Mag-log inหัวหน้าโจรรีบผละจากร่างสวยแล้วฉุดกระชากให้มุกระวีลุกขึ้น
“ไปกับฉัน ฉันจะเอาเธอไปด้วย”
มุกระวีกรีดร้องลั่น ร่างบางถูกฉุดลงจากรถไปคลุกกับพื้นทรายร้อนๆ “ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ไป” บอกพร้อมกับพยายามดิ้นให้หลุดจากการถูกกระชาก ร่างบางล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า แต่มันก็ไม่สนใจดึงให้ลุกขึ้นอย่างหยาบคาย
“รีบลุกเร็วเข้า”
มุกระวีได้ยินเสียงรถมาใหม่อีกคัน เธอแน่ใจว่าต้องเป็นรถตำรวจ จึงพยายามดิ้นรนให้หลุด แต่ก็ถูกโจรร้ายกระชากอย่างแรงให้ลุก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงชายฉกรรจ์ที่มาใหม่ตวาดพร้อมกับหันปลายกระบอกปืนมาทางกลุ่มโจร ซึ่งตรงนั้นมีมุกระวียืนอยู่ด้วย
“หนีเร็ว” เสียงหัวหน้าโจรสั่งแล้วพวกมันก็พากันแตกกระเจิงวิ่งหนีขึ้นรถ มันรู้อยู่แล้วว่าสู้ตำรวจไม่ได้ เรื่องอะไรจะอยู่ให้ถูกจับ ทว่าพอพวกมันหันหลังวิ่งหนี เสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมกันหลายนัด
ปัง ปัง ปัง
มุกระวียืนตัวสั่นด้วยความตกใจยกมือปิดหู รู้สึกตาพร่าลาย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไปต่อหน้า เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกชักปลั๊กออกกะทันหัน
มุกระวีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่อากาศเย็นสบาย มีที่นอนหนานุ่มรองรับแผ่นหลัง เมื่อสายตาค่อยๆ ปรับโฟกัสก็พบว่ารอบๆ ห้องตกแต่งด้วยกระจกโมเสกหลากสี เครื่องเรือนตกแต่งหรูหราสไตล์อาหรับ มีผ้าม่านผืนหนาสีทองขลิบลายอย่างดีแขวนไว้ที่หน้าต่างบานใหญ่
สมองของมุกระวีค่อยๆ ทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่ร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงก็ทำให้มุกระวีต้องเบิกตากว้าง แม่เจ้า นั่นคนหรือเทพบุตร เพราะชายในชุดกันดูราสีขาว มีผ้าคลุมศีรษะเสริมให้ใบหน้าดูโดดเด่นออกมา ดวงตา คิ้ว คาง รับกันอย่างเหมาะเจาะ ใบหน้าแบบนี้เธอเคยเห็นในข่าวเฟซบุ๊ก พวกชีคอาหรับ
“ตื่นแล้วเหรอ ผมต้องการคุยกับคุณ” เสียงห้าวทุ้มบอกเป็นภาษาอังกฤษ
“คุยกับฉันเหรอ คุยอะไร” มุกระวียังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่พอจะขยับตัวเองลุกขึ้นเพื่อนั่งคุยกับเขาก็รู้สึกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูแปลกๆ เป็นชุดยาวคลุมไปถึงข้อเท้า “นี่ชุดของใครกัน แล้วที่นี่ที่ไหน”
“ผมจะคุยกับคุณเรื่องนี้แหละ คุณเป็นพวกเดียวกับไอ้โจรทะเลทรายนั่นหรือเปล่า”
พอเจอคำถามแรกของคนหล่อก็เล่นเอาสไตลิสต์คนสวยไปไม่ถูก “คุณพูดอะไรฉันไม่เข้าใจ ฉันเป็นนักท่องเที่ยว แต่ถูกคนขับของกรุ๊ปทัวร์ทิ้งไว้กลางทะเลทราย แล้วคุณเป็นใครกัน คนอื่นๆ ไปไหนกันหมด”
“ผมชื่อฟาริส เป็นคนสั่งให้ลูกน้องพาคุณมาที่นี่เพื่อสอบสวน”
“สอบสวนเรื่องอะไรกัน” คิ้วเรียวขมวดมุ่น “ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว พาฉันไปสถานีตำรวจที ฉันจะไปแจ้งความว่าถูกโจรปล้นกลางทะเลทราย จะฟ้องกรุ๊ปทัวร์ที่พามาทิ้งกลางทะเลทรายด้วย” มุกระวีทำท่าจะลุกเดินไปที่ประตู แต่ถูกรั้งไว้ด้วยคำสั่งเหี้ยม
“หยุดอยู่ตรงนั้น คุณจะไปไหนไม่ได้ ผมต้องการรู้ว่าคุณเกี่ยวข้องอะไรกับพวกโจรนั่นหรือเปล่า ทำไมมันถึงจะพาคุณหนีไปด้วย ทั้งที่ทิ้งคนอื่นๆ ไว้” ไม่เพียงแค่ถาม แต่ฟาริสยังเดินเข้าไปใกล้เชลยสาวแสนสวย
ตอนที่หล่อนนอนหมดสติอยู่กลางดงปืน เป็นเขาเองที่ไปอุ้มเธอมาขึ้นรถและสั่งให้สาวใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เขาเห็นชัดว่าภายใต้ชุดคลุมยาวนี้ซ่อนความงดงาม ยั่วยวนตาไว้แค่ไหน
“คุณพูดอะไรฉันไม่เข้าใจ บอกแล้วไงว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวถูกทัวร์เอาไปทิ้งกลางทะเลทราย ทำไมคุณไม่ไปถามกรุ๊ปทัวร์ดูล่ะ ว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวจริงไหม”
“ผมทำแน่ แต่ว่าตอนนี้ยังไงก็ต้องกักตัวคุณไว้ก่อน จนกว่าผมจะแน่ใจว่าคุณไม่ใช่พวกเดียวกับโจร พวกมันขโมยชุดมรกตล้อมเพชรของผมไป แล้วมีคุณคนเดียวที่เห็นหน้าพวกมัน เพราะฉะนั้น คุณจะต้องอยู่กับผมเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่พวกเดียวกับโจร”
“บ้าไปแล้ว ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว ฉันจะกลับประเทศไทย” มุกระวีเหลืออด ทั้งกับคนหล่อและสถานการณ์บ้าๆ ตรงนี้ เธออยากคิดว่ามันเป็นแค่ฝัน แล้วให้ตัวเองตื่นจากความฝันนี้เสียที
ร่างบางปราดไปที่ประตู พอเปิดออกไปก็พบกับชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมโหดสามคนยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง เท้าน้อยๆ รีบผละถอยหลังอย่างตกใจ
“คุณหนีไปไหนไม่ได้หรอก ถ้าผมไม่อนุญาต ตอนนี้คุณต้องอยู่กับผมที่นี่ก่อน จนกว่าทุกอย่างจะชัดเจนว่าคุณไม่ใช่พวกเดียวกับมันผมถึงจะปล่อยไป”
มุกระวีหันกลับมาเม้มริมฝีปากแน่น “จะให้ฉันบอกกี่รอบว่าฉันไม่ใช่พวกเดียวกับโจร พวกมันจะข่มขืนฉันด้วยซ้ำ ฉันจะเป็นพวกเดียวกับมันได้ยังไง ฟังกันบ้างสิ”
“ผมไม่รู้เรื่องนั้นด้วย ผมเห็นแค่ว่ามันจะพาคุณไปด้วย แต่คุณเป็นลมหมดสติไปเสียก่อน เพราะฉะนั้นผมจะปล่อยคุณไปไม่ได้ ดีไม่ดีคุณอาจจะเป็นเมียของพวกมันคนใดคนหนึ่ง แล้วพวกมันก็ส่งคุณมาเป็นนางนกต่ออีกทีก็เป็นได้” เพราะเหตุการณ์แบบนี้ฟาริสเคยเจอมาแล้ว ตอนที่ท่านพ่อของเขารับสนมคนหนึ่งเข้ามา หล่อนเป็นคนของพวกชนกลุ่มน้อยที่อยากแยกตัวเป็นอิสระเลยส่งลูกสาวของหัวหน้ากลุ่มเข้ามาเพื่อหวังสังหารท่านพ่อของเขา แต่ดีที่เขาเข้าไปช่วยท่านพ่อไว้ทัน ท่านพ่อจึงรอดมาได้
มุกระวีกำมือแน่น แม้จะชอบหน้าหล่อๆ ของคนตรงหน้า แต่เกลียดปากเสียของเขาที่สุด “ปากมอม ฉันไม่ใช่เมียโจรและไม่ใช่นางนกต่ออย่างที่คุณคิด ฉันเป็นสไตลิสต์มีงานทำที่เมืองไทย ไม่เชื่อไปสืบดูได้”
และบังเอิญว่าเขาฟังภาษาไทยเข้าใจในระดับดีมากจึงตอบกลับอย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน “รู้ไหมว่าไม่เคยมีใครด่าผมว่าปากมอมมาก่อน คุณกล้ามากนะ”
“ไปจริง แต่ถ้ายังชักช้า ผมจะพาไปทัวร์รอบเตียงอีกสักรอบ”มุกระวีอายแทนคนพูด “ไม่ค่ะ ฉันอยากจะไปทัวร์ข้างนอกมากกว่า”“ผมก็จะพาคุณไปอยู่นี่ไงล่ะ”มุกระวีดีใจ รีบเดินตามหลังคนตัวโตออกไป พอบอกว่าไปเที่ยวความคิดก็เริ่มบรรเจิดแผนการ ถ้าได้ออกไปเที่ยวไกลๆ ก็จะได้หาโอกาสหนีได้ง่ายขึ้นมุกระวียิ้มให้กับความฉลาดของตัวเอง แต่ไม่ทันเห็นว่าคนตัวโตหยุดเดินจนเธอชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง บางอย่างที่ซ่อนไว้เกือบหล่นออกมา“ว้าย” มุกระวีอุทานออกมาหน้าซีดเผือด ขณะที่ฟาริสหันมามอง หรี่ตาคมเข้มมีแววรู้ทันไปที่คนตัวเล็ก“ใจลอยจนเดินชนผม คุณมัวแต่เหม่อคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ”“เปล่านี่ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย ถ้าจะคิดก็คิดว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ฉันอยากไปที่สวยๆ คุณมีที่ไหนแนะนำบ้างล่ะ คุณเป็นเจ้าของบ้าน น่าจะรู้จักสถานที่สวยๆ มากกว่าฉัน”มุกระวีถามไปพลางยิ้มกว้าง ขอแค่ได้ไปไกลจากวังหลวงก็เพียงพอแล้ว“อยากไปที่สวยๆ”“อืม ใช่ แต่สวนสวรรค์อะไรนั่นฉันไม่ไป
มุกระวีพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันพอใจกับการเป็นสไตลิสต์ ได้แต่งตัวให้ดารานักแสดง พวกเขาล้วนชอบเสื้อผ้าที่ฉันเลือกให้ใส่ บางทีฉันได้อยู่ใกล้พระเอกหล่อๆ ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตเลยนะคะ”พอพูดจบมุกระวีก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปตรงไหน เพราะจู่ๆ ก็ถูกคว้ามือไปกุมไว้อย่างรวดเร็ว“โอ๊ย” มุกระวีร้องออกมาด้วยความเจ็บ “ท่านชีค คุณเป็นอะไรคะเนี่ย มากระชากมือฉันทำไม”เสียงทุ้มกร้าวขึ้น พร้อมกับแววตาไม่พอใจ “อย่าพูดถึงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผม ผมไม่ชอบ”มุกระวีเม้มปากแน่น มองตอบเขาด้วยความไม่ชอบใจ “คุณไม่ชอบก็เรื่องของคุณสิ”มุกระวีสะบัดหน้าหนี แล้วลุกขึ้นยืน เธอจะรีบเดินเร็วๆ กลับไปที่ห้องนอน ทั้งที่ไม่อยากกลับไปที่ห้องนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี“อย่าเดินหนีผม มุกระวี”มุกระวีหันหน้ากลับมา ยิ้มเป็นเส้นตรง “ได้ค่ะ ไม่เดินหนี” แต่ตอนนี้ร่างบอบบางกำลังวิ่งออกไปจากหน้าประตู ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นออกไป ทหารองครักษ์หลายนายก็กรูกันเข้ามา“หลบไป มาขวางหน้าฉันทำไม
“เจอแล้ว อยู่นี่เอง” มุกระวียิ้มกว้าง รีบหยิบเอกสารขึ้นมาดูทุกใบอย่างละเอียด “อยู่ครบหมดเลย รอดตายแล้ว เราจะได้กลับบ้านเสียที” มุกระวียิ้มกริ่ม มองเห็นแสงสว่างรำไร ตอนนี้ขาดแค่เงินเท่านั้นมุกระวีหยิบเอกสารออกมาเก็บไว้ใต้เสื้อ รอแค่หาเงินค่ารถไปสถานทูตก็จะได้กลับเมืองไทยแล้ว คนสวยเดินยิ้มหวานออกมาจากโซนห้องทำงานของเขา แต่แล้วต้องชะงัก เบิกตากว้างด้วยความตกใจ“คะ คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร” เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นแต่ทำไม่ได้“คุณตื่นนานแล้วหรือมุกระวี แล้วนั่นไปทำอะไรตรงนั้น”“ฉะ ฉันหรือ ฉันตื่นนานแล้ว แต่ไม่เห็นคุณเลยลองเดินหาดู”ฟาริสยิ้มบางๆ ดวงตาวาววับกรุ้มกริ่ม “คิดถึงผมขนาดนี้เลยหรือที่รัก มานี่มา ผมอยู่ตรงนี้แล้ว” เขาเดินไปโอบรอบเอวบาง แล้วดึงร่างเล็กมากดจุมพิตตรงหน้าผากมุกระวีตกใจรีบดันตัวเองออก “บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกที่รัก”“ไม่ให้เรียกที่รักแล้วจะให้เรียกอะไร มุกระวีสวีตฮาร์ต มายดาร์ลิ่ง หรือว่าทูนหัวของฟาริส”&ldquo
ฟาริสยิ้มด้วยความพอใจ เขาเร่งมือให้เร็วขึ้น ไม่นานมุกระวีก็เกร็งไปทั้งร่าง ก่อนจะกระตุกถี่ยิบแล้วหวีดร้องออกมาด้วยความเสียดเสียวรุนแรง ร่างบางอ่อนระทวยล้มลงกับพื้น แต่ดีที่ฟาริสรู้อยู่แล้วจึงช้อนอุ้มไว้ทัน“ผมจะพาคุณไปพักเองนะครับที่รัก” เขายิ้มกริ่ม อุ้มคนที่นอนซุกหน้าเข้าหาอกด้วยความอายไปวางที่เตียง ฟาริสไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว เขาต้องการทำให้มุกระวีมีความสุขแม้เขาเองจะยังไม่ได้ปลดปล่อย แม้อยากจะตักตวงความสุขจากเธอแต่ก็จะอดทนรออย่างใจเย็น“เมื่อกี้คุณอุ้มฉันมา แผลคุณจะเป็นอะไรไหม” มุกระวีถามอายๆ เธอตั้งใจจะมาทำแผลให้เขา แต่กลายเป็นว่าเธอมาทำอะไรน่าอายในห้องของเขาแทนฟาริสได้ยินแล้วหัวใจพองโต เขากดจุมพิตไปที่กระหม่อมบางอย่างรักใคร่ “แผลแค่นี้ไกลหัวใจ ผมไม่ตายง่ายๆหรอก ไม่ต้องห่วงผมนะครับที่รัก คุณพักผ่อนเถอะ” เขาว่าแล้วดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาห่มให้ถึงลำคอขาวผ่อง“ใครเป็นที่รักของคุณ หยุดเรียกฉันว่าที่รักเสียทีเถอะ”ฟาริสส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่สนใจคำดุจากคนตัวเล็ก เมื่อกี้ยังอ่อนระทวยเรียกชื่อเขาอยู่เลย ตอนนี้กลับ
มือหนาบีบปลายคางคนดื้อเบาๆ เท่านั้นมุกระวีก็เปิดปากออก ทำให้ลิ้นของฟาริสรีบชอนไชเข้าไปกวาดชิมน้ำหวาน ตักตวงความนุ่มละมุนออกมาเป็นของตัวเองจนหมด เขาครางออกมาด้วยความพอใจ เมื่อสัมผัสได้ว่าลิ้นนุ่มๆ กระถดหนีด้วยความตกใจ เขาไล่หยอกเอิน ก่อนจะรัดรึงไว้ด้วยความเจนจัดมุกระวีอยากจะหนีหายไปจากตรงนี้แต่ก็ทำไม่ได้ ร่างกายถูกตรึงไว้ด้วยมือแกร่ง ร่างกายส่วนบนและล่างก็ถูกทาบทับไว้ด้วยเรือนร่างกำยำ เธอพยายามหอบหายใจเข้าปอด เพราะยังถูกบดจูบอย่างเร่าร้อนต่อเนื่อง จนแทบอ่อนระทวย สัมผัสร้อนผ่าวที่บดเบียดลงมาไม่หยุด รับรู้ได้ถึงความแข็งแรงของความเป็นชายที่ดุนดันหน้าท้องแบนราบเธอก็ยิ่งหวาดหวั่นฟาริสถอนจูบเร่าร้อนออกมา ดวงตาส่องประกายพร่างพราว เขาไม่เคยรู้สึกต้องการผู้หญิงคนไหนเท่านี้มาก่อน ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อ มุกระวีเม้มปากแน่น ดวงตากำลังต่อว่าเขาอยู่“เริ่มจำได้บ้างหรือยัง ถ้ายังจำๆ ลืมๆ เดี๋ยวทบทวนให้จนกว่าจะจำได้”ฟาริสกระตุกยิ้ม เขายังไม่อิ่มง่ายๆ และไม่คิดจะพอในตอนนี้ เขาก้มลงจูบกลีบปากอิ่มอีกครั้ง“อ๊ะ”มุกระวีตกใจ ไม่คิ
ฟาเรียยู่ปากใส่พี่ชายที่หัวเราะแล้วเดินเร็วๆ จากไป “พี่ฟาริสทำไมพูดกับฟาเรียแบบนี้ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเลย” ฟาเรียทำเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วถอนใจตอนแรกเธอคิดว่าฟาริสชอบพอกับญาติสาวของเธอที่กำลังจะกลับมาจากอเมริกาในอีกไม่กี่อาทิตย์จนไม่กล้ามีนางในฮาเร็ม แต่ที่ไหนได้ ฟาริสกลับพามุกระวีเข้าไปอยู่ในวังหลวงก่อนญาติเธอเสียอีก แต่จะทำยังไงได้ ฟาริสคือคนที่ใครก็ไม่กล้าทำให้ขุ่นเคืองใจ แม้เธอจะเป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทสนมแต่ก็กลัวเขาอยู่ไม่น้อยมุกระวีกลับมาถึงคฤหาสน์ก็เดินตามคนตัวใหญ่ขึ้นไปที่ชั้นสองของคฤหาสน์ เธอลอบกลืนน้ำลายกับแผ่นหลังกำยำและรูปร่างสมส่วนของเขา ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ล้วนดูหล่อเหลา สง่างาม ต้องยอมรับว่าถ้าผู้จัดละครคนไหนได้เห็นชีคฟาริสคงจะต้องเข้ามาทาบให้เขาเป็นพระเอกอย่างแน่นอน แต่คงไม่มีวันนั้น นี่ท่านชีคเชียวนะ และยังหล่อ รวยขนาดนี้ เขาไม่ไปเล่นละครให้เหนื่อยหรอกอีกอย่าง มุกระวีอดคิดไม่ได้ว่าคนหล่อระดับนี้จะมีนางในฮาเร็มมากขนาดไหน คงจะมีเป็นร้อยล่ะมั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนึบๆ ในใจแล้วพยายามสะบัดศี







