จี้ซูเลือกทำเลสตูดิโอแห่งใหม่ที่ซินเจียงในเขตหนานเจียว บริเวณโดยรอบเป็นแหล่งรวมผู้มีกำลังซื้อสูง การคมนาคมสะดวกสบายแต่ก็ไม่พลุกพล่านวุ่นวายจนเกินไป
พอกลับจากโรงพยาบาลเธอก็หมกมุ่นอยู่กับการร่างแบบทันที
เธอกับจี้หรงจื่อตกลงเรื่องแหล่งจัดหาเนื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว โดยวางแผนสายการผลิตไว้อย่างชัดเจนสองสาย สายแรกเน้นความมีระดับด้วยการสั่งตัดแบบตัวต่อตัว รับเฉพาะคิวจอง และจำกัดจำนวนการสั่งตัด
อีกสายคือสายเสื้อผ้าสำเร็จรูประดับไฮเอนด์ ซึ่งยังคงใช้แพตเทิร์นกี่เพ้าแบบชาววังขนานแท้ โดยจะจำหน่ายให้เฉพาะลูกค้าประจำและกลุ่มผู้หญิงชั้นนำในแวดวงเท่านั้น ไม่เน้นปริมาณการขาย
ของหายากย่อมมีราคา สิ่งที่พวกคุณนายตระกูลเศรษฐีเกลียดที่สุดก็คือการใส่เสื้อผ้าซ้ำหรือหาดูได้ทั่วไป การสั่งตัดแบบส่วนตัวจึงตอบโจทย์ความต้องการนี้พอดี
เนื้อผ้าระดับท็อป งานปักมือจากช่างฝีมือชื่อดัง ร่วมด้วยสัญลักษณ์ประจำตัว นี่คือความล้ำค่าที่มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนชนชั้นนี้ต้องการอย่างขาดไม่ได้
ก่อนหน้านี้แม้พ่อเธอจะเน้นตลาดระดับไฮเอนด์ แต่ก็ยังขาดความรู้สึกหายากและความเฉพาะตัวไปสักหน่อย
เป้าหมายของเธอ คือกลุ่มคุณนายตระกูลเศรษฐีที่อยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดในเมืองจิงตู
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
จี้ซูเงยหน้าขึ้น
“พี่ซูคะ เสื้อตัวอย่างเสร็จแล้วค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของเธอก็เป็นประกาย รีบลุกขึ้นยืนทันที “เร็วเข้า เปิดดูหน่อย”
นี่คือผลงานชิ้นสุดท้ายของพ่อเธอที่ใช้เวลาปรับแก้แบบร่างอยู่นานถึงครึ่งปี และภายหลังเธอก็ได้เพิ่มรายละเอียดบางอย่างตามไอเดียของตัวเองลงไปด้วย
เพิ่งส่งไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ถือว่าเสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงาน ค่อย ๆ หยิบกี่เพ้าผ้าต่วนซ่งจิ่นสีขาวนวลออกมาวางบนโซฟาอย่างระมัดระวัง
งานปักลายดอกเหมยที่คอเสื้อคดเคี้ยวลงมาตามสาบเสื้อถึงช่วงเอว ดอกเหมยสีขาวดูงดงามบริสุทธิ์ กิ่งก้านคมชัด ตรงเกสรประดับด้วยเลื่อมเม็ดจิ๋ว พร้อมลายนกกระจอกที่ปักอย่างประณีตเกาะอยู่บนกิ่งไม้
ประกายแสงนวลตาแฝงความเรียบหรู กี่เพ้าทั้งตัวดูงดงามล้ำค่า ยามต้องแสงแดดจะทอประกายระยิบระยับจับตา
สวยงามจนหาที่เปรียบไม่ได้
จี้ซูคลี่ยิ้ม แววตามีแต่ความพึงพอใจ “ว่าแล้วเชียว ของจริงสวยกว่าที่คิดไว้ซะอีก”
ผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ “ถ้าจะพูดถึงของหรูหรา ก็ต้องเป็นของที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ถึงจะดูแพงและมีระดับจริงค่ะ”
จี้ซูพับเก็บชุดกี่เพ้าให้เรียบร้อย
ในเมื่อชุดตัวอย่างออกมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือหาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เห็นผลงานชิ้นนี้
มีข้อความแจ้งเตือนจากไลน์เด้งขึ้นมา
จี้หรงจื่อ : [ลองดูการแข่งขันนี้สิ]
จี้ซูกดเข้าไปดูลิงก์ มันคือประกาศจัดการแข่งขัน
[อาภรณ์ใต้ชายคา : การประกวดออกแบบสุนทรียศาสตร์ความงามแห่งตะวันออก]
การประกวดนี้ร่วมกันจัดโดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สถาบันการออกแบบ และสมาคมเครื่องแต่งกายแห่งจิงตู
มีข้อความเข้ามาอีกหนึ่งข้อความว่า
จี้หรงจื่อ : [คณะกรรมการตัดสิน]
จี้ซูเลื่อนหน้าจอลงมา ชื่อหนึ่งดึงดูดความสนใจของเธอเข้าอย่างจัง
เฉาเก๋อ
เธอเคยได้ยินคุณพ่อพูดถึงคนนี้มาก่อน เขาเป็นศาสตราจารย์ประจำสถาบันการออกแบบแห่งมหาวิทยาลัยจิงตู ในอดีตเคยได้รับเชิญจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้ไปร่วมงานบูรณะและศึกษาข้อมูลเครื่องแต่งกายชาววังสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย
คุณพ่อเคยเจอเขาที่งานเสวนาในเมืองไห่ซื่อ แม้จะเอ่ยถึงเพียงไม่กี่ประโยค แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส ทั้งยังเคยยกให้เขาเป็นแบบอย่างในชีวิตอีกด้วย
จี้ซูลูบหน้าจอเบา ๆ ในเมื่อจะฟื้นฟูแบรนด์ ก็ต้องมีใบเบิกทางเพื่อสร้างชื่อเสียง
แค่มีดีไซน์กับฝีมืออย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีรางวัลการันตีด้วย
และการแข่งขันในครั้งนี้ ก็คือโอกาสที่ว่านั่น
จี้ซูกดโทรออก สัญญาณรอสายดังสามครั้ง ปลายสายถึงได้ตอบรับด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ซูซู”
จี้ซูเข้าประเด็นทันที “ที่นายส่งมา หมายความว่าจะให้ฉันเข้าร่วมการประกวดนี้เหรอ?”
“ใช่ การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และเผยแพร่สุนทรียศาสตร์แห่งตะวันออก แต่ว่ามันยังมีจุดประสงค์แอบแฝงอีกอย่างหนึ่งด้วย...”
“อะไรเหรอ?”
จี้หรงจื่อ : “ผู้อาวุโสเฉาต้องการใช้โอกาสนี้ ค้นหาลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขาน่ะสิ”
!
เมื่อได้ยินคำนั้น มือของจี้ซูที่จับโทรศัพท์อยู่ก็เกร็งขึ้นมาทันที “จริงเหรอ?”
เฉาเก๋อเป็นถึงปรมาจารย์ในวงการออกแบบ ทั้งชีวิตของเขาอุทิศให้กับการศึกษาและลงมือปฏิบัติเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์แห่งตะวันออก หากได้เป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขา จะต้องได้เรียนรู้วิชาที่แท้จริงแน่นอน
นอกจากจะได้พัฒนาทักษะการออกแบบของตัวเองแล้ว ยังสามารถทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับมากขึ้นด้วย
เสียงจากปลายสายดังขึ้นอย่างนุ่มนวล “ฉันเคยหลอกเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
เขาครุ่นคิด ก่อนกล่าวต่อ “ฉันเคยเจอผู้อาวุโสเฉาอยู่สองสามครั้ง จะให้ฉัน...”
“ไม่ต้องหรอก” เมื่อฟังความนัยออก จี้ซูก็ปฏิเสธทันที “ไม่ต้องให้นายช่วย ฉันอยากลองด้วยตัวเองมากกว่า”
จี้หรงจื่อหัวเราะเบา ๆ ตามคาด “ฉันก็เดาไว้อยู่แล้วว่าเธอต้องพูดแบบนี้”
ศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแบบนี้ หากผลีผลามแนะนำตัวเข้าไปรังแต่จะทำให้เสียการเปล่า ๆ
หากอยากให้ 'อวี๋จือ' เป็นที่รู้จัก ตัวเธอเองก็ต้องทำให้คนอื่นเห็นความสามารถซะก่อน
จี้ซูสูดหายใจเข้าลึก เปิดหน้าเว็บสมัคร แล้วกรอกข้อมูลลงไป
เคอร์เซอร์เมาส์หยุดอยู่ที่ปุ่มส่งข้อมูลอยู่สองวินาที ก่อนที่เธอจะกดยืนยัน
ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เธอก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด
…
ตอนกลับมาถึงเฉียนสุ่ยว่านก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว
จี้ซูพาร่างอันเหนื่อยล้าไปจอดรถ เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็เห็นใครบางคนกำลังพิงอยู่ข้างรถ ปลายนิ้วมีจุดสีแดงสว่างวาบ
ควันบางเบาลอยกรุ่น ขับเน้นให้ดวงตาและคิ้วของเขาดูลึกล้ำ เพิ่มความรู้สึกเกียจคร้านและเย็นชาขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ชายหนุ่มก็ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วเหยียบดับ ก่อนจะหันมาจับจ้องเธอ
“ยุ่งจนถึงป่านนี้เลยเหรอ?”
อาจเป็นเพราะเพิ่งสูบบุหรี่เสร็จ เสียงของเขาจึงแหบพร่า ปอยผมหล่นลงมาปรกหน้าผาก คล้ายว่ามารออยู่นานแล้ว
จี้ซูไม่ได้ถาม เพียงเอ่ยว่า “คุณมาทำอะไรที่นี่?”
โจวฉงเซิ่นก้าวเท้าเดินเข้าไปหา “ทำไม ผมมาไม่ได้หรือไง?”
น้ำเสียงที่ถือดีและวางอำนาจแบบนี้ จุดไฟโทสะในใจของจี้ซูให้ลุกโชนขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
เธอมองด้วยสายตาเย็นชา “เซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
โจวฉงเซิ่นขมวดคิ้ว ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม?”
“มีอะไรให้ต้องพูดอีกล่ะ?”
จี้ซูแค่นหัวเราะหยัน เอาเวลาว่างที่มีไปดูแลพ่อของซางฮวยไม่ดีกว่าหรือไง อยู่ดี ๆ จะมาอาละวาดใส่เธอทำไมกัน
เธอไม่สนใจเขา หยิบกุญแจแล้วเดินตรงไปเปิดประตู
เมื่อประตูเปิดออก โจวฉงเซิ่นก็เดินเข้าไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขามองซ้ายมองขวาดูสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ พลางพยักหน้า “สภาพไม่เลวเลยนี่”
จี้ซูดึงกุญแจออก มองดูชายหนุ่มที่เดินสำรวจไปทั่วสวนอย่างเป็นธรรมชาติเกินเหตุด้วยความรำคาญใจ “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า?”
โจวฉงเซิ่นทำหน้างง “ในฐานะสามีที่กำลังจะหมดวาระ มาดูสภาพความเป็นอยู่ของคุณหน่อยไม่ได้หรือไง?”
เขาอยากมาดูสภาพความเป็นอยู่จริง ๆ งั้นเหรอ? คงอยากมาดูมากกว่ามั้งว่าพอขาดเขาไปแล้ว เธอจะใช้ชีวิตได้น่าสมเพชแค่ไหน
แต่น่าเสียดาย ที่มันไม่สมดั่งใจเขาน่ะสิ
“ตามใจคุณเถอะ”
เธอคร้านจะถามด้วยซ้ำว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเธออยู่ที่ไหน ข้อมูลพวกนี้แค่โจวฉงเซิ่นกระดิกนิ้วก็สืบรู้แล้ว
จี้ซูเดินเลี่ยงเขาไปเปิดประตูเข้าบ้านอย่างไม่ใส่ใจ พอเดินถึงโถงทางเข้าก็เปิดไฟ แล้วแขวนกุญแจไว้บนตู้รองเท้า
“ไม่มีรองเท้าแตะสำรองหรอกนะ ยังไงพรุ่งนี้แม่บ้านก็จะมาทำความสะอาดอยู่แล้ว คุณเดินเข้ามาเลยแล้วกัน”
โจวฉงเซิ่นตอบรับในคอเบา ๆ ว่า “อืม” รอจนจี้ซูเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เขาถึงหลุบตาลง คล้ายแกล้งปรายตามองเข้าไปในตู้รองเท้าอย่างไม่ตั้งใจ
มีแต่รองเท้าผู้หญิงล้วน ๆ ซึ่งเป็นสไตล์ที่เธอใส่เป็นประจำ
“รับชาหรือกาแฟดีคะ?”
“น้ำเปล่าก็พอ”
การตกแต่งภายในเป็นสไตล์อเมริกันมาตรฐาน เมื่อมองผ่านกระจกหน้าต่างที่สูงจากพื้นจรดเพดานในห้องนั่งเล่น ก็จะเห็นดอกกุหลาบที่บานสะพรั่งเต็มกำแพงสวนด้านนอกได้อย่างถนัดตา
โจวฉงเซิ่นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทั้งโถงทางเข้า ห้องนั่งเล่น และขั้นบันได
เมื่อเห็นว่าไม่มีร่องรอยของผู้ชายคนอื่น เขาถึงค่อย ๆ นั่งลงบนโซฟา ตวัดสายตามองเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงการหยั่งเชิง “บ้านหลังนี้...คุณซื้อเองเหรอ?”
จี้ซูวางแก้วน้ำลงตรงหน้าเขาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “หนังสือหย่าคุณยังไม่ได้เซ็น ทรัพย์สินยังไม่ได้แบ่ง ฉันจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อบ้านได้ล่ะ?”
เมื่อเผชิญกับท่าทีนี้ของเธอ โจวฉงเซิ่นกลับไม่ได้โกรธเคืองอะไร เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นมา หางตาปรายมองหญิงสาว “แล้วใครให้มาล่ะ จี้หรงจื่อเหรอ?”