เข้าสู่ระบบอัญญามองข้าวปั้น และข้าวหอมที่ตอนนี้กำลังนั่งกินไก่ทอดกับเฟรนช์ฟรายส์จากฝีมือของคนมาสัมภาษณ์งาน ดูท่าทางการกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว ท่าทางคงอร่อยกว่าฝีมือเธอแน่ เมื่อเห็นว่าเด็ก ๆนั่งลงบนโซฟาอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เธอจึงเบนสายตามามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็เห็นสายตาคู่นั้นมองอยู่ที่เด็กสองคนอยู่แล้ว ก่อนจะหันมามอง และสบตาเธอ
“ไม่นึกเลยว่าพี่จะมีลูกโตขนาดนี้แล้ว ผมไม่เจอพี่แค่ไม่กี่ปีเอง”
“เจ็ดปี” เธอพูดจำนวนปีให้กับคนตรงหน้าแทนคำประมาณที่เขาพูดเอาไว้ตอนแรก
ชายหนุ่มมองคนพูด “ครับ เจ็ดปีที่ผมไปเมืองนอก”
“แล้วกลับมาทำไม” เป็นคำถามที่คนสัมภาษณ์งานไม่ควรถามที่สุด แต่เธอก็พูดคำในใจออกไปจนได้ เพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นคนมีโรคประจำตัวก็คือคนตรงหน้าเธอในตอนนี้
คงตรงหน้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ใบหน้าที่ดูขี้เล่น อ่อนโยน และมีน้ำใจ ยังคงมีเสน่ห์ชวนหลงใหล แต่เมื่อได้สัมผัสถึงความจริงข้างในจะรู้ว่ากำลังเล่นกับไฟที่ร้อนแรงจนสามารถกลับมาแผดเผาตัวเองจนตายได้
ริมฝีปากขยับเป็นรอยยิ้มกริ่ม ตอบไม่ตรงคำถาม “พี่คิดถึงผมใช่ไหม”
รอยยิ้มคนฟังหายไป เธอนิ่งสงบกลับ “นายจะสำคัญตัวเองผิดไปแล้วมั้ง” เธอหันไปมองทางลูกสาวกับลูกชาย ทำให้เขาเข้าใจความหมาย
ผ่านไปหลายปีทุกสิ่งก็ย่อมเปลี่ยนไป
“แสดงว่าพี่มีคนอื่นในใจแทนผมแล้ว” เขาทำท่าเสียใจราวกับว่าชีวิตเขาจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ
อัญญาไม่อยากเสียเวลากับเขาอีกแล้ว เมื่อเห็นว่าจวนเจียนจะสองทุ่มใกล้เวลานอนของสองลิง เธอจึงเปิดแฟ้มใบประวัติที่เขาส่งมาให้
เพราะว่ายุ่งกับตัวเล็กทั้งวันเลยไม่ได้ตรวจดูผู้นัดสัมภาษณ์ในวันนี้ เรื่องนัดหมายก็เป็นผู้จัดการร้านที่จัดการให้ทั้งหมด
ถ้ารู้ก่อนเธอคงไม่นัดเขามา...
เกียรตินิยมจาก CIA สถาบันการทำอาหารที่มีชื่อระดับโลก อีกทั้งยังทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟในโรงแรมระดับมิชลินสตาร์สี่ดาวอีก ด้วยโพรไฟล์อย่างเขาสามารถเข้าทำงานในร้านอาหารระดับห้าดาวในเมืองไทยได้อย่างสบาย ๆ หรือจะทำงานต่อที่เมืองนอกก็ล้วนดีกว่ากลับมาสมัครงานที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ของเธอเช่นนี้
เธอมองเขา ซ่อนความสงสัยไว้มิดชิด “ฉันไม่รับ”
“พี่ รับผมเถอะครับ ถ้าไม่รับผมคงไม่มีเงินกินข้าว”
“ระดับนายไม่ว่าโรงแรมไหน ๆ หรือภัตตาคารดัง ๆ ก็ต้องการทั้งนั้นอย่ามาทำเหมือนไม่มีหนทางกับฉัน” เธอไม่อยากเสียเวลาคุยกับเขาแล้ว “เชิญ”
เธอลุกขึ้นจะไปเรียกเด็กๆ ที่กำลังเล่นของกินที่เหลือ พอเห็นซอสมะเขือเทศที่เลอะมือเธอก็ยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม จึงหันมองรอบห้องคนด้านหลังก็ส่งทิชชูให้ เธอรับมาแล้วเดินไปเช็ดมือให้ลูกทั้งสองคน
“แต่ผมอยากทำกับพี่”
อัญญาไม่อยากคิดว่าเขาจงใจมาสมัครเพราะมีเธออยู่ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเข้าข้างตัวเองถึงขั้นหลงตัวเองด้วยซ้ำ
“อีกอย่าง พวกเราไม่ควรจะเจอกันอีก”
“หรือพี่ลืมผมแล้ว”
คำถามนั้นทำให้คนที่นั่งหันหลังให้ถึงกับลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองคนพูด “ลืม?” เธอจะลืมได้อย่างไร คนที่สร้างความเจ็บปวดให้เธอมาถึงตอนนี้
“นายสำคัญตัวผิดไปแล้วมั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นพี่จะกลัวอะไรถ้าผมจะทำงานด้วย หรือกลัวจะหวั่นไหวเมื่อเห็นหน้าผม”
เขากำลังท้าทายเธออยู่ หากเธอไม่รับเขา เขาก็จะคิดว่าเธอยังมีใจให้เขาอยู่ ซึ่งเขาคิดผิดที่คิดว่าเธอจะหลงกล
“ฉันไม่ได้กลัวหวั่นไหว แต่นายไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ฉันต้องการ” อัญญาเดินไปหยิบแฟ้มมาส่งให้เขา แล้วเดินไปจูงมือเด็กน้อยทั้งสองคนออกจากห้องทำงาน
เขาเดินตามหลังโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ สายตานั้นไม่วางจากคนตรงหน้าเลย ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนตั้งใจให้เธอรู้สึกรำคาญจนต้องพูดขึ้นก่อน
“นายจะทำให้ได้ใช่ไหม”
เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วตอบอย่างดีใจ “ครับ”
อัญญาเคยได้รับรอยยิ้มนี้เมื่อนานมาแล้ว เพราะรอยยิ้มแบบนี้เลยทำให้เธอตกลงไปในหลุมอันตรายนั้นจนทำให้ตัวเองเกือบตาย หากครั้งนี้เธอยังจะทำเช่นเดิมก็ไม่เท่ากับว่าเธอโง่?
“เสียใจด้วย ฉันไม่หลงกลนายหรอก” เธอพูดจบก็หันหลังให้เขา ชายหนุ่มมองเธออย่างเสียใจ และเขายังเดินตามอยู่เช่นเดิม
“พี่เปลี่ยนไปนะครับ ไม่ใจดีเหมือนเมื่อก่อนเลย”
อัญญาทำเพียงยิ้มรับ เธอไม่ได้ตอบอะไร เพราะเธอกำลังใช้เวลาพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาอยู่เช่นกัน แม้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเขาจะพยายามหาเวลาบินไปมาเพื่อพบเธออยู่บ่อยครั้ง แต่สถานะของพวกเธอก็ยังคงคลุมเครือ ยังเป็นเพียงคนรู้จักที่รู้สึกดีต่อกันเป็นพิเศษเท่านั้น เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอคบเธออย่างเป็นทางการ ส่วนเธอเองก็ไม่กล้าเริ่มต้นก่อน แต่ยอมรับว่าเธอรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยทุกครั้งที่มีเขาอยู่ในชีวิต ฤดีมองออกถึงความลังเลในแววตาของอัญญา เธอจึงพูดเสริมขึ้นอีก “อย่าปล่อยให้ความกลัวในอดีตมาตัดสินอนาคตเลยค่ะ ในเมื่อปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว ก็ควรจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแล้วต้องมานั่งเสียดายทีหลังนะคะ” คำพูดของฤดีเหมือนกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจที่นิ่งสงบของอัญญา ความรักของคนเราจะมีได้สักกี่ครั้งกัน จะมีสักกี่คนที่โชคดีได้พบรักแรก และรักเดียวไปจนตลอดชีวิต และหากต้องผิดหวังซ้ำ ๆ เธอควรจะหยุดหรือควรจะลองดูใหม่อีกสักครั้ง แต่ถ้าไม่ลองเปิดใจรักใหม่อีกครั้ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าปลายทางที่รออยู่นั้นคือความสุขหรือความผิดหวัง ถ
คำพูดของเธอเหมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านเข้ามาในใจที่แห้งแล้งของธนาธร เขาหลับตาลงช้า ๆ ซึมซับทุกถ้อยคำ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม เธอก็คิดถึงเขาเหมือนกันจริง ๆ “คุณจะให้โอกาสผมแก้ตัวอีกครั้งได้ไหม อัญญา” เขาลืมตาขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และจริงใจ อัญญาก้มหน้าลงเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตย้อนกลับมาทักทายเธอชั่วครู่ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ความหวังก็ฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความกลัว“ที่ผ่านมาฉันผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมาแสนสาหัส หากการให้โอกาสคุณครั้งนี้จะต้องเจ็บอีกครั้ง...ฉันก็ยอม”แม้ในใจจะคาดหวังมากกว่าครั้งก่อน แต่เธอก็เตรียมใจพร้อมรับความเจ็บปวดหากมันจะไม่สมหวัง “ผมไม่สามารถให้สัญญาถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้” ธนาธรพูดด้วยความสัตย์จริง “แต่ผมให้สัญญาได้ว่า ทุกก้าวต่อจากนี้ของคุณ จะมีผมเดินเคียงข้างไปด้วยกัน และทุกย่างก้าวเหล่านั้น ผมจะทำให้คุณมีแต่รอยยิ้ม และความสุข” รอยยิ้มเขินอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองคน บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความหวัง ธนาธรจับมือเธอแน่นขึ้นไปอีกราวกับจะ
หนูดีรับกระเป๋าที่ฤดีส่งให้อย่างกระตือรือร้นพลางพูดกับธนาธร “ไปเร็ว ๆ ค่ะพ่อ ครูคนสวยรออยู่ จริงสิคะ ถ้าพ่อชอบเธอก็จีบเลยนะ หนูอยากให้ครูเป็นแม่อีกคน” ธนาธรเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันตั้งตัว ใจเขาเต้นแรงผิดปกติเหมือนมีความคาดหวังเล็ก ๆ ว่าครูคนนั้นจะเป็นคนที่ตามหา เมื่อธนาธรมาถึงโรงเรียนสอนทำอาหาร เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และได้กลิ่นอาหารที่อบอวลในอากาศ กลิ่นหอมนี้เหมือนกับกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาก่อนหนูดีจับมือพ่อจูงเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเปิดประตูเขาถึงได้เห็นภาพตรงหน้าเธออยู่ตรงนั้น หญิงสาวที่เขาตามหามานาน เธออยู่ตรงนั้นจริง ๆ หญิงสาวยังคงยืนสอนเด็ก ๆ อย่างตั้งใจ มือหยิบช้อน และวัตถุดิบ เธอเหมือนภาพจำในอดีตที่ล่องลอยอยู่ในใจเขา ธนาธรยืนนิ่ง ไม่ละสายตาจากเธอ อัญญาหันมองหนูดีที่พึ่งมาถึง เด็กสาวรีบจูงมือพ่อไปที่ประตูพร้อมบอกเสียงใส “วันนี้พ่อของหนูดีมาด้วยค่ะ”เด็กน้อยจับจูงมือไปจนกระทั่งหญิงสาวเห็นเขา ดวงตาสีเข้มมองนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปิดซ่อน “คุณนุ” เธอเอ่ยชื่อเขาชั่ววินาทีนั้นเธอร
เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาไม่อยากไปไหนทั้งนั้น แต่เลขาหนุ่มก็หยิบบางสิ่งออกมาวางไว้ตรงหน้าเจ้านาย “ขนม? ฉันไม่ชอบกิน” “ผมไม่ได้ให้เจ้านายกิน แต่ขนมนี่คุณอัญญาส่งมาให้คุณอัญชลีเมื่อวาน ผมเห็นฉลากขนมมีที่อยู่ด้วยเลยเอามาให้เจ้านายดู”เขากำลังจะพูดต่อว่าอาจจะช่วยให้รู้เบาะแสของคุณอัญญาก็ได้ แต่เจ้านายก็ทิ้งปากกาแล้วหยิบกล่องขนมขึ้นมาดูก่อนที่เขาจะทันพูดด้วยซ้ำ “ไต้หวัน” เลขาหนุ่มยิ้มแล้วพูดต่อ “ให้ผมจองตั๋วเลยไหมครับ” คนเป็นเจ้านายเงยหน้ามองลูกน้องที่เอ่ยอย่างหยอกล้อเขาอยู่ เขาไม่โกรธ แต่กลับยิ้มกว้าง “จองสิ นายอยากตกงานหรือไง” เขาจะขึ้นเครื่องตอนนี้เลย “ฉันจะไปวันนี้เลย” เลขาหนุ่มฉีกยิ้มแล้วเปิดแท็บเล็ต“ทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ รอแค่เจ้านายลุกจากเก้าอี้เท่านั้นเอง รถผมก็สั่งให้คนรถมารอแล้ว พร้อมจะไปสนามบินทุกเมื่อ” คนที่รู้ใจเจ้านายแบบนี้คงหาได้ยาก ธนาธรรีบลุกขึ้น คนทำดีก็ตะโกนตามหลัง “เจ้านายต้องขึ้นเงินเดือนให้ผมนะครับ” “เอาโบนัสไปเลยหนึ่งปี” เสียงตะโ
เสียงปลายสายเบาลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงความเงียบ เขาชะงัก มือกำโทรศัพท์แน่นจนสั่น “อะไรนะ เธอจะไป” ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงทั้งที่บาดแผลยังไม่หายดี เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจพยาบาลที่พยายามห้ามไว้ “อัญญา...คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้...” เขาพึมพำกับตัวเอง ซ้ำ ๆ เหมือนคนหลงทาง ขณะที่อีกฟากหนึ่ง เสียงเรียกเข้ามือถือของอัญญาดังขึ้น เธอมองหน้าจอเห็นเป็นเบอร์เขาก็มีท่าทางลังเล นิ้วจะกดรับสาย แต่แล้วความคิดบางอย่างที่ว่าเธอไม่คู่ควรก็ดังขึ้นมาในหัว วินาทีนั้นเอง เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินถัดไปดังขึ้นพอดี หญิงสาวจึงลุกขึ้นด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เธอทิ้งโทรศัพท์ไว้ในถังขยะก่อนเข้าเกตเพื่อตัดทุกการติดต่อ ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวขาจูงมือลูกทั้งสองเดินเข้าประตูทางขึ้นเครื่อง “ลาก่อน...ธนาธร” เธอพูดเบา ๆ กับตัวเอง ก่อนพาลูกทั้งสองเดินตรงไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตดังสนั่นถนนในยามบ่าย เขาขับรถฝ่าการจราจรคับคั่งด้วยความเร็วราวคนไร้สติ ม
คำถามนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ เธอพยายามฝืนยิ้ม “หนีไปไหนล่ะคะ ก็อยู่ที่เดิมนี่แหละ” “ผมไม่อยากให้คุณหายไปอีก” เขาวางช้อนลง เกิดความรู้สึกประหลาดในใจคล้ายกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง เขามองเธอด้วยสายตาจริงจัง “อัญญา ผมรู้ว่าคุณมีอดีตที่เจ็บปวด แต่ผมอยากให้รู้ว่าผมไม่สนใจว่าคุณเคยผ่านอะไรมาก่อน ผมแค่...อยากอยู่ข้างคุณ”อัญญาเงียบ ดวงตาเริ่มพร่าด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ “คุณอย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ มันไม่มีประโยชน์” “ทำไมถึงไม่มี” “เพราะฉันไม่ใช่คนที่คุณควรรัก” เสียงเธอสั่น “ฉันมีบาป มีอดีตที่ไม่อาจลืมได้ และที่สำคัญ...ฉันไม่เหลืออะไรให้ใครอีกแล้ว” เธอลุกขึ้น พยายามเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้เขามองเห็นดวงตาที่กำลังมีน้ำตาไหลออกมา เธอกลัวว่าจะทิ้งเขาไปไม่ได้ มือบางหยิบปิ่นโตที่ว่างเปล่าไปเก็บในถุง ใช้การกระทำนั้นปิดบังความสั่นในมือ “อัญญา...” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่เธอไม่หันกลับ “พรุ่งนี้คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว “ฉันจะมาเยี่ยมอีกทีตอนเช้า” ชายหนุ่มได้ยินก็แปลกใจ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเธอกำ







