Masukคนเราจะเจอความโชคดีในชีวิตได้บ่อยแค่ไหนกัน... และถ้ามันบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น มันจะยังเป็น 'ความโชคดี' หรือแท้ที่จริงแล้ว เป็น 'ความตั้งใจ' ของใครบางคนกันแน่?
Lihat lebih banyakท่ามกลางไอร้อนระอุของถนนคอนกรีตในช่วงบ่ายแก่ๆ เสียงกระดิ่งหน้าร้านสะดวกซื้อดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับประโยคต้อนรับที่ดูเหมือนจะเป็นอัตโนมัติไปแล้วสำหรับ ไทน์
“สวัสดีค่ะ เชิญค่า”
ไทน์ปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมภายใต้หมวกยูนิฟอร์มสีฟ้าขาว เธอเพิ่งจะจัดเรียงเครื่องดื่มเข้าตู้แช่เสร็จ และตอนนี้ต้องรีบมาประจำที่แคชเชียร์เพราะลูกค้าเริ่มหนาตา
เด็กสาววัยยี่สิบเอ็ดปี ในชุดพนักงานที่ดูสะอาดสะอ้านแม้มันจะผ่านการซักจนสีเริ่มซีดลงไปบ้าง ส่งยิ้มพิมพ์ใจให้กับป้าข้างบ้านที่แวะมาซื้อของ แม้ในหัวของเธอตอนนี้จะประมวลผลเรื่อง รายงานวิชาการตลาด ที่ค้างไว้ และ ค่าซ่อมหลังคาบ้าน ที่น้าเพิ่งบอกเมื่อเช้า
ไทน์อาศัยอยู่กับน้าสาวเพียงสองคน โดยที่น้ามีอาชีพขายน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ที่ตลาดตอนเช้า บางวันไทน์ก็ต้องไปช่วยน้าขายของก่อนถึงจะไปเรียน และช่วงเย็นเธอก็ต้องรีบมาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อ เพื่อหาเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
“ทั้งหมดสามสิบห้าบาทค่ะ รับกาแฟทานเพิ่มด้วยมั้ยคะ น้ำผลไม้ปั่นก็มีนะคะคุณลูกค้า”
ไทน์ถามด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนทุกครั้ง ทั้งที่ความจริงเธออยากจะหลับตาลงสักวินาทีเดียวก็ยังดี เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอนเพราะต้องปั่นโปรเจกต์กลุ่มจนเกือบเช้า ก่อนจะงีบไปเพียงสามชั่วโมงแล้วตื่นมาช่วยน้าเข็นรถเข็นไปขายของที่ตลาด
จนกระทั่งถึงเวลาพักเบรกสั้นๆ เพียงสิบห้านาที ไทน์ก้าวออกมาจากประตูหลังร้านที่ติดกับลานจอดรถ มือหนึ่งถือถ้วยกาแฟกระดาษราคาถูกที่กดจากเครื่องในร้าน แสงแดดตอนบ่ายสองรังแกผิวเนียนของเธอจนต้องหยีตา ไทน์พิงหลังลงกับผนังปูนเย็นๆ ถอนหายใจทิ้งยาวๆ เหมือนอยากจะระบายความเหนื่อยล้าทั้งหมดออกมากับลมหายใจที่พรั่งพรู
เธอพยายามถ่างตาตัวเองที่หนักอึ้ง นิ้วเรียวคีบเปลือกตาขึ้นมาเบาๆ พลางสะบัดหัวไปมา ท่าทางของเธอเหมือนเด็กน้อยที่พยายามต่อสู้กับความง่วงอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอทำหน้ามุ่ยใส่แก้วกาแฟ แกล้งทำตาโตใส่กำแพง แล้วก็หลุดหายใจเบาๆ กับความตลกของตัวเอง
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคน...
ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร รถยุโรปสีดำสนิทที่กระจกถูกติดฟิล์มจนมองไม่เห็นด้านในจอดนิ่งสนิท เครื่องยนต์ยังคงทำงานเงียบเชียบพร้อมความเย็นฉ่ำภายในห้องโดยสาร
วรารักษ์ ขยับตัวบนเบาะหนังราคาแพง เธออยู่ในชุดสูทลำลองสีครีมที่ดูเรียบหรู สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีชาจับจ้องไปที่ร่างโปร่งในชุดพนักงานคนนั้น
วรารักษ์ หรือ รัก เป็นพี่สาวคนโตของตระกูล จิรเดชารัตน์ เธออายุสามสิบเก้า ทว่าภาระที่ต้องแบกรับดูจะเกินตัวไปมาก รักแวะมาดูงานที่สาขาของครอบครัวแบบเงียบๆ ตามสไตล์ของเธอที่ไม่ชอบความวุ่นวาย แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเธอมากกว่าตัวเลขยอดขายในไอแพด คือพนักงานสาวที่กำลังยืนเล่นกับตัวเองอยู่ข้างถังขยะ
“เด็กพาร์ทไทม์เหรอ ยืนคุยกับกำแพงคนเดียวได้ด้วย ตลกชะมัด” รักพึมพำ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เธอมองเด็กผู้หญิงที่ชื่อ ‘ไทน์’ ตามป้ายชื่อที่หน้าอก มองเห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ในแววตาสู้ชีวิตนั่น แต่น่าแปลกที่เด็กคนนี้กลับมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้คนมองรู้สึกเอ็นดู รักเห็นไทน์ยกกาแฟขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วตบแก้มตัวเองเบาๆ สองสามทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้มเตรียมกลับเข้าไปทำงาน แต่แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้คิ้วเรียวของรักขมวดเข้าหากัน
“ไทน์! แกออกมาทำอะไรตรงนี้ตั้งนาน งานการไม่ทำ เพื่อนคนอื่นเขาวิ่งวุ่น แต่แกมายืนพักสบายใจเฉิบ เข้าไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เสียงแหลมปรี๊ดของพนักงานรุ่นพี่คนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับแรงผลักที่ไหล่จนไทน์เกือบเสียหลัก
“ไทน์เพิ่งออกมาไม่ถึงห้านาทีเลยนะคะ ยังไม่หมดเวลาพักเลยด้วย”
ไทน์ตอบเสียงอ่อย ก้มหน้าเล็กน้อย ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด
“ไม่ต้องมาเถียง ฉันเห็นแกหายออกมาตั้งนานแล้ว กลับเข้าไปในร้านเลยนะ แล้วก็รีบกวาดขยะถูพื้นให้สะอาด!!”
รักมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก หัวใจของเธอวูบไหวเมื่อเห็นหยดน้ำใสๆ คลออยู่ที่เบ้าตาของเด็กสาวที่เพิ่งจะทำท่าทางตลกๆ ให้เห็นเมื่อครู่ ความสดใสก่อนหน้านี้หายวับไป เหลือเพียงไหล่บางที่ห่อเหี่ยวลง
เหมือนมีแรงผลักดันบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ รักเปิดประตูรถก้าวลงไปทันที รองเท้าส้นสูงราคาแพงกระทบพื้นคอนกรีตเสียงดังข่มขวัญพนักงานรุ่นพี่คนนั้นจนหันมามองด้วยความตกใจ
“หยุดเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจของรักทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันที
ไทน์เงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่เดินเข้ามาหาเธอ ราวกับภาพฝัน ผู้หญิงคนนี้สวยจนเธอลืมหายใจ ผิวขาวจัด ตัดกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกมันดูหรูหราจนไทน์ไม่อาจคาดเดาราคา
รักเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าไทน์ พนักงานรุ่นพี่คนนั้นรีบเดินกลับเข้าไปในร้าน เธอเห็นน้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงมาบนแก้มใส มือเรียวของรักเอื้อมไปลูบหัวพนักงานเด็กน้อยเบาๆ อย่างลืมตัว ความนุ่มนวลนั้นทำให้ไทน์ชะงักและเผลอถอยหลังด้วยความตกใจ
“เจ็บตรงไหนมั้ย” รักถามสั้นๆ แววตาที่มั่นคงกลับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางกลัวๆ ของอีกฝ่ายไทน์ส่ายหัวเบา ๆ เธอยื่นนามบัตรสีทองเรียบหรูใส่มือคนเด็กกว่าที่สั่นเทา
“ถ้ามีปัญหา...หรือถ้าใครรังแกเธออีก โทรหาฉันนะ”
ประโยคนั้นจบลงพร้อมกับเจ้าของนามบัตรที่เดินกลับไปขึ้นรถ ส่วนไทน์ก็ได้แต่กำนามบัตรใบนั้นไว้ในมือแน่น แล้วยืนมองรถยุโรปสีดำเงางามเคลื่อนตัวออกไป
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
เสียงฝีเท้าที่มั่นคงสม่ำเสมอดังสะท้อนไปตามโถงทางเดินหินอ่อนของสำนักงานใหญ่จิรเดชารัตน์หญิงสาวในชุดสูทกางเกงสีเบจที่ตัดเย็บอย่างประณีตเดินผ่านบานกระจกใสที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของเธอได้อย่างชัดเจน ผมยาวสลวยที่เคยรวบไว้อย่างลวก ๆ ในวันวาน ตอนนี้ถูกจัดแต่งทรงให้ดูรับกับใบหน้าเรียบเนียนที่แต่งแต้มเครื่อ
วรารักษ์ก้าวเดินออกจากลิฟต์ส่วนตัวของห้างสรรพสินค้าด้วยสภาพที่เหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง ความสง่างามที่เคยเป็นเกราะคุ้มกายตอนนี้ดูเปราะบางจนแทบจะพังทลายลงเพียงแค่มีใครสักคนเดินมาแตะไหล่ตั้งแต่หันหลังให้ไทน์ เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบกายเงียบสนิท ไม่รับรู้แม้แต่แสงไฟระยิบระยับของสินค้าแบรนด์เนมรอ
ล้อรถยุโรปราคาแพงบดเบียดไปกับพื้นหินที่ขรุขระภายในซอยแคบๆ ซึ่งลึกเข้าไปในย่านชุมชนเก่า แสงไฟหน้ารถแบบแอลอีดีที่สว่างจ้าและทันสมัยสาดส่องไปกระทบกับรั้วไม้สังกะสีที่ขึ้นสนิมและกำแพงปูนที่มีคราบตะไคร่น้ำจับหนา บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงสุนัขเห่าหอนรับจังหวะการเคลื่อนที่ของวัตถุแปลกปลอมราคาแ
แสงแดดของวันเสาร์ส่องผ่านผนังกระจกใสบานยักษ์ที่โอบล้อมรอบชั้นสูงสุดของห้างสรรพสินค้าหรู แม้พื้นที่แห่งนี้จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ยอมจ่ายแพงเพื่อแลกกับทัศนียภาพอันสวยงาม แต่ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความหรูหรา กลับมีร่างหนึ่งที่โดดเด่นออกมาจนใครต่างก็ต้องเหลียว