Masukแสงแดดจัดจ้านของยามบ่ายส่องกระทบกระจกหน้าร้านสะดวกซื้อจนเกิดเงาสะท้อนพร่ามัว ไทน์มาถึงร้านก่อนเวลาเข้างานเกือบครึ่งชั่วโมงเหมือนทุกวัน เธอจอดมอเตอร์ไซค์คันเก่าไว้ที่มุมอับสายตาหลังร้าน ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องพักพนักงานที่แคบและอับชื้น
ไทน์หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็กที่ซับในเริ่มหลุดลุ่ยออกมาวางบนโต๊ะไม้พาร์ทิเคิลที่บวมน้ำ เธอจ้องมองใบหน้าของตัวเองในกระจกเงาบานเล็กที่มีรอยร้าว แววตาของเธอดูเหนื่อยล้าจากการทำรายงานจนเกือบเช้า แต่เธอก็ฝืนปั้นยิ้มให้ตัวเอง
ไทน์แตะแป้งฝุ่นบางๆ บนใบหน้าเพื่อกลบความมัน ค่อยๆ แต้มลิปมันสีระเรื่อให้ริมฝีปากไม่ดูซีดเซียวจนเกินไป และจัดระเบียบปกเสื้อยูนิฟอร์มให้เรียบกริบที่สุด
‘วันนี้ต้องเป็นวันที่ดี’
เธอให้กำลังใจตัวเองในใจ แม้ท้องจะร้องประท้วงเพราะมื้อเช้าคือข้าวผัดครึ่งกล่องที่เหลือมาจากเมื่อคืนก็ตาม
ขณะที่เธอกำลังผูกเชือกรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เริ่มกลายเป็นสีเทา พี่ก้อย พนักงานรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการอู้งานก็เดินนวยนาดเข้ามาในห้องพัก มือข้างหนึ่งถือแก้วชานมไข่มุก ส่วนอีกข้างไถหน้าจอโทรศัพท์
“อ้าวไทน์ มาเร็วดีนี่ งั้นวันนี้เข้ากะแล้วไปจัดการโซนของแห้งก่อนเลยนะ พอดีลูกค้าเยอะพี่จัดไม่ทันน่ะ ฝากต่อด้วยละกันนะจ๊ะ”
ก้อยพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะเดินสวนออกไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก
ไทน์พยักหน้ารับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอรีบเดินเข้าไปในโถงร้าน กลิ่นไอเย็นจากแอร์และเสียงต้อนรับอัตโนมัติดังขึ้นตามจังหวะก้าวเท้า เธอเดินตรงไปยังโซนของแห้งที่ตั้งอยู่ด้านหลังร้านสุด สายตาไล่มองตามชั้นวางสินค้าที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดปกติจนน่าสงสัย
แต่แล้ว หัวใจของเธอก็หล่นวูบ...
บนพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาด มีถุงน้ำตาลทรายแดงแตกกระจาย เกล็ดน้ำตาลสีนวลหกเรี่ยราดเป็นวงกว้างเหมือนจงใจ และที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือซากถุงที่ขาดวิ่นนั้นวางอยู่ตรงตำแหน่งที่ไทน์เพิ่งจะเดินเข้าไปถึงพอดี
“อ้าวไทน์! ทำอะไรน่ะ ทำของแตกอีกแล้วเหรอ!”
เสียงของพี่ก้อยดังแทรกขึ้นมาทันที ราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เธอเดินออกมาจากมุมเสาพร้อมกับ ผู้จัดการร้าน ชายวัยกลางคนที่ขมวดคิ้วมุ่นพลางมองดูซากน้ำตาลทรายบนพื้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“ไทน์เปล่านะคะพี่ก้อย ไทน์เพิ่งเดินมาถึงเมื่อกี้เอง มันแตกอยู่ก่อนแล้วค่ะ”
ไทน์รีบปฏิเสธ มือของเธอสั่นน้อยๆ ด้วยความโกรธที่เริ่มปะทุขึ้นในอก
“จะมาเปล่าได้ไง ก็เห็นอยู่ว่าแกยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว พี่ยังเห็นแกจับถุงมันอยู่เลยนะ” ก้อยใส่ความพลางหันไปหาผู้จัดการ “เนี่ยแหละค่ะหัวหน้า ไทน์เขาชอบซุ่มซ่ามแบบนี้บ่อยๆ สงสารพนักงานคนอื่นที่ต้องมาตามเช็ดตามล้างจังเลยค่ะ”
ไทน์หูร้อนผ่าวด้วยความอัดอั้น เธอหันไปหาผู้จัดการร้านที่ยืนกอดอก
“ผู้จัดการคะ หนูไม่ได้ทำจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่เชื่อเปิดกล้องวงจรปิดดูได้เลยค่ะ หนูเพิ่งก้าวเข้ามาในโซนนี้ไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ”
ผู้จัดการร้านถอนหายใจยาวพลางมองนาฬิกาข้อมือ
“โอ๊ยไทน์ แค่น้ำตาลถุงเดียว ยี่สิบกว่าบาทเอง จะเปิดกล้องให้มันวุ่นวายทำไม เสียเวลาทำงานคนอื่นเขา หักจากเงินเดือนไปเถอะ จบๆ กันไป”
“เฮ้ย! แต่มันไม่ใช่ความผิดของหนูนะคะ!” ไทน์โพล่งออกมา เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความขุ่นเคือง
“เงินยี่สิบสามสิบบาทสำหรับคนอื่นอาจจะน้อย แต่สำหรับหนูมันซื้อข้าวไข่เจียวได้หนึ่งกล่องเลยนะ หนูทำงานระมัดระวังตลอด ทำไมหนูต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ทำด้วยคะ!”
บรรยากาศในร้านเริ่มอึดอัด ลูกค้าบางคนหันมามองด้วยความสนใจ ผู้จัดการร้านเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจที่พนักงานระดับเด็กพาร์ทไทม์กล้าเถียงต่อหน้าคนอื่น
“ไทน์ ระวังคำพูดหน่อย” ผู้จัดการกดเสียงต่ำ “ฉันเป็นคนคุมสาขานี้ ฉันบอกให้จบก็คือจบ ถ้าเธออยากมีปัญหานัก ก็ไปเขียนใบลาออกซะ เรื่องน้ำตาลถุงเดียวมันไม่คุ้มกับที่เธอจะมาทำตัวมีปัญหาในกะหรอกนะ ไปจัดการความเรียบร้อยซะ ก้อย ไปเฝ้าแคชเชียร์”
พี่ก้อยแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ไทน์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเกล็ดน้ำตาลทรายที่กระจายอยู่บนพื้น น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาด้วยความคับแค้นใจ มือเรียวกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เธอต้องก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอ
ไทน์ค่อยๆ กวาดเกล็ดน้ำตาลเหล่านั้นอย่างเบามือ ทุกเม็ดที่หายเข้าไปในที่ตักขยะเหมือนกับศักดิ์ศรีของเธอที่ถูกกวาดทิ้งไปอย่างไร้ค่า เงินยี่สิบกว่าบาทที่กำลังจะถูกหักออกไปในเดือนหน้า มันอาจจะเป็นเพียงเศษเงินของพี่ก้อยหรือผู้จัดการ แต่มันคือหยาดเหงื่อที่เธอแลกมาด้วยการยืนจนขาบวมนานหลายชั่วโมง
หลังจากจัดการซากความโชคร้ายเสร็จ ไทน์กลับไปทำงานต่อด้วยความเงียบขรึม เธอเข้าเคาน์เตอร์คิดเงิน รับแรงกดดันจากลูกค้าที่รีบร้อน ชงชากาแฟตามออเดอร์ด้วยท่าทางที่แคล่วคล่องแต่หัวใจกลับหนักอึ้ง ทุกครั้งที่ส่งยิ้มให้ลูกค้า เธอรู้สึกเหมือนหน้ากากที่สวมอยู่กำลังจะปริแตกออกมา
จนกระทั่งถึงเวลาพักเบรก ไทน์ก้าวออกมาหลังร้านเหมือนเดิม เธอทรุดตัวลงนั่งบนลังพลาสติกเก่าๆ ลมบ่ายที่ร้อนระอุพัดผ่านใบหน้า แต่ใจของเธอกลับหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก ไทน์ล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างตัว นิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงขอบแข็งๆ ของนามบัตรสีทองใบนั้น
เธอหยิบมันขึ้นมา แสงแดดตกกระทบชื่อ ‘วรารักษ์’ จนมันดูสว่างไสวเหมือนทางออกเดียวในชีวิต ไทน์มองเบอร์โทรศัพท์ที่เรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ พลางจินตนาการไปว่า
ถ้าเธอโทรไป ปลายสายจะยอมรับฟังเรื่องน้ำตาลหนึ่งถุงของเธอไหม หรือจะหัวเราะเยาะที่เธอมีปัญหาที่ดูเล็กน้อยเหลือเกินในสายตาคนรวย
ไทน์กดเบอร์เหล่านั้นลงบนหน้าจอมือถือที่ร้าว นิ้วของเธอค้างอยู่ที่ปุ่มโทรออกอยู่นาน หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ
‘เค้าบอกว่าถ้ามีปัญหาให้โทรหา...แต่ปัญหาของเรามันคือความซวยกระจอกๆ แบบนี้เนี่ยนะไทน์’ เธอถามตัวเองในใจ ‘เค้าเป็นใคร เราเป็นใคร... เค้าอาจจะแค่ให้ตามมารยาท ถ้าโทรไปแล้วเค้าจำไม่ได้ล่ะ’
ความขลาดกลัวและความทะนงตัวต่อสู้กันอย่างรุนแรงในอก สุดท้าย ไทน์ก็ถอนหายใจยาวและกดลบตัวเลขเหล่านั้นทิ้งไปทีละตัว เธอเก็บนามบัตรทองใบนั้นกลับลงไปในซอกลึกที่สุดของกระเป๋าเหมือนเดิม
‘เรื่องแค่นี้เองไทน์ จะโทรหาเค้าให้ได้อะไรขึ้นมา’
ไทน์ลุกขึ้นยืน ปาดน้ำตาที่เกือบจะไหลออกมาทิ้งไป เธอเดินกลับเข้าไปในร้าน ปั้นสีหน้ายิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าคนต่อไป
โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจากรถยนต์ที่วนเวียนมาจอดอยู่หน้าร้าน กำลังจ้องมองเธอผ่านกระจกด้วยความกังวลใจไม่ต่างกัน
เสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของหอประชุมมหาวิทยาลัยชื่อดัง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าเปื้อนยิ้มของบัณฑิตใหม่ในชุดครุยสีน้ำเงินเข้มไทน์ยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางวงล้อมของคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ในมือของเธอไม่ได้มีเพียงใบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เพิ่งได้รับมา แต่ยังมีช่อดอกไม้กุหลาบสีขาวช่อโตที่วรารักษ์เป็นคนสั่งทำเป็นพิเศษ“ยิ้มหน่อยนะคะคนเก่งของพี่...หนึ่ง สอง สาม!”วรารักษ์ในชุดสูทสีชมพูอ่อนดูสง่างามเป็นคนถือกล้องด้วยตัวเอง เธอพยายามเก็บทุกองศาความภูมิใจของแฟนเด็กเอาไว้ในความทรงจำ ถัดไปข้าง ๆ คือน้าเยาว์ที่วันนี้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ไทน์ตั้งใจซื้อให้ น้าเยาว์ไม่ได้ใช้ไม้เท้าแล้ว เธอประคองตัวยืนเคียงข้างหลานสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข“ถ้าพ่อกับแม่ของไทน์ได้เห็นไทน์ใส่ชุดนี้ น้าเชื่อว่าเค้าต้องดีใจมากแน่ ไทน์เก่งมากเลยลูก” น้าเยาว์เอ่ยเสียงสั่นพลางลูบแถบผ้าครุยของหลานสาวทว่าใบหน้าของไทน์กลับหมองลงเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ในวันที่เธอประสบความสำเร็จมากที่สุด คนที่อยากให้อยู่ในวันนี้ด้วยกันกลับไม่อยู่ด้วยที่ผ่านมาไทน์รู้แค่พ่อกับแม่เอาเธอมาฝากไว้กั
แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังลานจอดรถของภัตตาคารจีนฮกเกี้ยนดูจะเจิดจ้ากว่าปกติในสายตาของวรารักษ์ เธอไม่ได้ขยับรถไปไหนแม้แต่น้อย ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเด็กน้อยของเธอ หัวใจที่เคยหนักอึ้งด้วยความกังวลค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของไทน์เดินก้าวพ้นประตูบานยักษ์ออกมาทว่าสิ่งที่ทำให้วรารักษ์ต้องรีบเปิดประตูรถลงไปหา คือหยาดน้ำตาที่คลอเคลียอยู่บนดวงตากลมโตและรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น“บี๋...เป็นอะไรคะ คุณพ่อทำอะไรหนูรึเปล่า”รักประคองใบหน้าหวานด้วยความร้อนรน ไทน์ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะโผเข้ากอดคนพี่ไว้แน่น กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยช่วยย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องจริง“คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรค่ะ ท่าน...ท่านใจดีมากค่ะ”“แล้วร้องไห้ทำไมคะคนเก่ง ไหนบอกพี่สิ”“คุณพ่อบอกว่า ไว้วันหลังให้ไทน์พาพ่อไปกินโจ๊กร้านนั้นบ้างนะ ร้านหน้าโรงพยาบาลที่เราเคยไปกินกันน่ะค่ะ” ไทน์เอ่ยเสียงสั่นเครือ “พี่รักคะ...คุณพ่อแทนตัวเองว่าพ่อกับไทน์ด้วยค่ะ”วรารักษ์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขน“พี่บอกแล้วไงคะว่าคุณ
รถสปอร์ตสีดำขลับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าภัตตาคารอาหารจีนชื่อดังใจกลางเมือง บรรยากาศเบื้องหน้าดูโอ่อ่าสมฐานะด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัย เสาสีแดงชาดต้นใหญ่สลักลวดลายมังกรทองพันรอบดูน่าเกรงขาม กลิ่นอายของความเก่าแก่และหรูหราแผ่ออกมาจนวรารักษ์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยถึงกับขมวดคิ้วเธอทอดสายตามองป้ายชื่อร้านที่เป็นตัวอักษรพู่กันจีนสีทองพลางนึกสงสัยในใจ...ทำไมคุณพ่อถึงให้พิมพ์เลือกร้านนี้กันนะพ่อไม่ชอบกินอาหารแนวฮกเกี้ยนนี่นา หรือกำลังคิดจะทำอะไรอยู่?“พี่รักคะ จอดรถนิ่งนานไปแล้วนะคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”เสียงใสของคนข้างกายเรียกสติให้วรารักษ์หันกลับมามองต้นเสียงวันนี้ไทน์อยู่ในชุดที่ดูเป็นทางการและสุภาพที่สุดเท่าที่เจ้าตัวจะหาได้ คนเด็กกว่านั่งหลังตรงดิ่ง แม้ใบหน้าจะพยายามประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เพื่อให้คนพี่สบายใจ แต่แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยกับฝ่ามือที่ประสานกันแน่นบนตักก็ไม่อาจปิดบังความกังวลลึก ๆ ได้เลย“โอเคมั้ยคะคนเก่ง ถ้าไม่โอเคพี่จะเข้าไปด้วย”รักเอ่ยพลางเอื้อมมือไปกุมมือของคนน้องไว้แน่น เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำตามคำสั่งคุณพ่อเสียทีเดียว แม้ท่านจะบอกว่าอยากคุยกับไทน์แค่สองค
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ เจ้าสัวธนานั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้าง บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีเอกสารวางกองอยู่ หนึ่งในนั้นคือซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุข้อมูลทุกอย่างของหญิงสาวที่ชื่อว่าไทน์เอาไว้อย่างละเอียดธนา จิรเดชารัตน์ เขาคือผู้ก่อตั้ง 24 Hour คือผู้ริเริ่มสร้างครอบครัว และสร้างบุตรสาวทั้งสามคนด้วยความรักยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ธนามีอย่างเต็มเปี่ยมคือการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาวเสมอรัก ริณ รัญ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก คนเป็นพ่อไม่เคยทำให้ลูกรู้สึกว่าขาดเหลืออะไร ความรักที่ทั้งสามคนได้รับเป็นไปอย่างเท่าเทียม แต่ถึงอย่างนั้นธนาก็รู้ดีว่า สำหรับวงการธุรกิจนั้น อันตรายมีรอบด้านธนาไม่ใช่คนประมาท ทันทีที่เขารู้ว่าลูกสาวคนโตอย่างวรารักษ์ติดต่อกับหญิงสาวคนหนึ่ง เขาก็ไม่รอช้าที่จะให้นักสืบมือหนึ่งติดตามดูแลทุกความเคลื่อนไหวของผู้หญิงคนนั้นทว่าสิ่งที่ธนาได้รับการรายงานในแต่ละวัน คือพฤติกรรมธรรมดา ๆ อย่างคนทั่วไป หากแต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่เขาไม่สามารถมองผ่านได้เจ้าสัวธนานึกย้อนไปถึงการรายงานความเคลื่อนไหวของไทน์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เขาให้สายสื
หลายเดือนผ่านไป...กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนลมพายุที่พัดพาเอาหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้าของไทน์ให้เจือจางหายไปไทน์ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเด็กพาร์ทไทม์อย่างก่อนหน้านี้แล้ว จากมือที่มักจะถือถาดเสิร์ฟอาหาร หรือผ้าเช็ดเคาน์เตอร์ผืนเก่า ๆ ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นมือที่กำลังกระชับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ด้านในบรรจุใบรับรองการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอาไว้แนบอกไทน์มองกระดาษใบนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ความพยายามตลอดสามปีครึ่งที่เธอเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก ทั้งเรียนซัมเมอร์ เก็บหน่วยกิตจนครบ และการทำโปรเจกต์จบที่ได้ที่ปรึกษาพิเศษระดับประธานบริหารอย่างวรารักษ์คอยขัดเกลาให้จนสมบูรณ์แบบ วันนี้มันได้ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต“ยินดีด้วยนะคะคนเก่งของพี่”เสียงนุ่มละมุนที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู พร้อมกับอ้อมกอดอบอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลัง วรารักษ์ในชุดสูทสีขาวครีมดูสง่างามสมฐานะผู้บริหารระดับสูงโน้มใบหน้าลงมาหอมแก้มแฟนเด็กเบาๆ เป็นการให้รางวัล“ขอบคุณนะคะพี่รัก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”ไทน์หันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนตาปิด ความสดใสของเธอในวันนี้ดูเจิดจ้ากว่าวันแรกที่ทั้
หลังจากค่ำคืนที่แสนยาวนานผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของวรารักษ์และไทน์ก็ขยับเข้าสู่โหมดที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าชีวิตจริงไม่ได้มีเพียงแค่บทรักอันเร่าร้อน เพราะการก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายในเรื่องเรียนของไทน์มาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งนั่นคือ โปรเจกต์จบ ที่เป็นเสมือนปราการด่านสุดท้ายก่อนจะคว้าใบปริญญาหลายวันนี้ไทน์ตั้งหน้าตั้งตากับงานชิ้นสุดท้ายของเธอในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกันภายในห้องทำงานส่วนตัวของวรารักษ์ที่คฤหาสน์จิรเดชารัตน์ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเอื่อย ๆ และเสียงเคาะแป้นพิมพ์ที่ดังถี่ยิบจากมุมหนึ่งของห้อง ไทน์นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโต๊ะทำงานตัวยาว ดวงตากลมโตจ้องมองกราฟและแผนภูมิการตลาดบนหน้าจอโน้ตบุ๊กจนแทบจะถลนออกมา“เฮ้อ...ยากจัง” ไทน์พึมพำพลางทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงวรารักษ์ที่นั่งจิบกาแฟอ่านรายงานการประชุมอยู่อีกด้านหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไอแพด เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะสะท้อนเลนส์แว่นทำให้ดวงตาคมกริบของเธอดูทรงพลังและน่าเกรงขามกว่าปกติ“ถึงไหนแล้วคะบี๋” รักถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ“ไทน์ติด





![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

