Masukใครจะไปคิดว่า ‘ริน’ คุณหนูดาวเด่นแห่งคอร์ทแบดมินตัน จะต้องมาหัวเสียทุกครั้งที่ก้าวเข้าร้านเช่าวิดีโอหน้าปากซอย ก็เพราะ ‘เขตต์’ พนักงานหนุ่มหน้าตายคนนั้น นอกจากจะชอบกวนประสาทเธอแล้ว เขายังเป็นแค่ผู้ชายธรรมดา ๆ ที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักนิด แต่ในปีพุทธศักราช 2540… ปีที่พายุเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพัดกระหน่ำจนความฝันของผู้คนพังทลาย ปีที่ครอบครัวของเขาล้มละลายในชั่วข้ามคืน และชมรมแบดมินตันของเธอถูกยุบโดยไร้ทางเลือก ท่ามกลางโลกที่สั่นคลอน รินกลับพบว่า “ผู้ชายธรรมดา” คนนี้ คือคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ ความใจดีที่ไม่เอ่ยอวด ความรักที่ไม่หวือหวา แต่มั่นคงพอจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอซ่อนหัวใจไว้ได้ จากคู่กัด… สู่คู่คิด จากรอยน้ำตาในวันที่โลกพังทลาย สู่คำสัญญาว่าไม่ว่ายุคสมัยจะโหดร้ายเพียงใด พวกเขาจะจับมือกัน ทวงคืนความฝัน และเปลี่ยนปี 2540 ที่เคยพรากทุกอย่างไป ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก… ที่ยืนยาวชั่วนิรันดร์
Lihat lebih banyak2 กรกฎาคม 2540
เสียงผู้ประกาศข่าวจากโทรทัศน์สีจอแก้วท้ายนูนเครื่องใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมโรงอาหารของโรงเรียนสตรีชื่อดัง กำลังรายงานสถานการณ์ที่เด็กมัธยมปลายอย่างเธอไม่ค่อยเข้าใจนัก คำว่า ‘ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท’ หรือ ‘วิกฤตสถาบันการเงิน’ ฟังดูเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่อยู่ไกลตัวเกินกว่าจะเก็บมาใส่ใจ ภาพกราฟตัวเลขสีแดงที่ดิ่งหัวลงบนหน้าจอไม่ได้ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเธอเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย สำหรับ ริน หรือ รินรดา เรื่องที่คอขาดบาดตายที่สุดในชีวิตตอนนี้ มีเพียงการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์ระดับเขตที่กำลังจะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้าต่างหาก ภายในโรงยิมเนเซียมที่มีกลิ่นอายของพื้นยางสังเคราะห์และหยาดเหงื่อ เสียงรองเท้าผ้าใบสีขาวเสียดสีกับพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดสลับกับเสียงหวดลูกขนไก่ที่ดังก้องกังวาน เด็กสาวเจ้าของใบหน้ารูปไข่จิ้มลิ้ม เกล้าผมเป็นมวยหลวมๆ เผยให้เห็นลำคอระหงกำลังกระโดดตบลูกอย่างสุดแรง ดวงตากลมโตสุกใสของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นเสมอ แม้จะอยู่ในชุดกีฬาที่เปียกชุ่ม แต่รินก็ยังมีกลิ่นอายของคุณหนูที่ดูสวยงาม หวานละมุน และเปล่งประกายจนใครต่อใครต้องเหลียวมอง ผิวขาวจัดที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความเหนื่อยล้า ยิ่งทำให้เธอรับกับคำว่า 'ดาวเด่นแห่งคอร์ทแบดมินตัน' ได้อย่างไม่มีที่ติ เธอมีความฝันอันยิ่งใหญ่ว่าสักวันหนึ่ง จะต้องได้สวมเสื้อแจ็กเก็ตที่มีธงชาติไทยติดอยู่บนหน้าอกซ้ายให้จงได้ ทว่าวันนี้... ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด "ครูขอโทษนะริน... ผอ. เพิ่งเรียกประชุมด่วนเมื่อเช้า" เสียงของครูผู้ฝึกสอนที่เดินเข้ามากลางคอร์ททำให้รินชะงัก ไม้แร็กเก็ตแบรนด์ดังในมือของเธอลดระดับลง ใบหน้าของครูดูหมองคล้ำและเต็มไปด้วยความลำบากใจ "โรงเรียนเราโดนตัดงบประมาณก้อนใหญ่จากสมาคมผู้ปกครอง สปอนเซอร์หลายรายที่เคยสนับสนุนทีมเราก็ขอยกเลิกสัญญาเพราะบริษัทกำลังจะล้มละลาย... ผอ. เลยมีคำสั่งว่า ชมรมแบดมินตันของเรา... จะต้องถูกยุบในเทอมหน้า และเราจะงดส่งนักกีฬาเข้าแข่งชิงแชมป์เขตทุกรายการ" คำพูดนั้นเหมือนลูกขนไก่ที่ตบอัดเข้าแสกหน้าอย่างจัง รินยืนนิ่งงัน ไม้แบดมินตันหลุดจากมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นยางสังเคราะห์ดังลั่น แกร๊ง... ความรู้สึกชาแล่นวาบตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงจุกที่ลำคอ ความฝันที่เพียรสร้างมาตลอดหลายปี การฝึกซ้อมอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาไปเดินเที่ยวสยามสแควร์เหมือนวัยรุ่นคนอื่น ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงในพริบตา เพียงเพราะคำว่า 'พิษเศรษฐกิจ' ที่เธอไม่เคยเข้าใจมันเลยสักนิด "ตะ... แต่ว่าหนูซ้อมมาตลอดเลยนะคะครู! อีกแค่สองเดือนเอง หนูมั่นใจว่าคราวนี้หนูจะคว้าเหรียญทองมาให้โรงเรียนได้แน่ๆ ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะคะ!" รินพยายามเถียง เสียงของเธอสั่นพร่า แต่อีกฝ่ายทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนใจ ท้องฟ้าเบื้องนอกที่เคยสว่างไสวในยามบ่ายพลันมืดครึ้ม เมฆสีเทาเข้มก่อตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่พายุฝนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับฟ้าเบื้องบนกำลังหัวเราะเยาะและตอกย้ำความโชคร้าย รินเดินเหม่อลอยออกมาจากโรงเรียน กางร่มคันใสเดินย่ำไปตามฟุตบาทที่เจิ่งนองด้วยน้ำขัง บรรยากาศของกรุงเทพมหานครในวันนั้นช่างดูหดหู่และเปียกปอน เสียงรถตุ๊กตุ๊กที่แล่นผ่านแอ่งน้ำสาดกระเซ็นใส่ขอบกระโปรงนักเรียนสีน้ำเงินเข้ม แต่เธอไม่มีกระจิตกระใจจะหงุดหงิดด้วยซ้ำ เสียงเพจเจอร์ยี่ห้อแพคลิงค์ที่เหน็บอยู่ตรงเอวดังเตือนเป็นระยะ คงเป็นข้อความจากเพื่อนในกลุ่มที่ส่งมาถามไถ่เรื่องชมรม แต่รินเลือกที่จะเมินมัน เธอเดินผ่านตู้โทรศัพท์สาธารณะสีเหลืองแบบใช้บัตร TOT ที่มีคนยืนต่อแถวรอโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผ่านร้านขายเทปคาสเซ็ตต์ที่กำลังเปิดเพลง ‘คำเดียว‘ ของแรพเตอร์ ศิลปินค่ายอาร์เอสที่กำลังฮิตติดชาร์ต ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพื่อกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอ ไม่... เธอจะไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่ๆ เธอไม่ใช่คนที่ยอมจำนนต่ออะไรง่ายๆ เธอแค่ต้องหาที่ระบายความอึดอัดนี้ ก่อนที่หัวใจของเธอจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ และสถานที่เดียวที่เป็นดั่งหลุมหลบภัยของเธอในยามที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะหันหลังให้ คือ 'ร้านเช่าวิดีโอและหนังสือการ์ตูนมุมตึก' ในซอยถัดไป กระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านดัง กรุ๊งกริ๊ง ทันทีที่รินออกแรงผลักประตูกระจกบานหนักเข้ามา แอร์เย็นฉ่ำปะทะเข้ากับใบหน้า กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านเช่าหนังสือ กลิ่นกระดาษปรู๊ฟเก่าๆ ผสมผสานกับกลิ่นพลาสติกของตลับม้วนวิดีโอเทป VHS ช่วยให้หัวใจที่เต้นระรัวของเธอสงบลงได้บ้าง รินหุบร่มคันใส สะบัดหยดน้ำออกเบาๆ ก่อนจะสอดมันไว้ในถังใส่ร่มหน้าร้าน สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ผนังร้านถูกประดับไปด้วยโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องดัง ทั้งไททานิค โรมิโอแอนด์จูเลียต และสปีดเร็วกว่านรก สีสันของโปสเตอร์เริ่มซีดจางไปตามกาลเวลา ชั้นวางไม้เรียงรายไปด้วยม้วนวิดีโอเทปนับพันม้วน ถัดไปคือโซนหนังสือการ์ตูนที่อัดแน่นไปด้วยผลงานจากสำนักพิมพ์หมึกจีน วิบูลย์กิจ และสยามอินเตอร์คอมิกส์ รินก้าวเดินตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ไม้ตัวยาวที่ตั้งอยู่ด้านในสุด หวังจะเจอ 'พี่ต้อม' เจ้าของร้านคนสนิทเพื่อขอยืมการ์ตูนตาหวานเล่มใหม่ล่าสุดไปเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ แต่ทว่า... คนที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ใกล้กับเครื่องกรอเทปรูปทรงรถสปอร์ตสีแดง กลับไม่ใช่คนที่เธอคุ้นเคย ชายหนุ่มแปลกหน้าในเสื้อโปโลสีซีดตัวโคร่งกำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจอย่างขะมักเขม้น เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านด้วยซ้ำ เส้นผมสีเข้มของเขาตกลงมาปรกหน้าผาก ดูยุ่งเหยิงและไม่ได้เซ็ตทรงให้เรียบร้อย บุคลิกของเขาดูราบเรียบ ธรรมดา และกลมกลืนไปกับชั้นหนังสือเก่าๆ จนแทบไม่มีอะไรสะดุดตา เขาไม่มีกลิ่นอายของความเป็นวัยรุ่นที่ชอบตามแฟชั่น ไม่ใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตทับเสื้อยืด ไม่ใส่รองเท้าคอนเวิร์สสีเจ็บๆ เขาดู... จืดชืดและน่าเบื่อหน่าย รินขมวดคิ้วเล็กน้อย ความหงุดหงิดจากเรื่องชมรมถูกยุบที่เพิ่งกดมันลงไปเมื่อครู่เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาในอกอีกครั้ง เด็กสาวหยิบบัตรสมาชิกเคลือบพลาสติกแข็งๆ ออกมาจากกระเป๋านักเรียนแบรนด์เนม ก่อนจะวางมันลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง ปึก! "มาเช่าการ์ตูนค่ะ หน้ากากแก้ว เล่มสามสิบแปดมาหรือยังคะ?" เสียงหวานใสของเธอติดจะห้วนและหงุดหงิดกว่าปกติเล็กน้อย ชายหนุ่มค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะละสายตาจากคอลัมน์หุ้นแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ดวงตาของเขาเรียบนิ่ง สงบ และอ่านยาก คล้ายกับผิวน้ำในทะเลสาบที่ไม่มีลมพัดผ่าน เขาไล่สายตามองเด็กสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า... ใบหน้าหวานละมุนที่แดงระเรื่อจากการเดินมาไกล ปอยผมที่เปียกชื้นแนบไปกับพวงแก้มขาวเนียน ชุดนักเรียนที่เปียกชื้นเล็กน้อยตรงหัวไหล่ ดูเผินๆ เธอเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบราคาแพงลิบลิ่วที่หลงเข้ามาในร้านซอมซ่อแห่งนี้ แต่แววตาของเธอกลับขุ่นมัว ดุดัน และพร้อมจะแผลงฤทธิ์เหวี่ยงใส่ทุกคนที่ขวางหน้า เขตต์ ถอนหายใจเบาๆ เขาเอื้อมมือไปหยิบบัตรสมาชิกของเธอมาดู ก่อนจะหันไปเคาะแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าหน้าจออ้วนที่กำลังแสดงผลโปรแกรมเช่าหนังสือบนระบบ DOS ตัวหนังสือสีเขียวสะท้อนแสงบนพื้นหลังสีดำกะพริบวิบวับ "รินรดา..." เขตต์เอ่ยเสียงเรียบ ทุ้มต่ำและมีความนิ่งงันอยู่ในที "หน้ากากแก้วเล่มสามสิบแปดมาแล้วครับ... แต่เช่าไม่ได้" "ทำไมคะ? มีคนตัดหน้ายืมไปแล้วเหรอ? ฉันโทรมาจองกับพี่ต้อมไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ! พี่ต้อมรับปากแล้วด้วยว่าจะเก็บไว้ใต้เคาน์เตอร์ให้ฉันน่ะ!" รินเริ่มขึ้นเสียงเล็กน้อย ท่าทางเอาเรื่องและใบหน้างอแงของเธอไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย "เปล่าครับ หนังสือยังอยู่ตรงนี้" เขตต์ก้มลงไปหยิบหนังสือการ์ตูนปกสีสันสดใสชูให้เธอเห็นแวบหนึ่ง ก่อนจะวางมันไว้ข้างตัว "แต่คุณรินรดาค้างค่าปรับวิดีโอเทปเรื่องสปีด เร็วกว่านรก มาสามอาทิตย์แล้ว แถมตอนเอามาคืน... คุณยังไม่ยอมกรอม้วนเทปกลับให้เรียบร้อยด้วย กฎของร้านคือถ้าค้างค่าปรับเกินโควตา หรือทำผิดกฎการยืมคืน ก็ต้องถูกระงับสิทธิ์การเช่าชั่วคราวครับ" รินอ้าปากค้าง ความโกรธปะทุขึ้นมาในอกทันที ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน! หน้าตาก็ดูซื่อๆ ธรรมดาๆ แต่ทำไมถึงพูดจาได้กวนประสาทและตรงเป็นไม้บรรทัดขนาดนี้! "นี่นาย... ฉันเป็นลูกค้าวีไอพีของร้านนี้นะ! พี่ต้อมไม่เคยทวงค่าปรับฉันเลยสักครั้งเดียว นายเป็นพนักงานใหม่ใช่ไหม ถึงไม่รู้ว่าใครเป็นใครน่ะ! ไปเรียกพี่ต้อมมาเดี๋ยวนี้เลยนะ" เธอเชิดหน้าขึ้น กอดอกแน่น พยายามข่มอีกฝ่ายด้วยความเป็นขาประจำ เขตต์พับหนังสือพิมพ์ลง วางสบตากับคุณหนูขี้วีนตรงหน้าอย่างใจเย็น ไม่มีแววตาของการประจบประแจง หรือเกรงกลัวในท่าทีแสนงอนนั้นเลยแม้แต่น้อย "พี่ต้อมไม่อยู่ครับ แกเซ้งร้านนี้ให้เถ้าแก่คนใหม่ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนผม... ชื่อเขตต์ครับ เป็นพนักงานใหม่ ถูกต้อง... และถึงคุณจะเป็นวีไอพีระดับประเทศ หรือสนิทกับเจ้าของคนเก่าแค่ไหน แต่ถ้าค้างค่าปรับเจ็ดสิบห้าบาท กฎก็ต้องเป็นกฎครับ คุณลูกค้า" คำตอบของเขาเฉียบขาดและไร้เยื่อใย รินเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความขุ่นเคือง เธอเกลียดความสมบูรณ์แบบที่ถูกทำลาย เธอกำลังหงุดหงิดที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะหันหลังให้เธอในวันนี้ แม้กระทั่งผู้ชายแปลกหน้าหน้าตาจืดชืดในร้านเช่าวิดีโอก็ยังกล้าขัดใจเธอ! "เจ็ดสิบห้าบาทใช่ไหม! ได้! ฉันจ่ายเดี๋ยวนี้แหละ แล้วเอาหน้ากากแก้วเล่มนั้นมาให้ฉันเลยนะ!" เด็กสาวกระแทกเสียงพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋านักเรียน มือเรียวเล็กควานหากระเป๋าสตางค์อย่างร้อนรน หวังจะฟาดแบงก์ร้อยลงบนเคาน์เตอร์ให้ผู้ชายหน้าตายคนนี้หน้าหงายไปเลย แต่แล้วจังหวะหัวใจของเธอก็สะดุดกึก... ว่างเปล่า สัมผัสในกระเป๋ามีเพียงสมุดจดการบ้านและกล่องดินสอ รินนึกขึ้นได้ในวินาทีนั้นเองว่า เธอรีบวิ่งหนีออกมาจากโรงยิมตอนที่ได้ยินเรื่องประกาศยุบชมรม กระเป๋าสตางค์ใบเก่งยังคงนอนนิ่งอยู่ในล็อกเกอร์ของโรงเรียน ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมเคาน์เตอร์ไม้ มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก รินยืนนิ่งค้าง มือยังคงล้วงอยู่ในกระเป๋านักเรียน ความรู้สึกโกรธเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง วันนี้มันวันบ้าอะไรกัน... ชมรมถูกยุบ ความฝันพังทลาย ต้องเดินลุยฝนมาถึงที่นี่ โดนพนักงานใหม่กวนประสาท และตอนนี้... เธอยังไม่มีแม้แต่เงินเจ็ดสิบห้าบาทเพื่อเช่าการ์ตูนปลอบใจตัวเอง น้ำใสๆ เริ่มรื้นขึ้นมาขอบตา รินก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความอ่อนแอ เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอไม่อยากให้ผู้ชายปากร้ายตรงหน้าเห็นว่าคุณหนูที่เพิ่งแผลงฤทธิ์ใส่เขากำลังจะร้องไห้เพราะเรื่องไร้สาระ เขตต์มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความสงบนิ่งบนใบหน้าของเขายังคงอยู่ แต่แววตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นไหล่เล็กๆ ที่กำลังสั่นสะท้าน เขามองเห็นมือที่กำแน่นของเธอตอนที่ล้วงค้างอยู่ในกระเป๋า... มือที่น่าจะนุ่มนวลตามประสาคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี กลับมีรอยด้านหนาบริเวณฝ่ามือและโคนนิ้วชี้อย่างเห็นได้ชัด มันคือร่องรอยของการจับไม้แบดมินตันอย่างหนักหน่วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่องรอยของคนที่ทุ่มเทให้กับความฝันจนหมดหัวใจ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ความจริงแล้ว วันนี้เขาก็เจอเรื่องบัดซบมาไม่ต่างกัน เมื่อเช้าพ่อของเขาเพิ่งถูกประกาศล้มละลาย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวพังทลายเป็นโดมิโน่ พวกเขาต้องย้ายออกจากคฤหาสน์หรู รถสปอร์ตถูกไฟแนนซ์ยึด และตัวเขาเอง... เขตต์ ทายาทนักธุรกิจใหญ่ ต้องดรอปเรียนมหาวิทยาลัยปีสี่เพื่อมาเป็นพนักงานรับจ้างรายวันหนีเจ้าหนี้ แต่เมื่อเทียบกับเด็กสาวมัธยมปลายตรงหน้าที่พยายามกลั้นสะอื้นจนตัวโยน ดูเหมือนโลกทั้งใบของเธอเพิ่งถล่มลงมาทับ เขตต์รู้สึกว่า... การยอมถอยให้เธอสักก้าว คงไม่ทำให้ชีวิตที่พังพินาศอยู่แล้วของเขาแย่ไปกว่านี้หรอกมั้ง ติ๊ด... ติ๊ด... จืดดดดด เสียงเคาะแป้นพิมพ์ เสียงเครื่องสแกนบาร์โค้ด และเสียงเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ที่พิมพ์ใบเสร็จออกมาดังขึ้นทำลายความเงียบ รินเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาอย่างแปลกใจ หนังสือการ์ตูนหน้ากากแก้ว เล่มที่ 38 ถูกเลื่อนมาตรงหน้าเธอ พร้อมกับกระดาษทิชชูแผ่นเล็กๆ ที่ถูกดึงออกมาวางไว้อย่างลวกๆ หนึ่งแผ่น และเหรียญสิบบาทหนึ่งเหรียญ "ผมใช้โควตาพนักงานของผม... เคลียร์ค่าปรับเจ็ดสิบห้าบาทนั้นให้ก่อนก็แล้วกัน" เขตต์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย แต่มันกลับไม่มีความแข็งกระด้างหรือกวนประสาทเจือปนอยู่อีกต่อไป "ส่วนค่าเช่าการ์ตูนเล่มนี้... ผมออกให้ก่อน เอาไว้คราวหน้าคุณค่อยเอามาจ่ายคืนผม" รินกระพริบตาปริบๆ หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลกลิ้งลงมาตามพวงแก้มขาวเนียน เธอไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เลย เมื่อกี๊เขายังทำหน้าตายทวงค่าปรับเธออยู่หมัด แต่ตอนนี้เขากลับยอมจ่ายแทนเธอหน้าตาเฉย แถมยังให้ยืมเงินค่าเช่าอีก "ทะ... ทำไม..." เธอถามเสียงแผ่ว สรรพนาม 'นาย' ที่เคยใช้จิกเรียกด้วยความหงุดหงิดหายไปชั่วขณะ "กฎก็ต้องเป็นกฎครับ..." เขตต์ตอบพลางก้มลงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาเปิดอ่านต่อ ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้ต้องการคำขอบคุณหรือความซาบซึ้งใดๆ "แต่ถ้าโลกข้างนอกมันใจร้ายนัก... การหยวนๆ ให้กันบ้างในวันที่ฝนตกหนักแบบนี้ ก็คงไม่ทำให้ร้านนี้เจ๊งหรอกมั้ง" คำพูดนั้นไม่ได้สวยหรู ไม่ได้ประดิษฐ์ประดอยให้ดูโรแมนติก แต่มันกลับกระแทกใจคนฟังอย่างจัง รินมองชายหนุ่มในเสื้อโปโลสีซีดตรงหน้า... ผู้ชายธรรมดาๆ ที่ไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่นอะไร แต่ในวินาทีที่แสงนีออนสีขาวอมฟ้าของร้านสาดส่องลงมา เธอเผลอตกหลุมรักความใจดีที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้นอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกอบอุ่น... เหมือนได้ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หรือได้ดื่มโกโก้ร้อนๆ ในวันที่มีพายุพัดกระหน่ำ เด็กสาวยื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปรับหนังสือการ์ตูนและแผ่นทิชชูมาถือไว้แน่น เธอซับน้ำตาออกจากหางตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสูดน้ำมูกเบาๆ แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อดึงฟอร์มคุณหนูผู้หยิ่งทะนงของตัวเองกลับมา "ขอบใจ... ฉันชื่อรินรดา พรุ่งนี้... ฉันจะเอาเงินมาคืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์เลย!" เขตต์เพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ โดยไม่เงยหน้าจากหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ทว่ามุมปากของเขากลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่แทบมองไม่เห็น รอยยิ้มแรกในรอบหลายสัปดาห์ของเขา "ครับ... คุณรินรดา ผมชื่อเขตต์... จะตั้งตารอเงินของคุณพรุ่งนี้นะครับ" เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งเมื่อรินผลักประตูเดินออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นแชมพูอ่อนๆ ที่ผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของสายฝน... พายุข้างนอกยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ในปี พุทธศักราช 2540 ที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจพังทลายและเลวร้ายที่สุด แต่สำหรับเขตต์และริน... บางที พายุลูกนี้อาจเป็นเพียงฉากหลังที่นำพาสองหัวใจที่แตกสลายมาพบกัน และเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูร้อนที่สวยงาม อบอุ่น และเป็นนิรันดร์ที่สุดในชีวิตของพวกเขาสิงหาคม 2547 (สามวันหลังจากการแข่งขันรอบ 8 คนสุดท้าย)กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยลอยแตะจมูกอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้มาจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ หากแต่เป็นห้องพักฟื้นผู้ป่วยของโรงพยาบาลใจกลางกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซแสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ้าม่านสีขาวเข้ามา กระทบกับ 'เฝือกปูน' สีขาวสะอาดตาที่พันหุ้มขาขวาของรินรดาตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงใต้หัวเข่าเด็กสาวในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าของเอเธนส์ยังคงเป็นสีครามสดใสเหมือนวันแรกที่เธอเดินทางมาถึง แต่ชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วหลังจากการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อเชื่อมต่อเส้นเอ็นร้อยหวายที่ขาด ทีมแพทย์ศัลยกรรมกระดูกของกรีซได้แจ้งข่าวร้ายผ่านล่ามให้กับโค้ชชาญและเธอได้รับทราบ...‘การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี เธอจะกลับมาเดินได้ตามปกติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า... แต่สำหรับกีฬาที่ต้องใช้การสปริงข้อเท้าอย่างหนักหน่วงเช่นแบดมินตัน... สภาพร่างกายของเธอไม่สามารถรองรับมันได้อีกต่อไปแล้ว’คำพิพากษานั้นคือการปิดฉากอาชีพ 'นักกีฬาทีมชาติ' อย่างเป็นทางการแปลกเหลือเกิน... ที่รินรดาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนตอนที่บาดเจ็บครั้งแรกในปี 2544 น้ำตาของ
สิงหาคม 2547 (เซ็ตตัดสิน รอบ 8 คนสุดท้าย แบดมินตันหญิงเดี่ยว โอลิมปิกเกมส์)อากาศภายในกูดี โอลิมปิก ฮอลล์ ดูเหมือนจะถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอัฒจันทร์ ผู้ชมนับหมื่นคนต่างกลั้นหายใจจับจ้องลงมาที่คอร์ทสีเขียวเบื้องล่างรินรดายืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ที่เส้นเสิร์ฟ เหงื่อกาฬแตกพลั่กจนเสื้อแข่งขันเปียกชุ่มแนบลู่ไปกับลำตัว ขาขวาของเธอสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้ ฤทธิ์ของอะดรีนาลีนที่เคยช่วยบดบังความเจ็บปวดในเซ็ตที่สองกำลังจะหมดลง เผยให้เห็นความเป็นจริงที่แสนโหดร้ายของร่างกายที่ถูกใช้งานจนทะลุขีดจำกัดกง ลี่หนาน หญิงสาวชาวจีนฝั่งตรงข้าม มองลอดเน็ตมาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ได้เย็นชาเหมือนในตอนแรก แต่มันเจือไปด้วยความเคารพและยอมรับในจิตวิญญาณนักสู้ของม้ามืดจากประเทศไทย แต่ในฐานะนักกีฬามืออาชีพ... ความเมตตาที่ดีที่สุดบนคอร์ท คือการเล่นอย่างเต็มที่จนกว่าจะจบแมตช์ปรี๊ด! กรรมการส่งสัญญาณเริ่มเซ็ตตัดสินกง ลี่หนาน เป็นฝ่ายเสิร์ฟ เธอจงใจหยอดลูกสั้นตกที่หน้าเน็ตฝั่งซ้ายสุด รินรดากัดฟันกรอด พุ่งตัวสไลด์เข้าไปงัดลูกขึ้นมาได้ แต่การต้องทิ้งน้ำหนักลงบนข้อเท้าขวาเพื่อเบรกตัว ท
สิงหาคม 2547 (กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ)เมื่อความตื่นเต้นอันหอมหวานของชัยชนะในรอบแรกผ่านพ้นไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกคือความจริงอันแสนเหี้ยมโหดของคำว่า "ขีดจำกัดของร่างกาย"เอเธนส์ในเดือนสิงหาคมนั้นร้อนระอุจนอากาศบิดเบี้ยว แต่ภายในหมู่บ้านนักกีฬาและสนามแข่งขัน กูดี โอลิมปิก ฮอลล์ กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่เย็นเยือก ตารางการแข่งขันที่เบียดเสียดทำให้นักกีฬาไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มด่ำกับความสำเร็จ ทันทีที่ก้าวลงจากคอร์ท พวกเขาต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูร่างกายทันทีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแมตช์ต่อไปในอีกไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้าฟึ่ดดดด!เสียงสเปรย์เย็น (Ethyl Chloride) ถูกพ่นปูพรมลงบนข้อเท้าขวาของรินรดาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นคราบฝ้าสีขาวเกาะอยู่บนผิวหนัง เด็กสาวนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในห้องแต่งตัวนักกีฬา ใบหน้าของเธอซีดเซียวและมีหยาดเหงื่อผุดซึมตามไรผม เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บตึงที่แล่นริ้วขึ้นมาจากรอยแผลเป็นเก่าการล้มยักษ์จากจีนในรอบแรกต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง ข้อเท้าขวาที่เคยผ่านการผ่าตัดใหญ่ต้องรับแรงกระแทกจากการสไลด์ตัวสู้กับกระแสลมแปรปรวนในสนามอย่างหนักหน่วง แม้กล้า
สิงหาคม 2544 (2004) - กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซความยิ่งใหญ่ของพิธีเปิดผ่านพ้นไปพร้อมกับเปลวไฟโอลิมปิกที่จุดสว่างไสวเหนือยอดเขา ยิมเนเซียม 'กูดี โอลิมปิก ฮอลล์' (Goudi Olympic Hall) สถานที่จัดการแข่งขันแบดมินตันอย่างเป็นทางการ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่เช้าตรู่ เสียงรองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้นยางสีเขียวเข้มสลับกับเสียงระเบิดพลังฟาดลูกขนไก่ดังก้องสะท้อนไปถึงโครงเหล็กบนเพดานสูงแต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดของนักกีฬาในกูดี ฮอลล์ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ฝั่งตรงข้าม หากแต่เป็น 'กระแสลม' (Draft) จากระบบปรับอากาศขนาดยักษ์ที่ถูกเปิดเพื่อสู้กับความร้อนระอุภายนอก ลมเย็นที่พ่นลงมาทำให้น่านฟ้าเหนือคอร์ทสี่เหลี่ยมกลายเป็นพื้นที่ปราบเซียน ลูกขนไก่ที่ลอยโด่งมักจะเลี้ยวเบนผิดทิศทางอย่างไร้เหตุผลในทุกๆ สองวินาที"ลมแรงมากเลยโค้ช... ลูกมันส่ายยังกับลูกปิงปองเลย"รินรดาในชุดแข่งขันสีน้ำเงินเข้ม ยืนเอามือค้ำเข่า หอบหายใจเบาๆ อยู่ที่ข้างคอร์ทซ้อมในช่วงเช้า เธอเพิ่งลองตีลูกโยนโด่งไปแดนหลัง แต่กระแสลมพัดเอากลุ่มขนเป็ดให้ปลิวออกข้างสนามไปเกือบครึ่งเมตร"นี่แหละความยากของโอลิมปิก รินรดา" โค้ชชาญยืนกอดอก แววตาเคร่งขร
20 กันยายน 2540แสงสว่างจ้าจากสปอตไลต์นับสิบดวงบนเพดานยิมเนเซียมของศูนย์ฝึกแบดมินตันแห่งชาติ ส่องกระทบพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์สีเขียวเข้มจนขึ้นเงา เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ส่งเสียงครางกระหึ่ม พ่นลมเย็นเฉียบออกมาจนอุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงอย่างน่าขนลุก มันช่างแตกต่างจากความอบอ้าวและฝุ่นควันของลานปูนใต้ท
30 สิงหาคม 2540เสียงรองเท้าผ้าใบยี่ห้อแพน (Pan) และนันยางนับร้อยคู่เสียดสีกับพื้นยางสังเคราะห์ดัง เอี๊ยดอ๊าด ประสานไปกับเสียงหวดลูกขนไก่ที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงประทัด มันเป็นซิมโฟนีแห่งความดุดันที่ดังกระหึ่มอยู่ภายในอาคารยิมเนเซียมขนาดใหญ่ของสนามกีฬาเขตอากาศภายในยิมเนเซียมค่อนข้างอบอ้าวแม้จะเป
15 สิงหาคม 2540 อีกเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น จะถึงวันเปิดสนามการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์เขตประจำปี 2540 บรรยากาศในช่วงกลางเดือนสิงหาคมยังคงอบอ้าว แม้จะมีเมฆฝนตั้งเค้าอยู่ไกลๆ แต่ความร้อนระอุใต้สะพานทางด่วนก็ยังทำเอาเสื้อยืดสีขาวของรินรดาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบลู่ไปกับสัดส่วนบอบบาง เด็กสาวกำลัง
2 สิงหาคม 2540 (คืนเดียวกัน)เสียงตะหลิวเหล็กกระทบกระทะเหล็กหล่อดังฉ่า แข่งกับเสียงฝนที่ตกลงมากระทบหลังคาสังกะสี กลิ่นน้ำมันพืชที่ใช้ทอดซ้ำจนเหม็นหืน ผสมกับกลิ่นควันไฟและกลิ่นอับชื้นของท่อระบายน้ำริมถนน คือกลิ่นประจำตัวที่ 'พิม' หรือ พิมชนก คุ้นเคยมาตั้งแต่จำความได้ร้านข้าวต้มกุ๊ยริมทางรถไฟย่านวงเ

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



