Se connecterแม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่กะกลางวันตามคำสั่งลึกลับที่ทำให้ผู้จัดการร้านเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อม แต่ไทน์ก็ยังไม่อาจสลัดความเหนื่อยล้าออกไปได้พ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อดูจะร้อนแรงกว่าทุกวัน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับกองสมุดเลกเชอร์ที่วางรออยู่ในกระเป๋าเป้
ไทน์ยืนสัปหงกอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ ดวงตาเรียวรีเหม่อลอยไปตามเสียงเครื่องพ่นไอเย็นของตู้แช่ มือของเธอขยับจัดเรียงลูกอมที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยความเชื่องช้าจนเกือบจะเป็นภาพสโลว์โมชั่น
“อเมริกาโน่เย็นหนึ่งแก้วค่ะ”
เสียงนุ่มนวลที่คุ้นเคยปลุกให้ไทน์สะดุ้งจนตัวโยน เธอกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความพร่าเบลอ ก่อนจะพบกับใบหน้าสวยสง่าของคุณรักที่กำลังยืนมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“คุณรัก...มาอีกแล้วเหรอคะ”
ไทน์พยายามปั้นยิ้มแล้วรีบไปชงกาแฟตามคำสั่ง แต่ความเพลียที่เกาะกินหัวใจทำให้รอยยิ้มนั้นดูอ่อนแรงจนคนมองรู้สึกห่วงใยมากกว่าเดิม
“วันนี้เลิกงานกี่โมง?”
รักถามสั้นๆ โดยไม่อ้อมค้อม สายตาจับจ้องไปที่รอยคล้ำใต้ตาของคนตัวเล็ก
“วันนี้หนูอยู่กะเช้าค่ะ สี่โมงเย็นก็เลิกแล้ว”
รักพยักหน้าเงียบๆ เธอรับกาแฟที่ไทน์ชงให้โดยไม่ได้พูดอะไรต่อก่อนจะเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้ไทน์สงสัยว่าคำถามนั้นมีความหมายอะไร จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้ที่เลขสี่ ไทน์ถอดผ้ากันเปื้อนและก้าวออกมาที่หน้าลานจอดรถ เธอก็พบกับรถยุโรปคันหรูที่จอดรออยู่ตำแหน่งเดิม
“ไปทานข้าวกัน ฉันมีเรื่องจะปรึกษาเรื่องการตลาดหน่อย” รักเลื่อนกระจกลงมาพูดหาข้ออ้างที่ดูเป็นงานเป็นการ เพื่อไม่ให้ไทน์รู้สึกอึดอัดจนเกินไป
ไทน์ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำชวนนั้น ก่อนจะยกนิ้วชี้ชี้เข้าหาตัวเอง
“ปรึกษาการตลาด? กับหนูเนี่ยนะคะ”
“อื้ม ก็เธอเรียนการตลาดหนิ”
คนที่นั่งอยู่ในรถหรูอมยิ้มเล็กน้อย แต่ก็เป็นยิ้มบาง ๆ ที่ไทน์ไม่ทันสังเกต
“หนูจะช่วยคุณได้เหรอคะ หนูยังเรียนไม่จบเลย”
“ก็มีคนบอกฉันว่าอยากพัฒนาตัวเองไม่ใช่เหรอ ถ้าเธอช่วยแก้ปัญหาฉันได้ ก็ถือว่าเธอได้ทดสอบตัวเองไปด้วยไง...ไปเถอะ อย่าคิดมาก”
คำคะยั้นคะยอจากคนอายุมากกว่าและเหตุผลที่อีกฝ่ายยกมา ทำให้ไทน์ลดความอึดอัดไปได้เยอะ
“งั้นก็ได้ค่ะ คุณรักอยากไปทานข้าวร้านไหนคะ”
ไทน์ลังเลใจ เธอเหลือบมองมอเตอร์ไซค์คันเก่าของตัวเองกับรถคันละหลายล้านตรงหน้า
“ร้านไหนก็ได้ที่เธออยากไป ฉันให้เธอเลือก”
ไทน์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้า “งั้นหนูขับมอเตอร์ไซค์นำไปนะคะ ขอเลือกร้านใกล้ ๆ บ้านละกัน หนูจะได้กลับบ้านเลย”
“อื้ม ไม่มีปัญหา”
รักมองตามแผ่นหลังที่ดูบอบบางแต่แข็งแกร่งของไทน์ขณะที่เธอกระโดดขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเก่า
รักนั่งอยู่บนเบาะหนังนุ่มละมุนภายในรถที่เงียบสนิท มีคนขับรถและคนดูแลความปลอดภัยพร้อมสรรพ เธออดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วนี้ ความสะดวกสบายที่เธอมีดูจะจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับ ความอิสระบนมอเตอร์ไซค์ของเด็กสาวคนนั้น
รักเม้มปากแน่น เธอตั้งปณิธานในใจว่าสักวันเธอจะลงไปสัมผัสโลกของไทน์ให้ได้มากกว่านี้
ร้านอาหารตามสั่งปากซอยบ้านไทน์เป็นเพียงเพิงไม้ที่มีหลังคาสังกะสี กลิ่นพริกแกงที่ถูกคั่วจนฉุน ฟุ้งไปทั่วบริเวณทำให้ไทน์จามออกมาเบาๆ รักก้าวลงจากรถ ท่ามกลางสายตาแปลกใจของชาวบ้านแถวนั้นที่มองดูคุณหนูไฮโซเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีแดง
“คุณรักอยากทานอะไรคะ”
“เธอกินอะไรก็เอาเหมือนกัน ฉันไม่รู้จะสั่งอะไร” รักบอกพลางส่งยิ้มให้
“คุณรักแน่ใจเหรอคะว่าจะสั่งเหมือนกัน คุณจะกินได้เหรอ” คนเด็กกว่าดูกังวลเล็กน้อย
“ถ้าเธอกินได้ ทำไมฉันจะกินไม่ได้ล่ะ เธอคงไม่สั่งอาหารที่มันพิสดารหรอกมั้ง”
คำกล่าวนั้นทำให้ไทน์หลุดยิ้มออกมาเบา ๆ และเป็นครั้งแรกที่คนตรงหน้าได้เห็นความผ่อนคลายผ่านแววตาคู่สวยที่อยู่ตรงหน้า
“โอเคค่ะ งั้นหนูสั่งเลยนะ”
เมื่อรักพยักหน้าเน้นย้ำอีกครั้ง ไทน์ก็โบกมือเป็นสัญญาณของการสั่งอาหารให้ป้าเจ้าของร้าน
“ป้าคะ ข้าวผัดรถไฟสองจานค่ะ!” ไทน์ตะโกนสั่งเมนูโปรด
รักขมวดคิ้วเล็กน้อย เกิดมาสามสิบเก้าปีไม่เคยได้ยินชื่อเมนูนี้ แต่ก็ไม่คิดจะทักท้วง
ไม่นานนัก ข้าวผัดสีชมพูระเรื่อจากซอสมะเขือเทศที่ผัดจนเข้าเนื้อหมูและผักคะน้ากรอบๆ ก็ถูกวางลงตรงหน้า รักมองเมนูชื่อแปลกด้วยความสนใจ ก่อนจะตักเข้าปากสัมผัสแรกคือรสชาติเปรี้ยวหวานที่กลมกล่อม เป็นรสสัมผัสที่เธอเพิ่งเคยรู้จักเป็นครั้งแรก
“อร่อยจัง...นี่เหรอที่เขาเรียกว่าข้าวผัดรถไฟ”
“ใช่ค่ะ เมนูนี้เป็นความสุขราคาประหยัดของหนูเลยนะคะ” ไทน์ยิ้มกว้าง แววตาเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รักจึงเริ่มชวนอีกฝ่ายคุย
“ที่ฉันบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา...คือฉันกำลังคิดเรื่องความยั่งยืนของร้านสะดวกซื้อสาขาที่เธอทำอยู่น่ะ” รักเอ่ยเสียงเรียบพยายามคุมโทนให้ดูเป็นงาน
“ในฐานะที่เธอเป็นคนคลุกคลีอยู่หน้างาน และเรียนการตลาดมาด้วย เธอคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อของที่ร้านเราซ้ำๆ มากที่สุด”
ไทน์ชะงักช้อนที่กำลังจะตักข้าวคำโตเข้าปาก เธอวางช้อนลงแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาที่เคยใสซื่อเปลี่ยนเป็นจริงจังเมื่อถูกถามเรื่องที่เธอตั้งใจเรียนมา
“ถ้าเอาตามตำรา ก็คงเป็นเรื่องทำเล ความหลากหลายของสินค้า หรือไม่ก็โปรโมชั่นมั้งคะ”
ไทน์ตอบพลางสบตาคนโตกว่า “แต่ถ้าถามในมุมของหนูที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ทุกวัน หนูว่ามันคือ ความคุ้นเคยค่ะ”
“ความคุ้นเคยงั้นเหรอ?” รักเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ
“ใช่ค่ะ ลูกค้าบางคนไม่ได้เข้ามาเพราะหิวอย่างเดียวหรอกนะคะ แต่เขาเข้ามาเพราะรู้ว่าถ้ายื่นเงินให้พนักงานคนนี้ เขาจะได้รอยยิ้มกลับไป หรือพนักงานจำได้ว่าเขาชอบกินกาแฟในระดับความหวานที่เท่าไหร่”
ไทน์เริ่มอธิบายต่อด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติ
“หนูไม่รู้ว่าคุณรักทำธุรกิจอะไรอยู่ มันอาจจะวัดผลด้วยตัวเลขยอดขาย แต่สำหรับร้านสะดวกซื้อที่หนูทำงาน หนูมองว่าลูกค้าต้องการการบริการที่ดี และความใส่ใจค่ะ”
รักนิ่งฟังพลางจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังพูดเจื้อยแจ้ว แสงไฟนีออนสลัวๆ ของร้านตามสั่งทำให้ดวงตาของไทน์ดูเป็นประกายอย่างประหลาด เธอไม่ได้ฟังเนื้อหาการตลาดมากเท่ากับการได้สังเกต แววตา ของเด็กคนนี้ แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ
“อืม...การบริการที่ดีและความใส่ใจ ก็ดูจะเป็นเหตุผลที่ดีนะ” รักพยักหน้าน้อยๆ “แล้วถ้าฉันอยากจะเพิ่ม ความคุ้นเคยที่ว่านั่นให้มากขึ้นล่ะ เธอพอจะมีไอเดียอะไรมั้ย ในมุมของนักศึกษาการตลาดปีสาม”
ไทน์หลุดขำออกมาเมื่อเห็นว่าคนระดับอย่างคุณรักดูจะสนใจในคำพูดของเด็กปีสามอย่างเธอไปซะหมด
“หนูไม่บอกหรอกค่ะ เดี๋ยวคุณรักขโมยไอเดียหนูไป เรื่องที่เราคุยกันวันนี้หนูขอเอาไปต่อยอดเป็นโปรเจกต์จบของหนูดีกว่า”
ได้ยินแบบนั้นรักก็หัวเราะหึเบา ๆ “หึ ถ้าเป็นแบบนั้นใครขโมยไอเดียใครกันแน่ล่ะ”
“แหะ...จริงด้วย แต่ถ้าเป็นแบบนั้น คุณรักจะอนุญาตมั้ยคะ”
คำขอนั้นทำให้วรารักษ์ชะงักไปครู่หนึ่ง อันที่จริงหัวข้อสนทนาในคืนนี้เป็นเพียงข้ออ้างที่เธอจะได้รู้จักเด็กตรงหน้ามากขึ้นก็เท่านั้นเอง
“ตอนนี้ยังไม่อนุญาต”
“อ้าว”
ไทน์หน้าเจื่อนในทันที ทั้งที่แอบดีใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เธอพอจะมีไอเดียในการทำโปรเจกต์จบแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็พยายามคิดหัวข้อจนหัวแทบแตก
“ตอนนี้ยังไม่อนุญาต แต่ถ้าถึงเวลาที่เธอต้องทำโปรเจกต์จบ มาปรึกษาฉันสิ ฉันจะช่วย”
“จริงเหรอคะ!!”
ไทน์เผลอตะโกนอย่างลืมตัว แววตากลมโตฉายแววดีใจสุดซึ้งจนปิดไม่มิด
“เรื่องแค่นี้ฉันจะพูดเล่นทำไม”
“ขอบคุณนะคะ คุณรักใจดีจัง”
“เรื่องเล็กน้อย กินต่อเถอะ”
วรารักษ์ก้มลงกินอาหารในจานตัวเอง ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา แววตาสดใสคู่นั้นมีอิทธิพลกับจังหวะหัวใจของเธอเป็นอย่างมาก ดูเหมือนตอนนี้เธอไม่ได้แค่ถูกชะตากับเด็กคนนี้ซะแล้ว
“แล้วนี่...เรียนถึงไหนแล้วล่ะ โปรเจกต์ที่ว่านี่ต้องทำเมื่อไหร่”
รักอดไม่ได้ที่จะถามเรื่องการเรียนของอีกฝ่าย เธอเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องสนใจเรื่องราวของอีกฝ่ายมากขนาดนี้
“อีกสามเดือนไทน์จะจบปีสามแล้วค่ะ ช่วงนี้ก็มีทำรายงาน แล้วก็เก็บวิชาเรียนให้เหลือน้อยที่สุด ปีสี่ก็แค่ทำโปรเจกต์จบค่ะ”
“อ่า...สามเดือนสินะ” รักพึมพำเบา ๆ แต่ก็ไม่เบาไปกว่าที่คนเด็กกว่าจะไม่ได้ยิน
“ใช่ค่ะ สามเดือน คุณรักมีอะไรรึเปล่าคะ”
เมื่อคนตรงหน้าขมวดคิ้วมองเธอด้วยความสงสัย วรารักษ์ก็รีบวางสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“เปล่า ไม่มีอะไร”
รักกลับไปสนใจอาหารตรงหน้าดังเดิม แต่ในหัวกำลังคิดแผนการบางอย่าง...
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
ทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์พิกาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนบ่าที่เกร็งอยู่ลู่ตกลง เธอพิงแผ่นหลังลงกับบานไม้มะฮอกกานีหนา พลางมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสนหัวใจของเลขาสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของวรารักษ์ แต่เป็นเพราะความไม่ปกติของเจ้านาย ที่เธอกำลังเผชิญอยู่
เช้าวันต่อมาเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาแสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก“ประกาศด่วน
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง วรารักษ์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาอาบไล่ใบหน้าสวยสง่าที่ตอนนี้ดูเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนักในมือของเธอคือแฟ้มประวัติพนักงานและตารางงานของร้านสะดวกซื้อสาขาที่ไทน์ทำงานอ
เสียงเข็มนาฬิกาพลาสติกที่ติดอยู่เหนือประตูห้องพักพนักงานเดินดัง กึก... กึก... ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูเหมือนจะถูกยืดออกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้โลกหมุนช้าลงไทน์นั่งเหม่อมองตารางงานในแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการเพิ่งแปะไว้บนบอร์ด ตัวอักษรชื่อของเธอถูกย้ายไปอยู่ในช่อง กะดึก ตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ติ







