Masukเมื่อนักฆ่าอันดับหนึ่งของโลกมืดต้องทะลุมิติมาอยู่ในร่าง‘เฟิงเหยา’คุณหนูใหญ่ที่ใครๆต่างรุมรังแก! บิดาเมินเฉย ฮูหยินรองกดขี่ น้องสาวต่างแม่จ้องจะทำลาย...แต่นับจากนี้นางไม่ใช่ ‘เฟิงเหยา’ คนเดิมอีกต่อไป!!!
Lihat lebih banyakเฟิงเหยา นักฆ่าสาวผู้ใช้ชีวิตเร้นกายอยู่ในเงามืดและวงการสีเทา นางถูกชุบเลี้ยงโดยองค์กรนักฆ่าอันดับหนึ่ง ทุกภารกิจที่ได้รับไม่เคยมีคำว่าพลาด จนได้รับฉายาว่า ‘นักฆ่าหน้าหยก’ ผู้มีใบหน้างดงามทว่าแฝงเร้นไปด้วยอันตรายถึงชีวิต
ตลอดเวลาที่อยู่ในองค์กร นางไม่เคยได้รับสัมผัสของอิสระ ทุกลมหายใจต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และระเบียบวินัยอันเคร่งครัด รอยยิ้มไม่เคยปรากฏบนใบหน้าที่เย็นชานั้น
ทว่าวันหนึ่งรอยยิ้มกลับผุดขึ้นเพียงเพราะเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อเด็กหญิงผู้นั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในภารกิจที่นางต้องสังหาร
ที่ผ่านมาเฟิงเหยาลงมือปลิดชีพเพียงผู้ใหญ่ใจทมิฬ นางจึงไม่อาจหักใจลงมือกับเด็กบริสุทธิ์ได้ ทางเดียวที่จะช่วยเด็กน้อยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชและได้รับอิสระที่ถวิลหา คือนางต้องล้มล้างองค์กรแห่งนี้ลงเสีย
นางทำมันสำเร็จ เฟิงเหยาใช้ระเบิดทำลายล้างกวาดล้างองค์กรและเหล่านักฆ่าจนสิ้นซาก ทว่าในห้วงสุดท้าย นางกลับถูกกระสุนสาดเข้าร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส แม้จะช่วยชีวิตเด็กน้อยไว้ได้และคว้าอิสระมาไว้ในมือได้สำเร็จ แต่นั่นกลับเป็นอิสระครั้งสุดท้ายที่นางต้องแลกมาด้วยการลาจากโลกใบนี้ไปชั่วนิรันดร์
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าก่อนที่นางจะสิ้นลม ดวงตาหม่นแสงทอดมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีดวงดาวส่องประกายพราวพราย
ทันใดนั้นดาวตกดวงหนึ่งก็พาดผ่าน เฟิงเหยาจึงหลับตาลงอธิษฐานในใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของนางจะหมดสิ้นลง
เฟิงเหยาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางกวาดสายตามองไปรอบกายในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เพดานไม้เก่าคร่ำคร่าคล้ายจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ กลิ่นเหม็นอับฉุนจมูกภายในห้องทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญใจ
ที่นี่มันที่ไหนกัน?
ความเจ็บปวดที่รุมเร้าตามร่างกายทำให้นางตระหนักว่า นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากกระสุนปืน แต่มันคือความระบมจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ เฟิงเหยาหลับตาลงอย่างสับสน หรือว่านางตกนรกมาแล้ว? แต่หากตายไปแล้ว เหตุใดจึงยังรู้สึกเจ็บปวดถึงเพียงนี้?
ในระหว่างที่นางกำลังสับสน ความทรงจำของใครบางคนก็พุ่งเข้าจู่โจมในห้วงสำนึก มันคือเรื่องราวชีวิตของสตรีผู้หนึ่งที่รันทดและหดหู่จนถึงที่สุด สตรีในความทรงจำนั้นมีชื่อว่า ‘จูเฟิงเหยา’
จูเฟิงเหยาคือบุตรสาวคนโตของตระกูลจู ตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่งแห่งแคว้นเยียน แต่นางกลับถูกปฏิบัติราวกับบ่าวไพร่ในจวน
เมื่อมารดาผู้เป็นฮูหยินเอกล้มป่วยเพราะถูกวางยา ฮูหยินรองก็เข้ายึดอำนาจทันที โดยที่ผู้เป็นบิดาเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะเดิมทีเขาก็มิได้มีใจรักใคร่มารดาของจูเฟิงเหยาอยู่แล้ว
เขาแต่งงานกับนางเพียงเพราะการจับคู่ของสองตระกูลเพื่อสานสัมพันธ์ทางอำนาจ หัวใจของเขามิเคยมีนางอยู่เลยแม้แต่น้อย คนที่เขาเทิดทูนมีเพียงฮูหยินรองเท่านั้น และเมื่อฮูหยินรองทะเยอทะยานอยากจะขึ้นเป็นฮูหยินเอกเพื่อครอบครองอำนาจในจวนตระกูลจูทุกอย่าง
แผนการโฉดชั่วจึงเริ่มขึ้น ฮูหยินรองวางยาพิษฮูหยินเอกจนล้มป่วยปางตาย จากนั้นก็เข้ายึดอำนาจทุกอย่างภายในจวน
ส่วนจูเฟิงเหยาที่ร่างกายอ่อนแอออดๆ แอดๆ มาตั้งแต่กำเนิด ยิ่งกลายเป็นเป้านิ่งให้นางระบายโทสะ ทั้งถูกทุบตีทารุณและถูกนำมาจองจำไว้ที่เรือนร้างท้ายจวนที่ทรุดโทรมจนแทบกันลมกันฝนไม่ได้
นางถูกปล่อยให้อดข้าวอดน้ำอย่างโหดเหี้ยม โดยที่มารดามิอาจยื่นมือมาช่วยได้เลยเพราะก็นอนป่วยไร้สติอยู่เช่นกัน
เฟิงเหยาลืมตาขึ้น ความทรงจำอันขมขื่นเหล่านี้ไหลบ่าเข้ามาในหัว นางตระหนักได้ทันทีว่าตนเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสตรีที่ชื่อเดียวกับนาง ชีวิตใหม่ที่นางเคยเฝ้าใฝ่หาก่อนตายสวรรค์ได้มอบให้แล้ว แต่เหตุใดจึงส่งนางมาอยู่ในร่างที่แสนรันทดน่าเวทนาเช่นนี้!
ดวงตาหงส์ฉายแววเย็นชาดุจน้ำแข็งค้าง นางมิใช่นางเอกผู้อ่อนแออย่างจูเฟิงเหยาคนเก่า แต่นางคือนางร้ายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
ในเมื่อสวรรค์รับฟังคำขอสุดท้ายก่อนตาย มอบชีวิตใหม่ให้นางแล้ว แม้มันจะไม่เป็นดั่งที่หวัง แต่นางก็หาใช่คนที่เอาแต่ตัดพ้อโชคชะตา ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ต่อไปนี้ก็อย่าหวังว่าสุนัขตัวใดจะมารังแกนางและมารดาของร่างนี้ได้อีก!
เฟิงเหยาพยายามลุกขึ้น ทันใดนั้นเสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นที่ข้อเท้า นางก้มลงมองด้วยสายตาคมกริบ ข้อเท้าของนางถูกล่ามไว้กับโซ่ตรวน!
นี่มันคือการจงใจทรมานให้ตายชัดๆ ร่างกายนี้อาจจะอ่อนแอจนแทบสิ้นใจ แต่ใช่ว่าดวงวิญญาณของนางจะอ่อนแอตามไปเสียเมื่อไหร่!
ในเมื่อนางมาอยู่ในในร่างนี้แล้ว ความสามารถและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าจากโลกก่อนก็เริ่มผสานเข้ากับร่างกาย แม้ร่างนี้จะซูบผอมและบอบบางเพียงใด ทว่าพละกำลังที่เอ่อล้นออกมากลับแข็งแกร่งขึ้นจนน่าตกใจ
เฟิงเหยาดึงปิ่นปักผมไม้ธรรมดาๆ บนศีรษะออกมา นางสอดมันเข้าไปในรูพวงกุญแจที่ล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้า แม้จะเป็นเพียงปิ่นไม้ไร้ราคา แต่มันจะมีผลอันใดในเมื่อนางคือ ‘นักฆ่าอันดับหนึ่งขององค์กร’ เรื่องขี้ผงเพียงเท่านี้ง่ายดายสำหรับนางยิ่งนัก เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงกลไกก็ดัง
แก๊ก! โซ่ตรวนที่เคยพันธนาการนางก็หลุดออกจากกันอย่างง่ายดาย
ร่างบางลุกขึ้นยืนเหยียดตรง ก่อนจะเดินไปกระชากประตูเรือนร้างให้เปิดออก ดวงตาหงส์ส่องประกายเย็นชาและดุดัน นับจากนี้ไปนางร้ายอย่างนางจะเริ่มต้นบัญชีแค้น ทวงคืนทุกอย่างที่ร่างนี้เคยสูญเสียไป!
“คุณหนูใหญ่! ออกมาได้อย่างไรกัน!”
สาวใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าเรือนแห่งนี้อุทานด้วยความตกใจ ร่างกายของนางสั่นเทิ้มเมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย ทั้งที่ควรจะถูกล่ามโซ่อยู่ด้านในมิใช่หรือ?
เฟิงเหยาปลายตามองด้วยหางตา นางมิได้เอ่ยคำใด ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้สาวใช้ผู้นั้นถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เฟิงเหยาเดินก้าวข้ามธรณีประตูโดยไม่แยแส แต่ทว่าสาวใช้ใจกล้ากลับวิ่งมาขวางทางนางไว้
“คุณหนูใหญ่จะไปไหน! กลับเข้าไปเดี๋ยวนี้ หากฮูหยินรองรู้เข้า ท่านจะถูกเฆี่ยนตีจนตายนะ!”
อึก!
ฝ่ามือเรียวบางพุ่งเข้าบีบคอสาวใช้ผู้นั้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองทัน เฟิงเหยาออกแรงยกตัวสาวใช้ขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดวงตาของนางแข็งกร้าวราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะพรากวิญญาณ
“ประเดี๋ยวฮูหยินรองของเจ้าจะได้รู้ ว่าใครกันแน่ที่จะถูกเฆี่ยน”
สิ้นคำ เฟิงเหยาก็เหวี่ยงร่างของสาวใช้ผู้นั้นออกไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่เสียงดัง อั๊ก! ร่างนั้นร่วงลงมากองกับพื้นและสลบไสลไปในทันที
นางไม่แม้แต่จะปรายตามองสาวใช้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่กลับก้าวเดินต่อไปยังทิศทางของเรือนหลักด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
ณ ห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ภายในตำหนักคุนหนิง ของวังหลวงยามนี้สภาพแวดล้อมที่เคยหรูหราสง่างามสมฐานะ ที่ประทับของพญาหงส์คู่บัลลังก์ ได้แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลหลี่ สาขาวังหลวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวไม่มีม้วนฎีกาการเมืองหรือคัมภีร์หลักธรรมคำสอนใดๆ วางอยู่หลงเหลือ ทว่ามันกลับถูกจับจองพื้นที่ด้วยตั๋วเงินกองมหึมา หีบทองคำแท่งที่เปิดฝาอ้าทิ้งไว้จนแสงทองสะท้อนวิบวับ และสมุดบัญชีปกหนังสีดำแบบตะวันตกนับสิบเล่มหลี่เฟิงมี่กำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือเรียวสวยรัวดีดลูกคิดเสียงดัง แต๊กๆๆๆ ราวกับกำลังสับไพ่ในกาสิโน ถัดจากนางไปไม่ไกลคือก้อนแป้งน้อย องค์หญิงเฟิงหวง วัยสามขวบที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพรม สองมือน้อยๆ พยายามตะครุบก้อนตำลึงเงินเอามาเรียงเป็นตึกสูงอย่างสนุกสนาน“เฟิงมี่ นี่เจ้ายังนับเงินของเดือนนี้ไม่เสร็จอีกหรือ?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเยี่ยหมิงเฉิน ผู้เป็นโอรสสวรรค์ปกครองแผ่นดินแคว้นเยียนอันเกรียงไกร เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่ามังกรทะยานอันสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองกองเงินกองทองในห้องพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงด
ณ ตำหนักคุนหนิงอันหรูหราตระการตา ของวังหลวงแห่งแคว้นเยียนกลิ่นอายความตึงเครียดที่อบอวลอยู่เมื่อหลายเดือนก่อนได้มลายหายไปสิ้น บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยเสียงลั่นกลองรบของสมรภูมิรูปแบบใหม่ นั่นคือสมรภูมิตลาดแห่งวังหลัง ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองและวิสัยทัศน์อันแสนจะแสบสันของฮองเฮาหลี่เฟิงมี่สตรีนางใดในวังหลังที่เคยคิดว่าการได้ตำแหน่งพระสนมคือจุดสูงสุดของชีวิต บัดนี้ต่างต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หมดสิ้น เพราะสิ่งที่มีค่าและแสดงถึงอำนาจวาสนาในยามนี้ไม่ใช่ป้ายพระยศหยกทว่าคือบัตรสมาชิกแถบทองคำระดับวีไอพีสูงสุด ของระบบส่งด่วนข้ามวังหลังที่เฟิงมี่เป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว!“ฮองเฮาเพคะ ยอดสั่งซื้อชุดเครื่องหอมบำบัดอารมณ์และเครื่องประดับจำลองของเดือนนี้ พุ่งทะลุเป้าหมายไปมากกว่าสามเท่าตัวแล้วเพคะ” อาชิงเดินเข้ามารายงาน พลางยื่นสมุดบัญชีคู่เล่มหนาให้ผู้เป็นนายเฟิงมี่ที่กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้โยกบุนวมนุ่มหนา นัยน์ตาคู่งามฉลาดเฉลียว ปรายมองตัวเลขสถิติกำไรสุทธิพลางคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา“ดีมาก! พวกสนมเก่าที่เคยเข้าพวกกับตระกูลฮวา ยามนี้คงจะกระเป๋าฉีกจนแทบต้องจำนำของล้ำค่ากันหมดแล้ว
สำนักศึกษาหลวงเทียนอี่ พลันตกอยู่ในความเงียบงันยามค่ำคืน ทว่าภายในห้องอักษรส่วนตัวของซู่เหวิน แสงเทียนกลับยังคงสว่างไสวสะท้อนใบหน้าคมคายที่บัดนี้เรียบนิ่งสนิทจนน่ากลัวข้างกายของเขามีม้วนฎีกาลับและตารางบัญชีส่วยเกลือที่เขาแอบแกะรอยเชื่อมโยงมาเป็นเวลาหลายเดือน หลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงความชั่วช้าของใต้เท้าเฉิน เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ผู้ซึ่งเป็นคนส่งกลุ่มมือสังหารมาปลิดชีพตรั้งแล้วครั้งเล่า เขาจนทำให้ไป๋หลิงต้องเกือบเอาชีวิตไม่รอดซู่เหวินจัดอาภรณ์สีครามเข้มอย่างประณีต มือหนาลูบไล้คัมภีร์ไม้ไผ่เคลือบเหล็กกล้าและกล่องกลไกขนาดพกพา ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองด้วยความรู้ล้ำลึกแววตาของอาจารย์หนุ่มไร้วรยุทธ์ในยามนี้ ไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นและปัญญาอันเฉียบแหลมที่พร้อมจะแผดเผาคนชั่วให้พินาศในเมื่อคนพวกนั้นยังไม่ยอมหยุด เขาก็จะทำให้มันจบเอง ครั้งก่อนที่ไป๋หลิงข่มขู่ไปดูเหมือนว่าใต้เท้าฉินผู้นี้ยังไม่เข็ดหลาบ เช่นนั้นเขาจะทำให้คนพวกนั้นรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเอง ว่าเป็นเช่นไรซู่เหวินก้าวเดินไปที่เตียงกว้าง เขาทอดสายตามองดูไป๋หลิ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศรอบเรือนพักท้ายสำนักศึกษาหลวงเทียนอี่แห่งเมืองกว่างโจว กลับยิ่งทวีความหนาวเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่บอกซู่เหวิน อาจารย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านสติปัญญาและความรอบรู้ ทว่ากลับไร้ซึ่งกำลังภายในและวรยุทธ์โดยสิ้นเชิงยามนี้เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับชายชุดดำร่างยักษ์สามคนที่แผ่กลิ่นอายสังหารรุนแรง ดาบเล่มโตในมือของพวกมันสะท้อนแสงสายฟ้าแปลบปลาบ ดูน่ากลัวราวกับยมทูตที่พร้อมจะพรากวิญญาณของเขาไปทุกเมื่อ“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ท่านอาจารย์ซู่เหวิน!” หัวหน้านักฆ่าแค่นเสียงเหี้ยม พลางตวัดดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของซู่เหวินอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยมซู่เหวินเบิกตากว้าง สองมือที่เคยจับพู่กันและคัมภีร์สั่นระริก สมองของเขาประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็วทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อด้วยสัญชาตญาณความกลัวของปุถุชนทั่วไป ที่ไม่เคยผ่านสมรภูมิเลือด คมดาบแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงคืบ ความตายลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเองเคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุ

















