Masukเช้าวันต่อมา
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมา
แสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก
“ประกาศด่วนที่สุด! นโยบายจากเบื้องบน สาขาเราจะปิดปรับปรุงระบบและรีโนเวทครั้งใหญ่เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยบริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานทุกคนเต็มจำนวนตามค่าเฉลี่ยชั่วโมงงานเดิม ยินดีด้วยทุกคน ได้พักยาวแบบเงินเดือนไม่ขาด!”
ไทน์ลุกขึ้นนั่งพรวด หัวใจเต้นรัวด้วยความสับสน ความรู้สึกแรกคือความใจหายใจคว่ำที่งานประจำซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของครอบครัวถูกตัดขาดกะทันหัน แต่พออ่านทวนคำว่า จ่ายเงินเดือนเต็มจำนวน เธอก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยสามเดือนนี้เธอก็จะมีเวลาอ่านหนังสือสอบจบปีสามโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำค่าไฟที่ช่วยแบ่งเบาน้า
“มีอะไรเหรอไทน์ เสียงดังเชียว” น้าชะโงกหน้าออกมาจากครัว กลิ่นข้าวต้มใบเตยลอยมาจางๆ
“ร้านที่ไทน์ทำงานอยู่เขาจะปิดซ่อมใหญ่สามเดือนค่ะน้าเยาว์ แต่เขาบอกว่าจะยังจ่ายเงินค่าจ้างให้เหมือนเดิมนะ” ไทน์รีบเดินไปบอกข่าวดี
คำบอกกล่าวของไทน์ไม่ได้ทำให้น้าของเธอดีใจเท่าไหร่นัก กลับกันอีกฝ่ายดันขมวดคิ้วมุ่น เธอมองหน้าไทน์ด้วยสายตาที่ผ่านโลกมามาก
“ไทน์ เงินฟรีไม่มีในโลกหรอกนะลูก”
คำพูดของน้าทำให้ความดีใจของไทน์ชะงักลง
“จู่ๆ ใครเขาจะเอาเงินมาประเคนให้เราเปล่าๆ โดยไม่ต้องออกแรงทำงานตั้งสามเดือน ถ้าวันดีคืนดีเขาเปลี่ยนใจไม่จ่าย หรือบริษัทเขามีปัญหาขึ้นมาจริงๆ เราจะไม่แย่เหรอ”
คำเตือนของน้าเหมือนเข็มที่สะกิดใจไทน์ให้ตื่นจากความเพ้อฝัน
ไทน์นิ่งคิด น้าของเธอพูดถูก...
ความมั่นคงที่มาจากการพึ่งพิงความใจดีของคนอื่นมันเปราะบางเกินไปสำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนอย่างเธอ
“จริงด้วยค่ะน้า ถ้าอยู่เฉยๆ แล้วเขาไม่จ่ายขึ้นมา ไทน์คงเคว้งแน่” แววตาของไทน์กลับมาเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง
“ไทน์ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับคำสัญญาในไลน์กลุ่ม ไทน์จะไปหางานใหม่ทำค่ะน้า ได้เงินสองทางก็ยังดีกว่ารอรับอยู่ทางเดียวแบบไม่รู้ชะตากรรม”
น้าเยาว์เดินเข้ามาใกล้ ยกมือแห้งกร้านลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ
“แล้วแต่ไทน์จะตัดสินใจนะ”
คนอาวุโสมองหน้าหลานสาวด้วยความห่วงใย
“ไทน์ดูน้าสิ มาโดนจ้างออกตอนอายุเยอะแล้ว เลยต้องมาขายน้ำเต้าหู้อยู่แบบนี้ โชคดีที่มีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง น้าแค่ไม่อยากให้ไทน์ลำบากเหมือนน้า”
“ไทน์เข้าใจน้าเยาว์ค่ะ ที่ไทน์เติบโตมาได้ขนาดนี้ก็เพราะน้าเลี้ยงมา ไม่งั้นไทน์ก็แย่ ขอบคุณนะคะ”
“น้าทำข้าวต้มไว้ในครัว ไปกินข้าวด้วยนะลูก”
“ขอบคุณค่ะ”
บ่ายวันนั้น ไทน์ผลัดเปลี่ยนชุดเป็นชุดนักศึกษาที่ซักจนเรียบกริบ เพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจในการเตรียมตัวไปสมัครงานที่ใหม่ เธอขับมอเตอร์ไซค์บึ่งไปยังห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง เป้าหมายของเธอคือร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นชื่อดังที่กำลังประกาศรับสมัครพนักงานเพิ่ม
เมื่อถึงคิวสัมภาษณ์งาน ไทน์แนะนำตัวเสียงดังฟังชัด ตามข้อมูลที่เตรียมมาแบบเป๊ะ ๆ
“สวัสดีค่ะ ชื่อนางสาวธิดา สุขเสงี่ยม ชื่อเล่นไทน์ค่ะ เรียนบริหารการตลาด ปีสาม หนูมีความสามารถในการบริหารจัดการเวลา และมีประสบการณ์งานบริการจากร้านสะดวกซื้อ รับมือกับแรงกดดันได้ดี ที่สำคัญ หนูให้ความสำคัญกับการจดจำรายละเอียดของลูกค้าค่ะ”
ไทน์พรีเซนต์ตัวเองด้วยความมั่นใจ แววตาของเธอนิ่งและมีพลังแบบพนักงานฝ่ายรุกที่พร้อมจะพุ่งชนทุกปัญหา ผู้จัดการร้านอาหารถึงกับวางใบสมัครลงแล้วมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความทึ่ง ในชุดนักศึกษาธรรมดาๆ แต่ไทน์กลับแผ่ซ่านความกระตือรือร้นออกมาจนเห็นชัด
“ร้านเรางานหนักนะ ต้องเดินทั้งวัน ลูกค้าที่นี่มาตรฐานสูงมาก คุณไหวเหรอ?”
“หนูยืนกะดึกมาแล้ว เช็ดกระจกตอนตีสามก็ทำมาแล้วค่ะ เรื่องเดินเสิร์ฟในแอร์เย็นๆ แบบนี้ หนูสู้ตายค่ะ” ไทน์ตอบพร้อมรอยยิ้มมั่นใจที่มุมปาก
“ตกลง...งั้นเริ่มงานพรุ่งนี้สี่โมงเย็นนะ”
“ได้เลยค่ะ! ขอบคุณมากนะคะ”
ในขณะเดียวกัน บนยอดตึกระฟ้าของอาณาจักรจิรเดชารัตน์
รักกำลังเอนหลังพิงเบาะทำงานอย่างอารมณ์ดี ในมือกำลังหมุนปากกาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ กับแผนการปิดร้านสะดวกซื้อเพื่อให้ไทน์ได้พักผ่อน เธอจินตนาการถึงภาพไทน์ที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนบ้านไม้ หรือนั่งอ่านหนังสือสอบอย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำยอดขาย
“คราวนี้คงไม่ต้องกังวลเรื่องทำงานแล้วนะ” รักพึมพำคนเดียวอย่างผู้ชนะ
ทว่า เมื่อประตูห้องทำงานถูกเปิดออกพร้อมกับ เลขาที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน รอยยิ้มบนใบหน้าของวรารักษ์ก็เปลี่ยนไป
“คุณรักคะ มีรายงานแจ้งมาจากคนของเราว่า เด็กคนนั้นที่คุณรักให้ตามดู วันนี้เธอไม่ได้อยู่บ้าน แล้วก็ไม่ได้ไปเรียนค่ะ”
รักเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “อ้าว แล้วไปไหน ไม่สบายเหรอ?”
“เปล่าค่ะ เธอไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารในห้างค่ะ แล้วเธอก็เพิ่งได้รับการตอบรับให้เริ่มงานเย็นพรุ่งนี้ทันทีค่ะคุณรัก”
กึก!
ปากกาแบรนด์หรูในมือรักแทบจะหักคามือ เธอลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้กระเด็นไปข้างหลัง ใบหน้านางพญาที่เคยสงบนิ่งตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูก
“ดื้อจริง ๆ ฉันอุตส่าห์ยอมสั่งปิดสาขา จ่ายเงินให้ทุกคนฟรีๆ เพื่อให้เด็กคนนั้นได้พัก แต่อยู่ดีๆ เธอกลับวิ่งรนไปหาเรื่องเหนื่อยเพิ่มเนี่ยนะ!”
รักเดินวนไปมาในห้องทำงาน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง ปึกๆ ตามแรงอารมณ์
“น้องสาวฉันยังไม่เคยขัดใจฉันสักครั้ง แล้วทำไมเธอต้องมาขัดใจฉันด้วยเนี่ยไทน์!!”
รักบ่นอุบอิบ แววตาคมกริบที่เคยคุมคนเป็นพันตอนนี้สั่นระริกด้วยความโมโห
“ฉันอุตส่าห์หาทางช่วย เธอก็ยังหาหนทางไปทำงานให้ตัวเองลำบากลำบนอีก น่าตีจริงๆ เลยไทน์!”
เลขาสาวถึงกับยืนอึ้ง ไม่เคยเห็นเจ้านายผู้เย็นชาจะมีโหมดหงุดหงิดแบบไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้มาก่อน
“แล้วคุณรักจะให้ทำยังไงต่อดีคะ? ให้สั่งปิดร้านอาหารที่ห้างนั้นด้วยเลยไหมคะ?”
“เพ้อเจ้อ! ฉันจะไปสั่งปิดร้านอื่นได้ยังไง ฉันมีสิทธิ์แค่ในเครือธุรกิจของฉันเท่านั้น”
รักเดินไปหน้ากระจกเงาบานใหญ่ สำรวจใบหน้าตัวเองที่เริ่มแดงระเรื่อเพราะความโกรธปนความประหม่าที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“จองร้านอาหารโต๊ะวีไอพีที่ไทน์ทำงานให้ด้วย แล้วก็บอกคนขับรถไว้ด้วย พรุ่งนี้สี่โมงเย็น ฉันจะไปทานอาหารที่นั่น”
“พรุ่งนี้คุณรักมีนัดกับบอร์ดบริหารช่วงเย็นนะคะ”
เลขาคนสนิทรีบเอ่ยท้วง วรารักษ์เงียบไปครู่หนึ่ง ไม่เคยรู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งไหนจะยากเท่าครั้งนี้
ที่ผ่านมาเรื่องงานสำหรับวรารักษ์คือสิ่งที่มาลำดับที่หนึ่งเสมอ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เมื่อเป็นเรื่องของไทน์ การตัดสินใจหลายอย่างของเธอก็ปรวนแปรไปหมด
“เลื่อน!”
“ห้ะ คุณรักว่าไงนะคะ ประชุมบอร์ดบริหารนะคะ” เลขาสาวทวนงานสำคัญวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
“อืม เลื่อนออกไปก่อน แจ้งผู้เข้าประชุมทุกท่านด้วย พรุ่งนี้ฉันมีธุระที่สำคัญ”
“เอ่อ ธุระที่หมายถึง...คุณรักจะไป เอ่อ”
วรารักษ์หันขวับไปมองเลขาสาวคนสนิททันที “พิมพ์พิกา ฉันสั่งให้เธอทำอะไรก็แค่ทำตามคำสั่ง เธอไม่ได้มีหน้าที่เซ้าซี้ถามหาเหตุผลจากฉันนะ!”
“ขะ ขอโทษค่ะคุณรัก พิมพ์แค่กังวลว่า เอ่อ...”
สีหน้าของพิมพ์พิกาดูหนักใจเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเธอเป็นเหมือนผู้ช่วยมือขวาของวรารักษ์มาโดยตลอด อายุก็ไล่เลี่ยกัน ทำงานด้วยกันมาร่วมสิบปีตั้งแต่ที่รักเข้ามาสานต่อธุรกิจของตระกูล และพิมพ์พิกายังเป็นคนเดียวที่พ่อของเธอไว้วางใจให้ทำงานเคียงข้างลูกสาว
“เธอไม่ต้องกังวลอะไรแทนฉันทั้งนั้น อย่าทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปหน่อยเลยพิมพ์ ถ้ามีปัญหาอะไรหลังจากนี้ฉันพร้อมที่จะรับผิดชอบ”
เมื่อวรารักษ์กำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เลขาคนสนิทก็ไม่คิดโต้แย้งอีก ถึงแม้ภายในใจจะไม่คลายกังวลเรื่องยกเลิกบอร์ดบริหารเลยก็ตาม
เพราะถ้าหากเรื่องนี้ถึงหูของชายวัยหกสิบที่อยู่ต่างประเทศแล้วละก็ พิมพ์พิกาอาจโดนสอบสวนยกใหญ่ก็เป็นได้...
เสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของหอประชุมมหาวิทยาลัยชื่อดัง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าเปื้อนยิ้มของบัณฑิตใหม่ในชุดครุยสีน้ำเงินเข้มไทน์ยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางวงล้อมของคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต ในมือของเธอไม่ได้มีเพียงใบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เพิ่งได้รับมา แต่ยังมีช่อดอกไม้กุหลาบสีขาวช่อโตที่วรารักษ์เป็นคนสั่งทำเป็นพิเศษ“ยิ้มหน่อยนะคะคนเก่งของพี่...หนึ่ง สอง สาม!”วรารักษ์ในชุดสูทสีชมพูอ่อนดูสง่างามเป็นคนถือกล้องด้วยตัวเอง เธอพยายามเก็บทุกองศาความภูมิใจของแฟนเด็กเอาไว้ในความทรงจำ ถัดไปข้าง ๆ คือน้าเยาว์ที่วันนี้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ไทน์ตั้งใจซื้อให้ น้าเยาว์ไม่ได้ใช้ไม้เท้าแล้ว เธอประคองตัวยืนเคียงข้างหลานสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข“ถ้าพ่อกับแม่ของไทน์ได้เห็นไทน์ใส่ชุดนี้ น้าเชื่อว่าเค้าต้องดีใจมากแน่ ไทน์เก่งมากเลยลูก” น้าเยาว์เอ่ยเสียงสั่นพลางลูบแถบผ้าครุยของหลานสาวทว่าใบหน้าของไทน์กลับหมองลงเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ในวันที่เธอประสบความสำเร็จมากที่สุด คนที่อยากให้อยู่ในวันนี้ด้วยกันกลับไม่อยู่ด้วยที่ผ่านมาไทน์รู้แค่พ่อกับแม่เอาเธอมาฝากไว้กั
แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังลานจอดรถของภัตตาคารจีนฮกเกี้ยนดูจะเจิดจ้ากว่าปกติในสายตาของวรารักษ์ เธอไม่ได้ขยับรถไปไหนแม้แต่น้อย ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับเด็กน้อยของเธอ หัวใจที่เคยหนักอึ้งด้วยความกังวลค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของไทน์เดินก้าวพ้นประตูบานยักษ์ออกมาทว่าสิ่งที่ทำให้วรารักษ์ต้องรีบเปิดประตูรถลงไปหา คือหยาดน้ำตาที่คลอเคลียอยู่บนดวงตากลมโตและรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น“บี๋...เป็นอะไรคะ คุณพ่อทำอะไรหนูรึเปล่า”รักประคองใบหน้าหวานด้วยความร้อนรน ไทน์ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะโผเข้ากอดคนพี่ไว้แน่น กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยช่วยย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องจริง“คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรค่ะ ท่าน...ท่านใจดีมากค่ะ”“แล้วร้องไห้ทำไมคะคนเก่ง ไหนบอกพี่สิ”“คุณพ่อบอกว่า ไว้วันหลังให้ไทน์พาพ่อไปกินโจ๊กร้านนั้นบ้างนะ ร้านหน้าโรงพยาบาลที่เราเคยไปกินกันน่ะค่ะ” ไทน์เอ่ยเสียงสั่นเครือ “พี่รักคะ...คุณพ่อแทนตัวเองว่าพ่อกับไทน์ด้วยค่ะ”วรารักษ์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด เธอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขน“พี่บอกแล้วไงคะว่าคุณ
รถสปอร์ตสีดำขลับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าภัตตาคารอาหารจีนชื่อดังใจกลางเมือง บรรยากาศเบื้องหน้าดูโอ่อ่าสมฐานะด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัย เสาสีแดงชาดต้นใหญ่สลักลวดลายมังกรทองพันรอบดูน่าเกรงขาม กลิ่นอายของความเก่าแก่และหรูหราแผ่ออกมาจนวรารักษ์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยถึงกับขมวดคิ้วเธอทอดสายตามองป้ายชื่อร้านที่เป็นตัวอักษรพู่กันจีนสีทองพลางนึกสงสัยในใจ...ทำไมคุณพ่อถึงให้พิมพ์เลือกร้านนี้กันนะพ่อไม่ชอบกินอาหารแนวฮกเกี้ยนนี่นา หรือกำลังคิดจะทำอะไรอยู่?“พี่รักคะ จอดรถนิ่งนานไปแล้วนะคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”เสียงใสของคนข้างกายเรียกสติให้วรารักษ์หันกลับมามองต้นเสียงวันนี้ไทน์อยู่ในชุดที่ดูเป็นทางการและสุภาพที่สุดเท่าที่เจ้าตัวจะหาได้ คนเด็กกว่านั่งหลังตรงดิ่ง แม้ใบหน้าจะพยายามประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เพื่อให้คนพี่สบายใจ แต่แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยกับฝ่ามือที่ประสานกันแน่นบนตักก็ไม่อาจปิดบังความกังวลลึก ๆ ได้เลย“โอเคมั้ยคะคนเก่ง ถ้าไม่โอเคพี่จะเข้าไปด้วย”รักเอ่ยพลางเอื้อมมือไปกุมมือของคนน้องไว้แน่น เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำตามคำสั่งคุณพ่อเสียทีเดียว แม้ท่านจะบอกว่าอยากคุยกับไทน์แค่สองค
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ เจ้าสัวธนานั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้าง บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีเอกสารวางกองอยู่ หนึ่งในนั้นคือซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุข้อมูลทุกอย่างของหญิงสาวที่ชื่อว่าไทน์เอาไว้อย่างละเอียดธนา จิรเดชารัตน์ เขาคือผู้ก่อตั้ง 24 Hour คือผู้ริเริ่มสร้างครอบครัว และสร้างบุตรสาวทั้งสามคนด้วยความรักยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ธนามีอย่างเต็มเปี่ยมคือการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาวเสมอรัก ริณ รัญ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก คนเป็นพ่อไม่เคยทำให้ลูกรู้สึกว่าขาดเหลืออะไร ความรักที่ทั้งสามคนได้รับเป็นไปอย่างเท่าเทียม แต่ถึงอย่างนั้นธนาก็รู้ดีว่า สำหรับวงการธุรกิจนั้น อันตรายมีรอบด้านธนาไม่ใช่คนประมาท ทันทีที่เขารู้ว่าลูกสาวคนโตอย่างวรารักษ์ติดต่อกับหญิงสาวคนหนึ่ง เขาก็ไม่รอช้าที่จะให้นักสืบมือหนึ่งติดตามดูแลทุกความเคลื่อนไหวของผู้หญิงคนนั้นทว่าสิ่งที่ธนาได้รับการรายงานในแต่ละวัน คือพฤติกรรมธรรมดา ๆ อย่างคนทั่วไป หากแต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่เขาไม่สามารถมองผ่านได้เจ้าสัวธนานึกย้อนไปถึงการรายงานความเคลื่อนไหวของไทน์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เขาให้สายสื
หลายเดือนผ่านไป...กาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนลมพายุที่พัดพาเอาหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้าของไทน์ให้เจือจางหายไปไทน์ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเด็กพาร์ทไทม์อย่างก่อนหน้านี้แล้ว จากมือที่มักจะถือถาดเสิร์ฟอาหาร หรือผ้าเช็ดเคาน์เตอร์ผืนเก่า ๆ ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นมือที่กำลังกระชับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ด้านในบรรจุใบรับรองการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอาไว้แนบอกไทน์มองกระดาษใบนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ความพยายามตลอดสามปีครึ่งที่เธอเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก ทั้งเรียนซัมเมอร์ เก็บหน่วยกิตจนครบ และการทำโปรเจกต์จบที่ได้ที่ปรึกษาพิเศษระดับประธานบริหารอย่างวรารักษ์คอยขัดเกลาให้จนสมบูรณ์แบบ วันนี้มันได้ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต“ยินดีด้วยนะคะคนเก่งของพี่”เสียงนุ่มละมุนที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู พร้อมกับอ้อมกอดอบอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลัง วรารักษ์ในชุดสูทสีขาวครีมดูสง่างามสมฐานะผู้บริหารระดับสูงโน้มใบหน้าลงมาหอมแก้มแฟนเด็กเบาๆ เป็นการให้รางวัล“ขอบคุณนะคะพี่รัก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”ไทน์หันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนตาปิด ความสดใสของเธอในวันนี้ดูเจิดจ้ากว่าวันแรกที่ทั้
หลังจากค่ำคืนที่แสนยาวนานผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของวรารักษ์และไทน์ก็ขยับเข้าสู่โหมดที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าชีวิตจริงไม่ได้มีเพียงแค่บทรักอันเร่าร้อน เพราะการก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายในเรื่องเรียนของไทน์มาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งนั่นคือ โปรเจกต์จบ ที่เป็นเสมือนปราการด่านสุดท้ายก่อนจะคว้าใบปริญญาหลายวันนี้ไทน์ตั้งหน้าตั้งตากับงานชิ้นสุดท้ายของเธอในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกันภายในห้องทำงานส่วนตัวของวรารักษ์ที่คฤหาสน์จิรเดชารัตน์ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเอื่อย ๆ และเสียงเคาะแป้นพิมพ์ที่ดังถี่ยิบจากมุมหนึ่งของห้อง ไทน์นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโต๊ะทำงานตัวยาว ดวงตากลมโตจ้องมองกราฟและแผนภูมิการตลาดบนหน้าจอโน้ตบุ๊กจนแทบจะถลนออกมา“เฮ้อ...ยากจัง” ไทน์พึมพำพลางทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรงวรารักษ์ที่นั่งจิบกาแฟอ่านรายงานการประชุมอยู่อีกด้านหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไอแพด เธอขยับแว่นสายตาเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะสะท้อนเลนส์แว่นทำให้ดวงตาคมกริบของเธอดูทรงพลังและน่าเกรงขามกว่าปกติ“ถึงไหนแล้วคะบี๋” รักถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ“ไทน์ติด







