LOGINผมพายัยซื่อบื้อมาคอนโดของตัวเอง คอนโดนี้คุณย่าทำสัญญาซื้อไว้ให้ผมตั้งแต่ยังไม่ตอกเสาเข็ม หลังจากสร้างเสร็จผมก็ย้ายออกจากบ้านมาพักอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพัง
เสียงสัญญาณดังขึ้นหลังจากแตะคีย์การ์ดลง ผมผลักประตูเข้าไปในห้องก่อนจะเปิดสวิตช์ไฟ หลังจากนั้นห้องสีเทาควันบุหรี่ก็สว่างจ้าขึ้นมาทันตาเห็น
“เข้ามาสิ”
หันไปบอกคนที่ยืนอึ้งอยู่หน้าประตู ไม่รู้จะตกใจอะไรนักหนา ทำอย่างกับว่าไม่เคยเข้าห้องผู้ชาย
เธอยืนทำหน้าเอ๋อเหรอพลางกะพริบตาถี่ ๆ คนปากเก่งเมื่อกี้ยืนแข็งทื่อเหมือนไม่มีชีวิต ผมจึงกระชากตัวเธอเข้ามาแล้วปิดประตูทันที
จับเธอนั่งลงบนโซฟาตัวยาว จากนั้นผมก็เดินเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ออกมาหลายกระป๋อง อยากกินนักก็จัดให้ ดูซิว่าคนเก่งจะคอแข็งสักแค่ไหน
“อยากกินมากไม่ใช่เหรอ จะกินเท่าไหร่ก็กินเลย คราวนี้ฉันไม่ห้ามเธอแล้ว”
พูดจบผมก็หยิบกระป๋องเบียร์มาเปิดแล้วกระดกลงคอ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม เฝ้าดูการกระทำของคนตรงหน้า
ริมฝีปากบางเม้มแน่น ก่อนมือบอบบางจะยื่นมาหยิบเบียร์ไปหนึ่งกระป๋อง หลังเปิดฝาออกเธอก็กระดกรวดเดียวจนหมด
เชื่อแล้วว่าอยากเมาจริง ๆ
“นายอยู่คนเดียวเหรอ”
เธอถามขึ้นขณะเอื้อมมือมาหยิบเบียร์กระป๋องใหม่
“อืม”
“แล้วแฟนนายล่ะ”
ผมขมวดคิ้วให้กับคำถามของคนตรงหน้า สภาพกูเหมือนคนมีแฟนเหรอวะ
“ไม่มี”
ตอบสั้น ๆ ก่อนจะกระดกอีกอึก
เธอพยักหน้าช้า ๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แล้วหันไปสนใจกระป๋องเบียร์ในมือ ผมนั่งมองคนที่เอาแต่ซดเบียร์เงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา
“กินให้มันช้า ๆ หน่อย”
ผมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเธอกระดกรวดเดียวครึ่งกระป๋อง
“นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะกินเท่าไหร่ก็กินอะ”
เธอเงยหน้าขึ้นมาเถียง ดวงตาเริ่มฉ่ำเยิ้มเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ พวงแก้มขาวเนียนก่อนหน้านี้ก็เริ่มมีสีแดงระเรื่อ
“เออ แต่ไม่ได้บอกให้รีบกรอกใส่ปากขนาดนั้น”
ผมยันตัวลุกขึ้น เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบขวดน้ำเปล่ากลับมา จากนั้นก็ยื่นมันให้เธอ
“กินน้ำบ้าง”
“ไม่เอา จะกินเบียร์”
เธอเบือนหน้าหนี ทำตัวเหมือนเด็กดื้อไม่ยอมกินยา
ผมพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย รู้สึกเหมือนกำลังเลี้ยงเด็กสามขวบก็ไม่ปาน จากนั้นก็แย่งกระป๋องเบียร์ออกจากมือของเธอแล้วเอาขวดน้ำยัดเข้าไปแทน
คนดื้อทำตาเขียวปั้ดใส่ แต่ก็ยอมกระดกน้ำลงคอ พอวางขวดน้ำลงเธอก็หยิบเบียร์ไปกระดกต่อ
เอาเข้าไป
“นายชาร์จแบตยัง”
จู่ ๆ คนเมาก็ถามขึ้น
ผมมองเธอ ก่อนจะหลบตาแล้วตอบเสียงเบา
“ยัง”
“แล้วทำไมไม่ชาร์จ”
“หาที่ชาร์จไม่เจอ”
ร่างเล็กนั่งกอดอกทำหน้าเง้างอ ริมฝีปากบางขยับขมุบขมิบเหมือนกำลังพูดอะไรสักอย่างซึ่งผมได้ยินไม่ถนัด ถ้าให้เดาก็คงบ่นเรื่องที่ผมหาที่ชาร์จแบตไม่เจอล่ะมั้ง
เห็นแล้วมันอดขำไม่ได้จริง ๆ
หึ!
สงสัยแอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปอย่างหนักจะเริ่มออกฤทธิ์ คนเมาเริ่มทรงตัวไม่อยู่ นัยน์ตากลมโตเริ่มแดงก่ำ อย่าบอกนะว่าจะร้องไห้อีกแล้ว
“ฮึก! ฉันไม่ดีตรงไหน คบกันมาตั้งหกเดือน ฉันช่วยเขาทุกอย่าง ทำตั้งแต่รายงานจนถึงสรุปข้อสอบให้อ่าน นอกใจสักครั้งก็ไม่เคย ทำไมต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วย ฮือ!”
กะแล้วเชียว
นี่คงอดกลั้นเอาไว้ตั้งแต่อยู่ริมแม่น้ำสินะ
ผมปล่อยให้เธอร้องไห้คร่ำครวญโดยไม่ได้พูดปลอบอะไร อีกอย่าง ผมก็ปลอบใครไม่เป็นด้วย
พอเห็นผมเงียบคนเมายิ่งพูดพร่ำเพ้อหนักกว่าเดิม จากที่ตัดพ้ออยู่ก็เริ่มโวยวายเสียงดังขึ้น
“ไอ้ผู้ชายเฮงซวย! ไอ้เลว! ไอ้สันดานหมา!”
มากไปละ ตอนนี้ใช่เวลามานั่งด่ามันไหมวะ ไอ้เวรนั่นได้ยินด้วยก็ว่าไปอย่าง นี่อะไร ทุกประโยคเข้าหูผมอยู่คนเดียว
“ไอ้ชั่ว!”
คำว่าไอ้ชั่วมันทำให้ผมทนนั่งนิ่งต่อไปไม่ได้ รีบย้ายไปนั่งข้างคนเมาแล้วใช้มือปิดปากไม่ให้เธอส่งเสียง
ฝันหวานดิ้นขัดขืนพลางดึงมือผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดของคนเมาหรือจะสู้แรงผมได้
ร่างเล็กล้มลงบนโซฟาโดยมีตัวผมคร่อมทับ ผมจับข้อมือเธอกดลงกับเบาะหนัง ใบหน้าของเราใกล้กันมาก มากจนทำให้ผมได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ปะปนมากับลมหายใจ
นัยน์ตาสำรวจใบหน้าคนใต้ร่างตั้งแต่หน้าผาก ดวงตาและแก้มทั้งสองข้าง ก่อนจะหยุดตรงริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูธรรมชาติ
ร่างเล็กมีอาการประหม่า เธอหน้าแดงมากกว่าเดิม
“เธอเคยจูบกับมันไหม”
ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมถามออกไปแบบนั้น แต่ได้ถามออกไปแล้วจะไม่รอฟังก็ไม่ได้
เธอสบตากับผมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบือนหน้าหนี ริมฝีปากเม้มแน่น จากนั้นคนเมาก็ส่ายหน้าไปมา
“ไม่เคย พี่ธีไม่เคยจูบฉัน แม้แต่หอมแก้มก็ไม่เคย จับมือก็ไม่เคย ฉันมันน่ารังเกียจมากเลยใช่ไหม ทำไมเขาไม่เคยแตะต้องฉันเลย ฮือ!”
สงสัยคำถามของผมไปสะกิดต่อมน้ำตา จู่ ๆ เธอก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมทั้งพูดตัดพ้ออย่างหนัก ทั้งที่เมื่อกี้ยังตะโกนด่าไอ้ธีรัชปาว ๆ อยู่เลย
อารมณ์ตอนนี้เหมือนคนผีเข้าผีออกก็ไม่ปาน
หึ!
พอได้ยินเธอคร่ำครวญออกมาอย่างนั้น ผมก็กลั้นยิ้มไม่ได้ พลันในหัวมันก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
ปลายนิ้วหัวแม่มือสัมผัสลงบนผิวแก้มอย่างแผ่วเบา ก่อนจะปาดไล้ไปตามแนวโค้งใต้ดวงตา เช็ดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาเหมือนเขื่อนแตก ก่อนจะเคลื่อนลงมาสัมผัสกับริมฝีปากนิ่ม บดคลึงเบา ๆ ตรงมุมปากสวย สบตากับเธอแล้วเอ่ยถามเสียงเบา
“แล้วเธออยากลองจูบดูไหม ฉันให้จูบฟรี”
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ







