Masukศิริกานดามาหยุดยืนตั้งหลักอยู่ตรงหน้าร้านขายรองเท้า เธอสูดลมหายใจเข้าปอดไปยาวๆ อยู่หลายที พยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติที่สุด แล้วถึงหันกลับไปมองคนเดินตามมาห่างๆ นั้นนิดหนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ ราวกับไม่เชื่อสายตา
‘พระเจ้า! เขายิ้ม นี่เธอตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย’
หากประกายบางอย่างในดวงตาสีน้ำตาลคมกริบที่กำลังจ้องตรงมาที่เธอ ทำให้ศิริกานดาต้องเป็นฝ่ายหลบตาโดยการทำเป็นหันมาสนใจรองเท้าในตู้โชว์ข้างหน้าแทน
ทว่าสายตาก็สะดุดเข้ากับรองเท้าคู่หนึ่ง ซึ่งมันเตะตาเธอเข้าอย่างจัง เพราะมันเป็นยี่ห้อเดียวกับที่เธอมีอยู่ หากตอนนี้มันเน่าจนใช้การแทบไม่ได้แล้ว แต่พอเหลือบเห็นป้ายราคาก็ต้องปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอต้องทำงานพิเศษเป็นอาทิตย์เลยเชียวละถึงจะได้มันมาครอบครอง ตอนนี้ก็คงทำได้แค่เกาะตู้กระจกมองด้วยสายตาละห้อย พลางพูดกับตัวเองเบาๆ เท่านั้น
“ค่าเทอมๆ ยายกานท่องเอาไว้”
ศิริกานดาไม่ใช่คนฟุ้งเฟื้อ จะซื้อข้าวของแต่ละทีเธอจะซื้อแบบที่ดีๆ ไปเลย ถึงแม้ราคาจะแพงไปหน่อย แต่เธอก็ใช้จนคุ้ม กระทั่งเปื่อยหรือซ่อมแล้วซ่อมอีกจนเกินเยียวยาแล้วนั่นแหละถึงยอมตัดใจทิ้ง และที่สำคัญเธอจะเก็บเงินซื้อด้วยตัวเองทุกครั้ง
“ใส่รองเท้าเบอร์อะไร”
คนตัวเล็กถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคนมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้เอ่ยถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอหันไปมองคนถามอย่างสงสัยว่าเขาถามทำไม แต่ปากก็ตอบออกไปแบบงงๆ
“ห้าค่ะ”
สิ้นเสียงตอบอ่อยๆ ฟังแทบไม่ได้ยินนั้นมือใหญ่ก็คว้าข้อมือเล็กหมับ แล้วดึงพาเข้าไปในร้านแบบไม่พูดพร่ำทำเพลง พอเจอหน้าพนักงานขายก็เอ่ยบอกทันที
“ผมอยากได้รองเท้าแบบในตู้โชว์ข้างหน้านั่นน่ะ เบอร์ห้ามีไหม”
“มีค่ะ จะรับไปเลยไหมคะ”
พนักงานสาวก็ตอบรับพลางแย้มยิ้มหวานให้สองหนุ่มสาวที่จับจูงกันเข้ามาในร้านอย่างเตรียมพร้อมที่จะบริการเต็มที่ คีรินทร์ไม่ตอบว่าอย่างไร แต่ล้วงเอากระเป๋าสตางค์แบรนด์หรูออกมาจากเสื้อสูท แล้วดึงบัตรเครดิตส่งให้กับพนักงานคนนั้นไป
ไม่ถึงสองนาทีพนักงานคนเดิมก็ถือถุงใส่กล่องรองเท้ามายื่นให้พร้อมกับนำสลิปบัตรเครดิตมาให้ชายหนุ่มเซ็น มือใหญ่รับถุงใบนั้นมายัดใส่ในมือเล็ก แล้วถึงหันไปเซ็นสลิปแบบเร็วๆ
ศิริกานดาก็รับถุงมาถือเอาไว้แบบมึนๆ งงๆ กระทั่งถูกเขาลากออกมานอกร้านอีกครั้ง เธอถึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ
“ซื้อให้กานเหรอคะ”
“อยากได้ไม่ใช่เหรอ”
คนถือโอกาสจับจูงข้อมือเล็กดึงให้ก้าวตามไปเรื่อยๆ ไม่ยอมตอบคำถาม แต่ย้อนถามกลับมาแทน
“แล้วซื้อให้กานทำไมล่ะคะ กานอยากได้ก็จริง แต่มันหลายตังค์อยู่นะคะ เอาไว้กานค่อยเก็บเงินซื้อเองก็ได้ค่ะ”
“ก็ซื้อให้ไปแล้วไง ผมซื้อให้ก็คือซื้อให้ ต้องมีทำไมด้วยเหรอ”
คำตอบยวนๆ รวนๆ ราวกับรำคาญของเขาทำให้ศิริกานดาหุบปากเงียบกริบ ไม่เซ้าซี้ถามอะไรอีกต่อไป พลางค้อนให้คนที่ถามอะไรนิดอะไรหน่อยก็ชักจะหงุดหงิดตาคว่ำ ในเมื่ออยากซื้อให้นักเธอก็จะรับเอาไว้ ยิ่งคนกำลังอยากได้อยู่ด้วย นี่ถ้าสะกิดบอกกันสักนิดว่าจะซื้อให้ เธอจะเลือกคู่เหมาะๆ อีกสักสามสี่คู่โน่นแหละ ศิริกานดาคิดอย่างพาลๆ พร้อมกับแอบย่นจมูกใส่แผ่นหลังกว้างไปหนึ่งที หากปากอิ่มก็ขมุบขมิบออกมาเบาๆ
“ขอบคุณค่ะ”
ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมาว่าอย่างไร ทว่าตากลมโตแววหวานก็อดก้มลงมองมือใหญ่ที่กำลังจับกุมข้อมือเล็กของเธอไม่ยอมปล่อยนั้นไม่ได้ มันให้ความรู้สึกอุ่นซ่านแปลกๆ พลันภาพสองหนุ่มสาวในชุดนักศึกษาที่เห็นเมื่อก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในมโนภาพซะเฉยๆ และมันพานให้หน้านวลเนียนร้อนผ่าวแดงปลั่งขึ้นมาดื้อๆ จนศิริกานดาต้องยกมือหยิกแก้มตัวเองเบาๆ พร้อมกับเดินตามคนจับจูงไปยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าต้อยๆ
**********
ภายในรถยุโรปคันหรูที่กำลังแล่นออกมาจากบริเวณลาดจอดรถของห้างสรรพสินค้า สองหนุ่มสาวต่างวัยนั่งแข่งกันเงียบท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เงียบเชียบสมกับสมรรถนะของมัน หลังจากที่ศิริกานดาบอกสถานที่ตั้งของบ้านให้คนจะไปส่งทราบเป็นอันเรียบร้อย
“ทำงานโชว์เนื้อหนังมังสาแบบนี้มานานหรือยัง”
พักใหญ่คนขับถึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อนด้วยเสียงทุ้มเรียบๆ พร้อมกับปรายตามามองหน้าผู้โดยสารสาวแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปสนใจถนนข้างหน้าตามเดิมเหมือนจะถามไปอย่างงั้นแหละ ไม่สลักสำคัญอะไร ทว่ามันกลับทำให้สาวน้อยอ้าปากหวอกับคำถามเกินจริงคล้ายจะชวนหาเรื่องนั้น
‘เอาสิ! ฝีปากเธอก็ไม่เป็นรองใครหรอกนะจะบอกให้’
“ตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยน่ะค่ะ แล้วไม่ใช่งานอย่างที่คุณว่าซะหน่อย” ศิริกานดาตอบเสียงขุ่นเล็กน้อย
“ก็หรือไม่จริง เถียงสิ! ว่าคุณไม่ได้แต่งตัววับๆ แวมๆ ไปเรียกลูกค้าน่ะ”
“มันก็ไม่แต่งแบบนี้เสมอไปหรอกค่ะ พอดีผลิตภัณฑ์มันเป็นพวกโลชั่นครีมบำรุงผิวอะไรประมาณนี้ เขาก็เลยให้แต่งแบบนี้ คุณว่าถ้าคนแนะนำสินค้าห่อมิดชิดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าลูกค้าเขาจะสนใจไหมล่ะคะ ถ้าสินค้าเป็นเครื่องกรองน้ำ หม้อ ไห จาน ชาม จะแต่งเสื้อยืดกับกางเกงยีนไปยืนนำเสนอเขาก็คงไม่ว่าอะไรหรอกมั้งคะ”
คีรินทร์หันไปมองคนลอยหน้าลอยตาโต้ตอบกลับมาฉอดๆ ด้วยตาดุๆ ก็แม่คุณเล่นเถียงจริงๆ ตามที่เขาท้าทายเสียด้วย แถมคอเป็นเอ็นอีกต่างหาก
‘มันน่านัก’
ตอนนี้ห้องทำงานของคีรินทร์แทบเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปแล้ว เพราะมีข้าวของเครื่องใช้ของลูกชายเต็มไปหมด มีแม้กระทั่งเตียงนอนหลังใหญ่ที่คีรินทร์สั่งซื้อแล้วขนมาไว้ในห้องทำงาน ซึ่งสามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเลยก็ว่าได้“ไม่เมื่อยหรอกครับ อีกสักสิบคนก็ยังไหว ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมไหม”“หึ! พูดอะไรนึกถึงตอนแพ้ท้องด้วยนะคะ”ศิริกานดาปรายตาค้อนพร้อมกับปรามาสให้ไปเล็กน้อย เพราะตอนเธอท้องเจ้าหนูคีต คีรินทร์แพ้หนักมากอยู่สี่เดือนเต็ม ตื่นเช้ามาต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอ้วกเกือบทุกวัน และมีอาการวิงเวียนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จนต้องพกทั้งยาดม ยาลม ยาหอมติดตัวเอาไว้ประจำราวกับคนสูงวัย บางวันชายหนุ่มทำงานแทบไม่ได้จนต้องหาที่นอนพักงีบเอาแรง แล้วโยนให้ลูกน้องไปทำงานแทนอยู่บ่อยๆ นึกแล้วศิริกาดาก็แอบขำ ขณะที่สามีหนุ่มก็โต้กลับมายิ้มๆ“แพ้ท้องแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ”“ปากดีไปเถอะ”“ไอ้ใหญ่มันชวนผมฟอร์มทีมฟุตบอล มันรับผิดชอบไปหกคน ส่วนผมห้าคน คุณโอเคไหม”“โนค่ะ ขออีกสองพอแล้วนะคะ ถ้าห้าคนสภาพกานคงเยินน่าดูเลย และบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าห้ามไปรวมหัวคิดแผนการปั๊มลูกไม่บอกไม่กล่าวกันอีกเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่งั
หลังจากเรียนเสร็จศิริกานดาก็ขับรถมาจนถึงตึกสูงระฟ้าที่ตั้งของบริษัทเคพี แม็คเวล กรุ๊ปเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ และขณะนี้หัวใจอีกสองดวงของเธออยู่ที่นี่พอลิฟต์เปิดออกเธอก็ก้าวตรงไปยังหน้าห้องทำงานของสามีแล้วเอ่ยทักทายคุณเลขาฯ ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ตรงหน้าห้องอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะช่วงสองเดือนมานี้ได้เจอกันอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะคุณริสา”ศิริกานดาแย้มยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับยกมือไหว้เรียบร้อย เล่นเอาเลขาฯ สาวใหญ่รับไหว้แทบไม่ทัน ถึงแม้คนที่ทักทายมาก่อนจะอ่อนวัยกว่ามาก แต่เธอคือดวงใจของเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เปรียบเสมือนเป็นเจ้านายสาวอีกหนึ่งคนก็ย่อมได้ แต่ภรรยาสาวคนสวยของเจ้านายก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว พูดคุยทักทายกับพนักงานอย่างเธอด้วยความเป็นกันเองทุกครั้ง เป็นริสาเองเสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกลที่ต้องมารับการเคารพจากภรรยาของคนเป็นเจ้านาย เธอจึงคลี่ยิ้มแห้งๆ เล็กน้อย แล้วถึงเอ่ยทักทายตอบ“สวัสดีค่ะ คุณหนูคีตน่าจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ตอนริสาเอางานเข้าไปให้เห็นเจ้านายกำลังกล่อมตาปรือเชียวค่ะ”คุณหนูคีต
คล้อยหลังน้องสาวคีรินทร์ก็ทิ้งศีรษะลงกับพนักพิง หน้าตาคมสันซีดเซียวกว่าปกติ หากก็ยังพยายามคลี่ยิ้มส่งให้ภรรยาสาวที่ตอนนี้หน้าตูมอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนบูดบึ้งนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยบอกไปด้วย“อย่าเพิ่งมาชวนผมรบตอนนี้นะ เวียนหัว ไม่พร้อมรบอย่างแรง วันนี้อยู่ที่ทำงานก็อ้วกทั้งวันเลย”จากที่คิดจะวีนให้เสียหน่อย แต่พอได้เห็นสภาพสามีแล้วศิริกานดาก็วีนให้ไม่ลง และเธอเดาได้ไม่อยากว่าเขาเป็นอะไร“เดี๋ยวกานไปเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”พอภรรยาสาวลุกก้าวออกไปคีรินทร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบ เพราะรู้สึกภายในห้องมันหมุนเคว้งไปหมด มองตรงไหนก็ตาลายราวกับพื้นตีกลับหากไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีผ้าเย็นๆ ลูบไล้มากับผิวหน้า พอเขาลืมตาปุ๊บคนที่ทำหน้าที่บริการผ้าเย็นก็เอ่ยถามออกมาเบาๆ ชนิดที่ว่าตรงประเด็นเผง ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยซึ่งบอกไม่ได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน“คุณคิงส์อยากมีลูกเหรอคะ”“จะอยากหรือไม่อยากตอนนี้ก็มีแล้วไงครับ”พูดพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่ยังแบนเรียบของเธอไปมาแผ่วเบา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนและน้ำเสียงน่าฟังของเขา ทำเอาอารมณ์ไม่พอ
“แกหมายความว่าไง”คนมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้สงสัยในคำพูดกำกวมปนวกวนของเพื่อนรักอยู่เต็มแก่ เธอจึงจ้องหน้านิ่งๆ เป็นการบังคับให้เพื่อนจอมแสบตอบออกมาตรงๆขณะที่คีรดาก็จ้องสบตาเพื่อนไม่ยอมหลบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แล้วถึงบอกออกไปเสียงดังฟังชัด“ฉันท้อง”“หา! นี่แกลืมไปฉีดยาคุมเหรอไอ้ควีน” ศิริกานดาเบิกตากว้างพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ“เดือนที่แล้วฉันก็ไปฉีดพร้อมกับแกไง จำไม่ได้เหรอ”“ถ้างั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้มั้ง คุณใหญ่เขาจะน้ำยาเด็ดจนยาคุมเอาไม่อยู่เชียวเหรอแก ไปตรวจให้ดีๆ เอาให้แน่ๆ ก่อนไหมไอ้ควีน”ศิริกานดายังพยายามคิดบวกเข้าไว้ และปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อนรักไปในคราวเดียวกัน ก็ไปฉีดยาคุมมาด้วยกัน ถ้าคีรดาท้องแล้วเธอจะรอดหรือ หากคำตอบของคีรดากลับทำเอาใจแป้วลงไปถนัดใจ“ฉันไปตรวจกับคุณหมอที่คลินิกมาแล้ว ท้องชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์” “แล้ว...ท้องได้ไง”คนตกใจปนอึ้งถามออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาผู้หญิงอย่างพวกเธอ แถมยังเรียนปริญญาโทภาคปกติยังไม่จบกันเลย ถ้าท้องก็ต้องดรอปเรียนกันให้วุ่นวายอีก“ก็คุณหมอเจ้าของคลีนิกที่เราไปฉีดยาคุมเป็นเพื่อนพี่คิงส์กับ
“มันไม่ปฏิเสธแสดงว่าเรื่องจริง แกเตรียมสินสอดไปขอเมียให้มันได้เลยไอ้คิงส์”คีรินทร์ยักไหล่เบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งรู้ เรื่องนี้เขาก็พอจะทราบจากคนงานที่ท่าเทียบเรือและเหมืองแร่ที่กระบี่มาบ้าง แต่ในเมื่อวาคินมันยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัว เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง ถ้าพร้อมเมื่อไรมันก็พูดออกมาเองนั่นแหละ“คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะเพื่อน น้องควีนไปส่งพี่ที่หน้าบ้านหน่อย”เซบาสเตียนลุกจากโซฟาแล้วดึงร่างเล็กให้ก้าวตามออกไปยังหน้าคฤหาสน์ทันที ปล่อยให้คีรินทร์และศิริกานดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไร เพราะจู่ๆ คนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ดีๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยขอตัวเสียอย่างนั้นชั่วครู่สองสามีภรรยาถึงหันมามองหน้ากันพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนทั้งคู่จะจับจูงกันลุกจากโซฟาก้าวขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองของบ้าน เนื่องจากผ่านการเดินทางมายาวนานนับสิบชั่วโมงยังไม่ได้พักกันเลย“ไปตัดเล็บกันดีกว่านะเรา”ประโยคของสามีที่เอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงกันออกมาจากห้องรับแขก ทำให้ศิริกานดาต้องเหล่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนเธอจะลองเชิงแย็บถามดู“ตัดเล็บเฉยๆ นะคะ”“ฝันไปเถอะทูนหัว”ภรรยาสาวค้อ
เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มยังคงเงียบกริบอย่างเถียงไม่ออก คีรินทร์จึงจัดการเทศนาต่อ“แต่แกสองคนกัดกันไปมาแบบนี้คิดว่าคนที่อยู่ตรงกลางและรักพวกแกไม่น้อยไปกว่ากันจะมีความสุขไหม ฉันเองเห็นเฉยๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะ นั่นก็น้องชาย นี่ก็เพื่อน ฉันไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาว ไอ้คิน ส่วนแกไอ้ใหญ่ ถ้ารักยัยควีนจริงก็เลิกทะเลาะกันสักที ความสุขของคนที่พวกแกรักแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงวะ”นักมวยคู่เอกต่างนั่งกันสงบนิ่งราวกับซึ้งในรสพระธรรม ก่อนที่วาคินจะเมินหน้าไปอีกทาง ด้านเซบาสเตียนก็ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หากทุกคนที่นั่งกันอยู่โดยรอบก็โล่งใจไปตามๆ กัน ต่างเข้าใจดีว่าการที่คนไม่กินแหนงแคลงใจกันมานาน แล้วจู่ๆ จะให้มาคืนดีกันมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก แค่ทั้งสองไม่หาเรื่องลับฝีปาก และต่างคนต่างเฉย นี่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดแล้วโดยเฉพาะศิริกานดาที่แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านเธอยังไม่มั่นใจในสีหน้าและท่าทางของคนเป็นสามีสักเท่าไร ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา เธอก็อดแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่าเขาจะมาอาละวาดให้เข้าหน้ากันไม่ติดเข้า







