Masuk
หญิงสาวต่างจังหวัดอายุยังน้อย ต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนมา หวังจะหางานทำ เพื่อสานฝันให้กับน้องชายเพียงคนเดียวได้เรียนต่อ ใครจะรู้ว่าโชคชะตากำลังจะเล่นตลกกับชีวิตของเธอ ครอบครัวที่อบอุ่น บ้านที่เคยเป็นบ้าน เวลานี้มันแตกสาแหรกขาด
ตั้งแต่บิดาของเธอนอกใจผู้เป็นมารดาไปมีหญิงอื่น จากนั้นนาราก็ไม่เคยหวังอะไรจากผู้เป็นบิดาอีกเลย ไม่คิดจะขอความช่วยเหลือ แม้ในวันที่ตกทุกข์ได้ยาก เธอก็พร้อมที่จะฝ่าฟันไปด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เธอก็มุ่งมั่นตั้งใจเอาไว้แล้ว จะหางานทำให้ได้ ยังไงก็จะไม่ถอย ไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรืองานเบาเธอก็จะไม่เกี่ยง จะไม่เลือกงานใดๆ ทั้งสิ้น ความฝันของน้องชายคือสิ่งที่จุดประกายให้เธอสู้ อย่างน้อยก็มีป้าที่พอจะพึ่งพาได้ หากว่าเธอไปอาศัยอยู่ที่นั่น
คนที่นาราเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้คือผู้เป็นมารดา หากเธอกับนาทีไม่อยู่บ้าน นางคงจะโดดเดี่ยว เมื่ออยู่ที่บ้านคนเดียว ความเหงาของมารดานั้นคงทวีคูณเป็นสองเท่า แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากนาทีเรียนจบทุกอย่างจะเหมือนเดิมจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง เหมือนที่มารดาเคยรักษาและเยียวยาบาดแผล ที่บิดาของเธอเคยทำเอาไว้ เพื่ออนาคตของลูกนาราเชื่อว่ามารดาต้องยอม เหมือนที่เธอยอมเรียนแค่อนุปริญญา ทั้งที่นารามีความสามารถและฉลาดเก่ง สามารถที่จะเรียนจบปริญญาตรีไม่ยากเลย รถแท็กซี่วิ่งเข้ามาในซอยของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ที่บอกได้เลยว่าถ้าไม่คุ้นนี่มันทางไปเขาวงกตชัดๆ เมื่อรถแล่นเข้ามาบ้านหลังที่หญิงสาวคุ้นเคย นารารีบพูดออกมาเสียงดัง
"ลุงๆ จอดๆ บ้านหลังนี้ค่ะ หนูเคยมาหลายครั้งแล้ว"
เมื่อฉันจ่ายค่าโดยสารเสร็จแล้ว จึงลงมาจากรถ ก่อนจะมองเข้าไปในบ้าน ที่เวลานี้มืดสนิทไฟก็ไม่เปิดสักดวง ฉันกดกริ่งกดแล้วกดอีกก็ไม่มีใครมาเปิด ลุงกับป้าไปไหนกันหมด นั่นคือคำถามในหัวของฉันเวลานี้ ฉันนั่งตบยุงตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนเวลาล่วงเลยมาจะสามทุ่มกว่าแล้ว ฉันมองซ้ายแลขวาก่อนจะตัดสินใจ โยนกระเป๋าเป้ใบเดียวที่ติดตัวมา เข้าไปในบ้าน จากนั้นฉันก็ปีนข้ามรั้วที่ไม่สูงนัก แน่นอนฉันปีนป่ายที่ต่างจังหวัดเก่งจะตาย ต้นมะม่วงต้นมะขามก็ขึ้นมาแล้วรั้วเตี้ยแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหา
"ป้าสาคะป้าอยู่ไหมคะ.." ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพิงกับประตูบ้าน แล้วเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะเดินทางมาทั้งวันความเพลียทำให้นาราหลับลงได้อย่างง่ายดาย
ภูตะวัน
ผมภูตะวันที่บ้านเรียกมักเรียกสั้นๆ ว่าภูครับ ผมเดินทางไปเหนือหลายวันขับรถไปกลับเอง วันนี้ก็มาถึงดึกเลย ไม่ดึกธรรมดานี่มันปาเข้าไปจะตีสองกว่าแล้ว
ผมมีคอนโด แต่ส่วนมากผมจะพักที่บ้านหลังนี้มากกว่า เพราะมันใกล้กับโรงงานผลิตไวน์ ส่วนบ้านใหญ่คือบ้านที่แม่และน้องๆ อยู่กันนานๆ ทีผมจะเข้าไปที ซึ่งบ้านหลังนี้ผมซื้อต่อจากเจ้าของเดิมที่เขาขายให้ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปต่างประเทศ และผมเห็นว่ามันใกล้กับโรงงานเลยตัดสินใจซื้ออย่างไม่ลังเลใจ หลังจากที่ผมเอารถไปเก็บแล้วจะเดินเข้าไปในบ้าน ขณะที่ผมกำลังจะเปิดประตูนั้นได้เหยียบโดนอะไรนุ่มๆ
"โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเสียงหลง เมื่อมีใครคนหนึ่งเหยียบมาที่เท้าของฉัน ขณะที่กำลังหลับเพลินๆ เพราะเมื่อยจากการนั่งรถมาทั้งวัน
"เฮ้ย! นี่เธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง เป็นขโมยหรือเปล่าเนี่ย!"
“นี่ลุง! เหยียบลงมาได้ยังไงตาบอดหรือไง โอ๊ย! เจ็บชะมัดเลย" ฉันนั่งชันเข่าพร้อมทั้งเอามือลูบเบาๆ ไปมาที่หลังเท้าอย่างรู้สึกเจ็บ เพราะว่าฉันใส่รองเท้าแตะ ส่วนเขาน่าจะใส่รองเท้าผ้าใบส้นหนาด้วยมั้ง "นี่! เธอเรียกใครว่าลุงปากเธอเนี่ยนะ เข้ามาแอบในบ้านคนอื่นแล้วยังปากเสียอีก เป็นขโมยใช่ไหมเนี่ย!"
"นี่ลุง! ลุงนั่นแหละเข้ามาได้ไง! นี่มันบ้านป้าฉันนะ อย่าทำเป็นเนียน ลุงเป็นขโมยหรือเปล่าเนี่ย! " ฉันพูดกับเขาพร้อมกับตะเกียกตะกายลุกขึ้น เพราะยังเจ็บที่หลังเท้า ภายในใจก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ตาลุงนี่อยู่ เพราะมองไม่ค่อยชัดไฟมันสลัว แต่ก็เห็นลางๆ พอเดาได้ว่าเขาอายุเยอะกว่าฉันหลายปี เขาดูดีจากการแต่งตัวภูมิฐานโครงหน้าก็น่าจะหล่อพอใช้ทีเดียว
"นี่เธอ ใคร ใครเป็นขโมยนี่มันบ้านฉันนะ!"
"มั่วแล้วลุง นี่มันบ้านป้าสา ป้าของฉัน คุณเป็นใคร แล้วถือวิสาสะอะไรเข้ามาอยู่ในบ้านป้าฉันเนี่ย ฮะ"ผมพอเดาได้แล้ว ถ้ายายเนี่ยไม่โกหก ผมเธอคงจะเป็นหลานสาวป้าสาจริงๆ แล้วเธอไปอยู่ไหนมา ทำไมไม่รู้ว่าป้าสาย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศหลายปีแล้ว
"นี่เธอหลบไปก่อนซิ ฉันจะเปิดประตู เราค่อยไปคุยกันในบ้านฉันเหนื่อย ขับรถมาตั้งไกลยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก" ที่ผมสงสัยคือผมคุ้นหน้ายัยเด็กนี่มากเลย แต่นึกไม่ออกเคยเจอที่ไหนมาก่อน รู้แต่ว่าคุ้นเอามากๆ ผมจึงให้เธอเข้ามาข้างใน เพราะตอนนี้มันดึกมากแล้ว
"ว้าว!..ลุงจัดบ้านใหม่เหรอ เปลี่ยนไปเยอะเลยแต่ก็คลาสสิคดี"
ผมหันไปตามเสียงเจี๊ยวจ๊าวนั่นเธอน่ารักมาก ดูสดใสทำไมเธอทำให้หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะแบบนี้ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมความรู้สึกของผม มันเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังตกหลุมรักแรกอีกครั้ง เธอใส่เสื้อยืดกางเกงยีนต่างกับผู้หญิงที่ผมเจอแทบทุกวัน
ผู้หญิงพวกนั้นแต่งตัวเปรี้ยวโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งแต่ผมกลับรู้สึกเฉยๆ ผิดกับเด็กคนนี้ ยัยเด็กนี่กำลังทำให้ผมรู้สึกใจเต้นแรงขึ้น เมื่อเธอเข้ามาใกล้ตอนนี้หัวใจของผมมันเต้นดังกลองเพล ผมบ้าไปแล้ว เด็กคนนี้ไม่น่าใช่สเปกของผมด้วยซ้ำ แต่พอเห็นหน้าเธอแล้ว
ทำให้ผมถึงกับตาสว่าง ความง่วงเหล่านั้นได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง มันจะแปลกไหมถ้าผมจะตกหลุมรักยัยเด็กจุ้นคนนี้ ดูจากหน้าตาของเธอแล้ว ไม่รู้ว่าบรรลุนิติภาวะหรือยัง ผมยังไม่อยากเจอข้อหาพรากผู้เยาว์ แต่ความรักไม่มีกฎเกณฑ์ไม่มีกติกา มีเพียงหัวใจที่เป็นที่ตั้งมั่นไม่ใช่หรือ?
ผ่านไปสองปี นาราคลอดลูกชายชื่อว่าน้องซัน ที่แปลว่าพระอาทิตย์ หรือว่าดวงตะวันนั่นเอง เพื่อให้สอดคล้องกับบิดาและอาของเขา ทุกคนรักและเอ็นดูเด็กชายเป็นอย่างมาก เพราะที่นี่เงียบเหงามานานไม่มีเด็กมาวิ่งเล่น ไม่มีเสียงหัวเราะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป ทุกคนต่างติดน้องซันกันแจแม้แต่มารดาของพ่อเลี้ยงตะวันเอง ยังไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ เลย อยากอยู่กับหลานมากกว่า นับดาวก็เลยต้องอยู่ที่นี่ด้วยและได้เรียนรู้งานที่ไร่องุ่นมากขึ้น โดยมีเมืองรามคอยสอนจนทั้งคู่พัฒนาจากคู่กัดเป็นมาเป็นคู่รัก "ชอบไหมนาราสวยหรือเปล่า ชอบแบบนี้ไหม" นาราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเธออายุเพียงแค่ยี่สิบสอง แต่ก็ดูแลลูกและสามีได้ไม่ขาดตกบกพร่อง สมกับที่พ่อเลี้ยงตะวันเลือกเธอมาเป็นคู่ชีวิต "อืม... สวยแล้ว" นาราพูดออกไปขณะที่พ่อเลี้ยงตะวัน กำลังจัดแจงให้คนงานที่รับทำซุ้มดอกไม้ ออกมาให้มันสวยงามที่สุด เพราะมันคืองานสำคัญของเขาและนารา นั่นคืองานแต่งของพวกเขาทั้งสอง"แม่จั๊บ" น้องซันยังพูดไม่ชัด แต่ก็พอเข้าใจในภาษาที่พูด เมื่อเด
เมื่อปรับความเข้าใจกันได้ พ่อเลี้ยงตะวันก็ได้พานาราบินกลับเมืองไทยทันที เพราะกลัวว่าท้องของเธอนั้นใหญ่ขึ้นมาก การเดินทางจะลำบาก หากช้ากว่านี้อาจจะได้คลอดอยู่ที่ฝรั่งเศส ซึ่งพ่อเลี้ยงตะวันไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น เขาอยากให้ลูกอยู่กับธรรมชาติมากกว่า หญิงสาวท้องแก่เดิมต้วมเตี้ยมออกมาชมไร่ในตอนเช้า ทุกย่างก้าวเธอเฝ้าระวังเวลาย่ำเดินช้าๆ สามีของเธอมองมา พ่อเลี้ยงตะวันไม่ก็ช้ารีบวิ่งเข้ามาหาเธอทันที "คุณแม่ครับ บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้รอพ่อก่อน จะเดินมาที่ไร่ต้องมีคนคอยพยุงข้างๆ " พ่อเลี้ยงตะวันเอ็ดภรรยาออกมาเพราะความห่วงใย "ไม่เป็นไรหรอกน่า... นาราท้องนะลุงไม่ป่วย จะต้องให้มีคนคอยพยุงตลอดเวลาแบบนั้น ยังเดินไหว ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ" "ยังไงพ่อก็เป็นห่วงแม่กับลูกอยู่ดีแหละครับ" สรรพนามของเขาเปลี่ยนไป ตั้งแต่ที่ฝรั่งเศสแล้ว พ่อเลี้ยงตะวันมักเรียกตัวเองว่าพ่อและเรียกแทนนาราว่าแม่เสมอ แต่มันก็น่ารักดีนารารู้สึกอบอุ่นทุกครั้ง ที่มีพ่อเลี้ยงตะวันคอยอยู่เคียงข้าง ไม่ห่าง
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของสามีหนุ่ม เมื่อภรรยาสาวของเขา ก้มหน้าก้มตากินอาหารทุกอย่าง ที่เขาทำด้วยความเอร็ดอร่อยๆ เธอหิวหรือว่าเขามีฝีมือด้านการทำอาหารกันแน่นะ กว่าเธอจะรู้ตัว อาหารในชามบนโต๊ะก็เกลี้ยงหมดแล้ว เมื่อนาราเงยหน้าขึ้นมา พบว่าสามีของเธอนั้นได้นั่งกอดอก พร้อมทั้งส่งยิ้มมาให้เธอ นาราส่งยิ้มแหยๆ ให้กับเขาไป ก่อนจะหยิบแก้วน้ำมาดื่มอย่างเขินๆ "กลัวเสียน้ำใจ กินซะเกลี้ยงเลยนะแม่" เขาพูดพร้อมทั้งส่งยิ้มกว้างมาที่นาราอีกครั้ง จากนั้นพ่อเลี้ยงตะวันก็ลุกเดินอ้อมมาที่เธอ ก่อนที่เขาจะนั่งลงคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมทั้งจับมือของเธอมากุมเอาไว้ ใบหน้าอันหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาคู่สวยของภรรยา “ขอโอกาสสักครั้งจะได้ไหมนารา ครั้งเดียวก็พอ เพราะว่ามันจะไม่มีครั้งต่อไป ฉันขอสัญญาว่าฉันจะดูแลหัวใจของฉันให้ดี และดีกว่าเดิม ฉันไม่เคยมีอะไรเกินเลยกับผู้หญิงคนไหน เพราะหัวใจของฉัน มันมีแค่เธอเพียงคนเดียวนะ นารา!" ฉันยังคงเบือนหน้าห
รูปร่างอวบของหญิงสาวท้องป่อง กำลังนอนในท่าตะแคงซ้าย โดยมีร่างบึกบึนของสามีหนุ่มนอนอยู่เคียงข้าง มือขวาของเขาโอบไปที่เอวอวบของภรรยา ฝ่ามือหนาวางแนบไว้ที่ท้องนูน หญิงสาวค่อยๆ พลิกตัวแล้วขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะพบว่าเธอไม่ได้นอนที่เตียงนี้เพียงลำพังแต่มีร่างหนากำยำนอนเคียงข้างพร้อมทั้งโอบเธออยู่ นารามองขึ้นไปที่เพดาน มองซ้ายขวาก่อนจะมองไปรอบๆ ห้อง ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยรูปของเธอในอิริยาบถต่างๆ นี่เขาตามเธอมาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมเขาถึงพึ่งปรากฏตัว ที่แท้ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างรั้ว ใช่ต้องเป็นพ่อเลี้ยงตะวันแน่ๆ สามีของเธอ นาราค่อยๆ ยกแขนชายหนุ่มออกจากตัวของเธออย่างเบามือ เพราะกลัวว่าเขาจะตื่น ก่อนจะค่อยๆ ดันตัวเองขึ้นนั่ง ในขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นยืนก็ต้องตกใจ เมื่อมือหนาโอบมาที่เอวของเธอ เขาค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ พร้อมทั้งสวมกอดเธอไว้จากทางด้านหลังในท่านั่ง "นาราฉันขอโทษ ขอโทษกับทุกอย่างที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ ฉันขอโทษ ได้โปรดยกโทษให้ฉันสักครั้งจะได้ไหม" คำขอโทษของเขาสำหรับฉันตอนนี้ มันแทบจะไม่มีความหมาย
วันนี้ฉันอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้า เพราะหมอนัดและคุณคเชนทร์จะทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์ขับรถให้กับฉัน ความจริงฉันนั่งแท็กซี่ไปก็ได้ แต่เขาไม่ยอมก็เลยจำใจต้องไปกับเขา เมื่อรถแล่นมาถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของกรุงปารีส ฉันเดินลงจากรถตรงเข้าไปข้างในโรงพยาบาลตรวจกับหมอประจำที่คุ้นเคย คุณหมออัลตร้าซาวด์ให้ด้วย ทำให้ฉันเห็นตาหนูที่อยู่ในท้อง ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวไปมา มันทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันผุดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับน้ำตาแห่งความปีติยินดีกับสิ่งที่น่าอัศจรรย์"ตาหนูเนี่ยตัวโตจังเลยนะ ท่าทางจะแข็งแรงเอามากๆ" ฉันส่งยิ้มให้เขาไปอย่างเขินอาย เมื่อผู้ชายที่เข้ามาอยู่ในห้องนี้ไม่ใช่สามีของฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก "พอดีนาราชอบกินแล้วก็นอน ตาหนูก็เลยตัวใหญ่เป็นพิเศษค่ะ" "หาหมอเสร็จ เราไปเดินดูเสื้อผ้าเด็กกันนะ พี่อยากซื้อให้ตาหนู" "ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณคเชนทร์ พี่ธนาซื้อไว้จนล้นตู้แล้ว นาราว่าจะเอาไปบริจาคด้วยซ้ำมันเยอะเกิน" "นั่นมันของธนา ส่วนของพี่ยังไม่ได้ซื้ออะไรให้ตาหนูเ
ผมเดินทางมาที่ฝรั่งเศส หลังจากที่นาราล่วงหน้ามาก่อนหน้าไม่ถึงอาทิตย์ ผมรีบจัดการเรื่องที่ไร่ให้เสร็จ โดยมีเมืองรามคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับนับดาว หลังจากนั้นผมรีบตามนารามาทันที ผมแอบสะกดรอยตามเธอไปทุกที่ ที่เธอไป ผมเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆผมยังขี้ขลาดเกินไปไม่กล้าแม้แต่จะไปเจอหน้าเธอ วันนี้ก็เช่นกัน ผมแอบตามเธอไปที่โรงละครมูแลงรูจ ผมเฝ้ามองเธอทุกย่างก้าว ผมแทบจะทนไม่ไหวเมื่อผู้ชายคนนั้น โอบประคองนารา เขาทำตัวเหมือนเป็นสามีของเธอ ภาพนั้นมันทำให้ผมย้อนกลับมามองตัวเอง มันควรเป็นผมที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอในเวลานี้ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นที่สำคัญผู้ชายคนนั้น ไม่สมควรพานาราไปในที่แบบนั้น คนท้องไม่ควรอยู่ในที่เสียงดังอึกทึกครึกโครม แล้วที่นั่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เต็มไปหมด ผมพยายามข่มใจครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะกลัวนารากับลูกจะเป็นอันตรายจากเครื่องดื่มพวกนั้นแถมผู้ชายคนนั้นยังจับมือถือแขนเธออีก โต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ไกลมาก มองไปก็พอจะเดาออกว่าเขากำลังสารภาพรักเธอแน่ๆ ตอนที่เขาสัมผัสลงไปที่มือของนาราพร้อมทั้งกุมเอาไว้นั้น ทำให้ผมแทบอยากจะลุกไปกระทืบแล้วเอากำปั้นตะบันหน้าผู้ชายคนนั้นแบบรัวๆ แต่ผมก็ทำ







