Masuk“ข้าได้ยินข่าวลือแปลก ๆ มา”“ข่าวลืออะไรเจ้าคะ” หญิงสาวสงสัย“ข้าเคยได้ยินมะลิพูดให้ฟังว่าเจ้ามีคนรักแล้ว”“เจ้าค่ะ” หญิงสาวยอมรับอย่างหวั่นใจ ไม่ได้รู้สึกกระดากอายแต่รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก“คนรักของเจ้าเป็นใครมาจากไหน เจ้าพอจะบอกให้ข้ารู้ได้ไหม”“ป้า ที่ข้าไม่ได้บอกเล่าให้ป้าฟังตั้งแต่แรกก็เพราะข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกอย่างไร และยังไม่มั่นใจพอ เห็นว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมก็เท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกป้าหรอกเจ้าค่ะ” จำปีรีบแก้ตัวเมื่อรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกอีกฝ่ายตัดพ้อ“ได้รู้ความคิดของเจ้าแล้วข้าก็สบายใจ ข้านึกว่าความรักจะทำให้เจ้ากลายเป็นคนบ้าไร้สติไปแล้ว”“ไม่หรอกเจ้าค่ะ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และข้ากับเขาก็ต่างกันมาก ตอนที่ข้าตัดสินใจรับรักเขาข้าก็ได้เผื่อใจเอาไว้แล้วเหมือนกันเจ้าค่ะ”เย็นมองหญิงสาวผู้อาภัพด้วยสายตาเห็นใจ ไม่เคยคิดกีดกันความรักของหนุ่มสาว แต่เมื่อรู้ว่าบุรุษที่นางรักนั้นเป็นชนชั้นสูงนางก็กลัวมาตลอด เพราะหลายคู่ที่นางรู้จักมักจะจบไม่สวย และยังไม่เคยเห็นใครได้เป็นเมียเอกสักราย ต้องกลายเป็นแค่อนุที่ตรอมตรมเพราะฐานะอันต่ำต้อยแล้ววันนี้สิ่งที่นางได้ยินม
“จะซื้อไปทำไม ถ้าอยากกินก็กินสิ”“ท้องข้าจะแตกแล้ว”“แล้วจะซื้อไปทำไม”“จะซื้อให้เด็กสองคนนั้น” แล้วนิ้วเรียวยาวก็ดีดดังเปรี้ยะ ทำให้เด็กสองคนที่แต่งตัวมอมแมม กำลังเดินขอเศษเงินจากผู้คนที่เดินผ่านหันมามอง “มานี่..หิวไหม”“หิว” เด็กชายวัยประมาณเจ็ดขวบและแปดขวบตอบพร้อมกัน“เอาซาลาเปาไปกินนะ” หย่งเฟิงยื่นซาลาเปาให้พวกเขาคนละลูก “อิ่มไหม”“อิ่ม แต่ข้าขออีกสองลูกได้ไหม” เด็กชายคนที่โตกว่าไม่ยอมกัดซาลาเปาที่ได้รับแต่ยัดใส่เอาไว้ในอกแทน“ขอไปทำไม”“ข้าจะเอาไปให้ท่านแม่ที่ป่วยกับน้องสาว”“แม่เจ้าป่วยเป็นอะไร”“ไม่รู้ แต่แม่ป่วยมาหลายวันแล้ว แม่ก็เลยไม่ได้พาเราไปขออาหารที่โรงทาน ข้ากับน้องอยากได้เงินไปรักษาแม่ ก็เลยชวนกันออกมาขอทาน”“น่าสงสารนัก แล้วตอนนี้แม่เจ้าอยู่ที่ไหนเล่า”น้ำเสียงหดหู่ที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้กุ้ยหย่งเฟิงและจำปีที่มัวแต่ให้ความสนใจอยู่กับเด็กชายหันไปมองทันทีที่ได้เห็นหน้ากันและกัน สตรีทั้งสองต่างก็จำอีกฝ่ายได้ทันที ไป๋หลานนั้นตกใจมากแต่ก็แสร้งเก็บอาการทำเหมือนไม่รู้จักอีกฝ่าย นึกก่นด่าสาวใช้ที่ไม่ยอมบอกให้รู้ก่อนว่าศัตรูหัวใจก็คือนาง“อ๋องน้อย!” ไป๋หลานแสร้งทำเป็นตกใจที่ได้
คฤหาสน์กุ้ยอ๋อง“หม่อมฉันนึกว่าตัวเองจะไร้วาสนาได้พบอ๋องน้อยเสียแล้วเพคะ” ไป๋หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานกังวาน อิ่มเอิบไปทั้งหัวใจที่วันนี้มีโอกาสได้พบกับบุรุษที่เสียเวลาเทียวหามานานวัน“คุยแบบกันเองดีกว่านะคุณหนู ข้าไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบทำตัวติดดินด้วยซ้ำไป”“เจ้าค่ะอ๋องน้อย”“ได้ยินท่านแม่พูดว่าคุณหนูแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อย ๆ แต่วันนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าไม่อยู่หรอกนะ เจ้าคงมาเสียเที่ยวแล้ว”“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ โอกาสหน้ายังมี” ทำไมนางจะไม่รู้ว่าท่านอ๋องกับพระชายาเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างเมือง ที่มาในวันนี้ก็เพราะรู้ดีต่างหาก “อ๋องน้อยสบายดีหรือเจ้าคะ”“ข้าสบายดี แล้วเจ้าล่ะ”“สบายดีเจ้าค่ะ ข้ามาที่นี่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยเจออ๋องน้อยเลย”“ข้าไม่ค่อยได้อยู่บ้านหรอก ไปช่วยงานของท่านพ่อบ้าง ดูงิ้วจิบน้ำชากับสหายบ้าง บางทีก็เข้าวังหลวงไปสอนหลาน ๆ ฟันดาบ เจ้าก็งานยุ่งมากไม่ใช่หรือ ต้องช่วยท่านผู้เฒ่าทำงานแต่ก็ยังมีเวลาแวะมาเยี่ยมกันอีก”“เจ้าค่ะ งานของข้ายุ่งทั้งวัน แต่ข้าก็อยากมาทักทายพระชายากับท่านอ๋อง เพราะได้คุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ทำให้ข้าอบอุ่นใจเหมือนได้คุยกับท่านพ่อท่านแม่”“อย่างน
เสียงร้องตามด้วยเสียงตุบทำให้บุรุษที่เดินนำหน้าไปก่อนประมาณห้าก้าวหันกลับไปมองทางด้านหลัง มองพื้นหญ้าที่มีร่างระหงนอนคว่ำหน้าอยู่.. เขาเดินไปหานางแล้วนั่งยอง มองคนที่กำลังประคองตัวเองขึ้น“เจ็บไหม”“เจ็บสิ ถามได้” เธอทำหน้ามุ่ยข่มความอายใส่เขา “ผีผี่นะผีผี่ มานี่เลยนะ มาให้ข้าตีเสียดี ๆ” นางหันไปชี้นิ้ว ทำเสียงเขียวใส่หมาน้อยที่ยืนจ้องห่างออกไป“ให้ข้าฆ่ามันเลยไหม”“ไม่นะ!” จำปีรีบจับมือคนรักเอาไว้ เพราะท่าทางขึงขังของเขาทำให้นางคิดว่าเขาจะทำจริง “มันก็แค่เล่นด้วยเท่านั้น ข้าไม่ทันระวังตัวเอง”“แต่มันทำให้เจ้าเจ็บ”“ท่านนั่นแหละที่ผิด” นางกระตุกมือที่จับเขาไว้“มาพาลใส่ข้าได้อย่างไร”“ก็เพราะข้าจะรีบเดินตามท่านให้ทันน่ะสิ” นางปล่อยมือจากเขาแล้วลุกขึ้น.. แล้วสะท้านไปทั้งใจเมื่อถูกคนตัวใหญ่ที่ยังนั่งยองปัดเศษดินเศษหญ้าที่ติดตามชุดออกให้ “เขาะขอบคุณ”“เจ็บตรงไหนบ้าง”“ไม่เจ็บหรอก”“แน่ใจเหรอ”“เจ้าค่ะ”“แต่ข้าอยากให้เจ้าเจ็บนะ”“ทำไมถึงอยากให้ข้าเจ็บนัก ข้าเพิ่งจะหายป่วยเองนะ”“เพราะข้าอยากจะอุ้มเจ้าน่ะสิ”หญิงสาวสะท้านหวั่นไหวกับคำพูดและแววตาจริงจังของเขาจนต้องหลบสายตา“เลิกหยอกข้าเล่นส
“ถ้าข้าบอกว่ายังไม่มี เจ้าจะติดต่อให้ข้าหรือ” จำปีเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายละลาบละล้วงจนเกินงาม แต่ก็ยังพูดจายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร“เปล่า ๆ” เพ่ยจูรีบโบกมือปฏิเสธ ทำหน้าเลิกลั่กเมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องของบุรุษข้าง ๆ “ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนสวยมาก หน้าตาคมคายไร้ที่ติ ไม่มีคนรักมันแปลกไปหน่อย”“ขอบคุณที่ชมเจ้าค่ะ” จำปีน้อมศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มสดใส“ข้าไปก่อนนะ” เพ่ยจูไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีจึงบอกลาและเดินจากไปดื้อ ๆ“ข้าก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน” เจี้ยนคังบอกลาจำปีและเดินไปทิศทางเดียวกับหญิงสาวที่เขาก็จำได้ว่านางเป็นใคร เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้ายตรอกวันนั้นเขาก็ได้เห็นและได้ยินเหมือนกัน และรู้ว่าคุณหนูของนางไปที่คฤหาสน์หลายครั้งติดต่อกัน จึงสงสัยว่าการมาซื้อซาลาเปาของนางในครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง....................คฤหาสน์ประมุขฉีไป๋หลานผลักสาวใช้เข้าไปในห้องนอนแล้วรีบปิดประตูด้วยมือของตัวเอง“เป็นอย่างไรบ้าง ได้เรื่องไหม”“เจ้าค่ะคุณหนู ทั้งตลาดมีร้านซาลาเปาเพียงร้านเดียวที่คนขายเป็นสตรีชาวหลอหูเจ้าค่ะ” เพ่ยจูตอบคำถามตามที่ได้รับมอบหมายให้ไปสืบ แล้วยื่นห่อกระดาษที่ห่อซาลาเปาให้คุณ
จำปีเดินจนเกือบจะเป็นวิ่งตามชายหนุ่มที่ก้าวเท้ายาว ๆ ไปทางชายหาด “ข้าจะเกลียดคนดี ๆ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ได้อย่างไรเล่า”เท้าใหญ่ที่เดินหนีวกกลับไปหาหญิงสาวแล้วยืนขวางหน้า บังนางจากแสงแดดด้วยร่างที่สูงใหญ่กว่าได้อย่างเหมาะเจาะ“ถ้าอย่างนั้นมาปลูกต้นรักกับข้าเลยไหม”“ท่าน!..” จำปีอ้ำอึ้งทำตัวไม่ถูกนอกจากใจเต้นแรงกับคำถามจู่โจมของเขา“ข้าเป็นคนมือเย็นเท้าเย็นแต่ใจไม่ได้เย็นตามหรอกนะ ภายใต้ความสุขุมข้าซ่อนความดื้อรั้นเอาแต่ใจเอาไว้มากพอสมควร ทางที่ดีรีบตอบคำถามของข้าก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนดีกว่า”“ท่านมีภรรยาหรือไม่ ถ้ามีข้าขอปฏิเสธ แต่ถ้าไม่มีข้าก็ยินดีเปิดใจ” นางตอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะคิดว่าถึงเวลาที่ต้องคิดเรื่องมีครอบครัวสักที และเขาก็เข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี……………….คฤหาสน์ประมุขฉี“ท่านปู่ต้องการพบข้าด่วน มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”“นั่งลงสิ” ผู้เฒ่าฉีกล่าวกับหลานสาวและมองใบหน้างามเพริศพริ้งนั้นด้วยความรู้สึกหนักใจแต่ไม่แสดงออกให้เห็น “อ๋องน้อยเป็นอย่างไรบ้าง หลายวันที่เจ้าเทียวไปหาเขา เขาดีกับเจ้าหรือเปล่า”ไป๋หลานหลบสายตาจากผู้เป็นปู่ แสร้งหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วยเพื่อหลบจากสายตามากประสบกา
หญิงสาวคลี่ยิ้มกว้างส่งให้เขา “เขียนเสร็จแล้วท่านช่วยเป็นธุระจัดส่งให้หน่อยนะจอห์น” “หลินโม่ว มันจะมากไปแล้วนะ” ก็จะทำให้อยู่หรอก เพียงแต่แกล้งทำเสียงข่มขู่ไปอย่างนั้นเอง“ก็ท่านทำได้ง่ายกว่าข้านี่ จะฝากหัวหน้าจั๊วส่งก็โดนบ่นแล้วบ่นอีกอยู่นั่นแหละ กว่าจะรับจดหมายจากข้าได้หูของข้านี่ชาไป
“ขอรับ” ริมฝีปากจิ้มลิ้มขบเม้มเพื่อกลั้นยิ้ม เดินไปรินน้ำชาใส่จอกทั้งห้าให้เขาแทนแล้วถอยกลับไปยืนที่เดิมอีกไม่เกินครึ่งชั่วยามท่านได้รู้ฤทธิ์กาแฟของท่านแน่ ครั้งนี้เป็นการเตือนสถานเบาเท่านั้นนะ ถ้ามีครั้งหน้าข้าจะเพิ่มให้เร็วขึ้นอีก ถ้ามีครั้งต่อไปข้าจะให้มันออกฤทธิ์ทันทีที่กลืนลงท้อง หึ ๆ ๆหนึ่ง
“ได้สิ” เขาตอบรับแล้วเปิดตู้เสื้อผ้าของตัวเอง หยิบผ้าสีขาวผืนบางที่ถูกเตรียมเอาไว้ใช้พันแผลในยามเกิดอุบัติเหตุออกมา “ควรจะอบฆ่าเชื้อโรคสักหน่อยนะ” เขาไม่ยอมยื่นให้เด็กหนุ่มง่าย ๆ“ไม่ต้องหรอก เพราะข้าไม่ได้มีบาดแผล” นางบอกกับเขา “ท่านเอาน้ำว่านนี้แตะ ๆ ไปทั่วผ้าที่จะพันลงบนข้อมือข้าก่อน..พอแล้ว ๆ”
จอห์นถึงกับกุมศีรษะเมื่อได้ยินประโยคหลัง หัวใจที่เต้นรัวในตอนแรกเหี่ยวเฉาไปทันที“เขาให้เจ้านอนในห้องนี้ด้วยหรือ” เอียนถึงกับแสดงความตื่นเต้นออกมาเมื่อได้ยินดังนั้น ไม่คิดเลยว่าเขาจะชอบใจเด็กหนุ่มผู้นี้มากขนาดนี้“เปล่า ข้านอนหน้าประตูนั่นต่างหาก” ใบหน้าคมคายพยักเพยิดไปทางประตูหน้าห้อง.. นางได้ยินเ







