Se connecterไป๋ซูหนิง ทะลุมิติมาทำภารกิจผูกรักกับชายผู้รักเดียวใจเดียว นางเลือก หลินอวี่เฉียง ชายที่แสนดีและครองคู่กันมา 3 ปี ทว่าคืนหนึ่งเขากลับบอกว่าจะรับอนุ โดยอ้างว่าแค่ต้องการทายาทและมั่นใจว่านางไม่มีวันทิ้งเขาไปไหน ไป๋ซูหนิงจึงจัดฉากเอาคืนอย่างสมน้ำสมเนื้อ ในคืนที่เขาร่วมห้องหอกับอนุ ร่างของนางก็ค่อยๆ เลือนหายไปเพราะการนอกใจสมบูรณ์ ดวงจิตของนางเฝ้าดูความพินาศและทุรนทุรายของเขาด้วยความสะใจ แต่อนิจจา... ระบบกลับเกิดเหตุขัดข้อง ไม่สามารถส่งนางกลับโลกเดิมได้ และบังคับให้นางต้องทำภารกิจต่อในร่างใหม่ ครั้งนี้นางไม่คาดหวังรางวัล ไป๋ซูหนิงเลือกคุณชายเสเพลที่ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้ นางตั้งใจเลือกชายชั่วเพื่อหวังให้เขารีบนอกใจ ภารกิจจะได้ล้มเหลวและส่งนางกลับบ้านเสียที... แต่คิดไม่ถึงว่า ภายใต้หน้ากากเสเพลนั้น กลับไม่ใช่อย่างที่นางคิดเอาไว้เลยสักนิด
Voir plus“ข้ารักเจ้า ฮูหยิน...” เสียงแหบพร่ากระซิบข้างใบหู ก่อนที่ร่างกำยำบนตัวของหญิงสาวจะเกร็งเข้าหายามถึงจุดสูงสุดแห่งบทสวาท ตามมาด้วยเสียงหายใจหอบระรัวของคู่สามีภรรยา
บนเตียง ไป๋ซูหนิง หญิงสาวจากโลกปัจจุบันที่ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ กำลังนอนอิงแอบแนบชิดอยู่กับ หลินอวี่เฉียง สามีที่นางแต่งงานด้วยมานานถึงสามปี ทั้งสองเพิ่งผ่านพ้นค่ำคืนอันแสนหวานชื่น ใบหน้าของหญิงสาวยังคงเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข
“หนิงหนิง...” อวี่เฉียงเรียกชื่อภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ไป๋ซูหนิงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อซุกหน้าเข้าหาอกกว้างของเขาอย่างออดอ้อน
“เจ้าคะ ท่านพี่” นางขานรับอย่างมีความสุข
บัณฑิตหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “แต่งงานกันมาสามปีแล้ว แม้ว่าพวกเราจะรักกันมากเพียงใด แต่ท่านแม่ก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องทายาท ท่านปรารถนาที่จะอุ้มหลานเหลือเกิน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวค่อยๆ จางลง หัวใจของนางเต้นแรง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวังเล็กๆ ที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นางกำลังจะเปิดปากเอ่ยชวนให้เขามีลูกด้วยกัน แต่ยังไม่ทันที่คำพูดนั้นจะหลุดออกมา สามีก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านแม่จึงตัดสินใจแล้ว... ว่าจะรับอนุให้ข้า”
ร่างกายนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ ความสุขที่เพิ่งได้รับเมื่อครู่นี้หายไปในพริบตา เหมือนหัวใจถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด นางเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยสายตาที่สั่นไหว
“แล้วท่าน... ท่านยอมงั้นหรือเจ้าคะ”
หลินอวี่เฉียงหลบสายตาของนาง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนลำบากใจ และเย็นชาขึ้นเล็กน้อย “ไม่ยอมก็ต้องยอม ท่านแม่สั่งมา อีกสิบวันก็จะรับอนุเข้าบ้านแล้ว”
หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะหายใจไม่ออก คำพูดของเขาเหมือนมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจ นางพยายามรวบรวมสติและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ทำไมกัน ท่านบอกว่าอยากมีลูก เหตุใดท่านจึงไม่ยอมมีกับข้า เหตุใดท่านจึงตัดสินใจรับอนุโดยไม่ปรึกษาข้าก่อน”
เขาถอนหายใจอย่างรำคาญ “แต่งงานกันมาสามปีแล้ว หากจะมีก็มีไปนานแล้ว”
หญิงสาวเงียบไป ใช่แล้ว... แต่งงานสามปีแต่ยังไม่มีทายาท แต่นั่นหาใช่ความผิดของนางไม่ เป็นเขาเองที่บอกว่ายังไม่อยากมีลูก เพราะอยากจะอยู่กับนางในทุกคืน ไม่อยากให้ตั้งครรภ์และต้องทนทุกข์ทรมาน นางถึงได้ยอมกินยาห้ามครรภ์มาตลอดสามปีที่ผ่านมา ยาที่ทำให้ร่างกายของนางอ่อนแอลงและมีลูกได้ยากขึ้น
ไป๋ซูหนิงรู้สึกจุกที่ลำคอ น้ำตาคลอเบ้า นางพยายามจะอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่นางก็รู้ดีว่ามันไร้ค่า เพราะเขามองนางเป็นเพียงภรรยาที่ไร้ที่พึ่งพิงมที่ไหน นอกจากเขาเท่านั้น
“แต่อย่างไรก็ตาม ข้าก็รักเจ้าเพียงคนเดียว อนุก็แค่อนุ รับมาผลิตทายาทเท่านั้น” บัณฑิตหลินเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่ทว่าคำพูดนี้ยิ่งทำให้นางเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก
รักเดียวใจเดียวงั้นหรือ นี่คือรักเดียวใจเดียวที่นางเฝ้าถนอมมาตลอดสามปีงั้นหรือ
“ท่านพี่... ท่านจำที่ข้าเคยบอกท่านได้หรือไม่ หากวันหนึ่งท่านมีคนอื่น ข้าจะหายไปจากชีวิตท่านตลอดกาล” ไป๋ซูหนิงกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม ตอกย้ำคำพูดเมื่อวันวานที่เคยบอกเขาอย่างหนักแน่น
หลินอวี่เฉียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขารู้ว่านางรักเขามากเพียงใด นางไม่มีญาติมิตรที่ไหนนอกจากเขา คำว่าหายไปตลอดกาล ช่างฟังดูน่าขบขันยิ่งนัก
“ไร้สาระ บุรุษทุกคนก็มีอนุกันทั้งนั้น เจ้าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เอาละๆ นอนเถอะ ข้าง่วงแล้ว” เขาพูดตัดบทในตอนท้าย วงแขนแกร่งสวมกอดนางจากด้านหลังแล้วซุกจมูกที่ซอกคอของนาง ท่ากอดประจำที่เขามักจะกอดนางแบบนี้เสมอ
ไป๋ซูหนิงเงียบไป นางหลับตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเป็นสาย เหตุผลเรื่องทายาทคงเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น ข้ออ้างที่ใช้ปกปิดความจริงที่ว่า เขากำลังมีคนอื่นนอกจากนาง
ท่ามกลางความเงียบสงบ หญิงสาวทบทวนเรื่องที่นางทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณโดยมีระบบคอยสั่งการและให้ทำภารกิจแลกรางวัล ภารกิจของนางคือการผูกรักกับบุรุษรักเดียวใจเดียว และนางก็เลือกเขาในตอนนั้น
ภายในห้าปีหากเขาซื่อสัตย์ต่อนางเพียงคนเดียว ถือว่าภารกิจสำเร็จ นางสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ต่อจนสิ้นอายุขัยแล้วกลับไปรับรางวัลในภายหลัง หรือว่ากลับได้เลยทันทีเพื่อรับรางวัลจากระบบ แต่หากวันหนึ่งเขานอกใจ ภารกิจถือว่าล้มเหลว นางจะต้องกลับโลกปัจจุบันโดยไม่ได้รับรางวัลใดๆ
และตอนนี้ผ่านมาสามปีแล้ว อีกเพียงสองปีเท่านั้นภารกิจก็จะเสร็จสิ้น นางเคยคิดด้วยซ้ำว่าจะอยู่กับเขาตลอดจนสิ้นอายุขัย เพื่อใช้ชีวิตให้ดี แต่นางไม่คิดเลยว่าภารกิจจะล้มเหลว
หญิงสาวไม่ได้เสียดายเงินรางวัลหนึ่งร้อยล้านหยวนนั้นหรอก แต่นางเสียใจ เสียใจที่เลือกคนผิด เสียใจที่เชื่อคำพูดของบุรุษที่นางเลือกเองกับมือ
‘บุรุษไม่ว่าหน้าไหน สุดท้ายก็ไม่มีวันที่จะรักเดียวใจเดียวได้จริงๆ สินะ’ ซูหนิงคิดในใจ สมเพชตัวเองที่หลงเชื่อใจผู้ชายคนนี้ คิดว่าตนเองเลือกดีแล้ว สุดท้ายก็พลาด
นางมาที่นี่อย่างโดดเดี่ยว เขาดูแลนางเป็นอย่างดี ตบแต่งทั้งที่ไม่รู้ภูมิหลังของนาง ให้สถานะภรรยาเพียงหนึ่งเดียว ประกาศกร้าวจะไม่รับอนุตลอดชีวิต สุดท้าย... ก็หาเป็นดังคำสัตย์สัญญานั้นไม่
[โฮสต์จะยอมให้ผู้หญิงอื่นมาทำลายภารกิจงั้นหรือ จะยอมแพ้เพียงเท่านี้หรือ ทำไมไม่พยายามวางแผนจัดการเรื่องนี้ล่ะ อีกแค่สองปีเองนะ ภารกิจก็จะสำเร็จแล้ว]
เสียงจากระบบที่ไม่ได้ยินนานเกือบสามปีดังขึ้นมาในช่วงเวลาที่ภารกิจกำลังสั่นคลอน
‘วางแผนหรือ หึ ไม่ดีกว่า ดูท่าแล้วเขาเต็มใจที่จะมีอนุเอง วางแผนผูกรั้งอะไรไปก็เสียเวลาเปล่า ข้าเหนื่อยแล้ว ได้เวลากลับบ้านเสียที’ นางตอบกลับในใจด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
หญิงสาวหลับตาลงอย่างคนที่ปลงแล้ว ปล่อยให้หัวใจของนางค่อยๆ ด้านชาลงทีละน้อย
**********************
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลหลิน อาหารมื้อค่ำที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต สมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะอาหาร ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้อบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็นในระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานกันอย่างเงียบเชียบ จู่ๆ จางลี่อิงก็วางตะเกียบลงในมือเสียงดังเบาๆ ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยตวัดสายตาขึ้นมองลูกสะใภ้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาตำหนิและไม่สบอารมณ์“ไป๋ซูหนิง พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องออกไปดูแลร้านค้าข้าว อยู่เก็บตัวจัดการงานในจวนช่วยข้าเสียบ้าง...” จางลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างขัดอกขัดใจ บ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ“อีกแค่สองวันก็จะถึงพิธีรับอนุเข้าจวนอยู่แล้ว แทนที่เจ้าซึ่งเป็นฮูหยินเอกจะอยู่ช่วยจัดเตรียมสถานที่ ต้อนรับแขกเหรื่อ และดูแลความเรียบร้อยภายในจวน กลับทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ทิ้งงานทิ้งการแล้วหนีออกไปข้างนอกเสียอย่างนั้น เจ้าคิดจะปล่อยให้จวนเราขายหน้าแขกเหรื่อหรืออย่างไรกัน”ไป๋ซูหนิงยังไม่ทันได้อ้าปากเอ่ยคำใด หลินเช่อผู้เป็นพ่อสามี ก็หันไปปรามภรรยาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เจ้าอย่าเพิ่งตำหนินางเลย วันนี้
ยามบ่าย ที่ห้องรับรองส่วนตัวในโรงน้ำชาอันเงียบสงบ หลินอวี่เฉียงกำลังนั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับสหายบัณฑิตอีกหลายคน บรรยากาศเต็มไปด้วยการถกเถียงและอภิปรายหัวข้อวิชาการอย่างจริงจัง เนื่องจากใกล้ถึงกำหนดวันสอบเคอจวี่ประจำปีเข้าไปทุกทีบัณฑิตสหายคนหนึ่งขมวดคิ้วด้วยความเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลใจ “ปีนี้ได้ข่าวว่าการสอบเคอจวี่ในรอบนี้ยากเป็นพิเศษ หัวข้อเรียงความที่ทางการออกข้อสอบล้วนซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งนัก เกรงว่าพวกเราคงต้องเหนื่อยหนักเป็นแน่”หลินอวี่เฉียงแย้มยิ้มด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ดวงตาฉายความทะเยอทะยาน ร่างสูงยืดอกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงโอ้อวด“พวกท่านกังวลจนเกินไปแล้ว ปีนี้ข้าเตรียมตัวมาอย่างดีเยี่ยม มั่นใจเป็นที่สุดว่าจะต้องสอบผ่านและคว้าอันดับสูงๆ มาครองได้อย่างแน่นอน”แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของหลินอวี่เฉียงย่อมรู้ดีว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา เขาสามารถผ่านพ้นข้อสอบยากๆ และมีความคิดมุมมองที่ลึกซึ้งโดดเด่นเหนือบัณฑิตคนอื่นได้ ก็เพราะมักจะมีคำแนะนำและทฤษฎีแนวแปลกใหม่จากไป๋ซูหนิงที่คอยชี้นำ
ร้านค้าข้าวสารสกุลหลิน เนืองแน่นไปด้วยลูกค้าและที่แวะเวียนมาเลือกซื้อข้าวสาร ไป๋ซูหนิงกำลังยืนตรวจความเรียบร้อยของบัญชีรายการข้าวสารด้วยสีหน้านิ่งสงบ ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวในชุดอาภรณ์งดงามสะดุดตาก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนางหลิวจื่อหยาว่าที่อนุภรรยาที่กำลังจะตบแต่งเข้าจวนตระกูลหลินในอีกสองวันข้างหน้า ปรากฏกายขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตาทอดมองนางด้วยแววตาท้าทายและเหยียดหยาม“โอ้ พี่หญิง... ไม่สิ ข้ายังเรียกแบบนั้นไม่ได้ ต้องเรียกว่าฮูหยินน้อยหลิน” หลิวจื่อหยาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนแต่แฝงด้วยความจิกกัด“แม่นางหลิว ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับข้าหรือไม่”“เมื่อวานข้าได้ยินข่าวว่าท่านล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว ถึงขนาดต้องให้พี่อวี่เฉียงคอยดูแลป้อนยาไม่ห่าง แต่วันนี้กลับมีเรี่ยวแรงก้าวเท้าออกมาตรวจตรากิจการร้านค้าได้หน้าตาเฉยเสียแล้ว หรือว่าที่จริงเมื่อวาน ท่านไม่ได้ป่วยไข้อะไรจริงจัง แต่แค่แสร้งสำออยเรียกร้องความสนใจจากพี่อวี่เฉียงกันแน่เจ้าคะ”คำพูดเหน็บแนมและท่าทีอวดดีของหลิวจื่อหยา จงใ
นับถอยหลังสู่พิธีรับอนุ เหลือเวลาเพียงอีกสองวันเท่านั้นที่นางจะอดทนอยู่ที่นี่ต่อ บรรยากาศภายในจวนตระกูลหลินเริ่มถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงสดเพื่อเตรียมรับงานมงคล บ่งบอกถึงความสำคัญของอนุผู้นี้ ที่แต่งเข้าอย่างสมเกียรติในห้องคลังของจวน ไป๋ซูหนิงรับหน้าที่เป็นผู้จัดเตรียมหีบสินสอดและของหมั้นจำนวนแปดใบที่หลินฮูหยินตั้งใจจะนำไปมอบให้กับหลิวจื่อหยาในวันงาน หญิงสาวลงมือจัดระเบียบหีบไม้ทั้งแปดใบด้วยตนเองทุกขั้นตอน ก่อนจะจัดการลงมือปิดผนึกฝาหีบทั้งหมดด้วยกระดาษปิดผนึกประทับตราสกุลหลิน โดยที่ไม่มีบ่าวรับใช้หรือผู้ใดในจวนล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในหีบไม้เหล่านั้น แท้จริงแล้วมีสมบัติล้ำค่าชิ้นใดบ้างกระทั่งเมื่อหลินฮูหยินเดินเข้ามาตรวจความเรียบร้อย และเห็นหีบไม้ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นางก็แย้มยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ“อืม... จัดการได้ไม่เลวเลยนี่” หลินฮูหยินปรายตามองลูกสะใภ้ด้วยความสมเพชระคนพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยปากชมด้วยน้ำเสียงกระด้าง“รู้จักหน้าที่และรู้จักเตรียมของต้อนรับน้องสาวคนใหม่ให้เรียบร้อยสมฐานะฮูหยินเอกเสียที... เ











