로그인"เธอเคยจูบกับมันไหม" "ไม่" "แล้วอยากลองจูบดูไหม ฉันให้จูบฟรี"
더 보기@คณะบริหารธุรกิจ
“ฝันหวาน ทางนี้”
หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มแบบฉบับสาวไทยเชื้อสายจีนกำลังกวักมือเรียกฉันให้เดินเข้าไปหาตรงโต๊ะหินอ่อนหน้าตึกคณะ
ฉันคลี่ยิ้ม ก่อนจะสืบเท้าตรงดิ่งไปนั่งร่วมโต๊ะกับเธอ ‘แสนดี’ คือเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านทองในเยาวราช ครอบครัวทำธุรกิจมาหลายรุ่น ฐานะดีจนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง แต่ถึงกระนั้นแสนดีก็ไม่เคยอวดรวยหรือถือตัว
“ทำไมเพิ่งมาถึงล่ะ ไหนบอกว่าจะมากินข้าวเช้าด้วยกันไง”
นั่งลงยังไม่ทันไรแสนดีก็เอ็ดฉันยกใหญ่ เมื่อวานเรานัดกันไว้ว่าเช้านี้จะมากินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน แต่ฉันดันมาสาย
“ตื่นสายน่ะสิ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเลย”
“อย่าบอกนะว่ามัวแต่ทำรายงานให้พี่ธีจนไม่ได้นอนอีกแล้วน่ะ”
ฉันยู่ปากแล้วพยักหน้าช้า ๆ ‘พี่ธีรัช’ เป็นแฟนของฉันเอง เราสองคนรู้จักกันเมื่อปีที่แล้ว เขาเป็นคนเข้ามาจีบฉัน เราคุยกันมาเรื่อย ๆ จนเมื่อหกเดือนก่อนพี่ธีก็ขอฉันเป็นแฟน
แน่นอนว่าฉันตอบตกลงทันที ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ พี่ธีทั้งหล่อทั้งเก่ง เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นประธานชมรมกีฬาอีกต่างหาก
หลังตกลงคบกับพี่ธี คนในคณะต่างพากันอิจฉาฉันยกใหญ่ อีกฝ่ายเป็นที่หมายปองของสาว ๆ คนที่มาจีบเขามีแต่ระดับดาวคณะทั้งนั้น ฉันเทียบกับใครไม่ติดเลยสักคน ทว่าสุดท้ายพี่ธีก็ไม่ได้สนใจใคร เขากลับเลือกยัยแว่นเฉิ่มเชยอย่างฉัน
ตอนแรกฉันรู้สึกแปลกใจมาก จึงถามพี่ธีไปตามตรง แล้วเขาก็ให้เหตุผลว่า
‘เพราะฝันหวานไม่เหมือนคนอื่น จิตใจดี มีน้ำใจ มีเหตุผล เรียนเก่ง แถมยังน่ารัก’
พอได้ฟังเหตุผลแล้ว ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกชอบเขามากขึ้นกว่าเดิมไปอีก
“ทำไมต้องทุ่มเทขนาดนี้ด้วยเนี่ย”
“ก็พี่เขายุ่งนี่นา ช่วยได้ก็ช่วย”
ฉันเถียงกลับเสียงเบา ปกติยัยเพื่อนสนิทก็บ่นเรื่องนี้เป็นประจำอยู่แล้ว และฉันก็มักจะตอบแบบเดิมทุกครั้ง
“ยุ่งจริง หรือแค่ไม่อยากทำเองกันแน่”
เสียงคนตรงหน้าไม่ได้ดังมาก แต่ก็ชัดพอให้ได้ยินเต็มสองหู ฉันชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเม้มปากแน่น ไม่อยากยอมรับว่าที่แสนดีพูดก็ถูก พี่ธีมักจะยุ่งกับการซ้อมบาส ยุ่งกับการออกไปเจอเพื่อน ยุ่งกับงานกลุ่ม และสุดท้ายก็ลงเอยที่ฉันต้องช่วยเขาทำทุกอย่าง ตั้งแต่รายงานยันสรุปเนื้อหาให้อ่านก่อนสอบ
แต่ฉันก็เต็มใจทำให้เขาอยู่ดี
“เราถามจริง ๆ นะฝัน พี่ธีเคยพาฝันไปเที่ยว ไปกินข้าว ไปดูหนัง เหมือนที่แฟนคนอื่นเขาทำบ้างไหม หรือมาหาเฉพาะตอนอยากใช้งานเท่านั้น”
“เคยสิ ทำไมจะไม่เคยล่ะ เวลาพี่ธีว่างก็ชวนเราตลอดแหละ”
ฉันยิ้มฝืด ๆ ขณะพูดแก้ตัวให้อีกคน ทั้งที่รู้ดีว่าคำพูดของตัวเองดูไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไหร่
เพราะถ้าให้พูดตามตรง สถานที่ที่พี่ธีชวนฉันไปด้วยก็คงมีแค่สนามบาส ซึ่งฉันต้องนั่งรอเขาซ้อมจนมืดค่ำ หรือไม่ก็ไปนั่งกินข้าวกับพวกเพื่อนของเขา ซึ่งฉันแทบไม่มีโอกาสได้คุยอะไรกับพวกเขาเลย หรือถ้าชวนไปเดินห้าง ก็คงจะเป็นตอนไปช่วยเขาซื้อของที่ต้องใช้ทำงานกลุ่มเท่านั้น
“แน่ใจ?”
แสนดีเลิกคิ้ว จ้องตานิ่งอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด
ฉันอ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำไหนที่สามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มปาก
“เฮ่อ! กะแล้วเชียว”
เพื่อนสาวถอนหายใจแรง ก่อนจะก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง จากนั้นก็ลุกพรวดพราดพร้อมกับพูดขึ้น
“สายแล้ว เราไปเรียนก่อนนะ ไว้เจอกันคาบหน้า”
สิ้นคำพูด เธอก็วิ่งเข้าไปในอาคารเรียน ส่วนฉันต้องนั่งรออีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงคาบแรก
ระหว่างนั้นก็นั่งอ่านหนังสือไปพลาง ๆ ฉันชอบหาความรู้ใหม่ ๆ จากหน้าหนังสือมากกว่าจากหน้าจอ ชอบความรู้สึกตอนเปิดกระดาษทีละแผ่น เสียงกระดาษเสียดสีกันเบา ๆ ยามใช้นิ้วพลิกหน้าต่อไป กลิ่นหมึกจาง ๆ จากตัวอักษรบนหน้ากระดาษให้ความรู้สึกสงบ มันเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่ไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ ไม่มีข้อความเด้งขึ้นมาทำให้เสียสมาธิ มีแค่ฉัน หนังสือ และเรื่องราวที่กำลังดำเนินไป
“ฝันหวาน”
เพิ่งจะเปิดอ่านได้ไม่กี่หน้า เสียงเรียกจากบุคคลที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ดังขึ้น สองหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ‘พีท’ และ ‘เอ็มเจ’ กำลังเดินมุ่งหน้ามาทางฉัน
คณะของพวกเราอยู่ใกล้ ๆ กัน
“หวัดดีฝันหวาน”
เสียงนุ่มทุ้มของพีทเอ่ยขึ้นทักทายพร้อมกับรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร เขาเป็นเพื่อนสนิทของแสนดี ทั้งคู่เรียนมัธยมมาด้วยกัน ส่วนเอ็มเจเป็นเพื่อนในคณะของพีทอีกที
“หวัดดีพีท แล้วก็...เอ่อ...หวัดดีเอ็มเจ”
เสียงแผ่วลงตอนกล่าวประโยคหลัง ฉันไม่ค่อยกล้าทักทายเอ็มเจสักเท่าไหร่ เพราะเขาดูเป็นคนไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ค่อนไปทางเย็นชา แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ทว่าแววตากลับดุดันจนน่ากลัว ทุกครั้งที่สบตากันฉันรู้สึกราวกับกำลังถูกเข่นฆ่าทางสายตาอย่างไรอย่างนั้น
พอกล่าวทักทายเอ็มเจเสร็จ ฉันก็รีบหลุบตาลงต่ำ จึงไม่ทันได้เห็นว่าเจ้าตัวมีท่าทีอย่างไร
“ทำไมมานั่งคนเดียวล่ะ แสนดีไปไหน”
พีทถามหาเพื่อนสนิทของตัวเอง ก่อนจะทำท่าชะเง้อคอมองหา
“แสนดีขึ้นไปเรียนแล้ว ชั่วโมงนี้เราไม่มีเรียนน่ะ”
“ถ้างั้นก็ว่างอะดิ”
“มีอะไรรึเปล่า”
ฉันมองหน้าพีท ก่อนจะสลับไปมองหน้าอีกคนแล้วรีบหันกลับมามองหน้าพีทตามเดิม เมื่อกี้ไม่น่าหลุดโฟกัสไปมองเขาเลย
“ไปกินข้าวเป็นเพื่อนพวกเราหน่อยดิ หิวอะ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย”
“แต่...เรา”
“ไปเถอะนะ ได้นั่งมองหน้าฝันหวานตอนกินข้าวดีกว่ามองหน้าไอ้ส้นตีนนี่เยอะเลย”
สิ้นคำพูดพีทฉันก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ความจริงก็อยากแปะมือเห็นด้วยกับพีทมาก แต่พอเหลือบไปเห็นสายตาพิฆาตฉันต้องรีบเม้มปากทันที
คนตรงหน้าขึงตาใส่ฉันคล้ายไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
“สรุปไปนะ” พีทรบเร้า
“ไปก็ได้”
ในที่สุดฉันก็ยอมไปนั่งกินข้าวกับสองหนุ่มจนได้ มันช่างเป็นบรรยากาศอึมครึมชวนให้อึดอัด จะกลืนแต่ละคำโคตรฝืดคอ ก็คนตรงหน้าเล่นจ้องกันราวกับจะกินหัวอยู่รอมร่อ
ความจริงเอ็มเจเป็นคนที่หล่อมาก ตัวสูงราว ๆ ร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรได้มั้ง เวลายืนใกล้เขาทีไรรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเตี้ยไปเลย
แม้ใบหน้าจะหล่อเหลาแต่แววตาของเขากลับดูน่ากลัว บนผิวขาวผ่องราวกับลูกคุณหนูมีรอยสักกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด เห็นแล้วพานให้นึกเสียดายผิวเนียน ๆ นั่น
ฉันเคยได้ยินคนในมหาวิทยาลัยพูดกันว่าเอ็มเจเป็นผู้ชายอันตราย ผู้หญิงคนไหนอย่าได้หลวมตัวไปพัวพันเชียว
เมื่อหกเดือนก่อนก็มีข่าวว่าเขาทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ แถมยังไล่ให้อีกฝ่ายไปเอาเด็กออก
ไม่รู้ว่าข่าวนั้นจริงเท็จแค่ไหน แต่ไม่ว่าข่าวนั้นจะจริงหรือไม่ มันคงไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน
พวกเราสามคนนั่งกินข้าวกันเงียบ ๆ ทว่าขณะที่ฉันกำลังเขี่ยผักสีเขียวไปไว้ขอบจาน อยู่ดี ๆ เสียงเข้มของคนตรงหน้า ก็ทำให้ฉันต้องเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ
“ไม่กินผักแล้วเมื่อไหร่จะโต”
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
ช่วงเที่ยง ฉันถูกแสนดีลากเข้ามาคุยในห้องห้องหนึ่ง ยัยเพื่อนซี้ไม่รอช้า รีบซักไซ้เรื่องที่เมื่อคืนฉันถูกเอ็มเจอุ้มออกจากร้านเหล้า “เล่ามาให้หมดเลยนะ ไหนบอกว่าเอ็มเจมีลูกมีเมียแล้วไง แล้วทำไมยังยอมไปกับมันอีก ฝันไม่รักตัวเองเหรอ” “ความจริงเรื่องนั้น...เราเข้าใจผิดเองน่ะ คนที่เราเห็นเม
“ฝัน ช่วยลงไปซื้อกาแฟร้านนั้นให้หน่อยดิ” คนขับพูดขึ้นพร้อมชี้นิ้วไปยังคาเฟ่ที่อยู่ก่อนถึงมหาวิทยาลัย เอ็มเจบอกว่าร้านนี้เป็นร้านประจำที่เขามักแวะซื้อทุกเช้า กินแล้วรู้สึกสดชื่น พักหลัง ๆ เริ่มติดรสชาติจนต้องกินทุกวัน “เอาไร” “เอส หวานน้อย” “รับทราบค่ะ” เมื่อฉ
วันต่อมา ฉันออกจากคอนโดเอ็มเจตอนหกโมงเช้าเพราะต้องกลับเข้าหอพักไปเอาชุดนักศึกษา ตอนแรกกะจะมาคนเดียวแต่เอ็มเจไม่ยอม เขายืนกรานเสียงแข็งว่าจะมาส่ง หลังจากนั้นจะพาไปกินข้าวแล้วเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกัน ฉันขี้เกียจมีปัญหาเลยยอมเออออไปกับเขาด้วย ฉันลงจากรถโดยให้เอ็มเจนอนหลับรออยู่ในรถ หอบถ
ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเผลอหลับไปนาน ปกติฉันไม่ใช่คนตื่นสายแต่เพราะเมื่อวานนั่งรถหลายชั่วโมงเลยทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า แล้วไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอีก วันนี้เลยรู้สึกเพลียมาก หลังอาบน้ำเช้าก็เผลอหลับยาวจนเกือบเที่ยง ฉันขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของเอ็มเ
리뷰