LOGINหลังจากนั้นพออาหารถูกนำมาเสิร์ฟทั้งหมดก็ต่างลงมือกันอย่างเรียบร้อย นานๆ ทีถึงจะมีเสียงพูดคุยเย้าแหย่ตามประสาเพื่อนรักดังขึ้นมาบ้าง แต่ก็เบาบางไม่รุนแรงอย่างเช่นเคย เพราะเกรงใจเจ้ามือคนที่กำลังนั่งจิบเบียร์อยู่เงียบๆ สลับกับละเลียดอาหารตรงหน้าช้าๆ
สักพักเขาก็ตักอาหารไปใส่จานให้น้องสาว แล้วหันมาตักใส่จานให้เธอบ้าง ศิริกานดาจึงอึ้งๆ ไปเล็กน้อย เธอเหลือบมองหน้าคนบริการให้อย่างอดสงสัยไม่ได้ เขาบริการให้น้องสาวน่ะไม่แปลกหรอก แต่กับเธอจะทำเพื่ออะไร จะว่าจานอาหารมันอยู่ไกลมือเธอก็ไม่น่าจะใช่ เพราะโต๊ะไม่ได้กว้างเกินมือเธอเอื้อมถึงเสียหน่อย
‘เป็นสุภาพบุรุษก็ได้ด้วย’
ศิริกานดาคิดพลางอมยิ้มน้อยๆ และเธอคงเผลอมองหน้าเขานานไปนิดหนึ่ง เสียงทุ้มถึงได้ดังลอยมาเข้าหูเบาๆ ทั้งที่ตาสีสนิมเหล็กยังมองจานอาหารตรงหน้านิ่ง
“มองหน้าผมอย่างเดียวมันไม่อิ่มหรอกนะ”
คนลืมตัวถึงกับสะดุ้งเบาๆ แล้วรีบก้มหน้าก้มตาซ่อนหน้าแดงๆ ทำทีจัดการกับอาหารที่มีคนตักมาให้มือไม้แทบจะพันกันไปหมด เธอจึงไม่ได้เห็นว่าคนพูดปรายตามาจ้องริ้วแดงๆ บนแก้มขาวนวลพร้อมขยับยิ้มมุมปากอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปสนใจอาหารตรงหน้าต่อ
และคีรินทร์ก็ทำอยู่แบบนั้น ค่อยตักโน่นตักนี่มาให้สาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ สลับกับหันไปเอาใจใส่น้องสาวเป็นพักๆ ตลอดจนกระทั่งสิ้นสุดมื้ออาหาร
“ฉันขอตัวไปเปลี่ยนชุดแป๊บหนึ่งนะ ฝากหนังสือด้วย เดี๋ยวมา”
ศิริกานดาเอ่ยกับเพื่อนทั้งสามคน หลังจากเห็นว่าเจ้ามือทำการชำระค่าอาหารเรียบร้อยแล้ว และเตรียมตัวจะแยกย้ายกันกลับบ้าน บอกเสร็จมือเล็กก็วางกองหนังสือเรียนเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปคว้ากระเป๋าใบโตของตนเองก้าวออกจากห้องอาหารมุ่งตรงไปยังห้องน้ำของห้างสรรพสินค้าทันที
ครู่ใหญ่ร่างบอบบางในชุดนักศึกษาก็เดินกลับเข้ามาในห้องอาหารอีกครั้ง แต่บริเวณโต๊ะอาหารกลับเหลือแค่คนตัวใหญ่ที่กำลังนั่งเปิดหนังสือเรียนของเธอดูอยู่เงียบๆ เท่านั้น ศิริกานดาจึงเดินเลียบๆ เคียงๆ มาถามอย่างไม่แน่ใจสักเท่าไร
“เอ่อ...เพื่อนๆ ของกานล่ะคะ”
“ยัยควีนไปส่งเพื่อนของคุณทั้งสองคน ส่วนคุณ...พวกเขาให้ผมไปส่ง”
คำตอบที่ได้ยินทำเอาศิริกานดาจังงังอยู่หลายวินาที ก่อนจะคลี่ยิ้มแห้งๆ พร้อมกับแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันให้กับบรรดาแม่เพื่อนสาวจอมเจ้ากี้เจ้าการอยู่ในใจอย่างเคืองๆ
‘ยัยพวกบ้านี่ ต้องรวมหัวกันแกล้งเราอยู่แน่ๆ รู้ก็ทั้งรู้ว่าพี่ชายยายควีนปากจัดกัดเจ็บอย่างกับอะไรดี แล้วยังโยนเธอไปอยู่ในอุ้งมือของเขาได้ลงคอ’
พลันโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าใบโตก็มีเสียงข้อความเข้า เธอจึงรีบค้นเอามาดูหน้าจอ ก็พบว่าสินีนาฏเป็นคนส่งมา จึงรีบกดเปิดข้อความขึ้นมาอ่าน
อิอิ...มีความสุขตลอดการเดินทางนะจ๊ะ ว่าที่คุณนายใหญ่ ภูวภาดล แม็คเวล หุหุ...
ศิริกานดากัดปากพลางฮึดฮัดอยู่กับตัวเองอย่างเจ็บใจเมื่อได้รู้แน่ว่าถูกเพื่อนแกล้ง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับคนตัวโตที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมเสียงอ่อยๆ
“ความจริงแล้วเอ่อ...คุณไม่ต้องไป...”
ทว่าเสียงปิดหนังสือพึ่บด้วยมือหนักๆ ของคนที่นั่งอยู่ทำให้คนจะเอ่ยปฏิเสธพูดค้างอยู่แค่นั้น จากนั้นเขาก็รวบรวมกองหนังสือเรียนของเธอบนโต๊ะเอามาถือไว้ในมือข้างเดียว แล้วหยัดยืนขึ้นเต็มความสูงที่ข่มให้ศิริกานดาดูตัวเล็กไปถนัดตา ทั้งๆ ที่เธอสูงตั้งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร
ดวงตาคมกริบจ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนมืออีกข้างของเขาจะฉวยกระเป๋าใบโตออกไปจากมือเล็ก แล้วก้าวยาวๆ ออกจากห้องอาหารไปทันที ทำให้ศิริกานดาจำต้องจ้ำตามไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง พอออกจากห้องอาหารมาไกลพอสมควรคนขายาวกว่ามากก็ทอดฝีเท้าช้าลง เพื่อให้คนตัวเล็กที่จ้ำพรวดๆ ตามหลังมาได้เดินทัน แต่ก็เล่นเอาสาวน้อยหอบกันเลยทีเดียว
ขณะที่กำลังเดินเคียงกันมาช้าๆ ต่างคนก็ต่างเงียบไม่มีใครเปิดปากคุยขึ้นมาก่อน พอดีเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของคนตัวใหญ่ดังขึ้น เขาจึงล้วงออกมากดรับสาย แล้วเดินคุยโทรศัพท์ไปด้วยเบาๆ ด้านศิริกานดาไม่สนใจสิ่งที่เขากำลังคุย ทำทีหันไปมองนั่นมองนี่ไม่จริงจังนักแก้เก้อ เพราะภาษาเยอรมันรัวเร็วที่เขาใช้สนทนากับคนในสายหูเธอไม่กระดิกเลยสักนิด ถ้าเป็นภาษาอังกฤษละพอไหว
พลันตากลมโตคู่สวยก็เหลือบไปเห็นหนุ่มสาวในชุดนักศึกษาคู่หนึ่ง ซึ่งฝ่ายชายหอบหนังสือและถือกระเป๋าของฝ่ายหญิงเอาไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็จับจูงมือฝ่ายหญิงพลางคุยกันกระหนุงกระหนิงไปด้วยพลางๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสถานะของทั้งสองไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดาอย่างแน่นอน
ศิริกานดาจึงอดหันกลับมามองคนที่กำลังเดินอยู่เคียงข้างไม่ได้ ซึ่งเขาเองก็แย่งเอาข้าวของของเธอไปถือเอาไว้ให้ทั้งหมดเช่นกัน ทว่าตอนนี้ชายหนุ่มไม่ได้คุยโทรศัพท์แล้ว และที่แน่ๆ เขากำลังมองภาพที่เธอเห็นอยู่เหมือนกัน ก่อนตาคมกริบจะเบือนกลับมาจ้องหน้าเธอนิ่ง แล้วเอ่ยถามออกมาหน้าตาย
“ต้องให้จูงมือด้วยไหม”
‘อ๊าย! แล้วจะมาถามอะไรอย่างนี้เล่า จะให้เธอตอบว่ายังไงได้ล่ะ’
คนอายที่ยังหาคำตอบไม่พบก้าวจ้ำอ้าวพาหน้าแดงก่ำหนีไปซึ่งๆ หน้าอย่างนั้นนั่นแหละ ปล่อยให้คนเอ่ยถามหัวเราะหึๆ พลางก้าวยาวๆ ตามหลังไปช้าๆ
ตอนนี้ห้องทำงานของคีรินทร์แทบเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปแล้ว เพราะมีข้าวของเครื่องใช้ของลูกชายเต็มไปหมด มีแม้กระทั่งเตียงนอนหลังใหญ่ที่คีรินทร์สั่งซื้อแล้วขนมาไว้ในห้องทำงาน ซึ่งสามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเลยก็ว่าได้“ไม่เมื่อยหรอกครับ อีกสักสิบคนก็ยังไหว ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมไหม”“หึ! พูดอะไรนึกถึงตอนแพ้ท้องด้วยนะคะ”ศิริกานดาปรายตาค้อนพร้อมกับปรามาสให้ไปเล็กน้อย เพราะตอนเธอท้องเจ้าหนูคีต คีรินทร์แพ้หนักมากอยู่สี่เดือนเต็ม ตื่นเช้ามาต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอ้วกเกือบทุกวัน และมีอาการวิงเวียนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จนต้องพกทั้งยาดม ยาลม ยาหอมติดตัวเอาไว้ประจำราวกับคนสูงวัย บางวันชายหนุ่มทำงานแทบไม่ได้จนต้องหาที่นอนพักงีบเอาแรง แล้วโยนให้ลูกน้องไปทำงานแทนอยู่บ่อยๆ นึกแล้วศิริกาดาก็แอบขำ ขณะที่สามีหนุ่มก็โต้กลับมายิ้มๆ“แพ้ท้องแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ”“ปากดีไปเถอะ”“ไอ้ใหญ่มันชวนผมฟอร์มทีมฟุตบอล มันรับผิดชอบไปหกคน ส่วนผมห้าคน คุณโอเคไหม”“โนค่ะ ขออีกสองพอแล้วนะคะ ถ้าห้าคนสภาพกานคงเยินน่าดูเลย และบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าห้ามไปรวมหัวคิดแผนการปั๊มลูกไม่บอกไม่กล่าวกันอีกเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่งั
หลังจากเรียนเสร็จศิริกานดาก็ขับรถมาจนถึงตึกสูงระฟ้าที่ตั้งของบริษัทเคพี แม็คเวล กรุ๊ปเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ และขณะนี้หัวใจอีกสองดวงของเธออยู่ที่นี่พอลิฟต์เปิดออกเธอก็ก้าวตรงไปยังหน้าห้องทำงานของสามีแล้วเอ่ยทักทายคุณเลขาฯ ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ตรงหน้าห้องอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะช่วงสองเดือนมานี้ได้เจอกันอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะคุณริสา”ศิริกานดาแย้มยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับยกมือไหว้เรียบร้อย เล่นเอาเลขาฯ สาวใหญ่รับไหว้แทบไม่ทัน ถึงแม้คนที่ทักทายมาก่อนจะอ่อนวัยกว่ามาก แต่เธอคือดวงใจของเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เปรียบเสมือนเป็นเจ้านายสาวอีกหนึ่งคนก็ย่อมได้ แต่ภรรยาสาวคนสวยของเจ้านายก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว พูดคุยทักทายกับพนักงานอย่างเธอด้วยความเป็นกันเองทุกครั้ง เป็นริสาเองเสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกลที่ต้องมารับการเคารพจากภรรยาของคนเป็นเจ้านาย เธอจึงคลี่ยิ้มแห้งๆ เล็กน้อย แล้วถึงเอ่ยทักทายตอบ“สวัสดีค่ะ คุณหนูคีตน่าจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ตอนริสาเอางานเข้าไปให้เห็นเจ้านายกำลังกล่อมตาปรือเชียวค่ะ”คุณหนูคีต
คล้อยหลังน้องสาวคีรินทร์ก็ทิ้งศีรษะลงกับพนักพิง หน้าตาคมสันซีดเซียวกว่าปกติ หากก็ยังพยายามคลี่ยิ้มส่งให้ภรรยาสาวที่ตอนนี้หน้าตูมอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนบูดบึ้งนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยบอกไปด้วย“อย่าเพิ่งมาชวนผมรบตอนนี้นะ เวียนหัว ไม่พร้อมรบอย่างแรง วันนี้อยู่ที่ทำงานก็อ้วกทั้งวันเลย”จากที่คิดจะวีนให้เสียหน่อย แต่พอได้เห็นสภาพสามีแล้วศิริกานดาก็วีนให้ไม่ลง และเธอเดาได้ไม่อยากว่าเขาเป็นอะไร“เดี๋ยวกานไปเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”พอภรรยาสาวลุกก้าวออกไปคีรินทร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบ เพราะรู้สึกภายในห้องมันหมุนเคว้งไปหมด มองตรงไหนก็ตาลายราวกับพื้นตีกลับหากไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีผ้าเย็นๆ ลูบไล้มากับผิวหน้า พอเขาลืมตาปุ๊บคนที่ทำหน้าที่บริการผ้าเย็นก็เอ่ยถามออกมาเบาๆ ชนิดที่ว่าตรงประเด็นเผง ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยซึ่งบอกไม่ได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน“คุณคิงส์อยากมีลูกเหรอคะ”“จะอยากหรือไม่อยากตอนนี้ก็มีแล้วไงครับ”พูดพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่ยังแบนเรียบของเธอไปมาแผ่วเบา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนและน้ำเสียงน่าฟังของเขา ทำเอาอารมณ์ไม่พอ
“แกหมายความว่าไง”คนมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้สงสัยในคำพูดกำกวมปนวกวนของเพื่อนรักอยู่เต็มแก่ เธอจึงจ้องหน้านิ่งๆ เป็นการบังคับให้เพื่อนจอมแสบตอบออกมาตรงๆขณะที่คีรดาก็จ้องสบตาเพื่อนไม่ยอมหลบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แล้วถึงบอกออกไปเสียงดังฟังชัด“ฉันท้อง”“หา! นี่แกลืมไปฉีดยาคุมเหรอไอ้ควีน” ศิริกานดาเบิกตากว้างพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ“เดือนที่แล้วฉันก็ไปฉีดพร้อมกับแกไง จำไม่ได้เหรอ”“ถ้างั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้มั้ง คุณใหญ่เขาจะน้ำยาเด็ดจนยาคุมเอาไม่อยู่เชียวเหรอแก ไปตรวจให้ดีๆ เอาให้แน่ๆ ก่อนไหมไอ้ควีน”ศิริกานดายังพยายามคิดบวกเข้าไว้ และปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อนรักไปในคราวเดียวกัน ก็ไปฉีดยาคุมมาด้วยกัน ถ้าคีรดาท้องแล้วเธอจะรอดหรือ หากคำตอบของคีรดากลับทำเอาใจแป้วลงไปถนัดใจ“ฉันไปตรวจกับคุณหมอที่คลินิกมาแล้ว ท้องชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์” “แล้ว...ท้องได้ไง”คนตกใจปนอึ้งถามออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาผู้หญิงอย่างพวกเธอ แถมยังเรียนปริญญาโทภาคปกติยังไม่จบกันเลย ถ้าท้องก็ต้องดรอปเรียนกันให้วุ่นวายอีก“ก็คุณหมอเจ้าของคลีนิกที่เราไปฉีดยาคุมเป็นเพื่อนพี่คิงส์กับ
“มันไม่ปฏิเสธแสดงว่าเรื่องจริง แกเตรียมสินสอดไปขอเมียให้มันได้เลยไอ้คิงส์”คีรินทร์ยักไหล่เบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งรู้ เรื่องนี้เขาก็พอจะทราบจากคนงานที่ท่าเทียบเรือและเหมืองแร่ที่กระบี่มาบ้าง แต่ในเมื่อวาคินมันยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัว เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง ถ้าพร้อมเมื่อไรมันก็พูดออกมาเองนั่นแหละ“คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะเพื่อน น้องควีนไปส่งพี่ที่หน้าบ้านหน่อย”เซบาสเตียนลุกจากโซฟาแล้วดึงร่างเล็กให้ก้าวตามออกไปยังหน้าคฤหาสน์ทันที ปล่อยให้คีรินทร์และศิริกานดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไร เพราะจู่ๆ คนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ดีๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยขอตัวเสียอย่างนั้นชั่วครู่สองสามีภรรยาถึงหันมามองหน้ากันพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนทั้งคู่จะจับจูงกันลุกจากโซฟาก้าวขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองของบ้าน เนื่องจากผ่านการเดินทางมายาวนานนับสิบชั่วโมงยังไม่ได้พักกันเลย“ไปตัดเล็บกันดีกว่านะเรา”ประโยคของสามีที่เอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงกันออกมาจากห้องรับแขก ทำให้ศิริกานดาต้องเหล่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนเธอจะลองเชิงแย็บถามดู“ตัดเล็บเฉยๆ นะคะ”“ฝันไปเถอะทูนหัว”ภรรยาสาวค้อ
เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มยังคงเงียบกริบอย่างเถียงไม่ออก คีรินทร์จึงจัดการเทศนาต่อ“แต่แกสองคนกัดกันไปมาแบบนี้คิดว่าคนที่อยู่ตรงกลางและรักพวกแกไม่น้อยไปกว่ากันจะมีความสุขไหม ฉันเองเห็นเฉยๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะ นั่นก็น้องชาย นี่ก็เพื่อน ฉันไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาว ไอ้คิน ส่วนแกไอ้ใหญ่ ถ้ารักยัยควีนจริงก็เลิกทะเลาะกันสักที ความสุขของคนที่พวกแกรักแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงวะ”นักมวยคู่เอกต่างนั่งกันสงบนิ่งราวกับซึ้งในรสพระธรรม ก่อนที่วาคินจะเมินหน้าไปอีกทาง ด้านเซบาสเตียนก็ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หากทุกคนที่นั่งกันอยู่โดยรอบก็โล่งใจไปตามๆ กัน ต่างเข้าใจดีว่าการที่คนไม่กินแหนงแคลงใจกันมานาน แล้วจู่ๆ จะให้มาคืนดีกันมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก แค่ทั้งสองไม่หาเรื่องลับฝีปาก และต่างคนต่างเฉย นี่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดแล้วโดยเฉพาะศิริกานดาที่แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านเธอยังไม่มั่นใจในสีหน้าและท่าทางของคนเป็นสามีสักเท่าไร ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา เธอก็อดแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่าเขาจะมาอาละวาดให้เข้าหน้ากันไม่ติดเข้า







