Se connecterเช้าวันต่อมา
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมา
แสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก
“ประกาศด่วนที่สุด! นโยบายจากเบื้องบน สาขาเราจะปิดปรับปรุงระบบและรีโนเวทครั้งใหญ่เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยบริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานทุกคนเต็มจำนวนตามค่าเฉลี่ยชั่วโมงงานเดิม ยินดีด้วยทุกคน ได้พักยาวแบบเงินเดือนไม่ขาด!”
ไทน์ลุกขึ้นนั่งพรวด หัวใจเต้นรัวด้วยความสับสน ความรู้สึกแรกคือความใจหายใจคว่ำที่งานประจำซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของครอบครัวถูกตัดขาดกะทันหัน แต่พออ่านทวนคำว่า จ่ายเงินเดือนเต็มจำนวน เธอก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยสามเดือนนี้เธอก็จะมีเวลาอ่านหนังสือสอบจบปีสามโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำค่าไฟที่ช่วยแบ่งเบาน้า
“มีอะไรเหรอไทน์ เสียงดังเชียว” น้าชะโงกหน้าออกมาจากครัว กลิ่นข้าวต้มใบเตยลอยมาจางๆ
“ร้านที่ไทน์ทำงานอยู่เขาจะปิดซ่อมใหญ่สามเดือนค่ะน้าเยาว์ แต่เขาบอกว่าจะยังจ่ายเงินค่าจ้างให้เหมือนเดิมนะ” ไทน์รีบเดินไปบอกข่าวดี
คำบอกกล่าวของไทน์ไม่ได้ทำให้น้าของเธอดีใจเท่าไหร่นัก กลับกันอีกฝ่ายดันขมวดคิ้วมุ่น เธอมองหน้าไทน์ด้วยสายตาที่ผ่านโลกมามาก
“ไทน์ เงินฟรีไม่มีในโลกหรอกนะลูก”
คำพูดของน้าทำให้ความดีใจของไทน์ชะงักลง
“จู่ๆ ใครเขาจะเอาเงินมาประเคนให้เราเปล่าๆ โดยไม่ต้องออกแรงทำงานตั้งสามเดือน ถ้าวันดีคืนดีเขาเปลี่ยนใจไม่จ่าย หรือบริษัทเขามีปัญหาขึ้นมาจริงๆ เราจะไม่แย่เหรอ”
คำเตือนของน้าเหมือนเข็มที่สะกิดใจไทน์ให้ตื่นจากความเพ้อฝัน
ไทน์นิ่งคิด น้าของเธอพูดถูก...
ความมั่นคงที่มาจากการพึ่งพิงความใจดีของคนอื่นมันเปราะบางเกินไปสำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนอย่างเธอ
“จริงด้วยค่ะน้า ถ้าอยู่เฉยๆ แล้วเขาไม่จ่ายขึ้นมา ไทน์คงเคว้งแน่” แววตาของไทน์กลับมาเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง
“ไทน์ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับคำสัญญาในไลน์กลุ่ม ไทน์จะไปหางานใหม่ทำค่ะน้า ได้เงินสองทางก็ยังดีกว่ารอรับอยู่ทางเดียวแบบไม่รู้ชะตากรรม”
น้าเยาว์เดินเข้ามาใกล้ ยกมือแห้งกร้านลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ
“แล้วแต่ไทน์จะตัดสินใจนะ”
คนอาวุโสมองหน้าหลานสาวด้วยความห่วงใย
“ไทน์ดูน้าสิ มาโดนจ้างออกตอนอายุเยอะแล้ว เลยต้องมาขายน้ำเต้าหู้อยู่แบบนี้ โชคดีที่มีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง น้าแค่ไม่อยากให้ไทน์ลำบากเหมือนน้า”
“ไทน์เข้าใจน้าเยาว์ค่ะ ที่ไทน์เติบโตมาได้ขนาดนี้ก็เพราะน้าเลี้ยงมา ไม่งั้นไทน์ก็แย่ ขอบคุณนะคะ”
“น้าทำข้าวต้มไว้ในครัว ไปกินข้าวด้วยนะลูก”
“ขอบคุณค่ะ”
บ่ายวันนั้น ไทน์ผลัดเปลี่ยนชุดเป็นชุดนักศึกษาที่ซักจนเรียบกริบ เพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจในการเตรียมตัวไปสมัครงานที่ใหม่ เธอขับมอเตอร์ไซค์บึ่งไปยังห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง เป้าหมายของเธอคือร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นชื่อดังที่กำลังประกาศรับสมัครพนักงานเพิ่ม
เมื่อถึงคิวสัมภาษณ์งาน ไทน์แนะนำตัวเสียงดังฟังชัด ตามข้อมูลที่เตรียมมาแบบเป๊ะ ๆ
“สวัสดีค่ะ ชื่อนางสาวธิดา สุขเสงี่ยม ชื่อเล่นไทน์ค่ะ เรียนบริหารการตลาด ปีสาม หนูมีความสามารถในการบริหารจัดการเวลา และมีประสบการณ์งานบริการจากร้านสะดวกซื้อ รับมือกับแรงกดดันได้ดี ที่สำคัญ หนูให้ความสำคัญกับการจดจำรายละเอียดของลูกค้าค่ะ”
ไทน์พรีเซนต์ตัวเองด้วยความมั่นใจ แววตาของเธอนิ่งและมีพลังแบบพนักงานฝ่ายรุกที่พร้อมจะพุ่งชนทุกปัญหา ผู้จัดการร้านอาหารถึงกับวางใบสมัครลงแล้วมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความทึ่ง ในชุดนักศึกษาธรรมดาๆ แต่ไทน์กลับแผ่ซ่านความกระตือรือร้นออกมาจนเห็นชัด
“ร้านเรางานหนักนะ ต้องเดินทั้งวัน ลูกค้าที่นี่มาตรฐานสูงมาก คุณไหวเหรอ?”
“หนูยืนกะดึกมาแล้ว เช็ดกระจกตอนตีสามก็ทำมาแล้วค่ะ เรื่องเดินเสิร์ฟในแอร์เย็นๆ แบบนี้ หนูสู้ตายค่ะ” ไทน์ตอบพร้อมรอยยิ้มมั่นใจที่มุมปาก
“ตกลง...งั้นเริ่มงานพรุ่งนี้สี่โมงเย็นนะ”
“ได้เลยค่ะ! ขอบคุณมากนะคะ”
ในขณะเดียวกัน บนยอดตึกระฟ้าของอาณาจักรจิรเดชารัตน์
รักกำลังเอนหลังพิงเบาะทำงานอย่างอารมณ์ดี ในมือกำลังหมุนปากกาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ กับแผนการปิดร้านสะดวกซื้อเพื่อให้ไทน์ได้พักผ่อน เธอจินตนาการถึงภาพไทน์ที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนบ้านไม้ หรือนั่งอ่านหนังสือสอบอย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำยอดขาย
“คราวนี้คงไม่ต้องกังวลเรื่องทำงานแล้วนะ” รักพึมพำคนเดียวอย่างผู้ชนะ
ทว่า เมื่อประตูห้องทำงานถูกเปิดออกพร้อมกับ เลขาที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน รอยยิ้มบนใบหน้าของวรารักษ์ก็เปลี่ยนไป
“คุณรักคะ มีรายงานแจ้งมาจากคนของเราว่า เด็กคนนั้นที่คุณรักให้ตามดู วันนี้เธอไม่ได้อยู่บ้าน แล้วก็ไม่ได้ไปเรียนค่ะ”
รักเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “อ้าว แล้วไปไหน ไม่สบายเหรอ?”
“เปล่าค่ะ เธอไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารในห้างค่ะ แล้วเธอก็เพิ่งได้รับการตอบรับให้เริ่มงานเย็นพรุ่งนี้ทันทีค่ะคุณรัก”
กึก!
ปากกาแบรนด์หรูในมือรักแทบจะหักคามือ เธอลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้กระเด็นไปข้างหลัง ใบหน้านางพญาที่เคยสงบนิ่งตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูก
“ดื้อจริง ๆ ฉันอุตส่าห์ยอมสั่งปิดสาขา จ่ายเงินให้ทุกคนฟรีๆ เพื่อให้เด็กคนนั้นได้พัก แต่อยู่ดีๆ เธอกลับวิ่งรนไปหาเรื่องเหนื่อยเพิ่มเนี่ยนะ!”
รักเดินวนไปมาในห้องทำงาน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง ปึกๆ ตามแรงอารมณ์
“น้องสาวฉันยังไม่เคยขัดใจฉันสักครั้ง แล้วทำไมเธอต้องมาขัดใจฉันด้วยเนี่ยไทน์!!”
รักบ่นอุบอิบ แววตาคมกริบที่เคยคุมคนเป็นพันตอนนี้สั่นระริกด้วยความโมโห
“ฉันอุตส่าห์หาทางช่วย เธอก็ยังหาหนทางไปทำงานให้ตัวเองลำบากลำบนอีก น่าตีจริงๆ เลยไทน์!”
เลขาสาวถึงกับยืนอึ้ง ไม่เคยเห็นเจ้านายผู้เย็นชาจะมีโหมดหงุดหงิดแบบไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้มาก่อน
“แล้วคุณรักจะให้ทำยังไงต่อดีคะ? ให้สั่งปิดร้านอาหารที่ห้างนั้นด้วยเลยไหมคะ?”
“เพ้อเจ้อ! ฉันจะไปสั่งปิดร้านอื่นได้ยังไง ฉันมีสิทธิ์แค่ในเครือธุรกิจของฉันเท่านั้น”
รักเดินไปหน้ากระจกเงาบานใหญ่ สำรวจใบหน้าตัวเองที่เริ่มแดงระเรื่อเพราะความโกรธปนความประหม่าที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“จองร้านอาหารโต๊ะวีไอพีที่ไทน์ทำงานให้ด้วย แล้วก็บอกคนขับรถไว้ด้วย พรุ่งนี้สี่โมงเย็น ฉันจะไปทานอาหารที่นั่น”
“พรุ่งนี้คุณรักมีนัดกับบอร์ดบริหารช่วงเย็นนะคะ”
เลขาคนสนิทรีบเอ่ยท้วง วรารักษ์เงียบไปครู่หนึ่ง ไม่เคยรู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งไหนจะยากเท่าครั้งนี้
ที่ผ่านมาเรื่องงานสำหรับวรารักษ์คือสิ่งที่มาลำดับที่หนึ่งเสมอ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า เมื่อเป็นเรื่องของไทน์ การตัดสินใจหลายอย่างของเธอก็ปรวนแปรไปหมด
“เลื่อน!”
“ห้ะ คุณรักว่าไงนะคะ ประชุมบอร์ดบริหารนะคะ” เลขาสาวทวนงานสำคัญวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
“อืม เลื่อนออกไปก่อน แจ้งผู้เข้าประชุมทุกท่านด้วย พรุ่งนี้ฉันมีธุระที่สำคัญ”
“เอ่อ ธุระที่หมายถึง...คุณรักจะไป เอ่อ”
วรารักษ์หันขวับไปมองเลขาสาวคนสนิททันที “พิมพ์พิกา ฉันสั่งให้เธอทำอะไรก็แค่ทำตามคำสั่ง เธอไม่ได้มีหน้าที่เซ้าซี้ถามหาเหตุผลจากฉันนะ!”
“ขะ ขอโทษค่ะคุณรัก พิมพ์แค่กังวลว่า เอ่อ...”
สีหน้าของพิมพ์พิกาดูหนักใจเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเธอเป็นเหมือนผู้ช่วยมือขวาของวรารักษ์มาโดยตลอด อายุก็ไล่เลี่ยกัน ทำงานด้วยกันมาร่วมสิบปีตั้งแต่ที่รักเข้ามาสานต่อธุรกิจของตระกูล และพิมพ์พิกายังเป็นคนเดียวที่พ่อของเธอไว้วางใจให้ทำงานเคียงข้างลูกสาว
“เธอไม่ต้องกังวลอะไรแทนฉันทั้งนั้น อย่าทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปหน่อยเลยพิมพ์ ถ้ามีปัญหาอะไรหลังจากนี้ฉันพร้อมที่จะรับผิดชอบ”
เมื่อวรารักษ์กำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เลขาคนสนิทก็ไม่คิดโต้แย้งอีก ถึงแม้ภายในใจจะไม่คลายกังวลเรื่องยกเลิกบอร์ดบริหารเลยก็ตาม
เพราะถ้าหากเรื่องนี้ถึงหูของชายวัยหกสิบที่อยู่ต่างประเทศแล้วละก็ พิมพ์พิกาอาจโดนสอบสวนยกใหญ่ก็เป็นได้...
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
ทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์พิกาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนบ่าที่เกร็งอยู่ลู่ตกลง เธอพิงแผ่นหลังลงกับบานไม้มะฮอกกานีหนา พลางมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสนหัวใจของเลขาสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของวรารักษ์ แต่เป็นเพราะความไม่ปกติของเจ้านาย ที่เธอกำลังเผชิญอยู่
แม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่กะกลางวันตามคำสั่งลึกลับที่ทำให้ผู้จัดการร้านเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อม แต่ไทน์ก็ยังไม่อาจสลัดความเหนื่อยล้าออกไปได้พ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อดูจะร้อนแรงกว่าทุกวัน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับกองสมุดเลกเชอร์ที่วางรออยู่ในกระเป๋าเป้ไทน์ยืนสัปหงกอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ ดวง
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง วรารักษ์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาอาบไล่ใบหน้าสวยสง่าที่ตอนนี้ดูเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนักในมือของเธอคือแฟ้มประวัติพนักงานและตารางงานของร้านสะดวกซื้อสาขาที่ไทน์ทำงานอ
เสียงเข็มนาฬิกาพลาสติกที่ติดอยู่เหนือประตูห้องพักพนักงานเดินดัง กึก... กึก... ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูเหมือนจะถูกยืดออกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้โลกหมุนช้าลงไทน์นั่งเหม่อมองตารางงานในแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการเพิ่งแปะไว้บนบอร์ด ตัวอักษรชื่อของเธอถูกย้ายไปอยู่ในช่อง กะดึก ตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ติ
![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






