหนาวที่พัดลอดฝาไม้
“เด็กอายุเท่านี้… เขาเริ่มเข้าสำนักศึกษา อ่านเขียนคล่องกันหมดแล้ว จะมัวแต่นั่งเล่นของเล่นอยู่อีกหรือ?”
ถ้อยคำนั้นไม่ได้ดังนัก แต่เหมือนค้อนเหล็กกระแทกใจกลางอกของเด็กชายตัวน้อยจนหน้าเศร้าหมองทันควัน
ชิงหรูเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หันไปทางปลายเสียง เห็นมารดานั่งอยู่บนตั่งเก่าในอีกมุมของเรือน ป้าเจากำลังช่วยเย็บเสื้อผ้าหน้าหนาวให้ข้าง ๆ ไป๋อี้เหยายังแต่งกายเรียบร้อย แม้สีหน้าอิดโรยจากความหนาวและอาการป่วย แต่แววตากลับยังเต็มไปด้วยความมั่นคง ท่าทางสูงส่งอย่างผู้เคยเป็นถึงภรรยาเอกของอัครมหาเสนาบดีแห่งเมืองหลวง
“ท่านแม่...” ชิงหรูพูดเสียงนิ่งแต่คมชัด “ท่านคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าเรามิได้อยู่ในจวนตระกูลลู่ หากแต่เป็นบ้านไม้โทรม ๆ ปลายทุ่งนาเช่นนี้”
ไป๋อี้เหยาหันมามอง นิ่งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “แม้เราจะตกต่ำลงมากเพียงใด แต่ชาติกำเนิดมิอาจเปลี่ยนได้ รวมถึงดวงกาลกิณีของเด็กนั่นก็ด้วย--”
“เกียรติยศเหล่านั้นกินอิ่มหรือไม่?” เสียงชิงหรูเยาะเบา ๆ สบตามารดาของร่างเดิมตรง ๆ “หากความสูงส่งทำให้ท่านตาบอดจนมองไม่เห็นคุณค่าของคนในครอบครัวตนเอง เช่นนั้นข้าคิดว่าท่านก็ไม่ควรจะถือมันไว้”
ไป๋อี้เหยาไออีกสองสามครั้ง ดวงหน้าซีดยิ่งลงจากความไม่พอใจที่ก่อเกิดขึ้น
“เจ้าพูดเยี่ยงนี้กับมารดา ข้าคือผู้ให้กำเนิดเจ้ามา ยากลำบากเพียงใด...”
“แต่หลังจากนั้นเป็นข้าที่เลี้ยงครอบครัวนี้ด้วยมือข้าเอง ท่านแม่คงจะจำได้” น้ำเสียงของชิงหรูยังไม่ดังไร้อารมณ์โกรธใด
“ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะหรงเอ๋อร์ ข้าไม่อาจทอดทิ้งเขาไว้ได้กับมารดาเช่นท่าน หากยังไม่ยอมละทิ้งเกียรติยศที่กินไม่ได้รวมถึงอดีตที่ท่านเองก็รู้ดีเหล่านั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป...”
เทียนหรงนั่งนิ่งไร้น้ำตาใดแต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ มือยังจับหนังสติ๊กไว้แน่นแต่สายตากลับหม่นลง ดวงหน้าที่เพิ่งยิ้มกลับเต็มไปด้วยความสับสนไหลเวียนวน
ชิงหรูใช้สองมือประคองใบหน้าเด็กชายไว้ แล้วค่อย ๆ เอามือปิดหูทั้งสองข้างของน้อง
“มีบางคำที่เจ้ามิจำเป็นต้องได้ยิน จำไว้นะ หรงเอ๋อร์ ว่าเจ้ามิได้เป็นต้นเหตุของความโชคร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงผู้ใหญ่บางคนที่ไม่กล้าหาญพอแล้วใช้เจ้าเป็นเครื่องมือปกปิดความอ่อนแอของตนก็เท่านั้น”
ยามเช้ามาเยือนพร้อมหมอกจาง ๆ ที่ลอยอยู่รอบชายคา ลู่ชิงหรูลุกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จุดเตาไฟเล็กในครัว นางกำลังนวดแป้งด้วยมือเปล่า แป้งขาวผสมน้ำร้อนอย่างพอเหมาะ เนื้อเนียนนุ่มถูกบรรจงปั้นเป็นก้อนกลมหลายลูก
ข้างกายมีไส้เนื้อวัวตุ๋นจนเปื่อย ปรุงด้วยขิง น้ำมันงาและซีอิ๊วอย่างพอดี ส่วนไส้ผักใช้ผักกาดขาวสับคลุกเกลือ พักจนสะเด็ดน้ำแล้วนำมาผัดกับเห็ดและต้นหอมจนหอม นางห่อซาลาเปาได้สิบกว่าลูกวางเรียงในลังถึงที่ตั้งบนเตาถ่านไว้
ไม่นาน น้ำเดือดก็ส่งกลิ่นอบอุ่นกระจายทั่วห้องครัวไม้ กลิ่นหอมฟุ้งนี้ปลุกใครหลายคนให้ตื่นมาอย่างเต็มใจ ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังออกมาจากห้องด้านใน
“ท่านพี่...”
เทียนหรงโผล่หน้าออกมา ใบหน้ายังง่วงงุนตาแดงเล็กน้อย แต่ก็คลี่ยิ้มทันทีเมื่อเห็นพี่สาวพร้อมทำจมูกฟุดฟิดไม่หยุด
“ตื่นแต่เช้าเชียว?”
ชิงหรูหันมาถามขณะเทเต้าหู้ขาวนุ่มลงในน้ำแกงใสที่ต้มไว้ตามด้วยต้นหอมและพริกไทยเล็กน้อย
เทียนหรงเพียงพยักหน้าแล้วก็เดินกลับไปหยิบหนังสติ๊กที่วางไว้ข้างเสื่อขึ้นมา ก่อนจะย่อตัวลงกับพื้น หยิบเศษไม้กับแผ่นหนังที่เหลือจากเมื่อคืนมาประกอบต่อ เงียบ ๆ ไม่เอะอะ
ลู่ชิงหรูหันมามองอย่างเข้าใจว่าน้องชายตัวน้อยอยากจะนั่งอยู่เป็นเพื่อนนางขณะทำอาหารเช้า พอนางทำอาหารเสร็จก็จัดไว้ที่ประจำแล้วเดินมาย่อตัวลง ลูบศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ
“เก็บของเหล่านี้ไว้ให้ดีนะ เดี๋ยวตอนเย็นพี่จะสอนเจ้าว่ามันใช้ยังไง มันไม่ใช่ของเล่นเท่านั้นแต่มันยังสามารถใช้ปกป้องตัวเจ้าและคนที่รักได้ด้วย”
เทียนหรงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วรีบวางหนังสติ๊กลงในตะกร้า ก่อนคว้าเสื้อคลุมของพี่สาวมายื่นให้
“ท่านพี่...หนาว…”
ชิงหรูยิ้ม ย่อตัวลงกอดน้องแล้วเอาผ้าคลุมมาคลุมไหล่ตัวเอง นางบอกแล้วว่าน้องชายนางฉลาดกว่าใคร
“พี่ไปก่อนนะ ฝากดูแลบ้านด้วย”
เด็กชายพยักหน้า ก่อนเดินตามไปส่งถึงหน้าประตู ยืนโบกมือด้วยรอยยิ้มกว้างสดใสราวกับแสงแดดแรกของเช้า
ลู่ชิงหรูก้าวออกไปบนถนนดิน มองย้อนกลับมาก็ยังเห็นน้องชายยืนมองตามด้วยตาแป๋ว ภาพนั้นอบอุ่นนัก เหมือนกล่อมหัวใจให้สงบลงได้ ตั้งแต่นางทะลุมายุคโบราณก็ได้น้องชายผู้แสนน่ารักนี่ล่ะที่หล่อเลี้ยงให้นางอยากมีชีวิตต่อ
ทว่าเมื่อเทียนหรงหมุนกายเข้ามาในบ้าน ความอบอุ่นเมื่อครู่กลับหายไปทันใด
ไป๋อี้เหยาผู้เป็นมารดาซึ่งเพิ่งตื่น หลังจากไอตลอดคืนทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ อย่างคนร่างกายไม่แข็งแรง นางนั่งอยู่ริมตั่งตัวเก่า หน้าตาบึ้งตึงอย่างชัดเจนยามเหลือบตามามองลูกชายที่เดินเข้าไปใกล้
บทที่ 33คะแนนความพอใจหมดแล้วสำหรับเรื่องให้คนติดตามชิงหรูพอเข้าใจว่าเขาอาจจะห่วงชีวิตของตน ทว่าเรื่องโยงไปมั่วซั่วนี้ชิงหรูยอมไม่ได้“ข้าได้พบกับใครนั้นไม่รบกวนให้คุณชายหยวนใส่ใจหรอก...”คำตอบสั้นตรงและไร้ความเกรงใจ ทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางตะเกียบลงในที่สุด“ต่อไป... ห้ามลาพักยาวแบบนี้อีกโดยไม่ได้ขออนุญาตจากข้า” เสียงของเขาเย็นเฉียบ “ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ พ่อบ้านเฉินก็ไม่อยู่ แล้วข้าจะจ้างเจ้ามาเพิ่มทำไมในเมื่อไม่สามารถช่วยงานเฉินปิ่งได้”ลู่ชิงหรูพึมพำ “ข้าแจ้งกับพ่อข้านเฉินแล้ว เขาบอกว่าช่วงนั้นเขาจะดูแลท่านเอง...” แล้วเหตุใดเจ้านายจอมเรื่องมากถึงบ่นว่าพ่อบ้านเฉินไม่อยู่ให้ใช้งานได้เล่า“แล้วอย่างไร เจ้ารับเงินจากเฉินปิ่งหรือ?”น้ำเสียงเขาเย็นชาและเป็นคำพูดที่ทำให้ลูกจ้างเช่นนางหาทางโต้กลับไม่ได้ หากนางอยากจะได้รับเงินจากเขาอยู่นางมองเขานิ่ง ๆ หากไม่เพราะมีหยางอิ๋นคอยปลอบประโลมให้นางใจเย็นก็คงได้ลาออกกันไปแล้ว ชิงหรูเอ่ยขึ้นตรงไปตรงมาคิดจะคุยกับเขาด้วยเหตุและผล“ข้ายังจำเป็นต้องพาอาหรงไปเรียนเขียนอักษรกับคุณชายเซียว จะไม่ได้ก็คงไม่ได้...”เหตุผลของนางสะกิดบางอย่างในใจเขาทำ
บทที่ 32อย่าเข้ามาใกล้พี่สาวข้า“อาหรงน้อย แม่นางลู่มาแล้วหรือ ข้าชงชาเสร็จพอดี”“รบกวนคุณชายเซียวแล้ว”ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ แล้วปล่อยมือจากน้องชาย พลางก้าวเข้าไปนั่งอย่างไม่รีบร้อน“แต่ข้าตั้งใจจะชงชาให้เจ้าดื่มก่อนเริ่มสอนเด็กน้อยนี่น่ะ”เขายิ้มบาง ๆ มือยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเลื่อนถ้วยชามาให้ชิงหรู สิ่งที่เซียวหลิงชวนทำนั้นอยู่ในสายตาของอาหรงทั้งหมด เขาขมวดคิ้วมองถ้วยชาอย่างไม่ค่อยชอบใจ สองแขนเล็กขยับเข้ามาเกาะแขนและนั่งข้างพี่สาวใกล้กว่าเดิมเด็กชายขยับตัวเบา ๆ ยกมือวางไว้บนขาพี่สาว แววตาเงียบงันคู่นั้นกลับสะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆเซียวหลิงชวนกลั้นยิ้ม ก้มหน้าลงเล็กน้อยมองอาการหวงพี่สาวของเด็กน้อยอย่างนึกเอ็นดู ขนาดเด็กน้อยยังมองออกว่าเขาปฏิบัติกับนางพิเศษ เหตุใดรู้สึกเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้เลยเล่าขณะนั้นเองเสียงแว่วในหัวชิงหรูก็ดังขึ้น‘ข้าให้คะแนนความไวของเด็กนี่เต็มสิบ! ขนาดเด็กยังดูรู้ว่าคุณชายกำลังเกี้ยวเจ้าเลย... เจ้าใจอ่อนให้เขาหน่อยก็ไม่เสียหายนะ!’‘หือ...’ ชิงหรูเริ่มเอะใจแต่ก็ยังไม่ฟันธงอย่างที่ระบบเอ่ยหรอก นางทำเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วพยักหน้าให้
บทที่ 31ตั่งนั่นเจ้านอนได้เสียงเคาะประตูเบา ๆ ในยามดึกทำให้ลู่ชิงหรูที่เพิ่งหลับตาไปได้ไม่นานต้องลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างทำให้มองเห็นโดยรอบชัดเจน ครั้นนางเปิดประตูออกมาก็พบว่าเป็นชายหนุ่มในชุดองครักษ์คุ้นหน้ายืนอยู่ในเงามืดหน้าห้องของนางในคฤหาสน์สกุลหยวน“คุณชายให้มาตามแม่นางไปที่ห้อง...”ชิงหรูขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจทว่าค่าจ้างหนึ่งตำลึงเงินต่อวันที่ค้ำคอทำให้นางตัดสินใจตามไปอย่างไม่ได้เอ่ยถามแม้คำเดียว เพียงพยักหน้าแล้วตามเขาไป...ระหว่างทาง นางสังเกตได้ว่าพ่อบ้านเฉินไม่ปรากฏตัวเช่นเคย ความเงียบของค่ำคืนนี้กลับแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ผิดแปลกไป เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผ่อนของหยวนเหวินซี องครักษ์ก็เปิดประตูให้นางเข้าไปแล้วเขาก็หลบออกไปทันที ปล่อยให้นางเดินเข้าไปเพียงลำพังชิงหรูก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ยังคลุ้งอยู่ทั่วห้อง และเจ้าของเรือนก็กำลังนอนเอนพิงหมอน หน้าผากเปียกชื้นด้วยเหงื่อมากมาย แต่ข้างกายไร้คนรับใช้อย่างที่ควรจะเป็น...ไม่มีแม้กระทั่งพ่อบ้านเฉิน แสดงว่าคืนนี้เขาออกไปทำธุระข้างนอกอีกแล้วสินะ“คุณชายเรียกข้ามีอันใดให้รับ
บทที่ 30พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีทางถอยทั้งคู่เช่นนั้น ชิงหรูก็ตัดสินใจได้แล้ว! นางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ ‘หากเขาหลับเจ้าว่า ข้าจะแอบถีบเขาให้ตกเตียงสักหน่อยดีไหม’หยางอิ๋นรีบเอ่ยเสียงรีบร้อนห้ามทันใด “นายท่านโปรดคิดถึงฟังก์ชันครัวยุโรป วัตถุดิบจากทั่วหล้า... โอ้... เบคอน...ชีส...เจ้าไม่มีหนทางอื่นที่จะได้สิ่งเหล่านั้นมาเร็วเท่าหนทางนี้แล้วนะ!”ลู่ชิงหรูจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าราบเรียบไร้รอยค้านแล้วบัดนี้“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะรับหน้าที่นี้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง รบกวนคุณชายหยวนเขียนสัญญามาด้วย”นางยังไม่ทันได้ถอนหายใจให้เต็มอึด เฉินปิงที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ก็ได้รับคำสั่งทันที เขาเขียนสัญญาตามที่คุยกันและให้นางและหยวนเหวินซีลงนามเรียบร้อยแล้วและทันใดนั้นเสียงราบเรียบของชายป่วยก็ดังขึ้นแทบจะทันที“เฉินปิง เจ้าออกไปตรวจบัญชีที่คั่งค้างเสีย... เรื่องรับใช้ข้าในตอนนี้ปล่อยให้เป็นของบ่าวรับใช้คนใหม่เถอะ”“ขอรับคุณชาย”พ่อบ้านชราแม้จะนิ่ง แต่แววตาเหมือนจะสะท้อนความลังเลบางอย่างอยู่ลึก ๆ กระนั้นก็ยังโค้งคำนับและก้าวออกไปจากห้องไปอย่างไม่อาจสอบถามหรือคัดค้านได้เหลือเพียงเขาและนาง ที่แม้ต่อหน้าล
บทที่ 29คะแนนน้อยที่สุดเท่าที่นางเคยได้มาเมื่อนางเดินพ้นห้องนอนของเจ้าของคฤหาสน์มามุ่งตรงหยิบของและเร่งฝีเท้ากลับเขาจะป่วยกันสักเท่าไหร่กัน ข้อเรียกร้องให้ทำอาหารสามมื้อนี้ย่อมต้องทำให้นางออกจากภัตตาคารแน่ ระหว่างนี้ชิงหรูคิดว่านางจะต้องรีบทำคะแนนแล้วก็เรียกเงินค่าตอบแทนเข้าเยอะ ๆ‘เรื่องออกจากภัตตาคาร นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเจ้าอยู่แล้วนี่ เจ้าอยากเปิดฟังก์ชันห้องครัวยุโรปไม่ใช่หรือ? ครัวในภัตตาคารนั่นแค่ครัวไม้ ควันโขมง มีดก็บิ่น วัตถุดิบก็ธรรมดา! อย่านำมาเปรียบเลย’เจ้าระบบตอนนี้เหมือนถูกคะแนนความพอใจที่มาทีละมาก ๆ จากคุณชายหยวนจอมเรื่องมากบดบังสายตาเสียแล้ว เอะอะอะไรก็ส่งเสริมให้นางเลือกฝั่งนี้เสมอชิงหรูถอนหายใจยาว แต่นางก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผล การแลกนี้ย่อมคุ้มกับสิ่งที่เสียไป...ชิงหรูเดินกลับมาถึงบ้านแล้ว เสียงประตูไม้ถูกผลักเปิดออกเบา ๆ ในยามบ่ายที่เงียบสงัด เงาของนางทอดยาวบนพื้นดินข้างเรือน บ้านเปิดอยู่แสดงว่าทุกคนอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปตามหานาง ซึ่งก็ดีแล้วทันทีที่นางก้าวเข้ามาในลานบ้าน เงาร่างเล็ก ๆ ก็วิ่งพรวดออกมาจากบ้านก่อนจะกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของนางอย่างแน่นห
บทที่ 28ใช้เล่ห์มาก็ใช้กลับลู่ชิงหรูกอดเข่าบนกองฟางอันเย็นชื้นหลังพิงกำแพงหินเย็นเฉียบ แสงตะเกียงด้านนอกส่องผ่านซี่ลูกกรงเป็นเงาทอดยาวบนพื้น นางไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ได้ใช่เพราะหวาดหวั่นใดใดนางนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านว่าจะเป็นห่วงนางแค่ไหนต่างหาก ตอนนี้น่าจะขึ้นเช้าวันใหม่แล้วหากพวกเขาพบว่านางยังไม่กลับบ้าน คงร้อนใจจนไม่เป็นอันกินอันนอนนางถอนหายใจเงียบ ๆ พับแขนแนบอกแล้วเอนหัวกับผนังเย็นเฉียบ แม้ในใจจะกังวลถึงครอบครัว แต่สีหน้ากลับนิ่งสนิทไม่แสดงความอ่อนแอใด นางมีนิสัยเก็บอารมณ์เก่งนี้ติดตัวมานานแล้ว...และเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นในความเงียบของคุกใต้ดินบานประตูเหล็กเปิดออก เผยให้เห็นเงาร่างขององครักษ์ชุดดำผู้หนึ่งที่นางจำได้ดี เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเอ่ยเสียงราบเรียบ“พ่อบ้านเฉินให้มาปล่อยตัวแม่นาง...”ลู่ชิงหรูลุกขึ้น สบตากับชายผู้นั้นครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามออกไปโดยไม่เอ่ยถามใด ไม่แสดงความประหลาดใจหรือดีใจเลยแม้แต่น้อย เป็นเขาเองที่มีสีหน้าประหลาดใจกับสภาพของนางเหตุใดสตรีอายุน้อยนางหนึ่งถึงไร้ท่าทีหรือสีหน้าอย่างคนที่ถูกขังในคุกมืดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเช่นนี้...เมื่อพ้นจากค







