FAZER LOGINเมื่อคนรักเก่าของเขาหวนกลับมา ผู้หญิงไร้สถานะอย่างเธอก็ถูกเขี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดี โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า…ได้ทิ้งอีกหนึ่งชีวิตไว้ในท้องของเธอ
Ver maisแอสตัน อายุ24ปี สูง187cm
เพิ่งเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปี5 ชมพู่ อายุ21ปี สูง160cm นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีปี4 . . . ตัวอย่างเนื้อหานิยาย “เมลบีกลับมาหาฉันแล้ว” ร่างเล็กชะงักกึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ลมหายใจสะดุดติดขัด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นระคนกัน “พี่...พี่แอสตันว่าอะไรนะคะ...” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เชื่อหู แอสตันถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาไม่มีความลังเลหรือเห็นใจหลงเหลืออยู่เลยสักนิด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยย้ำความจริงอันเจ็บปวดออกมาอย่างไร้เยื่อใย “ฉันจะกลับไปคบกับเมลบี ส่วนความสัมพันธ์ไร้สถานะระหว่างเธอกับฉัน…ก็จบลงแค่นี้เถอะ” “…” คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงมาบนหัวใจของเธอซ้ำๆ แอสตันมองหน้าหญิงสาวนิ่งสนิท ก่อนจะเอ่ยประกาศิตคำสั่งสุดท้ายที่เด็ดขาดเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด “พรุ่งนี้ตอนเย็น เมลบีจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะงั้น…พรุ่งนี้เช้าเธอก็ต้องย้ายออกไปจากที่นี่ซะ” #ไม่นอกกาย . . . . . . . . . . . . . . . . . วันงานรับปริญญา เสียงชัตเตอร์กล้องและช่อดอกไม้ชิ้นใหญ่ที่บัณฑิตป้ายแดงต่างถือถ่ายรูปอวดรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ แต่สำหรับ แอสตัน บัณฑิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปี5 ร่างสูงโปร่งในชุดครุย บรรยากาศรอบตัวกลับเงียบงันและว่างเปล่า ดวงตาคมกริบภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบสะท้อนเพียงภาพของหญิงสาวคนเดียวที่เขารอคอยมาตลอดทั้งวัน เมลบี ในชุดครุยบริหารธุรกิจปี4ที่เพิ่งเรียนจบพร้อมกัน เดินตรงเข้ามาหาเขา ใบหน้าสวยเฉี่ยวนั้นไม่ได้ประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีอย่างที่ควรจะเป็น แววตาของเธอไหวระริกและมีความอึดอัดฉายชัดเจนจนแอสตันสัมผัสได้ “เมลบี...” แอสตันเอ่ยเรียกเสียงทุ้ม มือหนายื่นช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่ตั้งใจเลือกมาให้ยื่นไปตรงหน้าเธอ “พี่ยินดีด้วยนะ...เรียนจบแล้วนะเรา” เมลบีก้มมองช่อดอกไม้นั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มือเรียวไม่ได้ยื่นมารับดอกไม้ “พี่แอสตัน...” เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อเขาแผ่วเบา สั่นเครือเล็กน้อยจนคนช่างสังเกตอย่างแอสตันขมวดคิ้วมุ่น “เมลมีเรื่องจะคุยด้วย...ไปตรงมุมเงียบๆตรงโน้นกันหน่อยได้ไหม” แอสตันใจกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลัง แต่เขาก็พยักหน้ารับแล้วเดินตามเธอไปยังมุมตึกคณะที่ผู้คนเริ่มบางตา เมื่อยืนพ้นจากสายตาผู้คน เมลบีก็สูดหายใจเข้าลึกราวกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต เธอกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเซียวก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้โลกของแอสตันหยุดหมุนลงตรงนั้น “เรา...เลิกกันเถอะนะพี่แอสตัน” แอสตันชะงัก ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกคำพูดนั้นตรึงไว้กับพื้น สมองที่เคยฉับไวของสถาปนิกหนุ่มประมวลผลไม่ทัน ใบหน้านิ่งเรียบเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ดวงตาคมจ้องมองแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่เขาปี3 เธอยังปี2ด้วยความไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “เธอพูดอะไร เมลบี...” เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด “เมลไม่ได้ล้อเล่นนะพี่แอสตัน” เมลบีน้ำตาคลอเบ้า เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา...พี่แอสตันดีกับเมลมาก เป็นแฟนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่พอเราเรียนจบ ต่างคนต่างต้องก้าวเข้าสู่โลกของความเป็นจริง เมล...เมลรู้สึกว่าเราเริ่มไม่ใช่สำหรับกันและกันแล้ว” “เหตุผลแค่นี้เหรอ? คบกันมาหลายปี จู่ๆจะเลิกเพราะเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ” แอสตันเค้นเสียงถาม ความเจ็บปวดแปลบเริ่มกัดกินหัวใจ “เปล่าหรอกพี่แอสตัน...” เมลบีส่ายหน้าช้าๆ หยดน้ำใสไหลอาบแก้ม “เมลสับสน...เมลไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนี้มันคือความรักจริงๆ หรือความเคยชิน เมลขอ...ขอห่างกันสักพักได้ไหมพี่แอสตัน ขอเวลาให้เมลได้ทบทวนตัวเองหน่อย ว่าสุดท้ายแล้วหัวใจของเมลยังอยู่ที่พี่แอสตันหรือเปล่า” ขอห่างกันสักพัก คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก แอสตันกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความผิดหวังและความเสียใจตีรวนขึ้นมาจุกที่อก “ถ้าเมลต้องการแบบนั้น...” แอสตันแค่นยิ้มหยันให้ตัวเอง ความรู้สึกเคว้งคว้างเข้าเกาะกุมหัวใจ ทว่าลึกๆในมุมของความเจ็บปวดนั้นกลับมีความหวังโง่ๆลอยวนอยู่ในอก ช่างมันเถอะ…แค่ห่างกันเพื่อทบทวน เดี๋ยวเธอก็คงกลับมา แอสตันคิดเข้าข้างตัวเองอย่างน่าสมเพช “อืม...พี่ตามใจเมล” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทที่ซ่อนรอยร้าวรานไว้ทั้งหมด เมลบีสะอื้นเบาๆก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้แอสตันยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางความสำเร็จที่ไร้ความหมายในวันที่เขาเรียนจบและในวันที่เขาเสียเธอไป แสงไฟสลัวสีส้มแดงภายในร้านเหล้ากึ่งผับย่านมหาวิทยาลัยอัดแน่นไปด้วยเสียงเพลงจังหวะหนักหน่วงและเสียงหัวร่อต่อกระซิกของบรรดานักศึกษาสถาปัตยกรรมที่พากันมาฉลองวันสำเร็จการศึกษา บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความคึกคักและกลิ่นอายของความสำเร็จ แอสตันนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ปลดกระดุมบนสองเม็ดปล่อยให้เห็นไหปลาร้าและผิวเนื้อชัดเจน เขานั่งไขว่ห้างพิงพนักโซฟา ปล่อยให้ความเงียบงันห่อหุ้มตัวเอง ในมือข้างหนึ่งคีบบุหรี่ที่ปล่อยควันสีเทาจางๆลอยคว้างขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะยกแก้วเบียร์ขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว ปล่อยให้รสชาติขมปร่าบาดคอเพื่อกลบเกลื่อนความปวดร้าวที่สุมอยู่เต็มอก “ไอ้แอสตัน วันนี้วันดีนะเว้ย นั่งหน้าเป็นตูดอยู่ได้ เมลบีไม่มาฉลองด้วยรึไงวะ” เสียงทุ้มของวาคิมเพื่อนสนิทในกลุ่มเอ่ยแซวขึ้นมาเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง มือถือแก้วเหล้าวนไปมา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกรุ้มกริ่มตามประสาคนอารมณ์ดี ทว่าคำถามนั้นกลับทำให้เพื่อนอีกสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะหันมามองเป็นตาเดียว “หึ” แอสตันส่งเสียงในลำคออย่างเยียบเย็น ดวงตาคมกริบมองลอดผ่านกลุ่มควันบุหรี่ที่พ่นออกมา ก่อนจะยกมวนนิโคตินขึ้นสูดเข้าปอดลึกๆเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังตีรวน “ถามจริง นัดกันไปฉลองสองต่อสองที่คอนโดใช่ไหมล่ะไอ้คุณชายสถาปัตย์ เมลบีออกจะสวยและเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น” “เลิกกันแล้ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแทรกขึ้นมาเรียบเรื่อย ไม่มีความสั่นเครือ ไม่มีความฟูมฟาย มีเพียงความนิ่งสนิทที่แผ่รังสีความเย็นเยียบออกมาจนทุกคนชะงัก ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบกริบชั่วขณะ เพลงที่ดังกระหึ่มอยู่ในร้านราวกับเบาลงไปถนัดตา “ห๊ะ? มึงว่าอะไรนะ?” วาคิมหน้าเหวอ ตาโตเท่าไข่ห่าน วางแก้วในมือลงเสียงดัง “เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะไอ้แอสตัน?” “กูบอกว่าเลิกกันแล้ว” แอสตันย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมใดๆ เขายื่นมือไปหยิบขวดมารินเบียร์ใส่แก้วตรงหน้าตัวเองอีกครั้งอย่างไร้ความรู้สึก “เฮ้ย! เป็นไปได้ไงวะ!” เพื่อนอีกคนโพล่งขึ้นมาด้วยความตกใจ “ก็เมื่อกี้ตอนบ่ายกูยังเห็นเมลบีเดินมาหาหน้าตึกคณะอยู่เลยนี่ หรืองอนอะไรกันวะ ง้อดิ เดี๋ยวก็ดีกันน่า คบกันมาตั้งหลายปี” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากแอสตัน ร่างสูงเพียงแค่แค่นยิ้มหยันให้กับตัวเองที่มุมปาก รอยยิ้มสมเพชที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา เขาจำคำพูดของเธอได้ขึ้นใจ ขอห่างกันสักพักเพื่อทบทวนตัวเอง ในขณะที่เพื่อนๆกำลังพากันตกใจและช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์ แอสตันกลับทิ้งตัวพิงพนักโซฟาอีกครั้ง ปิดเปลือกตาลงช้าๆเพื่อหนีภาพความจริง ทว่าพอดวงตาปิดลง ภาพของเมลบีในชุดครุยบริหารใบหน้าสวยเฉี่ยวน้ำตาคลอเบ้าในตอนบ่ายก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำพูดว่า ‘ขอเวลาให้เมลได้ทบทวนตัวเองหน่อย ว่าสุดท้ายแล้วหัวใจของเมลยังอยู่ที่พี่แอสตันหรือเปล่า’ ดังวนเวียนก้องอยู่ในโสตประสาท ความหวังโง่ๆลอยวนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ แอสตันยอมรับกับตัวเองอย่างน่าสมเพชว่าเขากำลังรอ รอให้เธอกลับมา รอให้ระยะเวลาบ้าบอนั่นพิสูจน์ว่าเธอยังรักเขา แต่ความหวังลมๆแล้งๆนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย มันกลับยิ่งทำให้หัวใจด้านชาดิ่งวูบลงไปเหวที่ลึกกว่าเดิม พร้อมกับความอัดอั้นตันใจที่อยากจะทำลายล้างความรู้สึกบ้าๆนี้ให้พ้นทางเสียงเปิดประตูห้องคอนโดหรูดังขึ้นในยามค่ำ แอสตันก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก เขากำลังจะโยนกุญแจรถลงบนเคาน์เตอร์เหมือนทุกที ทว่ากลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่ลอยมาจากห้องครัวกลับทำให้เขาต้องชะงักบนโต๊ะอาหารตัวยาว อาหารรสชาติโปรดและเมนูทำง่ายหลายอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ชมพู่ในชุดเสื้อผ้าเรียบร้อยสะอาดตาเดินออกมาจากครัวด้วยท่าทางประหม่าเล็กน้อย ดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความหวังและประกายความตั้งใจ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า วันนี้เธอตั้งใจอยากจะทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนบุญคุณเรื่องหนี้สินและลึกๆแล้วเธอก็อยากลดช่องว่างระหว่างกัน หวังว่าความใส่ใจนี้จะทำให้เขามองเห็นเธอเป็นมากกว่าแค่ผู้หญิงบนเตียง“พี่แอสตันกลับมาแล้วเหรอคะ” ชมพู่เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าหวาน “เหนื่อยไหมคะ วันนี้ชมพู่ทำกับข้าวไว้หลายอย่างเลย พี่แอสตันลองชิมดูก่อนนะ หรือจะอาบน้ำก่อนดีคะ”เธอก้าวเข้าไปใกล้ตั้งใจจะช่วยปลดกระดุมเสื้อสูทเหมือนภรรยาเอาใจใส่สามี ทว่าแอสตันกลับถอยหลังหลบเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองอาหารบนโต๊ะสลับกับใบหน้าที่พยายา
ช่วงค่ำของวันหนึ่งเสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาในห้องชุดหรู แอสตันขยับเนคไทที่คอออกด้วยความเหนื่อยล้าหลังผ่านวันอันยาวนานที่บริษัท เขากำลังจะเดินตรงไปหยิบน้ำในครัว ทว่าเสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ลอดออกมาจากห้องนอนเล็กกลับทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า“ค่ะ ขอร้องล่ะค่ะพี่ ช่วยผ่อนผันให้อีกสักสัปดาห์ได้ไหมคะ เงินชมพู่ยังไม่พอจริงๆ ชมพู่หาคืนให้แน่ค่ะ อย่าเพิ่งไปตามที่บ้านเลยนะคะ”เสียงสะอื้นไห้เจือความจนมุมลอยตามลมมา แอสตันยืนกอดอกพิงผนัง ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความแปลกใจระคนรำคาญใจ เขาฟังเงียบๆจนกระทั่งได้ยินคำว่า ‘หนี้หนึ่งแสนบาท’ และเสียงขอร้องอ้อนวอนให้เจ้าหนี้ใจเย็นลงเมื่อสายถูกตัดไป แอสตันก็ผลักประตูห้องเปิดเข้าไปเต็มแรงปัง!ชมพู่สะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือดราวกับคนไข้อาการหนัก โทรศัพท์มือถือร่วงหลุดจากมือตกลงบนเตียง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกจับได้ว่าเธอกำลังซ่อนปัญหาใหญ่ไว้“หนี้อะไร?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเรียบๆ ทว่ากดดันจนน่ากลัว แอสตันสาวเท้าเข้าไปใกล้ ร่างสูงยืนค้ำหัวมองเธอด้วยแววตาว่างเปล่าแต่เยียบเย็น “เมื่อกี้คุยเรื่องอะไร ทำไมต้องร้องขอชีวิตกับเจ้าหนี้ขนาดนั้น”
ช่วงเย็นวันต่อมา ชมพู่หิ้วกระเป๋าเดินทางใบย่อมก้าวเข้ามาในห้องชุดหรูของแอสตัน เธอยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงทางเข้าเพราะไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรในพื้นที่ส่วนตัวของเขาแอสตันที่นั่งจิบกาแฟมองเอกสารอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นมองร่างเล็กที่ยืนหลบมุมอยู่ข้างประตู เขาวางแก้วในมือลงแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาหา“ตามฉันมา” เสียงทุ้มเอ่ยสั่งสั้นๆ ก่อนจะเดินนำไปยังห้องนอนเล็กอีกห้องที่อยู่ถัดจากห้องนอนหลักของเขาแอสตันเปิดประตูผลักให้เธอดูภายในห้องที่มีเตียงเดี่ยวขนาดพอดีตัวและตู้เสื้อผ้าบิลต์อินเรียบร้อย “ห้องนี้เป็นของเธอ จัดของให้เรียบร้อยซะ”“ค่ะ” ชมพู่ตอบรับเสียงเบา ก้มหน้ารับคำสั่งแล้วลากกระเป๋าเดินเข้าห้องปิดประตูลงเงียบๆช่วงดึกแสงไฟสลัวในห้องชุดหรูยามดึกถูกรบกวนด้วยเสียงแจ้งเตือนข้อความสั้นๆบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงในห้องนอนเล็กAston : มาที่ห้องฉันชมพู่ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและสวมชุดนอนเรียบร้อยชะงักไปเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะวางมือถือลงแล้วเดินออกจากห้องนอนเล็ก ตรงไปยังห้องนอนใหญ่ของแอสตันที่เปิดแง้มไว้ภายในห้องมืดสลัว กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกลอยอบอวลอยู่
The Greystone Design & Constructionภายในห้องทำงานส่วนตัวโทนสีเข้มและเรียบหรูบนชั้นบนสุดของบริษัทสถาปนิกชื่อดัง แอสตันในชุดสูททำงานสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ดกำลังนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจแบบแปลนโครงสร้างตึกระฟ้าตรงหน้า นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเบาๆอย่างใช้ความคิดก๊อกๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่บานประตูไม้เนื้อดีจะเปิดออก ร่างท้วมสง่าของเกริกพล หรือผู้เป็นพ่อและเจ้าของบริษัทก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับถือแฟ้มเอกสารบางอย่างมาด้วยแอสตันเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้เป็นพ่อด้วยความเคารพตามสัญชาตญาณ“พ่อ...มีอะไรหรือเปล่าครับ ถึงขึ้นมาตรวจงานถึงนี่เอง” แอสตันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเกริกพลวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมกริบที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาโชกโชนกวาดตามองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยความห่วงใยเจือความระแคะระคายบางอย่าง“เปล่าหรอก ฉันแค่แวะมาดูความคืบหน้าโปรเจกต์ใหม่ของแก...” เกริกพลเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะชำเลืองมองลูกชายแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ “แล้วก็...ว่าจะถามเรื่องส่วนตัวของแ

















