LOGIN“หน้าแบบนี้แปลว่าชัวร์”
“นี่ไปแอบดูเขาเหรอ บอกมาให้หมดนะริสา”
มินตราเองก็อดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาไม่ได้ ทว่าวิเวียนห้ามทุกคนไว้เสียก่อน
“เอาล่ะๆ พอแล้ว พี่จะไม่ซักอะไรมากกว่านี้นะริสา แต่แค่ต้องการให้เธอช่วยอย่างที่บอกไป ตกลงนะ”
คำสรุปแล้วสั่งสั้นๆ ทำเอาชาริสาเหวอไปเลย ขณะที่มัวแต่อึกอักอยู่อาทิตยาก็อดถามไม่ได้เพราะรู้จักนิสัยสาวรุ่นน้องดี
“ถ้าริสาทำไม่สำเร็จล่ะ เผื่อเขาลองไปเมื่อกี้แล้วไม่ติดใจ ไม่สนใจอีกล่ะ เธอก็รู้ว่าเด็กของเราอินโนเซ้นต์จะตายไป ที่สำคัญก็ยังมีพี่ชายของเขาด้วยอีกคน”
“ถ้าเขาไม่สนใจค่อยหาทางออกใหม่ ตอนนี้เอาแผนนี้ไปก่อน ส่วนพี่ชายเขา ถ้าจำเป็นจริงๆ คงต้องหาคนไปประกบเพื่อความมั่นใจว่าเขาจะไม่รู้อะไรก่อนงานเราจะเสร็จ”
วิเวียนมีแผนในใจเรียบร้อยแล้ว ส่วนแผนที่เพิ่งบอกชาริสาไปคือแผนใหม่ที่คิดได้สดๆ ร้อนๆ ถ้าชาริสาพลาดก็ยังพอมีทางออกอื่นแต่เธอมองว่าใช้วิธีนี้จะเป็นการเบนความสนใจที่แนบเนียนที่สุดเพราะผู้ชายเป็นฝ่ายสนใจเราก่อน
“ประกบ? ยังไง?”
อาทิตยาเอ่ยถาม รู้ว่าทุกคนก็อยากรู้เช่นกัน
“เอียนไม่ได้เจ้าชู้จัดเหมือนน้องชายเขา เราคงต้องอาศัยสถานการณ์หรืออยู่ใกล้ๆ คอยสอดส่อง หรือไม่ถ้ามีโอกาสก็ต้องเข้าไปดึงความสนใจเอาไว้”
“งั้นก็ต้องเป็นคนสวยสะดุดตา เซ็กซ์แอพพีลสูงอย่างซันใช่ไหม”
เพียงขวัญชี้ตัวเพื่อนสนิท อาทิตยากับทุกคนรอคำตอบอย่างสนใจ ขณะที่วิเวียนไล่มองทุกคนพร้อมกับใช้ความคิดแล้วตัดสินใจในที่สุด
“ไม่ใช่ซันหรอก แต่เป็นเธอต่างหาก”
คนบอกชี้มายังเพียงขวัญแทนเจ้าตัวก็ถึงกับสะดุ้งระคนงุนงงเหมือนคนอื่น ส่วนชาริสานั้นเพียงแค่เรื่องของตัวเองก็ใจแป้วแล้ว จึงแทบไม่มีสติรับฟังแผนการต่อ
“นายเป็นบ้าอะไรหาเลียม”
เอียน เชสเตอร์ บ่นน้องชายเสียงดุขรึม เขาเป็นคนค่อนข้างสุขุมจนแทบจะเย็นชา ด้วยบุคลิกลักษณะที่มีความเป็นผู้นำเต็มเปี่ยมทำให้ชายหนุ่มเป็นที่เคารพและเกรงใจของลูกน้องรวมถึงญาติพี่น้อง ความเฉลียวฉลาดทันคนอย่างหาตัวจับยากก็เป็นข้อพิสูจน์ให้ชายหนุ่มได้รับการยอมรับ และได้กุมบังเหียนสถาบันประมูลของตระกูลของตา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นเป็นน้องชายของตา เนื่องจากตาเขาเป็นเอกอัครราชทูต โดยตระกูลนี้หนึ่งรุ่นต้องมีหนึ่งคนได้เป็นท่านทูต ซึ่งรุ่นเขาเป็นหลานคนอื่นแถมเขายังใช้นามสกุลของพ่อที่เป็นคนอังกฤษไม่ได้เป็นทายาทสายตรง
“ทำไมต้องคอยหาเรื่องให้แม่โกรธอยู่เรื่อย”
ปิลันธ์นั่งเงียบอยู่บนโซฟากลอกตาเบื่อหน่ายแต่ก็ใบหน้านิ่ง ขณะที่พี่ชายยืนอิงสะโพกพิงโต๊ะทำงานกอดอกท่าทางหงุดหงิด
“นายจะปล่อยไปบ้างไม่ได้หรือไง ตอนนี้ก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว”
เหมือนคนเป็นพี่จะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องเจออะไรสักอย่างถึงได้แกล้งยั่วแม่เขาต่อหน้าต่อตาเพื่อนของท่านแบบนั้น เอียนรู้ดีว่าแม่ของตนเป็นคนเช่นไร แถมการต้องฟังแม่เดินมาต่อว่าปิลันธ์ต่อหน้าลูกน้องหลายคนในห้องอาหารก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเขายกหน้าที่ดูแลรับผิดชอบระหว่างล่องเรือให้น้องดูแล ฉะนั้นปิลันธ์ควรต้องมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่เคารพยำเกรงของพนักงานบนเรือ
คนฟังยักไหล่ ตอนกำลังจะออกไปเดินสูดอากาศริมทะเลบังเอิญเขาเจอกับคณะของแม่เลี้ยง แน่นอนว่าชายหนุ่มต้องเดินเลี่ยงแต่ก็ถูกเรียกเอาไว้ แม่เลี้ยงดุเขาต่อหน้าเพื่อนเหมือนทุกครั้ง
‘เดินหลบเลี่ยงผู้ใหญ่ไม่ยอมทักทาย ไม่มีมารยาท’
จากนั้นเพื่อนที่มาด้วยกันเหมือนจะได้โอกาสสมทบ
‘โอย พวกเราไม่ถือสาหรอก รู้ๆ กันอยู่ว่าลูกเลี้ยงเอมี่เป็นพวกไม่มีวัฒนธรรม”
‘แต่จะว่าไปคนไทยก็นอบน้อมนะ น่าจะอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า’
‘นั่นสิ หึๆ ๆ ๆ’
เสียงหัวเราะเบาๆ ตามมาอีกระลอก สีหน้าแต่ละคนแสดงออกถึงการเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เขายืนเงียบอย่างข่มใจ ช่วงแรกที่มาอยู่กับแม่เลี้ยงและต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ในช่วงไฮสคูล เขาเก็บกด เครียด เจ็บใจและน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตและปรับตัวจากในรั้วมหาวิทยาลัย รู้ว่าตนเองเป็นที่สนใจของสาวๆ ไฮโซที่มางานเลี้ยงของแม่เลี้ยง พวกนั้นอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็หงิมๆ เรียบร้อยแต่ลับหลังเป็นอีกแบบ จากนั้นเขาก็กล้าหักหน้าท่านในงาน แอบพาลูกสาวคุณหญิงคุณนายไปกอดจูบลูบคลำตั้งใจให้คนเห็นบ้าง หรือไม่ก็พาไปนอนที่ห้อง บางครั้งคนเดียว บางครั้งก็สองคนพร้อมกัน เพื่อให้แม่เลี้ยงขายหน้าแถมยังมีข่าวฉาวเรื่องผู้หญิงไปถึงหูตลอด
หลังกระทบกระเทียบเปรียบเปรยอีกมากมายจนเหมือนพอใจแล้วนั่นแหละ คณะคุณป้าย่อมๆ ถึงผละไป ส่วนเขาเดินออกประตูมาอีกด้านหนึ่งแล้วบังเอิญชนกับสาวน้อยคนนั้นพอดี
ปิลันธ์ไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ดูหื่นกามขนาดนั้น แวบแรกเขาจำเธอได้ทันทีที่สบตา แล้วพอกวาดตามองร่างเล็กอวบอิ่มเปียกชื้นไปทั้งตัวแถมยังดูสั่นๆ ราวกับหนาวสะท้านมือก็เร็วกกว่าสมองไปซะแล้ว ทั้งยังรู้ว่าแม่เลี้ยงเขากับบรรดาเพื่อนๆ ต้องมองเห็นผ่านกระจกแน่นอน ทว่าสำนึกไม่ทันการกระทำแล้วจริงๆ อารมณ์ฉุนเฉียวที่เก็บกดเอาไว้และไม่รู้จะระบายออกที่ไหนถูกเอาไปลงกับเธอแบบไม่ยั้งคิด
“พี่อยากให้นายโฟกัสที่งาน นายเป็นคนขอมาช่วยงานพี่เอง แล้วก็บอกเองว่าพี่ดูแลนายอย่างดี ไม่มีอะไรจะทดแทนได้นอกจากช่วยพี่ทำงานให้เต็มที่”
“ผมก็ทำอยู่”
ปิลันธ์ขอเรียนรู้งานเมื่อพี่ชายหันมาทำกิจการเรือสำราญตอนเขาขึ้นปี 3 เพราะไม่อยากทนอยู่ในคฤหาสน์มืดนั่นอีก โดยเลือกไปกลับระหว่างปารีสกับนีซทุกอาทิตย์และพักแมนชั่นของพี่ชายในวันธรรมดาที่ต้องเรียนหนังสือ นั่นทำให้ชายหนุ่มหลุดพ้นแล้วก็ห่างจากแม่เลี้ยงมาได้ เท่ากับว่าเขาไม่ได้มาอาศัยอยู่ฟรี
ความจริงพ่อของเขามีเงินทุนสำหรับการเรียนโดยไม่ขัดสน แต่ก็ยังฝากฝังให้ลูกชายคนโตดูแลน้องซึ่งเอียนก็ยินดี ทว่ามันผิดคาดตรงช่วงที่ปิลันธ์มาฝรั่งเศสปีแรกพี่ชายเขายังเรียนปริญญาโทที่อังกฤษยังไม่ได้มีที่พักของตัวเองในฝรั่งเศสนอกจากบ้านแม่ จึงพาเขามาฝากไว้กับแม่ตนเองก่อน นั่นแหละหายนะจึงกระโจนเข้าหาปิลันธ์ เมื่อเอียนกลับมาฝรั่งเศสก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับจากคนในตระกูลมารดา และค่อนข้างยุ่งกับแผนธุรกิจที่อยากทำเป็นของตัวเองคือเรือสำราญ ปิลันธ์จึงไม่อยากทำให้พี่ชายลำบากใจมาก กระทั่งมีข้ออ้างมาขอเรียนรู้งานธุรกิจเรือสำราญ ส่วนสถาบันประมูลเขาไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย
“รู้ว่านายกับแม่ยากที่จะญาติดีกันได้ แต่เดี๋ยวนี้แม่เองก็ถามถึงนายบ่อยขึ้น”
“เพราะข่าวผู้หญิงไปถึงหูท่านน้อยลงมั้ง”
อีกฝ่ายฟังแล้วถอนหายใจกับคำประชดนั้น
“พี่แค่อยากบอกว่า บางทีแม่ก็มีมุมที่ห่วงนายเหมือนกัน เพราะตอนนี้นายก็ตัวคนเดียว”
ใช่ว่าเอียนจะอยากพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ก็จำเป็นต้องพูด ความจริงปิลันธ์ควรกลับไปอยู่เมืองไทยตั้งแต่เรียนจบ ทว่าเทอมสุดท้ายพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ญาติทางแม่ก็ไม่มีปิลันธ์จึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่เพื่อไม่ต้องกลับไปเมืองไทยคนเดียวแล้วคิดถึงภาพสมัยเด็กขึ้นมา เขารู้ว่าน้องชายค่อนข้างเหงา
“กลัวผมเกาะพี่ไปตลอดหรือเปล่า”
“เลิกประชดทีเถอะ”
เมื่อพี่ชายเสียงเข้มขึ้นมาอีกระดับปิลันธ์จึงเลิกต่อปากต่อคำ
“ยังไงนายก็สามสิบแล้ว ทำตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่หน่อย เลิกหาเรื่องยั่วโมโหแม่ได้แล้ว ท่านสุขภาพไม่ค่อยดี ความดันไม่ปกติ”
เอียนกลับมาอธิบายเสียงเรียบทว่าน้องชายก็จับกระแสความเครียดไม่สบายใจได้
“ครับ” สุดท้ายเขาก็ยอมรับปากง่ายๆ
“เรื่องห้องพักของแขกพิเศษเรียบร้อยดีใช่ไหม”
“ครับ คุณหวังจะมาถึงพรุ่งนี้แล้วขึ้นพักบนเรือเลยครับ แขกคนอื่นเข้าพักเรียบร้อยแล้วครับ”
อีกฝ่ายพยักหน้ารับน้อยๆ
“แล้วห้องนิรภัยเช็กทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“ครับ”
“โอเค เดี๋ยวพี่ให้ลูยส์แจ้งกับเลขาคุณหวังเอง”
=====
“อือ...”เมื่อสุดที่จะทานทนไหวชาริสาก็ครวญครางอยู่ในลำคอราวกับทรมานอย่างสุดแสนจากมือกับริมฝีปากของชายหนุ่ม ปิลันธ์เองก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ร่างสูงลุกขึ้นนั่ง มือสองข้างเคลื่อนมาลูบไล้อกอวบอิ่มเคล้นหย่างหนักมือแบบที่ไม่เคยทำกับอีกฝ่าย เห็นคนตัวเล็กขยับตัวขึ้นตอบรับมือเขายิ่งลำพองใจ เขาจัดการให้เรือนร่างทั้งคู่อยู่ในจุดที่เหมาะสม เสียดสีในจังหวะที่ตนเองต้องการ แล้วเปลี่ยนไปกดมือบางสองข้างแนบที่นอน ขยับร่างไล้ไม่หยุดกระทั่งร่างสวยดิ้นเร่าไปตามแรงอารมณ์ที่เขาสร้างขึ้นอกคู่สวยสะท้อนขึ้นลงรุนแรงตามอาการหอบหนักหน่วง ทว่ากระแสซาบซ่านที่ค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วร่างทำให้ต้องเกร็งไปทั้งตัว ร่างหว่างที่เธอกำลังตกอยู่ในภาวะต้องการบางสิ่งบางอย่างอย่างรุนแรง อีกฝ่ายก็ล็อกมือเธอไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวแล้วพาตนเองเข้ามาในร่างเธอ ชาริสาสะดุ้งเฮือกทันทีรู้สึกราวกับคว้าสิ่งที่ต้องการเอาไว้ได้ หากก็เจ็บแปลบจากเหตุการณ์เมื่อคืนในคราวเดียวกัน ทว่าปิลันธ์ไม่หยุดเพียงแค่นั้น ชายหนุ่มเคลื่อนทัพด้วยความรุนแรงรวดเร็วชนิดที่แทบหายไม่ทันใจร่างกายของเธอถูกร่างใหญ่กดทับ มือถูกล็อกแน่นขณะกายแกร่งขยับอยู่ด้านบนอย่างหน
“ฉันจะขอซื้อบ้านหลังนี้ เอาไว้มาพักผ่อนบ่อยๆ เธอชอบที่นี่นี่นา แต่ไม่แน่ใจว่าพี่จะยอมขายไหม เพราะที่นี่สวยมากจริง”ชายหนุ่มลูบเอวบางไปพร้อมกับชวนคุยทำให้ชาริสาไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร“ฉันอยู่ที่ไหนก็ได้ค่ะที่มีคุณ”หญิงสาวบอกด้วยความจริงใจทำให้อีกฝ่ายมองเธออย่างคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้“ไปหัดพูดเอาใจแบบนี้มาจากไหน”“ฉันไม่ได้เอาใจคุณนะคะ แค่พูดตามที่คิด”ชาริสายืนยันขณะมองหน้าคมด้วยแววตาแสนซื่อ“คุณเป็นบ้านให้ฉันแล้ว จะเป็นที่ไหนก็ได้ค่ะ”ปิลันธ์ยิ้มกับคำพูดหญิงสาวจนแก้มบุ๋มทั้งสองข้าง ดวงตากลมโตเผยความจริงใจแวววาวน่ารัก นิ้วแข็งบีบจมูกเล็กอย่างมันเขี้ยว“ปากหวานขนาดนี้ จะให้ฉันหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยหรือไง”“อย่างคุณเนี่ยเหรอคะ หลงฉัน”สีหน้าของหญิงสาวบ่งบอกความไม่เชื่อ“ไม่เชื่อเหรอ”ถึงจะอ่านท่าทางชาริสาออกแต่ปิลันธ์ก็ยังถามซ้ำ“ก็ฉัน...”“อะไร?”คำถามย้ำเมื่อเห็นหญิงสาวเงียบกับแววตาคมบังคับกลายๆ ทำให้เธอยอมพูดจนได้“ฉันน่ะเทียบสาวแต่ละคนของคุณได้ที่ไหนกัน จะให้เชื่อลงมันยากค่ะ”ปิลันธ์เงียบไป จ้องคนตรงหน้านิ่งก่อนจะถอนหายใจยาว“เฮ้อ...ช่วยไม่ได้นะ”เขายักไหล่ขณะที่ชาริสาชั
ความวุ่นวายในห้องไอซียูผ่านไปด้วยดี แพทย์ออกมาแจ้งว่าอาการชาริสากลับมาดีขึ้นแล้วแต่ยังวางใจไม่ได้ เวลาค่อนข้างดึกแล้วแม้จะเข้าเยี่ยมไม่ได้ทว่าสาวๆ ก็ยังรออยู่ด้านนอกในจุดที่คนทั่วไปสามารถนั่งได้เพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น ลูยส์มาถึงหลังจากนั้นและเข้ามาพูดคุยกับเพียงขวัญเพราะคุ้นเคยกับหญิงสาวกว่าคนอื่น แต่แล้ววิเวียนก็เอ่ยขึ้น“เราขอย้ายโรงพยาบาลให้ริสาได้ไหม”“จะดีเหรอวี”เพียงขวัญรู้สึกว่ายังอันตรายเกินไปที่ย้ายโรงพยาบาลในตอนนี้“อย่าเพิ่งเลยดีกว่า”อาทิตยาก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน“งั้นพรุ่งนี้เช้า”“มันไม่ใช่ว่าริสาจะดีขึ้นมาภายในไม่กี่ชั่วโมงนี่สักหน่อย”อาทิตยาอดค้านไม่ได้“พวกคุณหาทางให้เราย้ายริสาโดยปลอดภัยได้ไหม”หญิงสาวหันไปถามกับทางลูยส์โดยไม่ฟังความคิดเห็นจากเพื่อนลูยส์ชะงักไปแล้วเหลือบไปทางเพียงขวัญซึ่งหญิงสาวเองก็ขมวดคิ้วมุ่นแต่ก็อดอยากรู้ไม่ได้เหมือนกันว่าสามารถทำได้หรือไม่“ผมคงต้องปรึกษากับทางเจ้านายก่อน แต่ขอทราบเหตุผลที่ต้องการย้ายได้ไหมครับ”เขาหันมาพูดกับวิเวียน“นั่นสิ ทำไมต้องรีบย้ายด้วย”อาทิตยาถามทันที ปกติคนที่ใจร้อนคือเธอแต่มาครั้งนี้กลับเป็นวิเวียนเสียเอง“ริสาเจ็บข
‘ไม่รู้สิมิ้นท์ จะกลับเมื่อไรก็คงต้องแล้วแต่เขา’บทสนทนาที่ได้ยินทำให้รู้ว่าเพื่อนเธออยากให้กลับไปแล้ว เขาจึงออกคำสั่งไปแบบนั้นหญิงสาวเม้มริมฝีปาก ไม่กล้าพูดว่ากลัวเขาจะไม่อาบน้ำอย่างเดียว เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมานับว่าเป็นการอาบน้ำที่นานที่สุดสำหรับเธอเลยทีเดียว และปิลันธ์ไม่ได้ต่างคนต่างอาบสักนิด เขาอาบน้ำให้เธอลูบไล้ครีมจนทุกสัดส่วนทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้นเสียให้ได้“พอดีตื่นแล้ว แต่เกรงใจน่ะค่ะ เห็นคุณกำลังหลับสบาย”คิ้วเข้มกระตุกอย่างเห็นได้ชัดว่ายากที่จะเชื่อคำพูดของเธอ แต่ชาริสาเลือกที่จะเงียบไม่พยายามอธิบายต่อ“เอาเถอะ ไม่อาบตอนเช้าก็อาบตอนเย็น มานี่มา”หลังพูดเองเออเองจบก็เปลี่ยนมาเรียกจนหญิงสาวที่ยังไม่ได้เตรียมใจหัวใจกระตุก“มาสิ”ชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมย้ำอีกครั้งสุดท้ายชาริสาจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ และหยุดอยู่ไม่ห่างจนเกินไปปิลันธ์มองคนที่ทำเหมือนกำลังระวังตัวกับเขาอย่างขัดใจหากก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่มีทางพ้นมือไปได้ถ้าเขาคิดจะบังคับ“อยากอยู่กับฉันไหม”“คะ?”“ชอบที่นี่ไหม”ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องไปอีกจนเธอตามไม่ทัน ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น“ถ้า
“เป็นของฉันนะชาริสา”ปิลันธ์กระซิบข้างแก้มใสแล้วจูบหนักๆ ขณะที่ชาริสาไม่ได้ตอบรับแต่มือทั้งสองข้างของหญิงสาวเลื่อนขึ้นโอบลำคอหนา เพียงเท่านั้นใจหนุ่มก็เต้นเร่ากับการยอมเปิดทางอย่างเต็มใจจากอีกฝ่าย เขาเดินหน้าทันทีอย่างเชื่องช้าไม่รีบร้อนหักหาญ ได้ยินเสียงครางแผ่วข้างหูก็ยิ่งควบคุมอารมณ์หนุ่มยาก แต่ปิลันธ์กัดฟันแน่นค่อยๆ เคลื่อนสะโพกกระทั่งสัมผัสกันและกันอย่างล้ำลึกชาริสาปล่อยลมหายใจออกมาหลังจากกลั้นไว้นานด้วยความเกร็ง ในความเต็มตื้นที่รู้สึกได้มีความตื้นตันอย่างประหลาดในหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะพอใจปิลันธ์มากมายขนาดนี้ ยิ่งเขาแตะต้องมากเท่าไรก็กลับยิ่งต้องการจากชายหนุ่มมากเท่าทบทวี จนต้องกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้นตามความรู้สึกนึกคิดเบื้องลึกเมื่อถูกกอดรัดปิลันธ์ก็เริ่มเคลื่อนไหว แม้ช้าทว่าก็มั่นคงหนักแน่นในทุกจังหวะพร้อมกับประคองร่างเล็กไว้ในอ้อมกอดอย่างทะนุถนอม กายกำยำขยับสม่ำเสมอหนักหน่วงไม่ทิ้งช่วง มุ่งมั่นใจไปถึงฝั่งฝันหลังจากที่รอคอยมานานอย่างเต็มที่เสียงหอบหายใจสองเสียงประสานไปด้วยกันโดยไร้คำพูดแต่ก็เหมาะเจาะลงเป็นอย่างดี ไม่นานเสียงเข้มทุ้มก็ดังขึ้นกระทั่งกลายเป็นคำรามกร้าวก่อนจะบด
“เสียงหัวใจฉัน”เขาบอกทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องรับรู้“ฉันเองก็ใจเต้นแรงไม่ต่างจากเธอหรอกนะ”พูดจบปิลันธ์ก็จูบหน้าผากเล็กก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวขึ้นแล้วผ่อนร่างบางให้ลงไปนอนด้านล่าง ตั้งใจมองสบตากับอีกฝ่ายแพราะอยากเห็นว่าหญิงสาวกำลังรู้สึกยังไง“กลัวฉันไหม”คนใต้ร่างส่ายหน้าทั้งที่แววตาของเธอหวาดหวั่น แต่นั่นก็เป็นสัญญาณดีที่ทำให้รู้ว่าชาริสายินยอมพร้อมใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ปิลันธ์โน้มหน้าลงไปหาหญิงสาวกระทั่งอยู่ใกล้กันจนจมูกชนจมูก ก่อนจะประทับจูบที่ปากอิ่มสวยอย่างเชื่องช้า เก็บเกี่ยวความหวานจากกลีบปากหญิงสาวถ้วนทั่วก่อนจะสอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปคลอเคลียพัวพันลิ้นเล็กอย่างลึกซึ้งมือบางที่ตอนแรกวางแนบอกหนาตอนนี้กำเสื้อคลุมของอีกฝ่ายแน่นด้วยความรัญจวนใจกำลังวิ่งพล่านไปทั่วร่าง รับรู้ถึงเรือนกายแข็งแกร่งที่ขยับเบียดเข้ามาจนแนบสนิททุกพื้นผิว ถึงจะมีเนื้อผ้ากางกั้นทว่าสัมผัสของร่างกายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็สร้างความวาบหวามในอกสาวได้แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจูบแสนดูดดื่มถึงจะไม่ได้รับการจูบตอบอย่างกระตือรือร้น แต่ก็เป็นการยินยอมให้เขาทำตามใจได้แบบไม่ขัดขืนอย่างไร้เดียงสาทำให้ปิลันธ์ยิ่งต







