LOGINทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์พิกาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนบ่าที่เกร็งอยู่ลู่ตกลง เธอพิงแผ่นหลังลงกับบานไม้มะฮอกกานีหนา พลางมองโทรศัพท์ในมือด้วยความสับสน
หัวใจของเลขาสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดของวรารักษ์ แต่เป็นเพราะความไม่ปกติของเจ้านาย ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ต่างหาก
สิบปีที่ทำงานเคียงข้างกันมา วรารักษ์คือหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมด้วยคำตัวเลขของยอดขายและเรื่องของผลกำไรขาดทุนมาโดยตลอด เธอไม่เคยเลื่อนประชุมบอร์ดโดยไม่มีเหตุผลคอขาดบาดตาย ที่สำคัญ วรารักษ์ไม่เคยใช้อารมณ์นำทางธุรกิจ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ทำให้พิมพ์พิกาคิดไม่ตก...
เลขาสาวตัดสินใจเดินเลี่ยงเข้าไปในมุมเงียบของโถงทางเดิน ปลายนิ้วสั่นเทากดเบอร์ติดต่อที่เธอเมมชื่อไว้ว่า คุณริณ
ถึงจะรู้ดีว่าการคาบข่าวภายในไปบอกน้องสาวเจ้านายเป็นเรื่องไม่สมควร และอาจเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างหากวรารักษ์รู้เข้า แต่ความอึดอัดที่แบกไว้นั้นหนักอึ้งเกินกว่าที่เธอจะจัดการเพียงลำพัง
พิมพ์พิการู้ดีว่าในบรรดาสามพี่น้อง มีเพียง ‘ณรินทิพย์’ หรือริณเท่านั้น ที่จะรับฟังเรื่องนี้ด้วยความใจเย็นและมีเหตุผลพอที่จะไม่ทำให้เรื่องราวบานปลาย
สัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงสองครั้ง เสียงเรียบนิ่งที่ฟังดูใจเย็นเสมอของริณก็ดังขึ้น
[ว่าไงพิมพ์ มีธุระอะไร]
“คุณริณคะ คือ พิมพ์มีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยเกี่ยวกับคุณรักค่ะ”
พิมพ์พิกาพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น
[เรื่องพี่รักเหรอ ว่ามา]
น้ำเสียงปลายสายดูแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ตั้งใจเตรียมฟัง
“วันนี้คุณรักสั่งเลื่อนประชุมบอร์ดบริหารวันพรุ่งนี้ค่ะ เพื่อจะไปร้านอาหารที่เด็กพาร์ทไทม์คนหนึ่งทำงานอยู่”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ พิมพ์พิกาได้ยินเพียงเสียงนกร้องแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเดาว่าคงเป็นโฮมสเตย์ที่เจ้าตัวพักผ่อนอยู่
[เลื่อนประชุมบอร์ด? ไปหาเด็กคนหนึ่ง?]
ริณถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู ที่ผ่านมาเธอรู้ดีว่าพี่สาวตัวเองแทบไม่เปิดใจให้ใคร วรารักษ์แบกหน้าที่พี่สาวคนโตไว้เต็มเปี่ยม และมักจะพูดบ่อย ๆ ว่า ชาตินี้พี่คงไม่มีแฟนหรอก เป็นห่วงเธอสองคนจะแย่ แต่แล้ววันนี้กลับกลายเป็นว่าคำพูดในอดีตดูจะลอยหายไปกับสายลมเสียแล้ว
“ใช่ค่ะคุณริณ เด็กคนนั้นชื่อไทน์ ก่อนหน้านี้เธอทำงานที่ร้านสะดวกซื้อสาขา209 แต่คุณรักษ์ก็เพิ่งสั่งรีโนเวทร้านนั้นไป เรื่องนี้คุณท่านก็ยังไม่รู้เช่นกันค่ะ”
[เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมพี่รักไม่เอาเข้าที่ประชุม การปิดสาขาต้องแจ้งหุ้นส่วนทุกคนหนิ ฉันกับยัยรัญก็ต้องรู้เรื่องนี้เหมือนกัน]
“ตอนแรกพิมพ์คิดว่าคุณรักจะแจ้งที่ประชุมพรุ่งนี้ค่ะ แต่พอคุณรักรู้ว่าเด็กคนนั้นไปสมัครงานที่อื่น เธอก็ยกเลิกการประชุมไปดื้อ ๆ เลย”
ปลายสายยังคงเงียบ พิมพ์พิกาจึงพูดต่อ
“วันนี้ตอนคุณรักรู้ว่าเด็กคนนั้นไปทำงานที่อื่น ดูเธอจะหงุดหงิดมากเลยค่ะ ดูเสียอาการสุด ๆ”
[พี่สาวฉันเนี่ยนะเสียอาการ?] ริณหลุดขำเบาๆ ในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงที่หาได้ยาก
“จริง ๆ นะคะคุณริณ พิมพ์เองก็ไม่เคยเห็นคุณรักเป็นแบบนี้ อีกอย่าง ถ้าคุณท่านรู้เรื่องนี้ พิมพ์คงโดนดุไปด้วยแน่ ๆ ค่ะ”
[โอเค ๆ ฉันเข้าใจจุดประสงค์ของเธอแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง ขอบใจมากที่โทรมาบอก]
เมื่อวางสาย พิมพ์พิกาก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก แต่อีกฟากหนึ่งของปลายสาย
ณริณทิพย์ที่นั่งอยู่บนระเบียงไม้ของโฮมสเตย์ 48-Hour Retreat กลับขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปม
ริณมองออกไปที่ผืนป่าเบื้องหน้า แต่ในหัวกลับประมวลภาพพี่สาวผู้แข็งกร้าวของเธอ วรารักษ์ไม่ใช่คนใจร้าย เธอใจดีและมักจะบริจาคเงินให้การกุศลอยู่เสมอ แต่การ ช่วยเหลือของวรารักษ์มักจะเป็นไปในรูปแบบของระบบระเบียบและตัวเลข เธอไม่เคยลงไปเกลือกกลั้วหรือทำอะไรที่พร่ำเพรื่อจนเสียงานเสียการขนาดนี้
“เด็กคนนั้นต้องมีอะไรพิเศษจริงๆ สินะ ถึงทำให้พี่รักยอมวางความรับผิดชอบในมือลงได้”
ริณพึมพำกับตัวเองก่อนจะกดเบอร์โทรหาพี่สาวคนโตทันที เธอรู้ดีว่าถ้าปล่อยไว้ พี่รักอาจจะถลำลึกจนกู่ไม่กลับ หรือไม่ก็อาจจะพลาดทำอะไรที่ทำร้ายความรู้สึกเด็กคนนั้นโดยไม่ตั้งใจเพราะความเอาแต่ใจแบบผู้บริหาร
รอสายไม่นาน เสียงที่พยายามทำให้ดูนิ่งแต่แฝงความขุ่นมัวของวรารักษ์ก็รับสาย
“ว่าไงริณ พี่กำลังยุ่ง”
[หึ ยุ่งขนาดไหนเชียว บอร์ดบริหารก็เลื่อนประชุมไปแล้วนี่พี่รัก]
ริณเปิดฉากทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง ปลายสายเงียบกริบไปโดยอัตโนมัติ ริณจินตนาการออกเลยว่าตอนนี้พี่สาวของเธอคงกำลังหน้าแดงด้วยความโกรธปนประหม่า และคงกำลังส่งสายตาคาดโทษไปที่ประตูห้องทำงานเพื่อหาตัวคนคาบข่าว
“เลขาของฉันนี่ขี้ฟ้องจริง ๆ สงสัยได้เวลารับสมัครเลขาคนใหม่แล้ว”
[อย่าหาใหม่เลยค่ะพี่รัก ไม่มีใครเป็นห่วงพี่ได้เท่าเลขาคนนี้แล้วค่ะ ที่พิมพ์เค้าโทรมาบอกริณก็เพราะเป็นห่วงพี่ พี่มีอะไรอยากเล่าให้ริณฟังมั้ยคะ]
“ไม่มี”
พี่สาวตอบทันที ไม่เสียเวลาคิดให้นาน
[เรื่องใหญ่ขนาดที่ปิดสาขาสามเดือน ไม่คิดจะแจ้งหุ้นส่วนคนอื่นเลยเหรอคะ พี่ลืมรึเปล่าว่าริณกับยัยรัญก็เป็นหุ้นส่วนเหมือนกันนะ]
คราวนี้วรารักษ์เงียบไปอีกหน หมดข้อโต้แย้งหรือหาเหตุผลอื่นที่จะเอามาแก้ต่างในตอนนี้
[พี่รัก เรื่องที่พี่ทำมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่ปรึกษากันก่อน นี่ถ้าคุณพ่อรู้-]
“ก็อย่าให้รู้สิ”
ไม่ทันที่น้องสาวจะพูดจบ คนพี่ก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
[พี่รัก พิมพ์บอกริณเรื่องเด็กคนนั้นแล้วนะ ไปไงมาไงพี่ถึงไม่บอกกันเลย อย่างน้อยไม่บอกพ่อแม่ก็ควรบอกน้องสาวของพี่ทั้งสองคนรึเปล่า?]
“โอ๊ย วันนี้แกกินอะไรมายัยริณถึงได้พูดมากขนาดนี้”
[พี่รัก พี่รู้ตัวมั้ยกำลังทำอะไรอยู่?]
รักเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงเบา “รู้น่า”
ปลายสายยังคงเงียบ วรารักษ์เริ่มรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อย่างที่น้องสาวบอกจริง ๆ
“พี่ก็แค่อยากช่วยเด็กคนหนึ่งที่สู้ชีวิต ทั้งเรียนทั้งทำงาน แล้วเค้าก็ตั้งใจทำงานที่ร้านมากด้วย พี่ทำธุรกิจ พี่ก็ต้องรักษาทรัพยากรมนุษย์สิริณ”
วรารักษ์พยายามยกเหตุผลทางธุรกิจมาอ้างเหมือนทุกครั้ง
[พี่รัก ริณเปิดโฮมสเตย์ ริณเจอคนมาเยอะแยะ การที่พี่ทำแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องทรัพยากรมนุษย์แล้วค่ะ” ริณดักคออย่างรู้ทัน
[พี่ใจดี พี่ชอบช่วยเหลือคน ริณรู้ แต่พี่ไม่เคยช่วยใครด้วยการประเคนให้ขนาดนี้ ปกติพี่จะให้ทุนการศึกษาหรือส่งฝ่ายบุคคลไปจัดการ แต่นี่พี่ลงไปในสนามแล้วนะคะ พี่เอาตำแหน่งพี่ไปเสี่ยงทำไม พี่กำลังห่วงเด็กคนนั้นเกินหน้าที่แล้วค่ะ]
“ริณ...ถ้าโทรมาเพื่อจะกวนประสาทพี่ พี่จะวางแล้วนะ”
[ริณแค่อยากจะเตือนค่ะ]
น้ำเสียงของริณเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
[ริณไม่ได้จะห้ามนะคะ ถ้าพี่จะมีความรู้สึกดี ๆ กับใครสักคน แต่ช่วยตั้งสติหน่อยค่ะพี่ริณ]
“...”
[พี่ต้องใจเย็นกว่านี้นะคะ ทั้งเรื่องงาน และการเข้าหาเด็กคนนั้น...เค้ารู้รึเปล่าคะว่าพี่เป็นใคร?]
“บ้าเหรอ...พี่จะบอกได้ยังไงล่ะว่าพี่เป็นใคร”
รักตอบไปแค่นั้น แล้วต่างฝ่ายก็ต่างเงียบ จนสุดท้ายริณก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น
[พี่รัก พี่ก็รู้ว่าเราสามคนใช้ชีวิตกันลำบากแค่ไหน ทำไมริณต้องไปเปิดโฮมสเตย์ ทำไมยัยรัญถึงเปลี่ยนธุรกิจไปเรื่อย ทำไมเราสามคนถึงไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้เลย พี่ลืมที่พ่อกับแม่บอกแล้วเหรอคะ]
“พี่ไม่เคยลืมนะริณ”
[แล้วถ้าเด็กคนนั้นรู้ พี่คิดว่าเค้าจะรับได้มั้ยคะ]
ประโยคนั้นทำให้วรารักษ์ถึงกับนิ่งอึ้งไป มือที่ถือปากกาคลายออกช้าๆ
ความเงียบที่ปกคลุมบทสนทนาในวินาทีนั้นดูจะหนักอึ้งกว่าครั้งไหน ๆ วรารักษ์หลับตาลงพิงแผ่นหลังกับพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ภาพแววตาซื่อตรงของไทน์ที่มองเธออย่างไว้ใจในร้านอาหารตามสั่งวันนั้นผุดขึ้นมาซ้อนทับกับคำถามของน้องสาว
ถ้าเด็กคนนั้นรู้ความจริง เธอจะรับได้ไหม?
รับได้ไหมที่คนใจดีที่หยิบยื่นนามบัตรให้ แท้จริงแล้วคือเจ้าของอาณาจักรที่กุมชะตาชีวิตพนักงานตัวเล็กๆ อย่างเธอเอาไว้เพียงปลายนิ้ว
และรับได้ไหมที่การช่วยเหลือทั้งหมดนี้ อาจนำพาอันตรายจาก เงา ที่ตามหลอกหลอนตระกูลจิรเดชารัตน์มาถึงตัวเธอ
“เอาไว้ให้ถึงตอนนั้นก่อน ค่อยว่ากัน”
[วัวหายแล้วล้อมคอกไม่ดีเลยนะพี่รัก ริณไม่เคยเห็นพี่เป็นแบบนี้เลย]
“งั้นก็เห็นซะ”
[ชอบมากเลยเหรอคะคนนี้?]
วรารักษ์เงียบไปครู่หนึ่งกับคำถามของน้องสาว ชอบงั้นเหรอ...เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
“ไม่รู้ว่ามากมั้ย แต่ปล่อยไปไม่ได้”
[เอาเถอะค่ะ แล้วแต่พี่รักตัดสินใจ แต่หวังว่าเลขาของพี่คงไม่โทรมาฟ้องอะไรริณอีกนะคะ อย่าเที่ยวไปสั่งปิดร้านใครมั่วซั่วล่ะ]
“ยัยริณ! พี่ไม่ได้บ้าอำนาจขนาดนั้น”
รักดุน้องสาวแก้เขินก่อนจะวางสายไป ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาครอบครองห้องทำงานกว้างขวางอีกครั้ง
หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานยักษ์ เหม่อมองแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่ดูเหมือนเขาวงกตที่หาทางออกไม่เจอ
เธอหยิบนามบัตรสีทองใบหนึ่งขึ้นมาดู นามบัตรที่มีชื่อจริงและตำแหน่งที่เธอต้องปกปิดไว้สุดชีวิต แน่นอนว่ามันเป็นคนละใบกับที่ให้ไทน์ไป เพราะใบนี้มีทั้งตำแหน่งและเบอร์เลขา แต่นามบัตรที่ไทน์ได้รับไปนั้น เป็นนามบัตรส่วนตัวที่วรารักษ์เองก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งเธอจะมีโอกาสหยิบยื่นให้ใคร
‘ไทน์...ถ้าเธอรู้ว่าฉันคือวรารักษ์ ลูกสาวคนโตของจิรเดชารัตน์ ประธานบริษัท 24 Hour ร้านสะดวกซื้อที่เธอเคยทำงาน
ร้านสะดวกซื้อที่ฉันใช้อำนาจเปลี่ยนกะให้เธอ
และร้านสะดวกซื้อที่ฉันยอมสั่งปิดรีโนเวทเพื่อให้เธอได้อ่านหนังสือ
เธอจะยังยิ้มให้ฉันเหมือนตอนที่เรากินข้าวผัดรถไฟด้วยกันไหม จะถอยห่างจากฉันไหม หากรู้ความจริงเข้าสักวัน’
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
เช้าวันต่อมาเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังระรัวตั้งแต่เช้ามืดสลับกับแรงสั่นสะเทือนบนฟูกเก่าๆ จน ไทน์ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาแสงสว่างจากหน้าจอมือถือที่ร้าวตรงมุมบ่งบอกว่าเป็นข้อความด่วนจากกลุ่มพนักงานร้านสะดวกซื้อ เธอขยี้ตาเพ่งมองตัวอักษรที่ผู้จัดการร้านพิมพ์ทิ้งไว้ด้วยความตื่นตระหนก“ประกาศด่วน
แม้จะได้ย้ายกลับมาอยู่กะกลางวันตามคำสั่งลึกลับที่ทำให้ผู้จัดการร้านเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อม แต่ไทน์ก็ยังไม่อาจสลัดความเหนื่อยล้าออกไปได้พ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกร้านสะดวกซื้อดูจะร้อนแรงกว่าทุกวัน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับกองสมุดเลกเชอร์ที่วางรออยู่ในกระเป๋าเป้ไทน์ยืนสัปหงกอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ ดวง
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง วรารักษ์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาอาบไล่ใบหน้าสวยสง่าที่ตอนนี้ดูเย็นชาอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนักในมือของเธอคือแฟ้มประวัติพนักงานและตารางงานของร้านสะดวกซื้อสาขาที่ไทน์ทำงานอ
เสียงเข็มนาฬิกาพลาสติกที่ติดอยู่เหนือประตูห้องพักพนักงานเดินดัง กึก... กึก... ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูเหมือนจะถูกยืดออกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้โลกหมุนช้าลงไทน์นั่งเหม่อมองตารางงานในแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการเพิ่งแปะไว้บนบอร์ด ตัวอักษรชื่อของเธอถูกย้ายไปอยู่ในช่อง กะดึก ตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ติ





![Boylove the Serise | ดื่มด่ำค่ำคืนอันเร่าร้อน [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

