Masukวิศรุตไม่ได้ขับไปทางบ้านของเธอ แต่เขากลับเลี้ยวเข้าไปในซอยที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ชิคๆ ใกล้ๆ มหาวิทยาลัย เขาจอดรถกะทันหันจนน้ำหวานหน้าเกือบกระแทกหลังเขา
"ลงมาได้แล้ว" วิศรุตสั่งเสียงเรียบ น้ำหวานรีบถอดหมวกกันน็อกส่งคืน "บัตรฉันล่ะ! เอาคืนมาได้แล้วคุณวิศรุต ฉันมีสอบอีกสี่วิชานะ ไม่มีบัตรฉันเข้าห้องสอบไม่ได้" วิศรุตไม่คืน แต่กลับเดินนำเข้าไปในร้านอาหาร "กินข้าวเป็นเพื่อนผมก่อน แล้วผมจะคืนให้" "นี่คุณ! ฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะ" "แค่ชั่วโมงเดียว... หรือจะรอให้ผมเปลี่ยนใจขับไปบ้านวรโชติเมธาตอนนี้เลย" เขาเลิกคิ้วท้าทาย วิศรุตพาน้ำหวานมาที่ร้านอาหารกึ่งบาร์หรูริมน้ำ ร้านนี้บรรยากาศดีมากจนน้ำหวานอดจะค่อนแคะไม่ได้"พามาที่แบบนี้... กะจะเช็กเรตติ้งตัวเองเหรอคะ หรือจะอวดสาว ๆ ในสต็อกว่าวันนี้เปลี่ยนเมนูมาเป็นเด็กมหา’ลัย“ วิศรุตดึงเก้าอี้ให้น้ำหวานด้วยท่าทางสุภาพ "เปล่า... ผมแค่คิดว่าแมวเปรี้ยวอย่างเธอน่าจะชอบอะไรที่มัน แพง' เหมือนนิสัยชอบใช้ของแบรนด์เนมแบบที่ห้างวันนั้นไง" น้ำหวานถลึงตาใส่ "นั่นมันเงินพ่อฉัน! ...เอ่อ เงินครอบครัวฉัน ฉันไม่ได้ขอคุณซื้อสักหน่อย เอาบัตรคืนมาได้ยัง!" "สั่งอาหารก่อนสิ ถ้าผมอิ่ม... อารมณ์ดี ผมอาจจะคืนให้ง่าย ๆ" น้ำหวานแค่นยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอคว้าเมนูมาเปิดกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปสั่งบริกรด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "เอาส้มตำปูปลาร้าขอพริก 20 เม็ด! แกงป่าเนื้อสับแบบเผ็ดนรกแตก แล้วก็กุ้งแช่น้ำปลาขอพริกซอยท่วม ๆ เลยนะคะ" วิศรุตชะงักไปนิ้วที่กำลังเคาะโต๊ะถึงกับหยุดกึก เขาเป็นพวกกินเผ็ดได้แค่ระดับอนุบาล "นี่เธอ... สั่งมาประชดผมเหรอ?" น้ำหวานยิ้มหวานสมชื่อแต่ตาเป็นประกายสะใจ"อ้าว... คุณบอกเองนี่คะว่าพาฉันมาเลี้ยง ขอบคุณนะคะที่รู้ใจว่าฉันชอบของแซ่บ ๆ หวังว่าหมาแก่... เอ้ย นักธุรกิจใหญ่ระดับเครืออนันตไพศาล จะไม่ กระจอก ถึงขั้นกินพริกไม่กี่เม็ดไม่ได้นะคะ" วิศรุตกัดฟันกรอด เขารู้ทันทีว่ายัยเด็กนี่กำลังเอาคืน "หึ... พริกแค่ไม่กี่เม็ดมันทำอะไรผมไม่ได้หรอกน้ำหวาน" ผ่านไป 15 นาที วิศรุตหน้าแดงก่ำ เหงื่อซึมตามไรผม เขาต้องดื่มน้ำตามแทบจะทุกคำที่ตักเข้าปาก ส่วนน้ำหวานนั่งตักส้มตำเคี้ยวตุ่ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อยพร้อมมองดูอาการ หมาแก่สำลักพริกด้วยความสะใจ วิศรุตเสียงแหบเพราะเผ็ด"สะใจเธอแล้วใช่ไหม” "มากค่ะ! เห็นคุณทำหน้าเหมือนจะพ่นไฟได้เนี่ย เป็นภาพที่คุ้มค่ากับการนั่งบิ๊กไบค์หน้าสั่นมาที่นี่จริง ๆ" แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของน้ำหวาน วิศรุตกลับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่แปลกไป... เขาเห็นความสดใส ความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ได้ปั้นแต่งเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยเจอ หัวใจที่เคยปิดตายเพราะปมในอดีตมันเริ่มขยับไหว "น้ำหวาน... ถามจริง ๆ เถอะ ทำไมเธอถึงชอบหาเรื่องผมนัก“ น้ำหวานชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาสดใสวูบไหวลงเล็กน้อย "คุณก็เริ่มก่อนตลอดนี่... และอีกอย่าง ฉันไม่ชอบพวกผู้ชายที่คิดว่ามีเงินแล้วจะสั่งใครก็ได้ หรือคิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องสยบแทบเท้า" วิศรุตเงียบไป เขาเริ่มมองเห็น กำแพง บางอย่างในใจของเธอ ซึ่งเขารู้สึกว่ามันช่างเหมือนกับกำแพงในใจของเขาเหลือเกิน หลังจากมื้ออาหาร "นรกแตก" ที่วิศรุตต้องนั่งปาดเหงื่อเพราะความเผ็ดผ่านไป เขาก็พาน้ำหวานออกมาเดินย่อยที่ริมตลิ่งบรรยากาศเงียบสงบ แสงไฟจากสะพานสะท้อนผิวน้ำดูสวยงามจนน้ำหวานเกือบลืมไปว่าเธอกำลังอยู่กับ "ศัตรู" วิศรุตยืนพิงราวเหล็ก สายตาเหม่อมองไปที่แม่น้ำ ท่าทางกวนประสาทเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงชายหนุ่มที่ดูแบกโลกไว้ทั้งใบ ”บัตรล่ะ... เลิกลีลาได้แล้วคุณวิศรุต ฉันเหนื่อย อยากกลับไปนอน" วิศรุตล้วงบัตรนักศึกษาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาจ้องรูปในบัตรอยู่นานก่อนจะส่งคืนให้เธอ "บงกชรัตน์... ชื่อเธอกับตัวจริงนี่มันคนละเรื่องเลยนะ" "ก็บอกแล้วไงว่าฉันชื่อน้ำหวาน แต่ฉันไม่ใช่ขนมหวานที่คุณจะมาชิมเล่นแล้วทิ้งได้เหมือนผู้หญิงพวกนั้น" วิศรุตหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองเธอวูบไหวอย่างประหลาด "เชื่อเถอะ... ฉันไม่เคยมองว่าเธอเป็นของเล่นเลยสักนิด" คำพูดนั้นทำเอาน้ำหวานหน้าร้อนผ่าว เธอรีบเก็บบัตรใส่กระเป๋าแก้เก้อ "พูดดีไปเถอะ... แล้วที่บอกว่าชอบแมว ชอบเลี้ยงแมวนี่คือยังไง อย่าบอกนะว่าคุณเหงาจนต้องหาแมวมาเป็นเพื่อนคุย?" วิศรุตชะงักไป เขาคิดถึงบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยเงินทองแต่เย็นชาเหมือนป่าช้า คิดถึงพ่อที่เอาแต่ทำงานเดินทางบ่อยจนแทบจะไม่มีเวลาได้คุยกัน "แมวมันรักอิสระมั้ง... มันไม่แคร์ว่าเจ้าของจะรวยแค่ไหน ถ้ามันไม่ชอบ มันก็ข่วน ถ้ามันรัก มันก็อยู่ด้วย ไม่เหมือน 'คน' บางประเภทที่หน้ากากเข้าหากันตลอดเวลา" น้ำหวานมองเสี้ยวหน้าของเขาแล้วรู้สึกแปลกใจ ’หมาแก่ตัวนี้... มีความเศร้าซ่อนอยู่เหรอ‘ "กลับเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่ง... พรุ่งนี้เธอมีสอบแต่เช้าไม่ใช่หรือไง“ วิศรุตขี่บิ๊กไบค์มาส่งน้ำหวานที่หน้าหมู่บ้านหรู แต่เขาจอดรถห่างจากป้อมยามเล็กน้อย "ขอบใจนะที่มาส่ง... “ "อย่าเพิ่งไป..." เขาคว้าข้อมือเล็กไว้ แววตาดูสับสน "น้ำหวาน... พ่อของเธอ... คุณอัธน่ะ เขาดูแลเธอดีไหม” น้ำหวานขมวดคิ้ว "ก็ดีสิ พ่อฉัน ทำไม“ วิศรุตเม้มริมฝีปากแน่น "เปล่า... แค่ถามดู เห็นเธอปากแซ่บแบบนี้ คิดว่าที่บ้านคงตามใจจนเสียคน" "นี่คุณ!" น้ำหวานสะบัดหน้าหนีแล้วเดินเข้าไป ในโดยไม่รู้เลยว่าวิศรุตยังคงจอดรถมองตามเธออยู่นาน หลังส่งน้ำหวานเสร็จ วิศรุตกลับเข้าบ้านแล้วรีบเข้าห้องทำงานเขามองแหวนวงหนึ่งในลิ้นชักแล้วนึกถึงคำพูดใจร้ายของผู้หญิงคนหนึ่ง “รุต... เราเลิกกันเถอะ คุณเป็นคนดีแต่คุณไม่มีอนาคต ครอบครัวของคุณมันก็แค่พวกรับเหมากระจอกๆ ศิ ต้องการคนที่ซัพพอร์ตครอบครัวของ ศิได้มากกว่านี้” เขาสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วแค่นยิ้ม "กระจอกงั้นเหรอ ตอนนี้ฉันมีทุกอย่างที่พวกเธอต้องการ แต่ทำไมฉันถึงชอบที่ ยัยแมวเปรี้ยวนั่นด่าฉันมากกว่าคำว่ารักปลอมๆ จากพวกเธอนะ"ช่วงบ่ายอันเงียบสงบ แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลงมายังสนามหญ้าหลังเรือนใหญ่ หลังจากที่ นิสา อาศัยความหน้าด้านหน้าทนขับรถมาจอดที่หน้าไร่ พลางอ้างชื่อคุณม๊าอักษราภัคกับ รปภ. อย่างจองหองว่าเธอตั้งใจเอากาแฟของฝากราคาแพงมามอบให้เพื่อขอโทษเรื่องคราวก่อน จนระบบรักษาความปลอดภัยยอมหลีกทางให้เธอเดินนวยนาดเข้ามาถึงบริเวณหลังเรือนใหญ่จนได้สายตาจองหองของนิสาจิกมองตรงไปที่ พลอตเตอร์ เด็กชายตัวน้อยที่กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นกับ ชานม เจ้าหมาตัวโตอย่างเพลิดเพลินโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่แถวนั้น ความอิจฉาริษยาและแรงแค้นจากเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาทำให้นิสาคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ หญิงสาวก้าวพรวดออกไปปรากฏตัวทันที“อ้าว... ไอ้เด็กกาฝากนี่ยังอยู่ที่นี่อีกเหรอ?” นิสาพ่นลมหายใจอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะเดินตรงเข้าไปกระชากแขนพลอตเตอร์อย่างแรงจนเด็กชายตัวน้อยถลาตามแรงดึง “นายนี่มันหน้าด้านจริงๆ นะ พ่อแม่เป็นใครก็ไม่รู้ยังจะมาเสนอหน้าเกาะกินอยู่อีก!”“ฮือออ... เจ็บ พลอตเตอร์เจ็บ!” เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความตกใจและเจ็บแผลที่ต้นแขน“คุณ!! คุณจะทำอะไรคุณหนู หยุดนะ!” ป้าภา แม่บ้านเก่าแก่รีบวิ่งออกมาจากในครัว เห็นรอยนิ้วมือแดงก่ำบนแขนขาว ๆ ของ
ภายในห้องสวีทสุดหรูของคฤหาสน์อัศวธารากุล หลังจบงานเลี้ยงอันเหนื่อยล้า วิศรุตในสภาพที่ถอดสูทออกเหลือเพียงเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมลงสองสามเม็ด เดินเข้าไปสวมกอดน้ำหวานที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดเครื่องสำอางหน้ากระจก “หวานครับ... พี่ว่าเราไปฮันนีมูนที่ปารีสแล้วต่อด้วยสวิตเซอร์แลนด์ดีไหม พี่จองที่พักแบบส่วนตัวสุดๆ ไว้แล้วนะ จังหวะนี้แหละดีที่สุดเพราะเจ้าภรตมันบินมาไทยพอดี ทางสะดวกเราเลยล่ะ” วิศรุตกระซิบชิดใบหูพลางสูดดมความหอมจากซอกคอเมียหมาดๆ น้ำหวานหัวเราะเบาๆ “พี่รุตคะ... แผนสูงจริงๆ นะคะ แต่อย่างที่หวานบอก หวานยังไม่อยากทิ้งงานยาวขนาดนั้น หวานยังอยากทำโปรเจกต์บัญชีปีนี้ให้เสร็จก่อน และที่สำคัญ... หวานยังรู้สึกว่าตัวเองยังทำหน้าที่ ‘เมีย’ ได้ไม่ดีพอเลย ดูสิคะ ขนาดหัดทำกับข้าวมาตั้งนาน หวานยังทำไม่เก่งเท่าที่ตั้งใจเลย” วิศรุตหมุนตัวน้ำหวานให้หันกลับมาสบตา แววตาเขาเต็มไปด้วยความรัก “หวานจะเก่งไปถึงไหนครับ สำหรับพี่ แค่หวานมานั่งกินข้าวด้วย พี่ก็อิ่มใจจะแย่แล้ว ฝีมือหวานน่ะเปิดภัตตาคารได้เลยนะ โดยเฉพาะขนมพวกนั้น... จากที่พี่ไม่เคยชอบกินของหวาน ตอนนี้พี่เสพติดขนมฝีมือหวานจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วคร
หลังงานแต่งงานของมะปรางกับศรัณย์ได้ไม่ถึงเดือน โรงแรม 6 ดาว อัศวธารากุล ของภาคิน ถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานสีขาวครีมสลับทอง เพื่อต้อนรับงานวิวาห์สุดยิ่งใหญ่ระหว่าง วิศรุต อนันตไพศาล และ บงกชรัตน์ (น้ำหวาน) รัตนเวทต์ หลังจากที่ทั้งคู่พากันไปทำบุญใหญ่ให้นพดลและบรรพบุรุษเพื่อล้างอาถรรพ์ 20 ปีจนหมดสิ้น วิศรุต ในชุดสูทเจ้าบ่าวสีครีมยืนโดดเด่นอยู่กลางโถงจัดเลี้ยง โดยมี ภรต น้องชายที่บินตรงมาจากลอนดอนยืนอยู่ข้างๆ สองพี่น้องตระกูล อนันตไพศาล ในชุดสูทเต็มยศกลายเป็นเป้าสายตาของสาวๆ ทั้งงานที่พากันซุบซิบถึงความหล่อระดับ เบ้าหน้าฟ้าประทาน "ไอ้รต... แกมองหาใครวะ ตั้งแต่มาถึงงานแกดูไม่ค่อยมีสมาธิเลยนะ" วิศรุตแกล้งแซวน้องชายพลางจัดเนกไทให้เข้าที่ "เปล่าครับพี่รุต... ผมแค่คิดว่าถ้า เมรี มาด้วย งานนี้คงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้" ภรตตอบเสียงเรียบ แต่แววตาหม่นลงเมื่อนึกถึงน้ำตาลที่ปฏิเสธไม่ยอมมาเมืองไทยพร้อมเขา "เอาน่า... เดี๋ยวเสร็จงานแกก็บินกลับไปหาเขาแล้วนี่หว่า" วิศรุตตบไหล่น้องชาย "ดูพี่ดิ... กว่าจะพายัยแมวเปรี้ยวเข้าเส้นชัยได้ พี่เกือบตายไปหลายรอบ วันนี้พี่เลยอยากให้ออกมาดีที่สุด" ในขณะนั้นเอง น้ำห
ณ ห้องอาหารสุดหรูของโรงแรม อัศวธารา ที่ตอนนี้ เจ้าของโรงแรมอย่าง ภาคิน สั่งปิดโซนพิเศษเพื่อให้น้องเขยอย่างศรัณย์ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้มานั่งฉลองเตรียมงานแต่งครั้งที่สาม พร้อมหน้าพร้อมตาแก๊งเพื่อนซี้ ทั้งธัช ธีร์ และวิศรุต "พวกมึงไม่ต้องอิจฉาหรอกนะ โดยเฉพาะไอ้ธัช ไอ้ธีร์... เมียพวกมึงยังไม่ท้องใช่ไหมล่ะ" ศรัณย์เอ่ยพลางยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "แต่มะปรางน่ะ... 3 เดือนแล้วโว้ย! แซงหน้าพวกมึงไปไกล" "เออ! ยอมรับว่ามึงไวไอ้หมอ" วิศรุต เบรกแรงพลางเทน้ำใส่แก้ว "แล้วมึงจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรนะ 'ศรัณย์วริศ' เหรอ แล้วถ้าเกิดท้องนี้ลูกมึงเป็นผู้หญิงล่ะไอ้หมอ มึงจะทำยังไง" "ผู้ชายเว้ย! กูบอกแล้วไงว่าคนนี้ผู้ชาย" ศรัณย์ยืนยันเสียงแข็งหน้าตาย "กูหมายถึงท้องสองน่ะ! ถ้าคนต่อไปเป็นผู้หญิงล่ะ" วิศรุตเซ้าซี้ต่อ ศรัณย์นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก "ถ้าลูกสาวเหรอ... ก็คง 'วริศรา' หรือไม่ก็ 'ศรัณย์รัตน์' มั้ง ฟังดูเพราะดีออก" "เฮ้ย! ไม่ได้ๆ 'วริศรา' นี่กูจองแล้ว!" วิศรุตโพล่งขึ้นมาจนคนทั้งโต๊ะหันมอง "ชื่อนี้กูเล็งไว้ให้ลูกสาวกูในอนาคต มึงห้ามแย่งนะไอ้หมอ" "โอ๊ยยย! ไ
หลายวันต่อมาวิศรุตที่ยืนรออยู่หน้าห้องทำงาน ทันทีที่เห็นน้ำหวานเดินจูงแฝดเข้ามา แววตาที่เคยดุดันก็เปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับ เขาโผเข้าหา... ไม่ได้หาเด็กๆ นะครับ แต่พุ่งไปหา "แม่" หวานของเด็กๆ ทันที! "หวาน! มาแล้วเหรอครับ" วิศรุตทำท่าจะคว้าเอวน้ำหวานเข้าไปกอดตามสัญชาตญาณ แต่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังอยู่ในที่สาธารณะ "อ๊ะๆ... พี่รุตคะ เด็กๆ มองอยู่นะ" น้ำหวานหัวเราะคิกคักพลางดันอกเขาไว้ "เลม่อน มินนี่ สวัสดี 'ลุงรุต' สิลูก" "สวัสดีครับ/ค่ะ ลุงรุต" เด็กแฝดพนมมือไหว้อย่างน่าเอ็นดู วิศรุตย่อตัวลงมาฟัดแก้มเด็กๆ อย่างหมั่นเขี้ยว "ไงครับตัวป่วน... วันนี้มาคุมแม่หวานทำงานเหรอ ดีมาก เดี๋ยวลุงให้รางวัลเป็นไอศกรีมถังใหญ่เลย" แต่ในสายตาพนักงานที่เดินผ่านไปมา ภาพที่เห็นคือ "ท่านประธานบริหารกำลังหยอกล้อกับลูกน้อยและภรรยา" อย่างอบอุ่น ข่าวลือเรื่องซุกลูกจึงแพร่กระจายไปทั่วตึกไวกว่าความเร็วแสง ในห้องประชุมผู้บริหารที่บรรยากาศกำลังเคร่งเครียด น้ำหวานนั่งเคียงข้างวิศรุตโดยมีเลม่อนกับมินนี่นั่งเล่นระบายสีเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้อง "ผมขอสรุปเรื่องข่าวลือไร้สาระในบริษัทช่วงนี้นะครับ" วิ
หลังจากพิมพรยอมใจอ่อนนอนเฝ้าไข้ที่โซฟาจนเช้า แสงแดดอ่อน ๆ เริ่มสาดส่องเข้ามาในเพนท์เฮาส์หรู ตุลที่แกล้งป่วยจนอิ่มอกอิ่มใจค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนโซฟาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง เขาเดินไปหยิบผ้าห่มที่หล่นลงพื้นมาคลุมให้เธอเบา ๆ พิมพรขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย พอเห็นหน้าตุลเธอก็รีบเด้งตัวขึ้นทันที “คุณทนาย! เป็นยังไงบ้างคะ ไข้ลดหรือยัง?” มือเรียวสวยเอื้อมไปแตะหน้าผากคนตรงหน้าด้วยความชินชิน แต่ครั้งนี้ตุลไม่ได้หลบ เขาจับมือเธอไว้แน่นแล้วดึงให้เธอนั่งลงสบตากับเขานิ่ง ๆ “ผมหายแล้วครับ... หายตั้งแต่เห็นคุณยอมมานอนเฝ้าผมทั้งคืนแบบนี้” ตุลเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาขี้เล่นหายไปเหลือเพียงความจริงจัง “หายแล้วก็ดีค่ะ... งั้นพิมกลับห้องก่อนนะคะ จะได้รีบไปเตรียมตัวทำงาน” พิมพรพยายามจะชักมือกลับเพราะเริ่มทำตัวไม่ถูกกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป “พิมครับ...” ตุลเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้พิมพรต้องหยุดฟัง “ที่ผ่านมา... ผมหาห้องให้คุณ ช่วยเหลือคุณเรื่องคดี เอาเครื่องครัวมาวางในห้องคุณเพื่อหาเรื่องมากินข้าวด้วย แล้วยังแกล้งป่วยเพื่อให้คุณมาดูแลแบบนี้... คุณคิดว่า
วันต่อมา ณ คอนโดของธัช..ความตึงเครียดยังคงปกคลุมทั่ววิศรุตยืนจ้องรูปถ่ายเปื้อนเลือดในมือด้วยแววตาว่างเปล่า ในขณะที่ธัชกับตุลหน้าซีดเผือดเพราะหน้าจอคอมพิวเตอร์เพิ่งโชว์ "เส้นเงินฟอก" ที่โยงไปถึงชื่อ วิชัย อนันตไพศาล อย่างดิ้นไม่หลุด กริ๊งงงง! เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ธัชสะด
น้ำหวานเห็นอาการหึงของเขาชัดเจนจนแทบจะทะลุออกมาจากแววตา เธอเลยแกล้งยิ้มมุมปาก “เขาก็แค่มาถามว่าหวานจะ หวาน เหมือนชื่อมั้ยน่ะค่ะ... แต่พี่รุตไม่ต้องห่วงนะคะ หวานจัดการฟาดกลับไปเรียบร้อยแล้วเรื่องบัญชีเพชรที่เขายังซ่อนไว้” วิศรุตถอนหายใจยาวพลางกุมขมับ “มันเป็นหมาป่าในคราบนักบุญหวาน หวานห้ามอยู่กับมั
วิศรุต ยิ้มบางๆ อย่างเหนื่อยล้า ”ขอโทษพ่อพี่เสร็จแล้วเหรอ... ท่านไม่โกรธหวานใช่ไหม" น้ำหวานพูดไม่ออก ความรู้สึกผิดมันจุกอยู่ที่ลำคอจนกลายเป็นก้อนแข็งๆ เธอโผเข้ากอดวิศรุตเต็มแรงจนหมวกกันน็อกในมือเขาร่วงลงพื้นเสียงดังโครม! เธอซุกหน้าลงกับแผงอกของเขาที่เปื้อนคราบเลือดและฝุ่นผง เธอสะอื้นฮักจนตัวโยนเหม
น้ำหวานนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้องโถง เคียงข้างด้วยมิ้นและธีร์ที่คอยระวังหลังให้ ในมือเธอถือเอกสารผล DNA ที่ยืนยันสถานะ "ทายาท Diamond Group" ไว้อย่างมั่นคง เมื่อวิศรุตและธัชก้าวเข้ามา ความเย็นชาจากสายตาของน้ำหวานก็ทำให้บรรยากาศติดลบทันที น้ำหวาน ปรายสายตามองวิศรุตด้วยความสมเพช"มาทำไมคะ หรือจะมา







