Masukเป็นจริงอย่างที่ศิวพลพูดเอาไว้ก่อนจะลงไปเดินเที่ยวตลาด เพราะเมื่อกลับขึ้นมาบนห้องพักอีกครั้ง มนต์พระจันทร์ไม่อาจจะทนต่อเสื้อผ้าที่มีกลิ่นควันอาหารปิ้งย่าง อีกทั้งผิวละเอียดตามข้อพับยังมีเหงื่อชื้นนั่นด้วย จึงต้องขอเข้าไปอาบน้ำ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
“พี่เพราทำไมตัวหอมจัง” คนที่นอนรอต่อคิวอาบน้ำ เดินเข้ามาโน้มจมูกสูดกลิ่นจากไหล่บางของมนต์พระจันทร์ที่ยังไม่ทันตั้งตัว
“นายปลาซิว ทำอะไร”
“ขอดมหน่อยสิ หืม...หอมจัง พี่ใช้ครีมอาบน้ำอะไรเนี่ย” มือสะบัดผ้าเช็ดตัวขึ้นไปพาดบ่า จากนั้นเดินเข้าไปในห้องน้ำหยิบจับขวดครีมอาบน้ำ ขวดแชมพูต่าง ๆ ของเจ้านายขึ้นมาพลิกอ่านยี่ห้อ
“ถามเยอะจริง รีบไปอาบน้ำเร็วเข้าจะได้มานอน”
มนต์พระจันทร์หยิบไอแพดของตัวเองขึ้นมาเปิดอ่านอีเมลและข้อความของบรรดาผู้จัดการทั้งหลาย ที่ส่งข้อความเข้ามารายงานความเคลื่อนไหวของทางบริษัทให้ได้รับรู้ ในช่วงที่เธอไม่อยู่ประจำออฟฟิศ รวมไปถึงสถานการณ์ความเป็นไปของงานกาชาด ที่กำลังจะจบเทศกาลลงในไม่กี่วันข้างหน้า
นานครู่หนึ่งกว่าเสียงผิวปาก และสายน้ำจากฝักบัวด้านในจะเงียบสงบ เมื่อประตูห้องน้ำถูกดึงให้เปิดออกพร้อมกับเจ้าตัววุ่นวายที่อ้อนขอมาดูพื้นที่งานแฟร์ด้วยก้าวขาออกมาพ้นประตู
“นายปลาซิว ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้มันเรียบร้อย” มนต์พระจันทร์หันไปพบกับร่างสูง ซึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพเปลือยท่อนอก ส่วนท่อนล่างนั้นมีเพียงผ้าเช็ดตัวของทางโรงแรมพันเอวอย่างหมิ่นเหม่ผืนเดียวเท่านั้น
“อ้าว ผมก็นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาเนี่ย ไม่เรียบร้อยตรงไหน” มือใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กขยี้ซับผมเปียก เดินไปเสียบไดร์เป่าผมเพื่อให้มันแห้งสนิท
“ทำไมไม่ใส่กางเกงให้มันเรียบร้อย”
“ผมจะเอากางเกงที่ไหนมาใส่ล่ะครับ ก็ผมซื้อกางเกงมาแค่ตัวเดียว เอาไว้สำหรับพรุ่งนี้ แล้วก็มีกางเกงในใหม่แค่ตัวเดียว ถ้าผมใส่คืนนี้พรุ่งนี้ผมก็ต้องใส่กางเกงในตัวเดิมสิพี่”
“แล้วนายจะนุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่กับพี่ทั้งคืนแบบนี้หรือยังไง”
“แต่ถ้าผมใส่กางเกงตัวเก่าที่ใส่มาตลอดทั้งวัน แถมยังไปเดินตลาดมาเมื่อกี้ด้วย ทั้งฝุ่น ทั้งควัน เดี๋ยวเกิดผมเป็นสังคังขึ้นมาจะทำยังไง คันตายเลยนะ” มือข้างหนึ่งว่างจากการถือไดร์เลื่อนลงไปกุมผ้าเช็ดตัว ตำแหน่งที่ทำเอามนต์พระจันทร์ถึงกับหน้าร้อนผ่าว
ก็ในเมื่อศิวพลบอกว่ากางเกงในตัวเก่าเขาไม่กล้าใส่ แล้วกางเกงในใหม่ก็เก็บเอาไว้ใส่พรุ่งนี้ แสดงว่าตอนนี้ใต้ผ้าขนหนูสีขาวนั่นมันก็ไม่มีอะไรเลยน่ะสิ
“ไม่รู้ละ ไปเอากางเกงใหม่มาใส่เดี๋ยวนี้ ถ้านายไม่ใส่กางเกง พี่จะไล่ไปนอนที่อื่น”
“ดุจัง ก็ได้...ใส่กางเกงก็ได้”
ผู้ช่วยคนใหม่ว่าไม่นอนสอนแล้วเถียงทุกคำเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบกางเกงออกมาจากไม้แขวน ยกขาสอดเข้าไปภายในอย่างไม่มีพิธีรีตองใด ๆ จนมนต์พระจันทร์ต้องรีบก้มเอาสายตาตัวเองกลับมาสนใจไอแพด
“เรียบร้อยแล้วครับเจ้านาย” เจ้าหนุ่มหน้ามึนจอมทะเล้นเดินเข้ามาในระยะสายตา ด้วยการสวมกางเกงขายาวตัวใหม่ซึ่งยังไม่ผ่านการซักทำความสะอาดใด ๆ เรียบร้อย หากแต่ท่อนบนนั้นยังคงเปลือยเปล่า ปราศจากเสื้อสวมใส่
“แล้วเสื้อล่ะ”
“ใส่เสื้อนอนมันก็ยับดิพี่”
“โอ้ย ทำไมนายถึงได้เรื่องเยอะอย่างนี้นะ”
“ผมเนี่ยนะเรื่องเยอะ พี่ต่างหากเรื่องเยอะ ปกติอยู่บ้านผมก็ถอดเสื้อนอนเป็นประจำ ไม่เห็นมีใครว่าอะไร”
“แต่คืนนี้นายไม่ได้นอนอยู่บ้านนี่ นายมานอนห้องเดียวกับพี่” มนต์พระจันทร์คว้าหมอนใบใกล้มือมาเหวี่ยงออกไปฟาดเจ้าเด็กปัญหามาก
“ทำไมครับ หรือพี่กลัวเห็นกล้ามอกแน่น ๆ ของผมแล้วจะหวั่นไหว ใช่ไหมล่ะ” คิ้วเข้มสองข้างขยับยักอย่างน่าหมั่นไส้
ก็ไม่เถียงหรอกว่ามนต์พระจันทร์แอบมีรู้สึกหายใจติดขัดบ้าง ยิ่งเมื่อเวลามองชัด ๆ ไล่ตั้งแต่กล้ามอกลงไปถึงกล้ามซิกแพคบริเวณหน้าท้อง ที่มองทีไรเธอรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างไรชอบกล
“เห็นนายแล้วหวั่นไหวเนี่ยนะ เชอะ...ฝันไปเถอะ เอาหมอนไปนอนที่โซฟา ปิดไฟให้พี่ด้วย” มนต์พระจันทร์โยนหมอนใบเมื่อครู่ไปให้คนที่มาขออาศัยนอนด้วย
ไฟสว่างกลางห้องถูกปิดลง คงเหลือไว้เพียงแค่แสงสีส้มนวลจากไฟหัวเตียงเท่านั้น บนโซฟาร่างยาวเหยียดของผู้ช่วยหนุ่มนอนพลิกกลับไปกลับมา ขากางถ่างอ้า พาดซ้าย พาดขวา เหมือนนอนไม่สบายตัว
“เป็นอะไรนักหนา เมื่อไหร่จะนอนสักที” มนต์พระจันทร์เงยหน้าขึ้นมาจากไอแพดมองผู้ช่วยที่เหวี่ยงแขนเหวี่ยงขา พาดเกยไปทางนั้น ก่ายไปทางนี้ไม่หยุด
“โซฟามันสั้น พี่ดูสิขาผมยื่นไปโน่น นอนไม่สบายเลย” คำบอกเล่าพร้อมกับขายาวยื่นล้ำออกไปจากพื้นที่ของโซฟาตัวยาว แสดงให้เห็นว่าคนพูดไม่ได้เสแสร้งแกล้งกวนโมโหเธอเท่านั้น
“นายเป็นคนบอกเองนะ ว่านอนที่โซฟาได้”
“ผมหมายถึงนอนโซฟาที่บ้านน่ะ ผมสูงร้อยเก้าสิบนะพี่ โซฟานี่มันน่าจะยาวแค่ร้อยห้าสิบ หรือร้อยหกสิบเซนเท่านั้น ดูดิขาผมโผล่ไปตั้งครึ่งหนึ่ง”
“แล้วนายจะเอายังไง หรือว่าจะลงไปนอนพื้น”
“ไม่เอาอะ นอนพื้นมันแข็ง พี่เพรา ขอผมบนเตียงด้วยดิ นะ” ผู้ช่วยหนุ่มดีดตัวลุกขึ้นมานั่งตัวตรง คว้าหมอนยกขึ้นมากอดนั่งส่งสายตาออดอ้อนมายังมนต์พระจันทร์ที่นั่งถอนหายใจเฮือก ๆ อยู่บนเตียง
“นะ นะ...นายจะมานอน บนเตียงกับพี่เนี่ยนะ”
แค่นอนร่วมห้องกับผู้ชายแปลกหน้า มนต์พระจันทร์ก็คิดว่านี่มันเป็นสิ่งที่เหนือความควบคุมของตัวเองแล้ว แต่นี่ศิวพลยังมาขอนอนบนเตียงเดียวกัน จะไม่ให้เธอรู้สึกอะไรเลยได้อย่างไร
“ใช่ วันนี้ผมขับรถให้พี่ตั้งแต่เชียงรายมาจนถึงเชียงใหม่ เดินตรวจงาน พาพี่ไปดูนั่นดูนี่ตั้งเยอะ พี่ช่วยใจดีกับผมหน่อยไม่ได้เหรอ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมต้องขับรถกลับอีกนะ คนขับรถทางไกล กลางคืนนอนไม่สบายตัว หลับไม่สนิท แล้วต้องไปขับรถต่อ อันตรายนะพี่ เกิดผมหลับในแหกโค้งตกเขาขึ้นมา...”
“ปากเหรอนั่นน่ะ” มนต์พระจันทร์คว้าหมอนใบใหญ่ขว้างใส่คนปากเสีย แต่โชคดีที่ศิวพลคว้ามันมาไว้ในอ้อมแขนทัน ก่อนที่มันจะตกพื้น
“นะครับพี่เพรา ขอผมนอนด้วยนะ”
มนต์พระจันทร์ยังไม่ทันกล่าวคำอนุญาต ไอ้เจ้าเด็กหน้ามึนตัวอันตรายก็ดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟาวิ่งมากระโจนลงบนเตียง หน้าทะเล้นยิ้มระรื่น จนมนต์พระจันทร์อยากจะยื่นมือไปเขกมะเหงกเสียเหลือเกิน
“นายนี่ทำไมถึงได้หน้ามึนขนาดนี้เนี่ย นายปลาซิว”
“แหะ แหะ แหะ” หน้าทะเล้นหันไปยิ้มจนมนต์พระจันทร์ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองควรจะโกรธเจ้าเด็กนี่วินาทีไหนดี
“ถ้าจะนอนบนนี้ก็นอนดี ๆ นอนให้เรียบร้อย เข้าใจไหม”
มนต์พระจันทร์จำใจให้คนที่ต้องขับรถระยะทางไกลขึ้นมานอนข้าง ๆ แต่ไม่วายดึงหมอนส่วนเกินของทางโรงแรมมากั้นเอาไว้ตรงกลางสร้างอาณาเขตอันปลอดภัยให้ตัวเอง
“กั้นทำไมอะพี่” คางแหลมยกขึ้นมาเกยลงบนหมอนสูง ตาคมกะพริบปริบ ๆ ถามหาเหตุผล
“นายกับพี่เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย ญาติก็ไม่ใช่ เพื่อนก็ไม่ใช่ นายจะให้พี่นอนข้างนายอย่างสบายใจได้ยังไง”
“ทำเป็นในละครน้ำเน่าหลังข่าวสองทุ่มไปได้ กลัวผมข้ามไปปล้ำพี่หรือไง” ไม่ใช่แค่คางที่เกยข้ามมา หากทว่าคราวนี้แขนตวัดกอดรัดหมอนนุ่ม เอียงหน้ามองจนมนต์พระจันทร์ต้องรีบหันหน้าหนี
“พี่ไม่ได้กลัวนายมาปล้ำพี่สักหน่อย”
“แสดงว่าพี่คิดจะปล้ำผมเหรอ”
“นายปลาซิว!” อดรนทนไม่ไหว มนต์พระจันทร์ถึงกับหยิบหมอนที่ตัวเองหนุนรองแผ่นหลังอยู่ยกขึ้นมาฟาดหน้าไอ้เด็กหน้ามึนจอมซึน ที่แกล้งพูดยั่วโมโห
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผมล้อเล่นหรอกน่า สัญญาด้วยเกียรติของนายปลาซิวเลย ผมไม่ทำอะไรพี่หรอก”
“ดี” มนต์พระจันทร์ค้อนควับให้กับผู้ช่วย
“ผมไม่ทำอะไรพี่ แต่ถ้าพี่อยากทำอะไรผมล่ะก็ เชิญทำได้ตามสบายเลยนะครับ ผมจะไม่ขัดขืน”
“ไอ้เจ้าปลาซิว!”
วันนี้คุณพ่อลูกสองพร้อมภรรยาเสร็จธุระจากโรงงานเร็ว จึงตั้งใจไปรับลูกชายฝาแฝดที่โรงเรียน แต่สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่กำลังประสบพบเจออยู่ตรงหน้า ทำให้ทั้งมนต์พระจันทร์และศิวพลถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อปลาเก๋าลูกชายคนโตกำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าและพยายามกลั้นสะอื้นอย่างหนัก ด้านข้างนั้นมีเต๋าเต้ยที่ใส่ชุดนักเรียนนั่งโอบแขนสั้น ๆ เหมือนกำลังพยายามปลอบพี่ชายฝาแฝด แววตาเจ็บปวดรวดร้าวเหม่อมองมายังพ่อปลาซิวและแม่กะเพรา ซึ่งกำลังเดินตรงเข้าไปรับลูกทั้งสอง“ปลาเก๋าเป็นอะไรครับ ใครทำอะไรลูก” มนต์พระจันทร์ใจหายเพราะไม่บ่อยที่เธอจะเห็นลูกชายร้องไห้เสียน้ำตา“หม่าม้า” ลูกชายวัยสี่ขวบวิ่งเข้ามาซุกหน้าอยู่กับภายในอ้อมกอดอันปลอดภัย พร้อมกับเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยไม่ยอมให้ใครอื่นเห็นน้ำตา“คุณครูครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย ทำไมลูกชายผมถึงเป็นอย่างนี้”ศิวพลแสดงท่าทีเหมือนไม่พอใจ ที่เห็นลูกชายสุดที่รักร้องไห้ เพราะปกติปลาเก๋าไม่เคยร้องไห้งอแง โดยไม่มีเหตุผลพอดีกับคุณครูคนสวยประจำชั้นของปลาเก๋าและเต๋าเต้ยเดินยิ้มเขิน ๆ มาทางคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียนในชั้น ศิวพลและมนต์พระจันทร์จึงได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ลูกช
“โลงเย็งของเยาน่าอยู่ คุงคูใจเย็งทุกคง เด็ก ๆ ต้องยีบซุกซง เยาทุกคงชอบไปโลงเย็ง ชอบไป ชอบไป โลงเย็ง”ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งหมด ศิราเพิ่งรู้สึกขนลุก กับซิงเกิ้ลใหม่ของหลานชายตัวจ้อยวันนี้เอง ที่ผ่านมาเคยช่วยบรรดาลูก ๆ เลี้ยงหลานหลายคนจำได้ว่า ไอ้เพลงปลุกใจอยากให้เด็ก ๆ ลุกไปโรงเรียนมันไม่ได้ร้องแบบนี้นี่นา“คุงตากิงอังนี้ไหมฮับ” สองหลานช่วยกันเดินถือสายยางไปรดน้ำในแปลงผักซึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลงมาช่วยกันหยอดเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เวลานี้ผักใบเขียว ๆ เริ่มงอกออกมาเป็นหน่อเป็นต้นให้เห็นชัดเจนแล้ว บางส่วนสามารถให้หลาน ๆ ช่วยกันเก็บไปให้ภรรยาทำกับข้าวได้แล้วด้วย“ได้สิ วันนี้คุณยายทำต้มจืดของโปรด เต๋าเต้ยเก็บไปให้คุณยายใส่ต้ม ต้องอร่อยมากแน่ ๆ”“เต๋าเต้ยใฉ่แคยอทด้วยฉิ แคยอทฉีฉ้มอาหย่อยนะ”ปลาเก๋าเดินถือแครอทหัวหนึ่งที่เพิ่งให้พี่เลี้ยงช่วยดึงออกมาจากแปลงผัก ถือมาใส่ลงไปในตะกร้าน้องชายฝาแฝด ด้านในนั้นเต็มไปด้วยผักทั้งใบเขียว ใบม่วง และผลสีเขียว สีแดงดูสดใส ต่างจากในตะกร้าของปลาเก๋าน้อย มีเพียงไข่ไก่ฟองโต ที่ไปเก็บมาจากโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ วางอยู่ในกระบะโฟมสี่ฟองเท่านั้น“อังนี้แตงกวาของปลาเ
“แมงมุมลายตัวนั้น เก๋าเห็งมังซมซานเหลือทง วังหนึ่งตากฝง ไหลยงตกจากหลังคา พระอาทิตย์ฉ่องแฉง น้ำแห้งหดไปยับตา เก๋ายีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาเหมืองแมว แม๊ว แม๊ว”นักร้องเสียงเพี้ยนร้องเพลงเด็กพร้อมกับเต้นทำท่าทางประกอบ ด้วยการไต่ขึ้นไปยืนบนขอบเบาะโซฟานวม จบท่อนสุดท้ายเพลงด้วยการหันมาทำท่าทางน่ารัก จนผู้ใหญ่ที่นั่งฟังส่งเสียงปรบมือวันนี้ภายในบ้านหลังใหญ่คึกคักเพราะสิระและปรารถนา ปู่กับย่าแวะมาเยี่ยมหลาน ๆ เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ที่ตามปกติทั้งสองครอบครัวจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหากันเป็นปกติอยู่แล้ว“ขึ้นต้นด้วยแมงมุม แต่ทำไมตอนจบกลายเป็นแมวซะได้” ศิราหัวเราะให้หลานตัวจ้อยผู้ชื่นชอบการร้องเพลงเป็นที่สุด“ยังไม่ชินกันอีกเหรอคะ นี่เพรากับซิวกำลังคิดว่าถ้าหากปลาเก๋าของพวกเราเขาชอบร้อง ชอบเต้นมากจริง ๆ จะส่งไปเดบิวต์เป็นศิลปินเกาหลีสักหน่อย เผื่อจะได้โกอินเตอร์ตามอาฉลาม” มนต์พระจันทร์ตวัดขาขึ้นมานั่งไขว่ห้าง พลางมองลูกชายทั้งสองคนหยอกล้อเล่นด้วยกัน“จะเป็นนักร้องก่อนอื่นต้องร้องเพลงให้มันถูกเนื้อสักเพลงก่อน ปะป๊าเห็นตั้งแต่ร้องมายังไม่มีเพลงไหนร้องจบเพลงโดยไม่ไปแปลงเนื้อร้องเขาสักที
“เก๋าเอาแคยอทมาฝาก อยากให้เธอได้กิง ผักมีเบตาดีง ม่ายต้องกิงของแพง”เด็กอ้วนส่งเสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงแจ๋ว ๆ ไม่ต้องถามถึงเนื้อร้องกับทำนอง เพราะหากต้นฉบับมาได้ยินคงร้องไห้แน่ลูกปลาแสบเดินแกว่งตะกร้าผักที่เก็บมาได้หมาด ๆ เข้าไปวางในครัว เพื่อรอให้คุณยายจอมนรีและแม่บ้าน แม่ครัวทำเป็นมื้อค่ำ จากนั้นสองพี่น้องแฝดพุงพลุ้ยไปล้างมือให้สะอาด เพื่อมานั่งรอทานผักที่ตัวเองเก็บมา“เย่ ข้าวเหนียวมาแย้ว” เสียงตบมือแปะ ๆ ดีใจ เมื่อเห็นกระติบข้าวเหนียวจิ๋วประจำตัวถูกแม่บ้านนำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร“เต๋าเต้ยจะกินข้าวสวย หรือข้าวเหนียวครับ” มนต์พระจันทร์หันไปถามแฝดน้องซึ่งมีความชอบแตกต่างจากแฝดพี่ชัดเจน“อืมมมม” แทนที่ลูกชายคนเล็กจะตอบในทันที หากแต่กลับยืดตัวชะเง้อคอมองไปยังสำรับกับข้าว เหมือนต้องการอยากรู้ว่าวันนี้คุณยายทำของอร่อยอะไรกระทั่งเห็นไข่เจียว ต้มจืดฟักน้ำใสของโปรด แก้มกลมเป็นก้อนยุ้ยยกสูงขึ้นไปในทันที เพราะคำตอบคงมีเพียงหนึ่งเดียว“ข้าวฉวยฮับ”เมื่อหลานน้อยตอบรับ ข้าวสวยอุ่น ๆ จึงถูกตักลงไปในจานลวดลายการ์ตูน เหมือนกับช้อนและส้อม โดยมีคุณแม่อย่างมนต์พระจันทร์ตักกับข้าวของโปรดของลูก ใช้ช้อนจั
“อ้ายคงจง จำต้องทงปั่นยดจีบ จะไปถีบอิน้องคงงาม...”จักรยานสามล้อสองคันปั่นไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเป็นแปลงองุ่นกำลังให้ผลผลิตสะพรั่ง มองเห็นองุ่นพวงโตย้อยระย้าลงมา มองแล้วน่าชื่นใจลูกชายฝาแฝดจอมซนของมนต์พระจันทร์และพ่อปลาซิว ปั่นรถสามล้อลิ่วๆ ไปตามถนนโดยด้านหลังนั้นมีพ่อแม่ พี่เลี้ยง รวมไปถึงคุณตาคุณยาย ขี่รถกอล์ฟตามมาห่างๆ“เอ้อ ได้ยินอย่างนี้ละห่วงหลานสะใภ้ในอนาคตเหลือเกิน” ศิราหัวเราะหึ ๆ ออกมาเมื่อได้ฟังบทเพลงแปร่งหูจากหลานรักจักรยานสามล้อสีฟ้า มีนักร้องเสียงเพี้ยนวัยสามขวบเศษปั่นมาจอดอยู่ตรงบริเวณที่ดินแปลงใหม่ซึ่งมนต์พระจันทร์ให้คนงานมาช่วยกันปรับที่ พลิกกลับหน้าดินเตรียมเอาไว้สำหรับการปลูกพืชชนิดใหม่“จอดก่อน ปะป๊าจอด ๆ ตรงนี้” แขนสั้นป้อมยื่นออกมา ทำท่าโบกให้รถกอล์ฟที่ขับตามมาด้านหลังชะลอความเร็ว“ทำไมครับ ปลาเก๋าปั่นจักรยานเหนื่อยแล้วเหรอ” พ่อปลาซิวแตะเบรกรถกอล์ฟ ยื่นหน้าลงไปสอบถามกับลูกชายคนโต“เก๋าเก๋าจะยงไปดูตรงนี้” มือหนึ่งยกขึ้นมาเท้าสะเอว ส่วนอีกมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ลงไปยังพื้นที่ดินว่างเปล่าเบื้องล่าง ระดับต่ำกว่าถนนลาดยางนี้ประมาณหนึ่งฟุต เป็นเหตุให้รถกอล์ฟสองคันซึ่งบรรทุก
เวลาแต่ละคืนวันผ่านไป ไวเหมือนมีปีกบิน ไม่นานชีวิตแต่งงานของทั้งศิวพลและมนต์พระจันทร์ก็เวียนมาจนครบสี่ปี เวลานี้เจ้าลูกปลาน้อยทั้งสองอายุครบสามขวบพอดิบพอดี“ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำไม่นอน คุงตาก็ต้องไม่นอน เพราะในคลองมีหอย ปู ปลา” เสียงเล็ก ๆ ร้องเป็นทำนองเพลงเด็ก ดังมาจากสวนหลังบ้านมนต์พระจันทร์และศิวพลกลับจากทำงานนอกบ้าน เดินเลาะมาตามเสียงร้องเพลงอันสดใส หันมาอมยิ้มให้กัน เพราะจำได้ว่าเสียงร้องก๊าบ ๆ นั้นเป็นของลูกชายฝาแฝด“คุงตาฮับ เมื่อไยผักมันจะโตฉักที” ลูกชายแฝดคนโตโก้งโค้งกระดกก้นอวบลงไปมองดูกระถาง สีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังด้านข้างนั้นมีพี่เลี้ยงคอยยืนดูอยู่ห่าง ๆ คอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ อาจหยิบจับของสกปรกเข้าปาก หรือดูเรื่องความปลอดภัยอื่น ๆ“เพิ่งจะจิ้มเมล็ดพันธุ์ลงไป ยังไม่ทันรดน้ำ จะให้มันโตแล้วรึ รอก่อนสิครับ” คุณตาศิรานั่งถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ไม้ นั่งมองหลานชายสองคนสวมบทบาท เล่นเป็นคนปลูกผักเหมือนพ่อกับแม่“ต้องอีกกี่วัน ถึงจะเก็บผักไปให้คุงยายได้ฮับ”“อีกสิบห้าวันครับ” ศิรายกมือขึ้นมาชูแสดงจำนวน“ฉิบห้าวันแค่นี้หยอฮับ” นิ้วเล็ก ๆ เปื้อนเศษดินสีดำ ถูกยกขึ้นมาเลียนแบบ“ใช่







