Masukบ้านหลังนี้ได้เปลี่ยนไปเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือว่ามุมต่างๆ ของบ้าน บ่งบอกถึงรสนิยมคนอยู่อาศัย ดูอบอุ่นเป็นผู้ใหญ่และน่าค้นหา มันทำให้ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ การจัดบ้านแบบนี้น่าอยู่กว่าบ้านที่ป้าเคยจัดเสียอีก ฉันมัวแต่ก้มดูโน่นนี่นั่นจนลืมไปว่าเวลานี้ฉันได้ยืนอยู่ใกล้ๆ กับชายแปลกหน้า ฉันเผลอเลอขนาดนี้เลยเหรอ หากว่าเขาทำอะไรฉัน คิดไม่ดีไม่ร้ายกับฉันอะไรจะเกิดขึ้น ฉันค่อยๆ หันกลับไปมองเขา แต่ภาพที่เห็นทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ
“โอปา” ฉันสตั๊นไปสิบวิ
“คนอะไรหล่อวัวตายควายล้ม เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มาไม่เคยเห็นใครหล่ออะไรป่านนี้มาก่อนโอ๊ย! ใจนาราละลายแล้ว” ฉันบ่นพึมพำเบาๆ แต่ต่อให้เบาแค่ไหน เขาก็คงได้ยิน เพราะมันดึกเงียบสงัดขนาดนี้ แม้แต่เสียงหายใจฉันเขายังได้ยินเลย
“ถ้าฉันหล่อแล้ววัวตายควายล้ม ฉันขอไม่หล่อดีกว่าบาปกรรมเปล่าๆ”
“โอ๊ย..ลุง” ฉันลากเสียงยาว
“ฉันแค่พูดเล่น อย่างลุงเนี่ยนะหล่อ ประเทศนี้ไม่มีใครขี้เหร่แล้งมั้ง ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
“หุบปากไปเลย! เธอเป็นใครมาจากไหนต้องการอะไร”
“คำถามนี้ฉันต้องเป็นคนถามลุงมากกว่า ลุงเป็นใคร มาอยู่ในบ้านป้าสาได้ยังไง”
“ก่อนอื่นฉันต้องทำความเข้าใจกับเธอก่อน ฉันไม่ใช่ลุง เรียกให้มันถูกด้วย หน้าฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้น”
“แล้วลุงอยากให้ฉันเรียกอะไรล่ะ น้องชาย พี่ชาย น้าชาย ว่ามาสิฉันจะได้เรียกถูก" ผมอยากจะบ้าตายยัยเด็กนี่กวนประสาทชะมัดถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งนะผมจะมาจับตีก้นซะให้เข็ดเลย
“อยากเรียกอะไรก็เรียกตามใจเธอเลย เชิญเรียกได้ตามสบาย”คำพูดกระแทกแดกดันของตาลุงนี่ ช่างสร้างความพอใจให้กับฉันยิ่งนักรู้จักนาราน้อยไปซะแล้ว
“สรุปเรียกลุงนั่นแหละเหมาะที่สุด ฉันไม่เรียกคุณตาก็บุญเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“เธอนี่มันจริงๆ เลย”
“เอาล่ะ เรามาเข้าสู่คำถามกันดีกว่า ลุงเข้ามาอยู่ในบ้านป้าสาได้ยังไง เพราะนี่มันบ้านป้าของฉัน”
“เอาล่ะ ฉันขอถามเธอก่อนแล้วกัน เธอเป็นหลานประสาอะไร ไม่รู้ว่าป้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ฉันก็ซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากป้าสาหลายปีแล้ว"
“โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ป้าสากับลุงย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับพี่ธนาเหรอ บรรลัยแล้ว”
“สรุปว่าเธอเป็นหลานสาวของป้าสาจริงหรือเปล่าเนี่ย ไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎหรอกนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะจับเธอส่งตำรวจแน่”
“โธ่! ลุงอย่าจับฉันส่งตำรวจเลยนะ ฉันเป็นหลานสาวของป้าสาจริงๆ”
“นั่งลง! ฉันบอกให้นั่งลง!” ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเกรี้ยวกราด เพราะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับยายเด็กนี่ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครแบบเธอมาก่อน เด็กอะไรกวนได้ตลอดเวลา เสียงของเธอราวกับนกแก้วนกขุนทองก็ไม่ปาน
อยู่ๆ ตาลุงนี่ก็พูดเสียงดังออกมา อะไรของเขา ฉันค่อยๆ หย่อนก้นนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับตาลุง สายตาของฉันเหลือบไปเห็นกรอบรูป นั่นมันรูปของฉันที่ถ่ายกับคุณลุงคุณป้าแล้วก็พี่ธนา ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของคุณป้านี่นา แปลกจังทำไมเขายังเก็บกรอบรูปนี้ไว้ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย
“ลุง!” ฉันร้องเสียงดังขึ้นมา
“นี่เธอ! อยู่ใกล้กันแค่นี้จะตะโกนอะไรนักหนา หัดสำรวมเสียบ้างเป็นผู้หญิงยิงเรือ” ผมพูดออกมาอย่างหัวเสียอะไรของเธอ ผมอยู่กับเธอไม่กี่นาทีประสาทจะกินแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยครอบครัวของเธอ เพื่อนของเธอ ทุกคนที่อยู่ใกล้เธอคงต้องปวดหัวทั้งวันแน่
“ลุงฉันขอโทษ นั่นไงรูปฉัน เห็นไหมฉันบอกแล้ว ฉันเป็นหลานสาวของป้าสาจริงๆ ฉันไม่ได้โกหกเชื่อหรือยังล่ะ”
ผมว่าแล้วทำไมคุ้นหน้าเธอจัง ผมอยากจะเจอเด็กผู้หญิงที่ยิ้มแป้นคนนี้มานาน ผมอยากเจอตัวจริงของเธอ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่ผมซื้อบ้านต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งผมยังคงเก็บกรอบรูปนี้เอาไว้เพราะหวังว่าสักวันจะได้เจอกับเธอ แล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ผมได้เจอกับเธอจริงๆ
“ถ้าฉันรู้นะว่าคนในรูปนั้นเป็นเธอ ฉันทิ้งไปนานแล้ว คนอะไรพูดอย่างกับต่อยหอย เธอกินนกหวีดแทนข้าวหรือไง”
“ใจร้ายจัง ลุงเองก็ปากร้ายไม่เบาเหมือนกันนั่นแหละ ทีนี้เราก็มาพูดเรื่อง ที่ฉันจะอยู่ที่นี่กันดีกว่านะ”
“ใคร! ใครว่าฉันจะให้เธออยู่ที่นี่ มโนไปเองหรือเปล่า”
ฉันจะทำยังไงดีถ้าตาลุงนี่ ไม่ให้ฉันอยู่ด้วย มีหวังได้นอนวัดแน่ เพราะฉันไม่รู้จักใครเลยนอกจากป้าสาคุณลุงแล้วก็พี่ธนา ป้ากับคุณลุงคงย้ายตามพี่ธนาไปต่างประเทศแน่เลย ฉันน่าจะติดต่อหาคุณป้าบ้าง ไม่น่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยจนขาดการติดต่อกันหลายปี ไม่อย่างนั้นฉันคงจะได้รู้ข่าวคราวป้า ไม่ต้องมาเจอกับเรื่องบ้าๆ แบบนี้
“อย่าใจร้ายเลยนะลุง นอกจากป้าสาแล้ว ฉันก็ไม่รู้จักใครเลย ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะนะ ให้ฉันทำอะไรก็ได้ ขอเพียงมีที่ซุกหัวนอน นะลุงนะ น๊าพลีส” ฉันตีหน้าเศร้าเล่าความจริง แต่ตาลุงนี่ก็ยังคงเงียบเฉย เขาทำราวกับว่าคำอ้อนวอนขอร้องของฉันเป็นเพียงอากาศธาตุ ฉันยังคงนั่งก้มหน้าต่อไป ภายในใจของฉันมันบอกว่าเศร้าไว้ ทำหน้าเศร้าเอาไว้นารา ผู้ชายร้อยทั้งร้อยแพ้มารยาผู้หญิงทั้งนั้น
“เธอเป็นผู้หญิง ฉันเป็นผู้ชาย เธออยู่ที่นี่กับฉันไม่ได้หรอก ใครรู้เธอมีแต่จะเสียหาย” ผมพูดตามความเป็นจริง ผมไม่เคยอยู่ร่วมชายคากับผู้หญิงคนไหนเลย นอกจากพลอยแฟนเก่าของผม ซึ่งผมคิดว่าเธอยังเด็กถ้าใครรู้แน่นอนมันคงไม่ดีกับตัวเธอ เพราะใครๆ ต่างก็รู้จักผมไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือว่าคนละแวกนี้ เขาอาจมองเธอไม่ดีก็ได้
ฉันจะบ้าตาย เขามาสุภาพบุรุษเอาอะไรตอนนี้ ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว แต่ยังไงก็ต้องเจรจาให้ได้ ไม่อย่างนั้นฉันต้องกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน และน้องชายของฉันต้องอดเรียนหมอแน่
“ลุงใครจะว่าอะไรก็ช่างเขาเถอะนะ ฉันไม่มีที่ไปจริงๆ ราชสีห์ยังเคยขอความช่วยเหลือจากหนูฉันใด สักวันลุงอาจจะขอความช่วยเหลือจากฉันก็ได้ ฉันสัญญาจะช่วยอย่างไม่รีรอเลย เพียงลุงให้ที่ซุกหัวนอนกับฉันก็พอ ถ้าฉันมีงานทำมีเงินพอ ฉันจะออกไปหาบ้านเช่าข้างนอก นะลุงน๊า คิดว่าช่วยลูกนกลูกกาเถอะ นะ นะ น๊า” ฉันยังคงตีหน้าเศร้าอ้อนวอนเขาสุดฤทธิ์สุดเดช ยังไงบ้านหลังนี้ฉันก็เคยอยู่ มันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยสำหรับฉันมาก
ผมเริ่มลังเล แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าจะปล่อยให้เธอไปเผชิญกับชะตากรรมภายนอกได้ยังไง เธอเป็นเด็กผู้หญิงอาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้
“ก็ได้..แต่...”
“เย้! ลุงใจดีที่สุดในโลกเลย ฉันจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย ถ้าลุงมีอะไรให้ฉันช่วย ฉันยินดี ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ ฉันก็ทำให้ลุงได้ ขอบคุณนะลุง ขอบคุณ ขอบคุณมากๆ” ฉันยังคงพนมมือไหว้เขารัวๆ ก็ฉันดีใจนี่นาอย่างน้อยตาลุงนี่ ก็ไม่ใจจืดใจดำกับฉัน
ความจริงฉันจะลุกนานแล้ว หิวก็หิว แล้วกลิ่นไข่เจียวนั่นมันได้หอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง ฉันก็แค่กลัวเสียฟอร์มก็เลยแกล้งหลับต่อ แต่เมื่อเขาพูดแบบนั้นฉันก็เลยรีบลุกขึ้น แล้วหยิบจานข้าวมานั่งกินที่โซฟาก่อนที่เขาจะหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป ฉันนั่งทานข้าวต่อแต่มันก็อร่อยดี หรือเป็นเพราะฉันหิวก็ไม่รู้มันเป็นไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในโลก ที่ฉันเคยกินมาเลย ฉันรับประทานจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือข้าวสักเม็ด จากนั้นตาลุงนั่นก็เดินออกมาจากห้องน้ำ "ทานข้าวเสร็จแล้วก็วางจานไว้ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเก็บมันดึกแล้ว" ฉันไม่ได้พูดตอบอะไรเขาไป แต่ได้เดินตรงไปที่เตียง จังหวะที่ฉันกำลังจะล้มตัวลงนอน เสียงทุ้มของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง "อย่าเพิ่งนอนเพิ่งทานข้าวเสร็จอาหารยังไม่ย่อยมาคุยกันก่อน" ฉันลุกนั่งพิงกับหัวเตียงอยากรู้เหมือนกันเขาจะคุยอะไรกับฉัน "อีกสองวันจะพาไปงานเลี้ยงเตรียมตัวเอาไว้" ฉันนึกว่าเขาจะพูดเรื่องวันนี้เสียอีก ไปกับคุณฟ้ามุ่ยมาทั้งวัน ทำไมไม่ชวนเขาไปก็ไม่รู้ไม่ต้องมาชวนฉันเล
พระอาทิตย์สาดแสงสีทองรับอรุณในยามเช้าของวันใหม่ ทำให้หญิงสาวที่นอนอยู่ภายใต้ร่างของคนตัวโต พยายามขยับพลิกกายออก เธอเริ่มปรือตาขึ้นช้าๆ เพื่อปรับรับกับแสงที่แยงมา มือของชายหนุ่มยังคงกอดที่เอวคอดของเธอ หญิงสาวค่อยๆ จับมือเขาออก แต่ก็ช้ากว่าชายหนุ่มที่เขารู้สึกตัวก่อนหน้าแล้ว คนตัวโตคว้าตัวเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง "ลุง ปล่อยได้แล้วนาราจะเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้าสาย" ผมไม่ได้หูฝาดใช่ไหมเธอเรียกแทนตัวเองว่านารา เธอนี่ช่างน่ารักอะไรแบบนี้ เด็กคนนี้จะทำให้ผมหลงไปถึงไหนกัน "เธอเรียกแทนตัวเองว่าอะไรนะ หูฉันไม่ได้ฝาดใช่ไหม" "ถ้าลุงไม่ชอบเดี๋ยวจะ.." "ชอบ ชอบ ชอบมากด้วย ทุกอย่างที่เป็นเธอ ฉันชอบหมดแหละ" ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรต่อเขารีบพูดแทรกขึ้นทันที ตาลุงนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยนาราได้แล้ว เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้าให้ทาน""ไม่ต้องเลย แม่คำสายกับคำหล้าค
ตอนนี้ใกล้มืดแล้ว แต่สองสาวยังไม่กลับ ผมอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ถนนแถวนี้ก็เปลี่ยว ถึงแม้นับดาวจะรู้เส้นทางดีก็ตามที แต่ส่วนมากบ้านมักจะอยู่ลึกเข้าไปในไร่ จึงทำให้สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา "ตาภู แกจะเดินทำไมแม่เวียนหัว มาทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวนับดาวกับเมียแกก็กลับแกเป็นเอามากเลยนะ" "นับดาวไลน์มาบอกว่าจะแวะทานข้าวก่อนอาจจะกลับมืดสักหน่อย" "สองคนชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว ค่ำๆ มีแต่ผู้หญิงขับรถมันอันตราย เดี๋ยวกลับมาจะโดนไม่ใช่น้อย" "นานๆ ทีสาวๆ เขาจะได้ออกไปเที่ยว อย่าห่วงน้องหวงเมียหน่อยเลยพ่อเลี้ยง มาทานข้าวได้แล้ว" ผมไม่พูดอะไรต่อ แต่เดินไปนั่งทานข้าวตามคำบอกของน้องชาย โดยมีอาทิตย์กับแม่นั่งทานอยู่ก่อนแล้ว ใจของผมรู้สึกเป็นห่วง เพราะนาราเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ผมกลัวว่าเธอจะพลัดหลงกับนับดาว เมื่อทานข้าวเสร็จแล้วผมก็ขอตัวขึ้นห้องเลย
การเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้ คุณภูตะวันพาฉันและครอบครัวของเขานั่งเครื่องไป บรรยากาศที่ไร่ดีมาก.ฉันไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้สัมผัสกับไร่องุ่นแบบนี้ เขาแนะนำทุกคนให้ฉันรู้จัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าฉันกับเขาจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากัน ฉันเป็นคนขอเขาไว้เองกว่าจะตกลงยอมกันได้ ฉันต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย แต่เรื่องห้องนอนนี่สิฉันต้องนอนกับเขา หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เขาบอกเหตุผลสั้นๆ กลัวว่ามารดาเขาจะสงสัย "แม่คำสายเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ห้องฉันหมดเลยนะ" "ทำไมของคุณนารา ต้องเอาไปไว้ที่ห้องพ่อเลี้ยงด้วย" "ทำตามที่ฉันบอก เอาไปเก็บได้แล้ว" "เจ้า" แม่คำสายเอาของขึ้นไปเก็บ ผมเลยเดินไปนั่งที่โซฟาห้องรับแขก พวกเราเดินทางมาถึงนี่ช่วงบ่าย แม่ของผมขอตัวไปพัก สองสาวนับดาวกับนาราขอไปสำรวจไร่ ส่วนอาทิตย์แม่คำสายบอกว่าออกไปดูไร่องุ่นตั้งแต่เช้ายังไม่กลับ ---ไร่องุ่น---- “พี่สะใภ้ดู
การเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ มันทำให้ฉันคุ้นเคยกับครอบครัวของตาลุงนี่มากขึ้น คุณหญิงแม่ของเขาท่านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด อย่างน้อยท่านก็มาเยี่ยมฉันบ่อยๆ ดังเช่นในวันนี้ "เดี๋ยวแม่จะให้นับดาวเตรียมเก็บของไว้ให้ หนูนาราออกจากโรงพยาบาล เราจะเดินทางขึ้นเหนือทันที" "แม่กับน้องก็จะไปด้วยเหรอครับ" "ใช่ แม่มาคิดดูแล้ว เรามีเงินทองมากมาย แต่หาเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันไม่ได้เลย อย่างที่ลูกเคยบอกเงินทองมากมายเหล่านั้น มันเปรียบกับชีวิตหรือความสุขของเราไม่ได้" "เย้! ดีใจจังเลย หนูคิดถึงไร่องุ่น คิดถึงสตรอว์เบอว์รี คิดถึงแปลงผัก คิดถึงอากาศดีๆ คิดถึงต้นไม้ คิดถึงพี่อาทิตย์ คิดถึงเหนือ" "ดีใจเป็นเด็กไปได้ รีบไปเตรียมของได้แล้ว นาราออกจากโรงพยาบาลจะได้เดินทางทันที" "ไปเถอะแม่ ปล่อยให้พี่ภูได้อยู่กับเมียเขาบ้าง คนแก่เห่อเมียก็อย่างนี้แหละนะ" "ไม่ต้องมาล้อพี่เลย ทีตัวเองตอนอกหักพี่ภูคะ..พี่ภูขา..น้องเสียใจจังเลยค่ะ ใครปลอบ หืม"
ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยา หญิงสาวที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงคนไข้ค่อยๆ ปรือตาลืมขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อปรับกับแสงที่มันแยงตาเธอ ก่อนจะกระพริบขึ้นถี่ๆ เมื่อมันรู้สึกแสบที่ตา ห้องที่ไม่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเกิดความสงสัย "นี่มันสวรรค์ชั้นเจ็ดหรือว่านรกขุมไหน ฉันตายไปแล้วเหรอเนี่ย ทำไมที่นี่มันว่างเปล่าแบบนี้ ทุกอย่างดูขาวไปหมด" ฉันพยายามจะขยับมือขยับเท้า แต่รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกุมมือของฉันไว้แน่น พร้อมทั้งซบลงไปที่ฝ่ามือของฉัน ทำไมมือของฉันถึงได้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำแบบนี้ เสียงสะอื้นเบาๆ มันคุ้นหูฉันเหลือเกิน ฉันคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ฉันแน่ใจแล้วว่าคนที่กุมมือฉันเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตาลุงนั่น"ลุง..ลุง..นี่ลุง!! ขอน้ำหน่อยฉันคอให้มากเลย" อะไรของเขาเนี่ย ตั้งใจมานอนเฝ้าจังเลยนะลุง ฉันหิวน้ำจะแย่แล้วแต่ตาลุงนี่ก็ไม่ยอมตื่น ชายหนุ่มไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันสองคืน เขาตั้งใจจะงีบสักหน่อยดันหลับไปจริงๆ “นาราเธอต้อ





![คำสาปราคะคุณหนูตัวร้าย 3P [Nc20+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

