LOGINกาย กันต์ธีร์ พิสิฐกุลวัตรดิลก ฉายาราชาแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ หนุ่มหล่อแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์เอกคอมพิวเตอร์ ปี 4 เขาหล่อ เขาเฟียร์ส เขาเฟี้ยว เขาซ่าส์ แต่โคตรทะลึ่ง และสุดแสนจะทะเล้น จีบหญิงไม่เก่ง แต่ผมเยเก่งนะครับที่สำคัญผมโสดสนิท!!แต่อยู่ดีๆดันมาเสียหัวใจให้กับยัยตัวร้ายแบบเธอ!!!อลิส อังสุมาลิน "รักนะไอ้ต้าวลิส" อลิส อังสุมาลิน ฐิศานันตกุล นิเทศศาสตร์ ปี 2 เธอสวย เธอเซ็กซี่ เจ้าแม่แห่ง Sex appeal ปากไม่แดงไม่มีแรงเดิน ใครดีมาเธอดีตอบ ใครร้ายมาเธอตบ!!หลงรักกายหนุ่มหล่อแสนเจ้าเล่ห์ที่อยู่ๆก็มาจูบปากเธอ แถมเล่นเกินเบอร์เรียกเธอว่าเมีย!! น่ารักเบอร์นี้อลิสยินดีตกหลุมรักจ้ะพี่จ๋า ชาตินี้ไม่ได้พี่กายเป็นผัว อลิสจะโสดคอยดู!!ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก🥰มารยาหญิงร้อยเก้าเล่มเกวียนงัดมาให้หมด ☺️☺️ "รักนะน้อนพี่กาย"
View Moreฟิ๊ววว ฉึก! ตู้ม~~~~~
อ๊าก~~~ ฉึก! เสียงต่อสู้ของเหล่าทหารกล้าที่โห่ร้องเรียกพลังและข่มขวัญข้าศึกฝ่ายตรงข้ามดังกึกก้องไปทั่วนภา พอๆกับเสียงม้าที่วิ่งไปทั่วสนามรบ ลมพายุฝนกระหน่ำเทลงมาจากฟากฟ้า เหมือนมันกำลังช่วยชะล้างคราบโลหิตสีแดงสดจากร่างไร้วิญญาณ จนแทบกลายเป็นทะเลโลหิตก็มิปาน “ท่านอ๋อง แคว้นเป่ยเทียน ถอยกำลังไปแล้วขอรับ” ทหารนายหนึ่งควบม้าศึกมารายงานผู้เป็นนาย” “ทหาร~~~ บุกยึดแคว้นเป่ยเทียน ห้ามให้รอดไปได้แม้คนเดียว” เสียงเข้มตะโกนดังลั่นทั่วสนามรบ เหล่าทหารวิ่งบุกฝ่ายตรงข้ามด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว แม่ทัพผู้องอาจเป็นแบบอย่างและขวัญกำลังใจให้ทหารกล้าทั้งหลายร่วมใจกันฝ่าฝัน เว่ยตงหยางควบม้าประชิดแม้ทัพแห่งแคว้นเป่ยเทียน ความสามารถและวรยุทธ์ของเขาเป็นที่ประจักษ์อย่างไม่มีข้อกังขา เพียงใช้ไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถสะบั้นหัวของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย ร่างใหญ่กำย่ำสมชายชาตรีส่วมชุดเกาะทหารดูองอาจ คราบโลหิตสีแดงสดเปอะเปื้อนไปทั้งตัว ดวงตาคมสีสนิมท่อประกายของความภาคภูมิใจ เขากระโดดลงจากหลังม้าเพื่อนคู่ใจก่อนที่จะรับธงแคว้นฉินจากทหารผู้ร่วมรบ ปักมันบนแผ่นดินแคว้นเป่ยเทียน “แคว้นฉินชนะแล้ว เว่ยอ๋องชนะแล้ว แคว้นฉินชนะแล้ว เว่ยอ๋องชนะแล้ว” เสียงเหล่าทหารกล้าตะโกนลั่นอย่างประกาศชัยชนะในสนามรบบนแผ่นดินแคว้นเป่ยเทียน .… กลางฤดูคิมหันต์อากาศร้องอบอ้าวสลับกับฝนพายุจนสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ทำการเพาะปลูกไม่น้อย เรือนเก่าๆ ที่อายุการใช้งานมานานนับ 10 ปี แต่กลับดูสะอาดสะอ้านข้าวของถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นนระเบียบ บนเตียงกว้างมีหญิงสาวที่กำลังนอนอุดอู้ แกว่งเท้าไปมาอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้านางจะเรียกว่าอัปลักษณ์ก็ไม่ งดงามหรือก็ไม่ นับว่าพอดูได้อย่างเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าหน้าผมก็มิได้หรูหราหรือขาดริ้ว มีรอยปะจากการขาดที่ใส่มันหลายปีแล้วเท่านั้น ภายในห้องเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีข้าวของมีค่า มีเพียงหนังสือละครเต็มไปหมด “ซิ่วอิง เจ้าจะนอนเช่นนั้นอีกนานหรือไม่” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังเข้ามาภายในห้องเล็กๆ เสียงดังเหมือนอย่างกับพูดต่อหน้าเลยก็มิปาน ห้องที่ไม่เก็บเสียงดังจนได้ยินไปไกลถึงบ้านของผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง “หลี่ซิ่วอิง!” หญิงสาวถูกเรียกชื่ออีกครั้งหลังจากที่นางไม่ได้ตอบกลับผู้เป็นมารดา ร่างบางที่นอนอ่านหนังสือถึงกลับต้องกรอกตามองบนด้วยความเบื่อหน่าย นางกำลังอ่านหนังสือละครที่พึ่งได้มาใหม่เมื่อหลายวันก่อน ถึงช่วงกำลังสนุกแล้วแท้ๆ ” ท่านแม่ ข้ากำลังอ่านหนังสืออยู่นะเจ้าคะ” ” อ่านหนังสือ อ่านตำราอันใด เจ้านี่หรือมิเคยเล่าเรียน บ้านเรามิได้ร่ำรวย หยุดโกหกข้าแล้วมาผ่าฟื้นส่ะ” ” เจ้าค่ะ” ซิ่วอิงเดินไปยังฟืนไม้ที่กองพูนอยู่หน้าเรือนเก่าๆ ด้วยใบหน้าเกียจคร้าน อากาศในวันนี้ดูจะร้อนอบอ้าวไปนิด หากเป็นโลกปัจจุบันคงมีแอร์เย็นๆ พอคิดถึงตอนนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจ นี่ผ่านมาเกือบ 7 เดือนแล้วที่นางมาอยู่ที่นี่ หากเป็นคนอื่นคงสนุกสนานน่าดู นางน่ะหรืออ่านนิยายมานับเป็นพันเล่มแล้วล่ะในโลกปัจจุบัน นางเอกหลงเข้ามาอยู่ในนิยายจีนโบราณ มาอยู่ในร่างนางเอกบ้าง นางร้ายบ้าง ฮองเฮา บางคนฉลาดเป็นกรด มีความสามารถ มีความรู้ทางการแพทย์ สุดท้ายตอนจบก็ได้ครองคู่กับใครสักคน แล้วอย่างไร นางมิได้มีความรู้อะไรเป็นเพียงพนักงานออฟฟิตธรรดา ที่วันๆโหยหาแต่วันหยุดเพื่อดูซีรีส์หรือไม่ก็อ่านนิยายเงียบๆกับแมวในห้องเล็กๆเท่านั้น ใครจะคิดว่าตัวเองจะได้มาอยู่ที่นี่ อยู่ในร่างของหญิงสาวธรรมดา ไม่ได้มีแม่เลี้ยงใจร้าย ตระกูลใหญ่ ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ วันๆตื่นมากินอิ่ม นอนหลับ ท่านพ่อกับท่านแม่ร่างนี้ก็ดีกับนางเป็นอย่างมาก หากใครจะบอกว่าได้เข้ามาอยู่ในนิยายที่ตัวเองอ่านทั้งที แล้วทำไมไม่ทำให้ชีวิตและร่างนี้อยู่ดีกินดี เป็นเพราะนางถือคติที่ว่าคนขยันอยู่ที่ไหนก็ลำบาก ที่นี่คือแคว้นฉิน บ้านของหญิงสาวอยู่ในเมืองหลวงก็จริง แต่อยู่รอบนอก เพราะฉะนั้นมิได้อยู่ใกล้จวนขุนนางใหญ่ และก็อยู่ไกลจากวังหลวงมากพอสมควร แค่นี้หลี่ซิ่วอิงก็สบายใจแล้ว เพราะ 7 เดือนที่ผ่านมานางรู้ตัวแล้วว่าตัวเองนั้นเข้ามาอยู่ในนิยายของนักเขียนชื่อดังที่อ่านจบไปนานแล้ว นางชอบเรื่องนี้มาก พระนางหรือที่ทุกคนเรียกว่าตัวเอกเหมาะสมกัน ส่วนตัวร้ายก็มีจุดจบที่ดีถึงแม้จะขัดใจนางบ้างก็ตาม เพราะงั้นนางจะไม่เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวขัดขวางเนื้อเรื่อง หรือทำให้ใครเป็นคนดี ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าจากตัวหนังสือที่อ่านกับสถานที่จริงหรือเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร นี้ชีวิตจริงนางเข้ามาอยู่ในนิยายมีชีวิตจริงๆ หากทำอันใดผิดพลาดเพียงนิดอาจรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ นางเองรักชีวิตรักตัวเองมาก ขอเพียงใช้ชีวิตได้ดี สงบสุข ในโลกก่อนนางเป็นเด็กกำพร้า ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก ความยากจนก็ไม่ต่างจากที่นี่มากหนัก แต่ก็มีบ้างที่แอบเอาความสามารถจากโลกก่อนมาใช้เพื่อหาเงิน เช่น วาดภาพ แต่งกลอน ทำขนม แต่ก็เป็นอะไรที่ไม่ได้แปลกใหม่มากหนัก และแน่นอนก็ต้องแอบทำอย่างลับๆ ขอแค่ไม่ลำบากใช้ชีวิตเรียบง่ายก็พอแล้ว ปั๊ก!! เสียงโยนคว้านในมือลงพื้นด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนร่างบางจะนั่งลงกับพื้นดินอย่างไม่ใส่ใจ ชีวิตประจำวันของนางไม่มีอันใดมาก มารดานางชื่อหลี่ซูหลินวันๆรับผ้าจากคนในหมู่บ้านมาซ่อม ส่วนบิดาชื่อหลี่กวางหมิงมักออกไปล่าสัตว์มากิน หากเหลือก็นำไปขาย ไม่ได้ร่ำรวยมากแต่ก็มิได้ยากจนเสียจนไม่มีอันจะกิน ทั้งคู่เลี้ยงดูหลี่ซิ่วอิงมาตลอด จวบจนตอนนี้นางอายุ 20 ปีแล้ว แต่กลับมิได้ออกเรือนเหมือนกับบ้านอื่นที่เพียงแค่อายุเพียง 15 ปี ก็เริ่มออกเรือนกันเสียแล้ว นี่นับเป็นเรื่องดีหากนางเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่แต่งงานแล้วคงลำบากใจมิน้อย นับว่าสวรรค์ยังสงสารนางอยู่บ้าง .. “ท่านพ่อกับท่านแม่มีอะไรก็บอกข้ามาเถอะเจ้าค่ะ” หลี่ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทั้งสองท่านส่งสายตาให้กันไปมาเหมือนจะเอ่ยกับนางแต่ไม่กล้า ในขณะที่กำลังทานข้าวอยู่ "นี่เจ้าก็อายุ 20 แล้ว มีคนรักแล้วหรือไม่" หลี่ซูหลินผู้เป็นมารดาเอ่ยขึ้นในที่สุด เพล้ง! เสียงตะเกียบกระทบจานข้าวทันทีหลังได้ยินผู้เป็นมารดาเอ่ยถาม "ท่านแม่....." "ข้ามิได้จะไล่เจ้า แต่ข้าสองคนก็แก่มากแล้ว หากภายภาคหน้าเจ้ามิมีผู้ดูแลจะทำเช่นไร" "แล้วอย่างไรเจ้าคะ ข้าก็อยู่คนเดียวได้ หรือพวกท่านไม่รักข้าแล้วหรือ" "เฮ้อ~ มิใช่เช่นนั้นซิ่วเออร์ เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวเรามีเพียงกินอิ่มนอนหลับเท่านั้น อำนาจมิได้มีเฉกเช่นครอบครัวขุนนาง หากวันใดอยากให้เราผิดหรือเราถูกก็ง่ายเพียงนิด" หลี่กวางหมิง ผู้เป็นนบิดาเอ่ยอธิบาย "เราก็อยู่เงียบๆ ไม่หาเรื่องหรือพาตนเองเข้าใกล้พวกเขาก็สิ้นเรื่องมิใช่หรือเจ้าคะ" ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นอย่างหาทางออกให้กับเรื่องนี้ นางคิดว่าหากใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับคนใหญ่โตหรือทางวังหลวงก็สามารถรอดพ้นจากสิ่งที่อาจเป็นอันตราย "ซิ่วเออร์ แม่มิอยากให้เจ้าต้องทนทุกข์หากเลือกได้ ก็อยากให้เจ้าออกเรือนกับชาวบ้านธรรมดาที่เจ้าพึงพอใจ'' ผู้เป็นมารดา หันมาเอ่ยกับบุตรสาว พร้อมยื่นมือไปกุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน "เฉินเต๋อหมิง เสนาบดีกรมพิธีการ อยากหาอนุให้แก่บุตรชาย เฉินชินหยาน เมื่อหลายวันก่อนพ่อนำสัตว์ที่ล่าได้ไปขาย เห็นเจ้าที่ยังมิได้ออกเรือน เลยอยากได้เจ้าไปเป็นอนุ" "ตระกูลเฉิน บุตรชายที่แต่งงานมีฮูหยินและอนุอีกหกคนนั่นหรือเจ้าค่ะ" หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างตกใจ ในนิยายคนผู้นี้นิสัยทั้งเจ้าชู้และโง่งม ถึงมีอำนาจจะตระกูลแต่กลับเป็นหมันไม่สามารถมีทายาทได้' "แล้วท่านพ่อ เอ่ยตอบไปว่าเช่นไรเจ้าคะ" "ข้าเพียงบอกว่าเจ้าป่วยหนัก แต่เมื่อวานคนของคนจวนเฉินมาสอดส่องที่หน้าเรือนเรา คาดว่าคงไม่เชื่อคำพูดที่ข้าบอกไปเป็นแน่ ช่วงนี้เจ้าก็เก็บตัวอยู่ในเรือน " ผู้เป็นพ่อเอ่ยอย่างลำบากใจ หากตนไม่ไปที่จวนสกุลเฉิน บุตรสาวของตนคงไม่ต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ "เราเป็นเพียงชาวบ้าน ส่วนเขาเป็นถึงขุนนางในวังหลวง หากแจ้งทางการก็คงไม่พ้นต้องตกไปอยู่ที่จวนนั้น ข้าไม่มีคนรักที่สามารถออกเรือนได้ในพรุ่งนี้หรือในเร็วๆ นี้ เกรงว่าจะหนีไม่พ้น" หญิงสาวเอ่ยอย่างใช้ความคิด ในนิยายไม่มีเรื่องเช่นนี้กล่าวถึง เพราะว่าร่างนี้เป็นตัวประกอบที่ไม่ถูกเอ่ยถึงในนิยาย เกรงว่าถึงนางจะแต่งเข้าไปหรือไม่แต่งเข้าไปก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก แต่แล้วอย่างไรนี้ชีวิตนางเลยนะ จะให้เข้าไปเป็นอนุคนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้อย่างไร หากนางแต่งเข้าไปแล้วไม่ตั้งครรย์สักทีเกรงว่าจะอยู่ไม่เป็นสุข "ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ ท่านไม่ต้องห่วงข้านะเจ้าคะ เรื่องนี้ขอข้าจัดการเอง ข้าสัญญาจะไม่ทำให้ท่านทั้งสองต้องเป็นกังวล" หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินเข้าห้องของตนเองไป "ซิ่วเออร์ฉลาด ต้องเลือกทางที่ดีให้ตนเองเป็นแน่" หลี่กวางหมิงเอ่ยปลอบฮูหยินของตนเมื่อเห็นแสดงสีหน้าของความเป็นกังลออกมา เขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาหากโชคดีหน่อยนางก็คงออกเรือนกับคนรักใช้ชีวิตธรรมดามิต้องไปเป็นอนุจวนไหน แต่นางกลับโชคร้ายเช่นนี้เขาผู้เป็นบิดาก็ยิ่งทุก์ใจยิ่งนัก .… ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ หญิงสาวกางแผ่นกระดาษกว้างจากนั้นจรดพู่กันลงกระดาษอย่างตั้งใจ จนเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามก็เงยหน้าขึ้น ระหว่างคิ้วของนางยังคงผูกกันเป็นปม หญิงสาวกำลังเขียนวงจรตัวละครทั้งหมดในนิยายออกมาเพื่อหาทางรอด ในโลกที่อำนาจอยู่เหนือทางการเช่นนี้ สถานะนางตอนนี้ต้องหนีจากการเป็นแค่ฐานะชาวบ้านธรรมดาที่ทำมาหากิน ฐานะถัดจากชาวบ้านธรรมดาคือการเป็นพ่อค้าแม่ค้าในท้องตลาด แต่อาชีพนี้อย่างไรก็หนีไม่พ้นการถูกจับเข้าไปเป็นอนุอยู่ดี ทางที่นางสามารถออกจากวงวารการถูกจับไปก็คงหนีไม่พ้นไปอยู่ใต้ชายคาเรือนของผู้ที่มีอำนาจ ดูสภาพและหน้าตาของร่างนี้สิ่งที่ทำได้คงต้องขายตัวเข้าไปเป็นบ่าวรับใช้จวนไหนสักจวน "จวนสกุลโจ้ว เป็นจวนของโจ้วยู่ร์เฟิง พระเอกในนิยาย หากข้าจะเข้าไปอยู่คงมิใช่เรื่องง่าย จากเนื้อเรื่องนั้นเป็นจวนที่เข้ายากที่สุดและถูกตรวจสอบนานกว่าจะได้เข้าไปทำงานเป็นบ่าวรับใช้ได้ เกรงว่าคงไม่ทันการถูกจับไปเป็นอนุก่อนเป็นแน่" หญิงสาวเอ่ยออกมากับตัวเองอย่างไล่เรียงเหตุการ์ในนิยาย จากนั้นจับพู่กันจุ่มหมึกสีแดงกากบาทที่ชื่อจวนสถุลโจ้วออก "จวนสกุลจาง เป็นจวนของจางเซี่ยวเหยียน นางเอกในนิยาย แต่ในภายหลังถูกกล่าวหาว่าทุจริตทำให้ถูกยึดทรัพย์และสาวรับใช้ถูกขายไปกว่าครึ่งจวน ไม่ได้ๆ ข้าจะเอาชีวิตตัวเองไปไว้ที่ๆไม่แน่นอนแบบนั้นไม่ได้ จวนสกุลอู่ก็ไม่ถูกกับจวนสกุลเฉิน หากนางเข้าไปเรื่องที่นางไม่ไปเป็นอนุ เกรงว่าจะมาเอาเรื่องกับท่านพ่อท่านแม่ข้าเป็นแน่" ในกระดาษที่ก่อนหน้านี้ถูกวาดเขียนชื่อจวนสกุลต่างๆ ไว้ ถูกหมึกสีแดงกาทิ้งไปจนทั้งกระดาษเต็มไปด้วยหมึกสีแดง "จริงหรือนี่..." มือเรียวบางวงรอบชื่อจวนสกุลเว่ยในกระดาษ สกุลเว่ยเป็นจวนของอ่องเว่ย หรือเว่ยตงหยาง ตัวร้ายในนิยายเมื่อตอนที่อ่านนิยายจบนางยังนึกสงสารที่ตัวร้ายทำตัวไม่สมกับการเป็นตัวร้าย ทั้งรูปงามไม่แพ้พระเอก ฉลาด มีกำลังในมือมากมาย แต่กลับยอมให้กับนางเอก นี่เรียกเสียสละตนเองเพื่อให้คนที่รักมีความสุข หากจะให้เรียกตัวร้ายคงไม่เหมาะ เรียกว่าพระเอกตัวจริงน่าจะถูกเสียกว่า แต่ถึงอย่างนั้นหากเข้าไปเป็นสาวใช้จริงๆ นางจะทำตัวให้กลืนกินไปกับกำแพงจวนเลย ไม่เข้าไปวุ่นวายและจะเป็นบ่าวรับใช้ที่ไม่โพล่หน้าเข้าไปให้เขาเห็นเด็ดขาด --------- 1 เค่อ คือ15 นาที 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง 1 ชั่วยามมี 8 เค่อ 1วันมี 100 เค่อ 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น. ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น. ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น. ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น. ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น. ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น. วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว ——————————น้องเกรซวัย 6 เดือน"หม่ำ หม่ำ ค่ะน้องเกรซ อ้าม” แก้มใสป้อนฟักทองบดที่ผสมกับน้ำนมของอลิสให้สาวน้อยเกรซที่กำลังฉีกยิ้มให้อาสาวที่ห่างกันไม่ถึงสิบปีอย่างน่ารักพร้อมกับอ้าปากรับอาหารไปด้วย"เดี๋ยวนี้มาทุกวันเลยนะ” กายอดที่จะแซะน้องน้อยไม่ได้ตั้งแต่ที่อลิสออกจากโรงพยาบาลเด็กหญิงแก้มใสก็มาเลี้ยงน้องเกรซกับอลิสเกือบทุกวันเลย นี่กำลังตอบแทนบุญคุณที่เขาเลี้ยงตัวเองมาใช่ไหม"แก้มใสคิดถึงน้องเกรซนี่คะ” หันมาส่งยิ้มหวานให้พี่ชายก่อนที่มือเล็กจะบรรจงป้อนข้าวหลานสาวอย่างระมัดระวัง"น้องเกรซเก่งมาก ๆ เลย” เมื่อป้อนจนหมดแล้วแก้มใสก็ปรบมือให้เกรซที่ยิ้มตามอาสาวอย่างไร้เดียงสาตามประสาเด็กน้อย"จ้ำม่ำจังเลยนะคะลูกสาวพ่อ"อุ้มลูกสาวขึ้นมาในอ้อมแขนในขณะที่แก้มใสก็กระโดดเหยง ๆ อย่างต้องการขออุ้มน้องบ้าง แต่กายกลับยันหน้าผากของน้องสาวเอาไว้ เพราะตั้งแต่เลิกเรียนพิเศษมายายตัวร้ายก็ตามติดหลานน้อยทั้งวันเลย"พี่กายขา แก้มใสขออุ้มหลานน้อยหน่อย"เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายอ้อน ๆ ก่อนที่กายจะหรี่ตามองน้องสาวที่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างขอร้อง แก้มใสก็เกือบจะเก้าขวบแล้วไม่น่าจะเป็นอะไรหรอกมั้งเมื่อคิดได้ดังนั้นก็ค่อย ๆ ส่งลูก
สนามแข่ง G.U.Y"จะมาทำไมก็ไม่รู้หนูใกล้คลอดแล้วนะคะที่รัก"กายท้วงเมียตัวน้อยที่กำลังนั่งดูซีรีส์ก่อนที่อลิสจะหันมามองกายอย่างอ้อน ๆ ยิ่งท้องแก่ใกล้คลอดคุณแม่ก็ยิ่งอยากอยู่ใกล้ ๆ คุณพ่อตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่สนามแข่งทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เธอตั้งครรภ์เข้าเดือนที่เก้าแล้วเรียกง่าย ๆ คือใกล้คลอดแล้วนั่นเอง แต่อลิสก็ยังคงตามติดกายตลอดเวลาไม่ได้กลัวว่าผัวจะมีเมียน้อยนะคะ แต่ติดผัวต่างหากค่ะติดมากถึงมากที่สุดถ้าสิงได้นี่สิงไปแล้วนะ อิอิ"อลิสไม่อยากอยู่ห่างจากพี่กายนี่คะ"ลุกขึ้นเดินอุ้ยอ้ายมาหาสามีก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งลงบนตักพร้อมกับซบหน้าลงบนอกแกร่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมที่เธอคุ้นเคย พี่กายตัวหอมเสมอและเป็นกลิ่นที่เธอชอบมาก"แต่พี่เป็นห่วงหนูนี่คะที่รักกลัวจะเดินเหินไม่สะดวกใกล้จะคลอดแล้วด้วย"กายยกมือที่กำลังตรวจเช็กรายรับของสนามแข่งขึ้นมาลูบหัวของเมียตัวน้อยด้วยความเป็นห่วง เขาห่วงเมียจริง ๆ นะเขาแทบจะไม่ให้อลิสทำอะไรเลยนอกจากกินกับนอน แต่ถึงอย่างนั้นเมียคนดีของเขาก็รักษาหุ่นได้ดีมากเป็นคุณแม่ที่หุ่นสวยและเฟิร์มสุด ๆ"ถ้าอย่างนั้นสิบวันก่อนคลอดอลิสจะหยุดอยู่บ้านก็ได้โอเคไห
หลังจากที่รู้ว่าภายในครอบครัวจะมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มสีสันอีกหนึ่งคนกายก็ดูแลอลิสเป็นอย่างดี โดยที่คุณพ่อมือใหม่ถึงกับลงทุนไปเรียนทำอาหารกับพี่ที่รักแทนอลิสที่กำลังแพ้ท้อง แต่ก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาอยากให้อลิสได้กินอาหารที่มีประโยชน์จากฝีมือของเขาในทุก ๆ วัน ลูกเมียของเขาต้องได้รับการดูแลที่ดีจากผู้เป็นพ่อแบบเขา"มาค่ะแก้มใสชิมให้พี่กายหน่อยว่าอร่อยหรือยัง"กายในชุดลำลองสบาย ๆ ที่มีผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนสวมทับอยู่บอกแก้มใสที่ยืนชะเง้อมองพี่ชายปรุงอาหารอยู่กลิ่นหอมน่าทานมาก ๆ เลย พร้อมกับแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหิว เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วสาวน้อยแก้มใสหิวข้าวแล้วค่ะ"อ้าม เป็นอย่างไรคะ"ใบหน้าหล่อเหลาถามน้องสาวอย่างลุ้น ๆ เพราะวันนี้พี่ที่รักปล่อยให้เขาลองทำมื้อเที่ยงเองโดยมีผู้ช่วยอย่างแก้มใสที่บอกให้หยิบน้ำปลา แต่ได้ซอส หยิบผงนัว แต่ได้ชูรสจนถูกเขาไล่ออกไปจากห้องครัวแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่วายยังแอบเข้ามาใหม่อีกครั้งสงสัยจะหิวมื้อเที่ยงแล้ว"แหยะ ไม่เห็นอร่อยเลยค่ะ"หน้าเล็กเบ้หน้าเหมือนจะยืนยันกับพี่ชายว่าต้มยำกุ้งที่พี่ชายของเธอทำมันไม่อร่อยจริง ๆ นะ แต่กายที่ชิมจนรสกลมกล
หลังจากที่พี่กายขอเธอแต่งงานวันรุ่งขึ้นเขาก็เนรมิตชายหาดให้เป็นงานแต่งในฝันที่เธอเคยพูดเล่น ๆ ว่าเธออยากจัดงานแต่งที่ริมชายหาดแล้วมีเพียงแค่เพื่อนสนิทกับญาติผู้ใหญ่มาร่วมงาน ซึ่งพี่กายก็ทำให้ฝันของเธอเป็นจริงทำเอาเธอร้องไห้โฮออกมาตอนที่เขาสวมแหวนแต่งงานให้เธอด้วยความซาบซึ้งใจอยากขอบคุณผู้ชายคนนี้ที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นในชีวิตของเธอและเข้ามาเป็นความสุขของเธอ ขอบคุณตัวเองที่วันนั้นกล้าที่จะเดินเข้าไปจีบผู้ชายที่ใคร ๆ ก็ต่างบอกว่าเขาคือนายแบดบอย แต่ยัยตัวร้ายอย่างเธอก็สามารถสยบนายแบดบอยอย่างเขาได้ด้วยคำว่า รัก รักที่ต่างคนต่างมีให้กันและกัน อลิสรักพี่กาย พี่กายรักอลิส"ตั้งใจเรียนนะคะพี่รอทานอาหารอร่อย ๆ ฝีมืออลิสอยู่"กายบอกภรรยาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ตอนนี้เขาเข้ารับตำแหน่งรองประธานบริษัทในเครือ PS กรุ๊ปและเข้าไปช่วยบิดาบริหารบริษัททุกสาขาทั่วโลกอย่างเต็มตัว ส่วนอลิสตอนนี้ก็กำลังหัดเรียนทำอาหารและขนมกับพี่ที่รักอาสะใภ้ของเขาอยู่ เพราะแต่งงานแล้วอลิสก็เลยอยากจะเป็นแม่บ้านคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้เขาอย่างเต็มตัว"พี่กายก็รีบกลับมาไว ๆ นะคะ อลิสคิดถึง"พูดจบก็ยื่นหน้าไปจุ๊บปากนุ่ม ๆ
reviews