INICIAR SESIÓNวิศรุตไม่ได้ขับไปทางบ้านของเธอ แต่เขากลับเลี้ยวเข้าไปในซอยที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ชิคๆ ใกล้ๆ มหาวิทยาลัย เขาจอดรถกะทันหันจนน้ำหวานหน้าเกือบกระแทกหลังเขา
"ลงมาได้แล้ว" วิศรุตสั่งเสียงเรียบ น้ำหวานรีบถอดหมวกกันน็อกส่งคืน "บัตรฉันล่ะ! เอาคืนมาได้แล้วคุณวิศรุต ฉันมีสอบอีกสี่วิชานะ ไม่มีบัตรฉันเข้าห้องสอบไม่ได้" วิศรุตไม่คืน แต่กลับเดินนำเข้าไปในร้านอาหาร "กินข้าวเป็นเพื่อนผมก่อน แล้วผมจะคืนให้" "นี่คุณ! ฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะ" "แค่ชั่วโมงเดียว... หรือจะรอให้ผมเปลี่ยนใจขับไปบ้านวรโชติเมธาตอนนี้เลย" เขาเลิกคิ้วท้าทาย วิศรุตพาน้ำหวานมาที่ร้านอาหารกึ่งบาร์หรูริมน้ำ ร้านนี้บรรยากาศดีมากจนน้ำหวานอดจะค่อนแคะไม่ได้"พามาที่แบบนี้... กะจะเช็กเรตติ้งตัวเองเหรอคะ หรือจะอวดสาว ๆ ในสต็อกว่าวันนี้เปลี่ยนเมนูมาเป็นเด็กมหา’ลัย“ วิศรุตดึงเก้าอี้ให้น้ำหวานด้วยท่าทางสุภาพ "เปล่า... ผมแค่คิดว่าแมวเปรี้ยวอย่างเธอน่าจะชอบอะไรที่มัน แพง' เหมือนนิสัยชอบใช้ของแบรนด์เนมแบบที่ห้างวันนั้นไง" น้ำหวานถลึงตาใส่ "นั่นมันเงินพ่อฉัน! ...เอ่อ เงินครอบครัวฉัน ฉันไม่ได้ขอคุณซื้อสักหน่อย เอาบัตรคืนมาได้ยัง!" "สั่งอาหารก่อนสิ ถ้าผมอิ่ม... อารมณ์ดี ผมอาจจะคืนให้ง่าย ๆ" น้ำหวานแค่นยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอคว้าเมนูมาเปิดกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปสั่งบริกรด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "เอาส้มตำปูปลาร้าขอพริก 20 เม็ด! แกงป่าเนื้อสับแบบเผ็ดนรกแตก แล้วก็กุ้งแช่น้ำปลาขอพริกซอยท่วม ๆ เลยนะคะ" วิศรุตชะงักไปนิ้วที่กำลังเคาะโต๊ะถึงกับหยุดกึก เขาเป็นพวกกินเผ็ดได้แค่ระดับอนุบาล "นี่เธอ... สั่งมาประชดผมเหรอ?" น้ำหวานยิ้มหวานสมชื่อแต่ตาเป็นประกายสะใจ"อ้าว... คุณบอกเองนี่คะว่าพาฉันมาเลี้ยง ขอบคุณนะคะที่รู้ใจว่าฉันชอบของแซ่บ ๆ หวังว่าหมาแก่... เอ้ย นักธุรกิจใหญ่ระดับเครืออนันตไพศาล จะไม่ กระจอก ถึงขั้นกินพริกไม่กี่เม็ดไม่ได้นะคะ" วิศรุตกัดฟันกรอด เขารู้ทันทีว่ายัยเด็กนี่กำลังเอาคืน "หึ... พริกแค่ไม่กี่เม็ดมันทำอะไรผมไม่ได้หรอกน้ำหวาน" ผ่านไป 15 นาที วิศรุตหน้าแดงก่ำ เหงื่อซึมตามไรผม เขาต้องดื่มน้ำตามแทบจะทุกคำที่ตักเข้าปาก ส่วนน้ำหวานนั่งตักส้มตำเคี้ยวตุ่ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อยพร้อมมองดูอาการ หมาแก่สำลักพริกด้วยความสะใจ วิศรุตเสียงแหบเพราะเผ็ด"สะใจเธอแล้วใช่ไหม” "มากค่ะ! เห็นคุณทำหน้าเหมือนจะพ่นไฟได้เนี่ย เป็นภาพที่คุ้มค่ากับการนั่งบิ๊กไบค์หน้าสั่นมาที่นี่จริง ๆ" แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของน้ำหวาน วิศรุตกลับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่แปลกไป... เขาเห็นความสดใส ความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ได้ปั้นแต่งเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยเจอ หัวใจที่เคยปิดตายเพราะปมในอดีตมันเริ่มขยับไหว "น้ำหวาน... ถามจริง ๆ เถอะ ทำไมเธอถึงชอบหาเรื่องผมนัก“ น้ำหวานชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาสดใสวูบไหวลงเล็กน้อย "คุณก็เริ่มก่อนตลอดนี่... และอีกอย่าง ฉันไม่ชอบพวกผู้ชายที่คิดว่ามีเงินแล้วจะสั่งใครก็ได้ หรือคิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องสยบแทบเท้า" วิศรุตเงียบไป เขาเริ่มมองเห็น กำแพง บางอย่างในใจของเธอ ซึ่งเขารู้สึกว่ามันช่างเหมือนกับกำแพงในใจของเขาเหลือเกิน หลังจากมื้ออาหาร "นรกแตก" ที่วิศรุตต้องนั่งปาดเหงื่อเพราะความเผ็ดผ่านไป เขาก็พาน้ำหวานออกมาเดินย่อยที่ริมตลิ่งบรรยากาศเงียบสงบ แสงไฟจากสะพานสะท้อนผิวน้ำดูสวยงามจนน้ำหวานเกือบลืมไปว่าเธอกำลังอยู่กับ "ศัตรู" วิศรุตยืนพิงราวเหล็ก สายตาเหม่อมองไปที่แม่น้ำ ท่าทางกวนประสาทเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงชายหนุ่มที่ดูแบกโลกไว้ทั้งใบ ”บัตรล่ะ... เลิกลีลาได้แล้วคุณวิศรุต ฉันเหนื่อย อยากกลับไปนอน" วิศรุตล้วงบัตรนักศึกษาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาจ้องรูปในบัตรอยู่นานก่อนจะส่งคืนให้เธอ "บงกชรัตน์... ชื่อเธอกับตัวจริงนี่มันคนละเรื่องเลยนะ" "ก็บอกแล้วไงว่าฉันชื่อน้ำหวาน แต่ฉันไม่ใช่ขนมหวานที่คุณจะมาชิมเล่นแล้วทิ้งได้เหมือนผู้หญิงพวกนั้น" วิศรุตหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองเธอวูบไหวอย่างประหลาด "เชื่อเถอะ... ฉันไม่เคยมองว่าเธอเป็นของเล่นเลยสักนิด" คำพูดนั้นทำเอาน้ำหวานหน้าร้อนผ่าว เธอรีบเก็บบัตรใส่กระเป๋าแก้เก้อ "พูดดีไปเถอะ... แล้วที่บอกว่าชอบแมว ชอบเลี้ยงแมวนี่คือยังไง อย่าบอกนะว่าคุณเหงาจนต้องหาแมวมาเป็นเพื่อนคุย?" วิศรุตชะงักไป เขาคิดถึงบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยเงินทองแต่เย็นชาเหมือนป่าช้า คิดถึงพ่อที่เอาแต่ทำงานเดินทางบ่อยจนแทบจะไม่มีเวลาได้คุยกัน "แมวมันรักอิสระมั้ง... มันไม่แคร์ว่าเจ้าของจะรวยแค่ไหน ถ้ามันไม่ชอบ มันก็ข่วน ถ้ามันรัก มันก็อยู่ด้วย ไม่เหมือน 'คน' บางประเภทที่หน้ากากเข้าหากันตลอดเวลา" น้ำหวานมองเสี้ยวหน้าของเขาแล้วรู้สึกแปลกใจ ’หมาแก่ตัวนี้... มีความเศร้าซ่อนอยู่เหรอ‘ "กลับเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง... พรุ่งนี้เธอมีสอบแต่เช้าไม่ใช่หรือไง“ วิศรุตขี่บิ๊กไบค์มาส่งน้ำหวานที่หน้าหมู่บ้านหรู แต่เขาจอดรถห่างจากป้อมยามเล็กน้อย "ขอบใจนะที่มาส่ง... “ "อย่าเพิ่งไป..." เขาคว้าข้อมือเล็กไว้ แววตาดูสับสน "น้ำหวาน... พ่อของเธอ... คุณอัธน่ะ เขาดูแลเธอดีไหม” น้ำหวานขมวดคิ้ว "ก็ดีสิ พ่อฉัน ทำไม“ วิศรุตเม้มริมฝีปากแน่น "เปล่า... แค่ถามดู เห็นเธอปากแซ่บแบบนี้ คิดว่าที่บ้านคงตามใจจนเสียคน" "นี่คุณ!" น้ำหวานสะบัดหน้าหนีแล้วเดินเข้าไป ในโดยไม่รู้เลยว่าวิศรุตยังคงจอดรถมองตามเธออยู่นาน หลังส่งน้ำหวานเสร็จ วิศรุตกลับเข้าบ้านแล้วรีบเข้าห้องทำงานเขามองแหวนวงหนึ่งในลิ้นชักแล้วนึกถึงคำพูดใจร้ายของผู้หญิงคนหนึ่ง “รุต... เราเลิกกันเถอะ คุณเป็นคนดีแต่คุณไม่มีอนาคต ครอบครัวของคุณมันก็แค่พวกรับเหมากระจอกๆ ศิ ต้องการคนที่ซัพพอร์ตครอบครัวของ ศิได้มากกว่านี้” เขาสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วแค่นยิ้ม "กระจอกงั้นเหรอ ตอนนี้ฉันมีทุกอย่างที่พวกเธอต้องการ แต่ทำไมฉันถึงชอบที่ ยัยแมวเปรี้ยวนั่นด่าฉันมากกว่าคำว่ารักปลอมๆ จากพวกเธอนะ""พี่จะเปลี่ยนใจไม่ให้หวานไปดีไหม" วิศรุตกระซิบชิดผิวนุ่มขณะที่ปลายนิ้วยังคงรังแกจุดอ่อนไหวของเธอ "อือ... พี่รุต หวานตัดสินใจไปแล้ว" เธอประท้วงเสียงสั่น ทว่าร่างกายกลับแอ่นรับสัมผัสจากลิ้นร้อนที่กำลังบดขยี้อย่างช่ำชอง เขาไม่ได้แค่อยากหาความสุข แต่เขาต้องการ 'ฝัง' สัมผัสของเขาลงไปในทุกอณูเนื้อของเธอ เพื่อให้เธอไม่สามารถลืมเขาได้แม้แต่วินาทีเดียวที่อยู่ปารีส เขายังคงซุกใบหน้าหล่อเหลาอยู่ตรงนั้น ลิ้นสากลากผ่านจากบนลงล่างพร้อมบดขยี้ดูดกลืนเม็ดทับทิมสีหวานของจุดเสียวอีกรอบน้ำหวานสั่นสะท้านไปทั่งร่าง “อือ..พี่รุตขา” วิศรุตชอบเวลาเธอครางเรียกชื่อเขา มันดีกว่าหมาแก่เป็นไหนๆ เสียงครางของเธอและร่างสาวที่สั่นสะท้านบ่งบอกว่าตอนนี้เธอล่องลอยไปสู่ขอบสวรรค์แล้ว ลิ้นหนายังคงกวาดต้อนชิมความหวานจากกายสาวที่หลั่งไหลออกมาอย่างเจิ่งนอง แรงหายใจหอบถี่จน อก กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจเข้าออก เขาเอามือเช็ดปาก“ถ้าพี่เปลี่ยนใจไม่ให้หวานไป” เธอรีบเอานิ้วมือปิดปากเขาไว้ “หวานตัดสิใจไปแล้ว”สายตาสอดประสานกันอย่างลึกซึ้งมือบางลูบไล้วนบนอกแกร่งพลางขยี้ปุ่มบนยอด อกเขาเบาๆ เธอก้มหน้าซบลงบนอกซุกไซร้เ
วิศรุตถอนจูบออกเพียงชั่วครู่ก่อนจะประคองกึ่งลากน้ำหวานตรงไปยัง ห้อง VVIP ของคลับอีกครั้ง เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ที่ค้างคาให้จบลงด้วยความเร่าร้อนในคืนสุดท้ายนี้ แสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านม่านหนาเข้ามาเป็นสีสลัวสลัว ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของทั้งคู่ วิศรุตไม่ได้แค่กักขังเธอไว้ด้วยอ้อมกอด แต่เขากำลังใช้สายตาต้อนเธอให้จนมุม "พี่บอกแล้วไงว่าซาร่าไม่มีความหมาย... แล้วเรื่องแมวที่เธอเข้าใจผิด พี่ก็แค่เหงาเพราะไม่มีเธอ" เสียงทุ้มต่ำพร่าชิดใบหูเล็ก มือหนาเริ่มลูบไล้จากต้นแขนเนียนขึ้นไปสู่ลำคอระหง "ใจคอจะทิ้งกันไปทั้งที่ยังเข้าใจผิดแบบนี้จริงๆ เหรอ น้ำหวาน" น้ำหวานพยายามจะประคองสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แผ่นหลังของเธอเสียดสีกับประตูไม้จนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ความโกรธที่เคยมีมันมลายหายไปเกือบหมดตั้งแต่วินาทีที่เขาอธิบายเรื่องความจริง แต่มันถูกแทนที่ด้วยความประหม่าเมื่อรับรู้ถึงแรงอารมณ์ที่สื่อออกมาจากร่างสูง "แต่หวานตัดสินใจแล้ว... หวานขอคุณพ่อแล้ว ยังไงหวานก็ต้องไปปารีส" เธอตอบเสียงสั่น พยายามหลบสายตาคมกริบคู่นั้น วิศรุตเค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ
คำพูดของธีร์เหมือนหมัดฮุคที่ซัดเข้ากลางหน้าของวิศรุต เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ถึงว่า... ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาพยายามโทรหาแต่เธอก็ไม่รับ ส่งไลน์ไปเป็นสิบข้อความเธอก็ไม่อ่าน มันไม่ใช่แค่การงอนธรรมดา แต่มันคือการ "ตัดใจ" “บัดซบเอ๊ย!” วิศรุตสบถออกมาอย่างเหลืออด “ถ้าไม่ติดว่ามีงานด่วนของบริษัทที่ต้องเคลียร์ให้จบภายในชั่วโมงนี้ ฉันบุกไปลากตัวมาคุยที่บ้านตั้งแต่นาทีแรกแล้ว!” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้าแชตของน้ำหวานที่นิ่งสนิทมาหลายวัน แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นไหวด้วยความร้อนรน เขาต้องรีบเคลียร์งานนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อจะไปง้อให้เธอกลับมาเข้าใจเขาให้ได้ก่อนที่ปีกของ "ยัยแมวเปรี้ยว" จะกางออกและโบยบินหนีเขาไปไกลถึงปารีส คืนสุดท้ายก่อนบิน ที่โซน VIP ธีร์ นั่งประคอง มิ้น ไว้ในอ้อมกอดอย่างไม่แคร์สายตาใคร ทั้งคอยลูบแขน ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "หิวมั้ยครับ? หนาวหรือเปล่า?" พร้อมกับหอมแก้มเนียนไปฟอดใหญ่ จนคนข้างๆ อย่าง น้ำหวาน ถึงกับทนไม่ไหว เบะปากมองบนด้วยความหมั่นไส้ "พี่ธีร์คะ... เพลาๆ ลงบ้างก็ได้ค่ะ มดมันจะขึ้นไนต์คลับพี่พายุอยู่แล้วเนี่ย!" มะปราง ที่พยายามเต้นเพื่อให้ลืมคว
วิศรุตขับรถมาจอดซุ่มอยู่หน้าบ้านน้ำหวานในความมืด เขาทำได้แค่จ้องมองแสงไฟจากหน้าต่างห้องนอนของเธอที่ยังเปิดสว่างอยู่ ใจหนึ่งก็อยากจะบุกเข้าไปเคลียร์ให้รู้เรื่อง แต่อีกใจก็รู้ว่าความสัมพันธ์ตอนนี้มันเปราะบางเกินกว่าจะทำให้อาอัธ ไม่พอใจ เขาตัดสินใจกดส่งข้อความรัวๆ แม้จะรู้ว่าถูกบล็อกเบอร์โทร แต่ไลน์ที่เธอบล็อกไว้อาจจะถูกเปิดอ่านถ้าเธอเปลี่ยนใจ วิศรุต: "พี่จอดรถอยู่หน้าบ้านนะน้ำหวาน... พี่รู้ว่าเธอโกรธเรื่องซาร่า แต่เรื่องแมวที่เธอได้ยิน มันคือแมวเหมียวจริงๆ พี่ไม่ได้จะหาใครมาแทนที่เธอ พี่รักเธอคนเดียว... ออกมาคุยกันหน่อยได้ไหม?" น้ำหวานยืนแอบอยู่หลังม่าน เห็นรถสปอร์ตคันคุ้นตาจอดนิ่งอยู่ข้างล่าง หัวใจเธอสั่นไหวแต่ความเจ็บปวดมันมีมากกว่า เธอหยิบมือถือที่ปลดบล็อกชั่วคราวขึ้นมาอ่านข้อความนั้น... น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนหน้าจอ "รักเหรอ... รักแล้วทำไมต้องเอาเรื่องของหวานไปพูดเล่นกับผู้หญิงคนนั้น" เธอกระซิบกับความว่างเปล่า เธอกด Block อีกครั้งอย่างแน่วแน่ ก่อนจะหันไปหา แก๊ง 4 สาว ในกรุ๊ปแชตที่กำลังคุยกันเรื่องจองตั๋วเครื่องบิน น้ำหวาน: "ตั๋วออกวันจันทร์หน้าเลยนะพวกแก ฉันพร้อมแล้ว" มะนาว
น้ำหวานนั่งร้องไห้โฮอยู่ในรถเพียงลำพัง มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเห็นข้อความของวิศรุตที่ส่งมาเมื่อสิบนาทีก่อนว่า คิดถึงแมวดื้อจัง ยิ่งเห็นเธอยิ่งรู้สึกรังเกียจ "ไอ้คนเจ้าเล่ห์! ไอ้หมาแก่ใจร้าย! จะหาตัวใหม่ใช่ไหม... ได้!" น้ำหวานวิ่งหนีไปพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า โดยไม่ได้ยินประโยคเด็ดขาดจากปากวิศรุตที่ตอบโต้ซาร่าอยู่ในห้องว่า... "ซาร่า ผมไม่ได้อยากให้คุณมาชอบอะไรเหมือนผม และผมมีคนที่ผมรักอยู่แล้ว ส่วนเรื่องแมว ถ้าคุณอยากเลี้ยงก็เรื่องของคุณ! คุณชอบตัวไหนก็เลือกเอาเองตามสบายเลยนะ“ ”แต่ซาร่า รักคุณ“ ”นี่ฟังนะซาร่า ผมไม่ได้รักคุณ“ ”แล้วเรื่องระหว่างเราละคะคุณจะจบง่ายๆแบบนี้เหรอคะ” ”ไม่มีเรื่องของเรามันไม่ได้จบซาร่า เพราะมันไม่เคยเริ่มด้วยซ้ำ“ หลังจากที่วิศรุตจัดการตัดความสัมพันธ์กับซาร่าไปอย่างไม่ใยดี เขาก็กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกหงุดหงิดลึกๆ ที่จู่ๆ น้ำหวานก็เงียบหายไป ทั้งที่ปกติป่านนี้ต้องมีข้อความมาจิกเขาแล้ว เขาจึงกดอินเตอร์คอมเรียกเลขาหน้าห้อง "ทวี... เข้ามาหาผมหน่อย แล้วสั่งกาแฟเข้ามาให้ผมแก้วนึงนะ" ไม่กี่นาทีต่อมา ทวีเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาพร้อมกับทำหน้
ผ่านไปหลายวัน วิศรุตยังคงทำหน้าที่สารถีที่ดี เที่ยวมารับส่งน้ำหวานไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟทุกวันไม่เคยขาด “เมื่อไหร่จะลาออกจากร้านกาแฟสักทีล่ะหืม... ยัยแมวเปรี้ยว” พี่รุตถามพลางใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยจังหวะเบาๆ ขณะรอไฟแดง “ทำไมคะ แค่มารับส่งหวานไม่กี่วันท่านประธานก็เริ่มเหนื่อยแล้วเหรอ” น้ำหวานแกล้งถามพร้อมทำหน้ายู่ใส่ “ไม่ใช่เหนื่อยครับ... แต่พี่เห็นว่าเราใกล้จะต้องบินไปเรียนต่อแล้ว พี่แค่อยากให้หวานได้หยุดพัก เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมบ้างไงครับ” เขาหันมาสบตาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย น้ำหวานมองหน้าคนตัวโตแล้วแอบอมยิ้มในใจ “โอเคค่ะ งั้นพรุ่งนี้หวานไปลาออกเลยดีกว่า!” เมื่อพี่รุตไปส่งเธอเสร็จ น้ำหวานก็หยิบโทรศัพท์โทรหา มะนาว ทันทีเพื่อบอกข่าวดีที่เธอแอบตัดสินใจไว้ในใจมาสักพักแล้ว "มะนาว... ฉันตัดสินใจแล้วนะ เรื่องทุนออกแบบที่ปารีส ฉันจะสละสิทธิ์ให้แกไปแทน" "จริงเหรอหวาน! แกแน่ใจนะ!" มะนาวร้องเสียงหลงด้วยความดีใจและไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "อื้อ... ฉันอยากอยู่ช่วยงานคุณพ่อที่บ้าน และที่สำคัญ... ฉันยังอยากอยู่ข้างๆ พี่รุตด้วย ฉันไม่อยากไปไกลๆ ตอนนี้“ “เดี๋ยวฉันจะเอากาแฟเข้าไป







