登入เพื่อนสนิทต้องจูบกันด้วยเหรอวะ เพือนกันเขาไม่หึงไม่หวงกันหรอกนะ เพื่อนต้องนอนกอดกันด้วยเหรอ กฏของการแอบรักเพื่อนสนิท คือเจ็บเสมอ
查看更多เวทีมวยในมหาวิทยาลัยกำลังคึกคักจากเสียงแหกปากเชียร์จนสนั่นไปทั่วชมรม เมื่อสองนักชกสาวสวยและสาวหล่อกำลังออกอาวุธฟาดฟันกันอย่างดุเดือด โดยไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเจ็บกันทั้งสองฝ่าย และเวลาเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ อีกทั้งเสียงเชียร์จากขอบเวทีนั้นเหมือนเป็นยากระตุ้นอย่างดีสำหรับ “คู่มวยหวานซาตานสั่ง” คือชื่อที่ถูกตั้งขึ้นเฉพาะกิจในวันนี้
แกร๊ง!
เสียงระฆังที่เหมือนให้นักชกได้หยุดพักหายใจ พร้อมกับเสียงเฮของกองเชียร์ที่สงบลงเช่นกัน เปลี่ยนเป็นชุลมุนวุ่นวายสาละวนกับยอดเงินพนันขันต่อ ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะแทน
จิวารี บ้วนฟันยางออกแล้วรับขวดน้ำจากมือพี่เลี้ยงเข้ามาดื่มอึกใหญ่ ใบหน้าสวยตอนนี้แดงระเรื่อ และเปียกโชกไปด้วยเหงื่อทั้งร่าง เธอหายใจทางปากช่วยดึงออกซีเจนเข้าปอด หายใจถี่แรงแต่ดวงตาเด็ดเดี่ยว วันนี้เธอต้องล้มไอ้หน้าหล่อกวนตีนนี้ให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นคืนนี้คงหลับไม่ลงเป็นแน่ ก่อนจะสวมฟันยางเข้าไปใหม่อีกครั้ง
“ดีมากไอ้จิ๋ว ยกสุดท้ายแล้ว ตั้งการ์ดให้แน่นแล้วสวนหมัด ขาแกยาวและแข็งกว่า เตะถีบได้เปรียบ แลกหมัดให้เผลอรอจังหวะแล้วฟันศอก เล็งก้านคอไว้ใช้ขายาวให้เป็นประโยชน์ เข้าใจไหม?” เสียงร่ายยาวจากพี่เลี้ยงจำเป็นของชมรมมวย
จิวารี พยักหน้ารับรู้ หูฟังพี่เลี้ยงแต่ตามองตรงไปที่คู่ต่อสู้ฝ่ายแดงที่แสยะยิ้มส่งมาอย่างผู้ชนะ จากยกที่ผ่านมาดูเหมือนเธอจะเป็นมวยรองอยู่
“ไหวนะจิ๋ว?”
เสียงจาก เอวา ที่ยื่นหน้าเข้าใกล้เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นเลือดที่ไหลซึมออกจากริมฝีปากของจิวารี จากการกระแทกของกำปั้นคู่ต่อสู้ หญิงสาวพยักหน้ารับ ส่งสัญญาณว่ายังโอเคอยู่
เสียงระฆังยกสุดท้ายเริ่มขึ้น กองเชียร์วิ่งมาขอบเวทีเรียงหน้าสลอนทั้งสองฝ่าย ไม่มีเวลาดูเชิงกันและกันแล้ว คู่ชกปรี่เข้าหากันแบบเดือดดาล กระหน่ำออกอาวุธอย่างบ้าคลั่ง หมัดแลกหมัดผลัดกันเจ็บ ส่วนกองเชียร์นั้นก็ใจเต้นไม่แพ้กันกับยอดพนันขันต่อแบบหมดหน้าตัก และเป็นยกสุดท้ายที่จะรู้แพ้รู้ชนะสองสายตาของจิวารีจับจ้องที่คู่ต่อสู้ที่กำลังปรี่เข้ามา มองการขยับไหล่ซ้ายขวาคู่ต่อสู้ และคาดการณ์การออกอาวุธของฝ่ายตรงข้ามว่าจะมาทิศทางใด ฝ่ายแดงยิงหมัดมาอย่างรวดเร็ว เธอโยกหลบและกระโดดสูงขึ้นเหวี่ยงฟันศอกลงที่หางคิ้วของสาวหล่อ ฝ่ายแดงเหมือนโดยฟาดด้วยไม้หน้าสาม เห็นดวงดาวพราวระยิบระยับในตอนกลางวัน แสงสว่างจ้าในหัวแต่ภาพกลับเบลอ จิวารีหมุนตัวงัดท่าทีเด็ดจากพี่เลี้ยง จระเข้ฟาดหาง เหมือนล็อกเป้าไว้ลงก้านคออย่างเหมาะเหม็ง พร้อมกับร่างสาวหล่อทอมบอยที่นอนหงายตึงล้มทั้งยืนบนเวทีมวย
“เย้…”
เสียงเฮลั่นของกองเชียร์กระโดดโลดเต้นและวิ่งกรูขึ้นบนเวที เอวาปีนขึ้นไปหาเพื่อนสาว วิ่งไปคว้าแขนจิวารีผู้ชนะชูขึ้นกลางอากาศด้วยความดีใจ แทนกรรมการ
“น็อคเอ้าท์”
เธอกระโดดพร้อมตะโกนเสียงดังสดใสแข่งกับเสียงเฮด้านล่าง จิวารียืนถอดฟันยางออก แสยะยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะปล่อยให้เพื่อนสาวชูมือเธอกระโดดเหยง ๆ ต่อไปอยู่อย่างนั้น
รุ้งทิวา จับพยุงร่างของสาวหล่อไทเกอร์ให้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับพี่เลี้ยงที่ช่วยกันปฐมพยาบาลคนละไม้คนละมือ
“ไทเกอร์เป็นไงบ้างเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” เอ่ยถามหวานใจที่พ่ายแพ้อย่างเจ็บปวด แม้จะพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า
กองเชียร์ฝ่ายแดงที่กำลังหน้าม่อย ล้วงกระเป๋านับเคลียร์ยอดเงินที่ต้องจ่ายให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างผิดหวัง เชียร์จนเสียงแหบเสียงแห้ง คอแทบแตกสุดท้ายก็เชียร์เอาเงินทอน
จิวารีเดินมาหาผู้แพ้ที่ยังนั่งอยู่และพิงอกสาวคนรักอย่างผิดหวังด้วยใบหน้าหงอย
“รู้แพ้รู้ชนะแล้วต่อไปก็เลิกยุ่งกับรุ้งซะตามข้อตกลง” เธอเอ่ยกับไทเกอร์
“และเธอก็รู้ตัวไว้ด้วยยัยรุ้งว่าเธอต้องมีแค่พี่แจ็คคนเดียวเท่านั้นตามข้อตกลง”
จิวากร เดินเข้ามาสมทบกับน้องสาว
“ไม่อ่ะ ฉันได้ค่าพนันเยอะแล้ววันนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” ชายหนุ่มพูดชิว ๆ
“ฮะ” จิวารีหัวคิ้วชนกันเผยอปากแตกอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ต่อไปฉันกับเธอก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวอะไรกันอีก...จบ”
จิวากรพูดต่อตัดจบให้แบบสั้น ๆ กับรุ้งทิวา มองหน้าเจื่อน ๆ ของหล่อนอย่างไม่มีเยื่อใยและเดินลงเวทีอย่างอารมณ์ดี จิวารีสาวเท้าตามมาติด ๆ
“อะไรวะพี่แจ็ค ไม่เอาแล้วให้ฉันชกจนเจ็บตัวฟรีทำไมเนี่ย ปากก็แตก ดั้งก็เกือบหัก แล้วดูหน้าฉันซิ” เธอชี้นิ้วมาที่หน้าอันบวมเปล่งของตัวเอง
“ฉันบอกแกชกหรือไง?” จิวากรยกคิ้วสูง หน้ากวน
“อ้าว ไมพูดงี้วะ?” ผู้เป็นน้องที่อารมณ์ขึ้นแล้ว
“ฉันก็บอกแล้วว่าฉันไม่สน แกไปรับปากมันทำไมว่าจะชกด้วย”
จากหัวข้อการพนันหลังจากที่ไทเกอร์ไปโวยวายในมหาวิทยาลัย กล่าวหาว่าจิวากรแย่งแฟนสาวของเขา แต่ไม่มีข้อยุติว่าใครมาก่อนมาหลัง สุดท้ายไทเกอร์ก็ท้าชก แต่จิวากรปฏิเสธเนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงและเขาจะไม่ใช้กำลังกับสุภาพสตรี แต่ผู้เป็นน้องที่รู้สึกว่าพี่ชายโดนหยามเกียรติและรับขึ้นชกแทนเอง
“เอาน่า ฉันได้พนันเยอะเดี๋ยวแบ่งให้”
จิวากรเอื้อมมือกอดคอน้องสาวอย่างอารมณ์ดี และเธอที่สลัดมือเขาออกให้พ้นตัวอย่างหงุดหงิด
เสียงลมหนาวพัดผ่านรวงข้าวสีทองที่โอนเอนตามแรงลมอย่างอ่อนช้อย แสงอาทิตย์แรกของวันทาบทอลงบนท้องทุ่งกว้าง กลิ่นฟางกลิ่นดินที่ลอยคละคลุ้งในอากาศเมื่อหมอกจาง ๆ เริ่มคลายตัว กลุ่มนกน้อยใหญ่บินวนจิกเมล็ดข้าวในทุ่งนาโดยไม่สนใจหุ่นไล่กาเลยสักนิด ประหนึ่งว่าเป็นเพื่อนที่คุ้นหน้ากันเสียอย่างนั้นอิทธิพลขับมอเตอร์ไซค์ตามทางคดเคี้ยวที่ใช้เป็นทางลัดกลับจากท้ายทุ่ง โดยมีจิวารีนั่งซ้อนท้าย ในมือถือตะกร้าผักสดที่เก็บมาใหม่ ๆ สำหรับให้พ่อโจทำกับข้าวในเช้านี้ หลังจากสองหนุ่มสาวเคลียร์ความวุ่นวายของงานลงตัวแล้วและกลับมาเยี่ยมพ่อผ่านพ้นไปหลายฤดูที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามวันเวลาที่ล่วงผ่าน เช่นเดียวกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของการทำงาน ที่ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันคือวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันอย่างดีให้กับทุกปัญหาของการใช้ชีวิตอิทธิพลได้เข้าศึกษาต่อในสาขาบริหารธุรกิจเพื่อสานต่อตำแหน่งผู้บริหารเต็มตัวหลังจากทรงศักดิ์จากไปอย่างสงบในวัยชรา ดวงยี่หวาโอนกิจการร้านอาหารให้ทายาทเพียงคนเดียวหลังจากออกไปทำกิจการความสวยความงามตามที่เธอชื่นชอบ และมีจิวารีบริหารกิจการต่อจากเธอจิวากรลาออกจากบ
สองหนุ่มสาวหอบหิ้วถุงขนมขบเคี้ยวและกับแกล้มจากร้านสะดวกซื้อ หิ้วพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือไปหมด อีกทั้งเครื่องดื่มที่ตุนไว้สำหรับการเชียร์บอลในคืนนี้ด้วย จิวารีขอตัวไปอาบน้ำหลังจากเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ชำระร่างกายคืนความสดชื่นแล้วยังไม่ทันจะได้นั่งพักเหนื่อยเสียงเคาะที่หน้าประตูก็ดังขึ้น ส่องดูหน้าคนเคาะที่ตาแมว อิทธิพลนั่นเอง“รอนานแล้ว” ทันทีที่เปิดประตูให้เขาก็อ้อนทันที พร้อมกับจูงมือหญิงสาวเดินมาที่ห้อง เครื่องดื่มและของขบเคี้ยวถูกนำมาวางตรงโต๊ะหน้าทีวีสำหรับการเตรียมเชียร์บอลเรียบร้อย พร้อมกับเสียงบรรยายเมื่อการแข่งขันกำลังจะเริ่ม จิวารีนั่งลงข้างเขาเอนพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย“ที่ร้านเป็นไงบ้างวันนี้ยุ่งหรือเปล่า?”“อือ ลูกค้าเยอะ วันนี้ใส่รองเท้าส้นสูงคู่ใหม่ไม่สบายเท้าเลย แถมปวดขามากอีกต่างหาก” มือทุบที่หน้าขาตัวเองเบา ๆ“เหนื่อยก็พักมีพี่ไพลินอยู่ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงหรอก” ยกแขนขึ้นโอบไหล่เธอและดึงเข้ามาซบไหล่ตัวเอง“แล้วเรื่องเรียนต่อของนายไปถึงไหนแล้ว?”“รอเรื่องงานลงตัวก่อนค่อยว่ากันอีกที?” ตอบและจูบที่หน้าผากจิวารีเงยหน้าขึ้นมองเขา“อะไร?” อิทธิพลถามเมื่อหญิงสาวเอาแต่ยิ้มแล
จิวารีอยากตอบตกลงการเริ่มงานใหม่กับเอวา เมื่อถูกทาบทามให้ไปทำงานที่สาขาใหม่ที่เพิ่งเปิดกับการร่วมหุ้นของสองครอบครัวระหว่างดวงยี่หวาและพิมพ์พรรณ แต่ดวงยี่หวาขอร้องให้เธอมาบริหารร้านอาหารแทน โดยยกเหตุผลทั้งร้อยแปดประการให้หญิงสาวใจอ่อน เพียงเพราะเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวไม่อยากให้สาวห่างไกลหูไกลตาเท่านั้นเองส่วนอิทธิพลนั้นตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งตามที่ทรงศักดิ์แต่งตั้ง ในการสานต่อธุรกิจของตระกูล เนื่องจากปัญหาสุขภาพของผู้เป็นปู่ เท่ากับว่าความรักที่เพิ่งผลิบานใหม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและภาระหน้าที่เพราะต่างฝ่ายต่างเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ในชีวิตการทำงาน ทำได้เพียงส่งข้อความหวานและโทรหาเพื่อฟังเสียงเท่านั้น หลังเลิกงานก็มารับหญิงสาวกลับห้องพร้อมกัน เพราะขนกระเป๋าเสื้อผ้ามาอยู่คอนโดที่เคยปฏิเสธแล้ว เนื่องจากดวงยี่หวาอ้างเป็นสวัสดิการและใกล้ที่ทำงานจะได้สะดวกในการเดินทางด้วย“ร้านเดิมนะ ตอนเย็นหลังเลิกงานวันศุกร์”คือข้อความที่นัดเจอกันของกลุ่มเพื่อน หลังจากห่างหายจากการพบปะสังสรรค์นานแล้วหลังจากสิ้นสุดการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะต่างฝ่ายต่างยุ่งกับการจัดการชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งเร
“มีอะไรหรือเปล่า?” เป็นเขาที่ถามขึ้นมาก่อน“เอ่อ....” เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆ อิทธิพลปิดหลอดยาและเก็บลงกล่อง“เมื่อคืนนายไปส่งฉันใช่ไหม?” ถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าใช่จากที่เอวาบอก“อือ” ตอบและเดินไปหยิบรีโมทย์เปิดทีวี นั่งพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย เลื่อนเลือกช่องดูผลการแข่งขันฟุตบอล“ขอบใจนะ” จิวารีอึกอักพูดต่อ“พี่แจ็คไม่อยู่บ้านน่ะ...ออกไปตั้งแต่เช้าก็เลยยังไม่ได้ถาม” ขยายความให้เผื่อเขาสงสัย“แล้ว...” เธอหยุดคำพูดไว้แค่นั้น กลอกตาล้อกแล้กไปมาเหมือนหัวขโมยจอมโกหกที่กลัวคนจับได้“หือ...” อิทธิพลหันมามองหน้ายกคิ้วเป็นคำถาม และรอฟังว่าเธอจะถามอะไรต่อ จิวารีเม้มปากแน่น หายใจติดขัด“คือ...ฉัน...น่าจะเมาหนักมาก”“แล้ว...เผลอทำอะไรรั่ว ๆ หลุด ๆ ไปบ้างหรือเปล่า?” ถามอย่างมีเลศนัยอิทธิพลยกมือขึ้นจับคางทำท่าครุ่นคิด“ก็...”จิวารีลุ้นคำตอบตามอย่างตื่นเต้น“ไม่มีนะ”เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ฟังคำตอบจากเขา ค่อยยังชั่วหน่อย ที่แท้ก็แค่มโนเท่านั้น ยิ้มอย่างผ่อนคลาย กำลังจะอ้าปากถามเขาว่าอาหารจะมาส่งกี่โมง“เราก็แค่จูบกันเฉย ๆ” อิทธิพลพูดสวนขึ้นมารอยยิ้มบาง ๆ เมื่อครู่ค่อย ๆ หุบลง พร้อมกั
เนื่องจากเสียงดนตรีที่ดังก้อง กลุ่มชายหนุ่มที่ยืนคุยกันในระยะใกล้ โดยยื่นหน้าเข้าหากันเพื่อให้ได้ยินและหันข้างให้สาว ๆ จึงมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตะวันและธีธัชนั้นยังคงเมามันส์กับการควงเอวตามจังหวะแดนซ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระทั่งจิวากรเดินกลับมาที่กลุ่ม“ปล่อย” เอวาตะกุยตะกายร่างออกจากการเกา
“มินิคอนเสิร์ตเพื่อระดมทุนมอบให้บ้านเด็กกำพร้าและสนับสนุนชมรมดนตรีในโครงการจากรุ่นพี่ชมรมเขาจัดขึ้น”เอวายื่นกระดาษประชาสัมพันธ์ที่ได้มาให้จิวารีดูรายละเอียดด้านใน“เราไปกันนะจิ๋ว”จิวารีรับแผ่นกระดาษประชาสัมพันธ์จากมือเพื่อนมาอ่านแบบผ่าน ๆ ตา และส่งคืนให้เอวา“ไม่เอาอ่ะ...ฉันไม่ไปหรอก” ถึงแม้ในใจน
ลานสนามหญ้าข้างบ้านที่ถูกตกแต่งสำหรับงานเลี้ยงเล็ก ๆ ฉลองวันคล้ายวันเกิดของ ดวงยี่หวา เจ้าของบ้าน แขกที่มาในงานล้วนเป็นเครือญาติคุ้นเคยและคนสนิทสนมในกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น“ขอให้สุขภาพแข็งแรงสวยวันสวยคืนนะคะน้ายี่หวา”เอวายื่นกล่องของขวัญสีหวานกล่องเล็กพร้อมคำอวยพรให้เจ้าของวันเกิด วันนี้พิมพ์พรรณ แม
“ขอโทษนะฉันไม่ทันได้มอง” พูดพร้อมกับมือที่เช็ดไปด้วย“ไม่เป็นไรเราก็ไม่ทันได้มองเหมือนกัน”“เราเช็ดเองก็ได้”“ไม่เป็นไรฉันเป็นคนทำเสื้อนายเลอะ” จิวารียิ้มเจื่อน ๆ สีหน้าเป็นกังวลอิทธิพลมองหน้าหญิงสาวที่กำลังเช็ดคราบเลอะที่เสื้อให้ในระยะใกล้ ใบหน้าสวยคมอีกฝ่ายที่ปราศจากเครื่องสำอางใดๆ มีเพียงรอยฟกช