LOGINแสงแดดจัดจ้านของยามบ่ายส่องกระทบกระจกหน้าร้านสะดวกซื้อจนเกิดเงาสะท้อนพร่ามัว ไทน์มาถึงร้านก่อนเวลาเข้างานเกือบครึ่งชั่วโมงเหมือนทุกวัน เธอจอดมอเตอร์ไซค์คันเก่าไว้ที่มุมอับสายตาหลังร้าน ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องพักพนักงานที่แคบและอับชื้น
ไทน์หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็กที่ซับในเริ่มหลุดลุ่ยออกมาวางบนโต๊ะไม้พาร์ทิเคิลที่บวมน้ำ เธอจ้องมองใบหน้าของตัวเองในกระจกเงาบานเล็กที่มีรอยร้าว แววตาของเธอดูเหนื่อยล้าจากการทำรายงานจนเกือบเช้า แต่เธอก็ฝืนปั้นยิ้มให้ตัวเอง
ไทน์แตะแป้งฝุ่นบางๆ บนใบหน้าเพื่อกลบความมัน ค่อยๆ แต้มลิปมันสีระเรื่อให้ริมฝีปากไม่ดูซีดเซียวจนเกินไป และจัดระเบียบปกเสื้อยูนิฟอร์มให้เรียบกริบที่สุด
‘วันนี้ต้องเป็นวันที่ดี’
เธอให้กำลังใจตัวเองในใจ แม้ท้องจะร้องประท้วงเพราะมื้อเช้าคือข้าวผัดครึ่งกล่องที่เหลือมาจากเมื่อคืนก็ตาม
ขณะที่เธอกำลังผูกเชือกรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เริ่มกลายเป็นสีเทา พี่ก้อย พนักงานรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการอู้งานก็เดินนวยนาดเข้ามาในห้องพัก มือข้างหนึ่งถือแก้วชานมไข่มุก ส่วนอีกข้างไถหน้าจอโทรศัพท์
“อ้าวไทน์ มาเร็วดีนี่ งั้นวันนี้เข้ากะแล้วไปจัดการโซนของแห้งก่อนเลยนะ พอดีลูกค้าเยอะพี่จัดไม่ทันน่ะ ฝากต่อด้วยละกันนะจ๊ะ”
ก้อยพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะเดินสวนออกไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก
ไทน์พยักหน้ารับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอรีบเดินเข้าไปในโถงร้าน กลิ่นไอเย็นจากแอร์และเสียงต้อนรับอัตโนมัติดังขึ้นตามจังหวะก้าวเท้า เธอเดินตรงไปยังโซนของแห้งที่ตั้งอยู่ด้านหลังร้านสุด สายตาไล่มองตามชั้นวางสินค้าที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดปกติจนน่าสงสัย
แต่แล้ว หัวใจของเธอก็หล่นวูบ...
บนพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาด มีถุงน้ำตาลทรายแดงแตกกระจาย เกล็ดน้ำตาลสีนวลหกเรี่ยราดเป็นวงกว้างเหมือนจงใจ และที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือซากถุงที่ขาดวิ่นนั้นวางอยู่ตรงตำแหน่งที่ไทน์เพิ่งจะเดินเข้าไปถึงพอดี
“อ้าวไทน์! ทำอะไรน่ะ ทำของแตกอีกแล้วเหรอ!”
เสียงของพี่ก้อยดังแทรกขึ้นมาทันที ราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เธอเดินออกมาจากมุมเสาพร้อมกับ ผู้จัดการร้าน ชายวัยกลางคนที่ขมวดคิ้วมุ่นพลางมองดูซากน้ำตาลทรายบนพื้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“ไทน์เปล่านะคะพี่ก้อย ไทน์เพิ่งเดินมาถึงเมื่อกี้เอง มันแตกอยู่ก่อนแล้วค่ะ”
ไทน์รีบปฏิเสธ มือของเธอสั่นน้อยๆ ด้วยความโกรธที่เริ่มปะทุขึ้นในอก
“จะมาเปล่าได้ไง ก็เห็นอยู่ว่าแกยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว พี่ยังเห็นแกจับถุงมันอยู่เลยนะ” ก้อยใส่ความพลางหันไปหาผู้จัดการ “เนี่ยแหละค่ะหัวหน้า ไทน์เขาชอบซุ่มซ่ามแบบนี้บ่อยๆ สงสารพนักงานคนอื่นที่ต้องมาตามเช็ดตามล้างจังเลยค่ะ”
ไทน์หูร้อนผ่าวด้วยความอัดอั้น เธอหันไปหาผู้จัดการร้านที่ยืนกอดอก
“ผู้จัดการคะ หนูไม่ได้ทำจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่เชื่อเปิดกล้องวงจรปิดดูได้เลยค่ะ หนูเพิ่งก้าวเข้ามาในโซนนี้ไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ”
ผู้จัดการร้านถอนหายใจยาวพลางมองนาฬิกาข้อมือ
“โอ๊ยไทน์ แค่น้ำตาลถุงเดียว ยี่สิบกว่าบาทเอง จะเปิดกล้องให้มันวุ่นวายทำไม เสียเวลาทำงานคนอื่นเขา หักจากเงินเดือนไปเถอะ จบๆ กันไป”
“เฮ้ย! แต่มันไม่ใช่ความผิดของหนูนะคะ!” ไทน์โพล่งออกมา เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยความขุ่นเคือง
“เงินยี่สิบสามสิบบาทสำหรับคนอื่นอาจจะน้อย แต่สำหรับหนูมันซื้อข้าวไข่เจียวได้หนึ่งกล่องเลยนะ หนูทำงานระมัดระวังตลอด ทำไมหนูต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ทำด้วยคะ!”
บรรยากาศในร้านเริ่มอึดอัด ลูกค้าบางคนหันมามองด้วยความสนใจ ผู้จัดการร้านเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจที่พนักงานระดับเด็กพาร์ทไทม์กล้าเถียงต่อหน้าคนอื่น
“ไทน์ ระวังคำพูดหน่อย” ผู้จัดการกดเสียงต่ำ “ฉันเป็นคนคุมสาขานี้ ฉันบอกให้จบก็คือจบ ถ้าเธออยากมีปัญหานัก ก็ไปเขียนใบลาออกซะ เรื่องน้ำตาลถุงเดียวมันไม่คุ้มกับที่เธอจะมาทำตัวมีปัญหาในกะหรอกนะ ไปจัดการความเรียบร้อยซะ ก้อย ไปเฝ้าแคชเชียร์”
พี่ก้อยแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ไทน์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเกล็ดน้ำตาลทรายที่กระจายอยู่บนพื้น น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาด้วยความคับแค้นใจ มือเรียวกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เธอต้องก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอ
ไทน์ค่อยๆ กวาดเกล็ดน้ำตาลเหล่านั้นอย่างเบามือ ทุกเม็ดที่หายเข้าไปในที่ตักขยะเหมือนกับศักดิ์ศรีของเธอที่ถูกกวาดทิ้งไปอย่างไร้ค่า เงินยี่สิบกว่าบาทที่กำลังจะถูกหักออกไปในเดือนหน้า มันอาจจะเป็นเพียงเศษเงินของพี่ก้อยหรือผู้จัดการ แต่มันคือหยาดเหงื่อที่เธอแลกมาด้วยการยืนจนขาบวมนานหลายชั่วโมง
หลังจากจัดการซากความโชคร้ายเสร็จ ไทน์กลับไปทำงานต่อด้วยความเงียบขรึม เธอเข้าเคาน์เตอร์คิดเงิน รับแรงกดดันจากลูกค้าที่รีบร้อน ชงชากาแฟตามออเดอร์ด้วยท่าทางที่แคล่วคล่องแต่หัวใจกลับหนักอึ้ง ทุกครั้งที่ส่งยิ้มให้ลูกค้า เธอรู้สึกเหมือนหน้ากากที่สวมอยู่กำลังจะปริแตกออกมา
จนกระทั่งถึงเวลาพักเบรก ไทน์ก้าวออกมาหลังร้านเหมือนเดิม เธอทรุดตัวลงนั่งบนลังพลาสติกเก่าๆ ลมบ่ายที่ร้อนระอุพัดผ่านใบหน้า แต่ใจของเธอกลับหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก ไทน์ล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างตัว นิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงขอบแข็งๆ ของนามบัตรสีทองใบนั้น
เธอหยิบมันขึ้นมา แสงแดดตกกระทบชื่อ ‘วรารักษ์’ จนมันดูสว่างไสวเหมือนทางออกเดียวในชีวิต ไทน์มองเบอร์โทรศัพท์ที่เรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ พลางจินตนาการไปว่า
ถ้าเธอโทรไป ปลายสายจะยอมรับฟังเรื่องน้ำตาลหนึ่งถุงของเธอไหม หรือจะหัวเราะเยาะที่เธอมีปัญหาที่ดูเล็กน้อยเหลือเกินในสายตาคนรวย
ไทน์กดเบอร์เหล่านั้นลงบนหน้าจอมือถือที่ร้าว นิ้วของเธอค้างอยู่ที่ปุ่มโทรออกอยู่นาน หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ
‘เค้าบอกว่าถ้ามีปัญหาให้โทรหา...แต่ปัญหาของเรามันคือความซวยกระจอกๆ แบบนี้เนี่ยนะไทน์’ เธอถามตัวเองในใจ ‘เค้าเป็นใคร เราเป็นใคร... เค้าอาจจะแค่ให้ตามมารยาท ถ้าโทรไปแล้วเค้าจำไม่ได้ล่ะ’
ความขลาดกลัวและความทะนงตัวต่อสู้กันอย่างรุนแรงในอก สุดท้าย ไทน์ก็ถอนหายใจยาวและกดลบตัวเลขเหล่านั้นทิ้งไปทีละตัว เธอเก็บนามบัตรทองใบนั้นกลับลงไปในซอกลึกที่สุดของกระเป๋าเหมือนเดิม
‘เรื่องแค่นี้เองไทน์ จะโทรหาเค้าให้ได้อะไรขึ้นมา’
ไทน์ลุกขึ้นยืน ปาดน้ำตาที่เกือบจะไหลออกมาทิ้งไป เธอเดินกลับเข้าไปในร้าน ปั้นสีหน้ายิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าคนต่อไป
โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจากรถยนต์ที่วนเวียนมาจอดอยู่หน้าร้าน กำลังจ้องมองเธอผ่านกระจกด้วยความกังวลใจไม่ต่างกัน
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
ทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์พิกาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนบ่าที่เกร็งอยู่ลู่ตกลง เธอพิงแผ่นหลังลงกับบานไม้มะฮอกกานีหนา พลางมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสนหัวใจของเลขาสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของวรารักษ์ แต่เป็นเพราะความไม่ปกติของเจ้านาย ที่เธอกำลังเผชิญอยู่
เช้าวันต่อมาเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาแสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก“ประกาศด่วน
แม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่กะกลางวันตามคำสั่งลึกลับที่ทำให้ผู้จัดการร้านเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อม แต่ไทน์ก็ยังไม่อาจสลัดความเหนื่อยล้าออกไปได้พ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อดูจะร้อนแรงกว่าทุกวัน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับกองสมุดเลกเชอร์ที่วางรออยู่ในกระเป๋าเป้ไทน์ยืนสัปหงกอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ ดวง
ท่ามกลางไอร้อนระอุของถนนคอนกรีตในช่วงบ่ายแก่ๆ เสียงกระดิ่งหน้าร้านสะดวกซื้อดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับประโยคต้อนรับที่ดูเหมือนจะเป็นอัตโนมัติไปแล้วสำหรับ ไทน์“สวัสดีค่ะ เชิญค่า”ไทน์ปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมภายใต้หมวกยูนิฟอร์มสีฟ้าขาว เธอเพิ่งจะจัดเรียงเครื่องดื่มเข้าตู้แช่เสร็จ และตอนนี้ต้อ
![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![ไขรหัสรัก You’re my keys. [OMEGAVERSE]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![Sexy the Series | รักนี้เกินต้าน [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
