Masukฉันเบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ บ้าที่สุด เขากล้าถามแบบนี้ได้ไง เราสองคนไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
“ถามอะไรของนายเนี่ย”
“แค่ถามว่าเคยเอากับมันไหม เข้าใจยากตรงไหน”
เขาย้ำคำถามเดิมขณะที่ฉันยังนั่งอยู่บนตัก
ใบหน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งไม่เข้าใจว่าทำไมเอ็มเจถึงถามอะไรแบบนี้ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย
“หรือเธอโดนมันตอกแล้ว”
“ไม่ใช่นะ”
ฉันส่ายหน้ารัว ๆ พลางปฏิเสธอย่างพัลวัน
เอ็มเจจ้องหน้าฉันแล้วแค่นหัวเราะจนเกิดเสียงหึ! ในลำคอแผ่วเบา ถึงจะเบาแต่ฉันก็ได้ยินชัดเจนทั้งสองหู ฉันหันขวับไปสบตากับเขาอย่างลืมตัว เราสองคนมองตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ทำไมฉันรู้สึกคุ้นเคยกับสายตาคู่นี้อีกแล้ว
หรือเราจะเคยเจอกันมาก่อน
“มองอะไร”
เสียงเข้มทำให้สติคืนกลับมา ฉันเม้มริมฝีปากแน่น กะพริบตาถี่ ๆ ก่อนจะรีบร้อนลุกออกจากตักหนาแล้วขยับออกมา ยืนห่างจากเขาเล็กน้อยด้วยท่าทางเงอะงะ
“เดี๋ยวฉันไปซื้อเบียร์มาเพิ่ม”
“มองเห็นทางเหรอ”
“เห็น”
พูดจบก็เดินออกมาจากตรงนั้นแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก ก่อนจะกลับมาพร้อมกับเบียร์หกกระป๋อง
เอ็มเจเอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มเพ่งมองถุงเบียร์ในมือฉันอย่างประหลาดใจ
“กะจะเมาให้ลืมเลยว่างั้น”
“ไม่ได้อยากเมาขนาดนั้นสักหน่อย ฉันซื้อมาเผื่อนายด้วยต่างหาก”
พูดจบฉันก็วางถุงเบียร์ไว้ตรงกลางม้านั่ง ให้มันคั่นระหว่างฉันกับเขาเอาไว้
“แล้วเธอเอาไงต่อ จะเลิกกับมันป้ะ”
“ก็ต้องเลิกสิ เรื่องอื่นฉันยอมได้แต่เรื่องนอกใจฉันยอมไม่ได้หรอกนะ แต่ก่อนเลิกต้องทวงเงินคืนก่อน”
“มันยืมเงินเธอไปเหรอ”
“ใช่”
เขาเงียบไปเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะแค่นเสียงเหอะ! เบา ๆ
“เธอไปชอบผู้ชายแบบนั้นได้ไงวะ โคตรหน้าตัวเมียเลย”
ฉันไม่กล้าตอบเอ็มเจเลย พอได้มาทบทวนดูแล้ว ตอนนั้นฉันชอบพี่ธีตรงไหนนะ เหมือนจะเพราะหน้าตาล้วน ๆ เลย
“มันยืมไปเท่าไหร่”
“รวม ๆ แล้วก็สามหมื่นห้า”
คนข้าง ๆ ดูไม่ได้ตกใจกับจำนวนเงินที่ฉันเพิ่งจะบอกไป ใช่สิ! เขารวยหนิ ตอนนี้คงกำลังคิดว่าเงินแค่สามหมื่นห้าจะทวงให้อายทำไมล่ะมั้ง
เมื่อเห็นว่าคนข้าง ๆ เงียบไป ฉันจึงเอื้อมไปหยิบเบียร์ที่วางอยู่ และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาเอื้อมมือมาหยิบเหมือนกัน
เราสองคนหยิบกระป๋องเดียวกัน แต่ฉันจับก่อนมือของเขาจึงจับที่มือฉัน
เราสองคนหันมาสบตากัน
ฉันรู้สึกตกใจเล็กน้อย และในเสี้ยววินาทีนั้นความรู้สึกคุ้นเคยก็แวบขึ้นมาอีกแล้ว
“ฉันขอถามอะไรนายหน่อยได้ไหม”
“ว่า”
เขาเปลี่ยนไปหยิบกระป๋องอื่นแล้วหันหน้าไปทางแม่น้ำ เปิดกระป๋องกระดกเบียร์ลงคอระหว่างรอฟังคำถามจากฉัน
“เราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า”
เอ็มเจชะงักงัน มือหนายกกระป๋องเบียร์ค้างไว้อย่างนั้น เขาหันมาสบตา พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ให้ฉันมองเขาอย่างเต็มตา ก่อนจะพูดว่า
“งั้นฉันขอถามอะไรเธออย่าง”
“...”
ฉันเอียงคอมองหน้าเขา กะพริบตาถี่ ๆ รอฟังว่าคนตรงหน้าจะถามอะไร
“เธอว่ายน้ำเป็นไหม”
คำถามของเขาทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจมาก ฉันว่ายน้ำเป็นหรือไม่เป็น มันเกี่ยวอะไรกับเราเคยหรือไม่เคยเจอกันมาก่อน
เอ็มเจจ้องหน้าฉันอย่างกดดัน นัยน์ตาสีเข้มจดจ่อรอคำตอบ
ฉันส่ายหน้าไปมา ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ไม่เป็น”
คนตรงหน้านิ่งไป ดวงตาคมที่เคยแน่วแน่ฉายแววสั่นไหวไปเสี้ยววินาที ก่อนที่สีหน้าจะหม่นลงคล้ายกับคนผิดหวัง
ไม่รู้ว่าเขาคาดหวังอะไรจากคำตอบของฉัน หลังจากที่เขาเงียบไป ฉันก็ไม่กล้าคาดคั้นต่อ
สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงที่เราสองคนเอาแต่นั่งเงียบ แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปแบบไม่มีเวลาให้ตับไตได้พักผ่อนเริ่มออกฤทธิ์ ทำให้ฉันรู้สึกมึนเมาขึ้นมาบ้าง
ฉันลุกพรวดจากเก้าอี้ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋าสะพาย ตั้งท่าจะกดโทรหาแสนดี แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้อุปกรณ์สื่อสารของฉันจะม่องเท่งไปซะแล้ว
พยายามเคาะมือถือกับฝ่ามือแรง ๆ เผื่อมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกสักหน่อยพอให้ใช้โทรได้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง
“ทำอะไรของเธอ”
“ฉันจะโทรหาแสนดี แต่มือถือมันเจ๊งไปแล้ว ขอยืมมือถือนายหน่อยสิ”
“แบตหมด”
“ฮะ! แบตหมด?”
ฉันทรุดตัวนั่งลงตามเดิมแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่มันวันวินาศสันตะโรรึไง ทำไมทุกอย่างถึงพังไม่เป็นท่าพร้อมกันหมด
จะกลับหอตัวเองก็ไม่ได้เพราะกุญแจเข้าห้องอยู่ในกระเป๋าอีกใบซึ่งอยู่ที่คอนโดของแสนดี
แล้วคืนนี้ฉันจะนอนที่ไหน
หยิบเบียร์ขึ้นมาเปิด แล้วกระดกลงคออึกใหญ่ ให้น้ำเมาช่วยขับไล่ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นวันนี้ ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็เมาให้มันสุด ๆ ไปเลยละกัน
“ถ้าเมาฉันไม่หามกลับนะ บอกไว้ก่อน”
คนข้าง ๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ฉันหันขวับไปมองหน้าเขา แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ตอบกลับ
“นายก็ปล่อยฉันไว้ตรงนี้แหละ อยากไปไหนก็ไปเลย ไม่ต้องมาแสร้งเป็นใจดีนั่งเป็นเพื่อนฉัน”
“ฉันแสร้งเหรอ?”
เขาตะคอกเสียงดังพร้อมกับชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่ใบหน้าตัวเอง อารมณ์เหมือนคนหงุดหงิด ทั้งที่คนหงุดหงิดควรเป็นฉันมากกว่า
“ไม่ต้องกินแล้ว”
อยู่ดี ๆ คนข้าง ๆ ก็แย่งกระป๋องเบียร์จากมือไปโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ฉุดฉันให้ลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ลากฉันกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง
“ไปไหนอีก”
เขาไม่ได้ตอบคำถาม หยิบหมวกกันน็อกมาสวมให้ทันควัน จากนั้นก็รูดซิปเสื้อคลุมให้ฉันจนสุดคอหอย
เมื่อขึ้นคร่อมรถได้ เขาก็หันมาสั่งการด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ขึ้นรถ”
“นายจะพาฉันไปไหนก็พูดมาก่อนสิ”
“ฉันบอกให้ขึ้นรถ”
คนเอาแต่ใจใช้น้ำเสียงดุดัน ฉันปั้นหน้าบึ้งตึงอยู่ภายใต้หมวกกันน็อก แต่สุดท้ายก็ยอมขึ้นรถไปกับเขาจนได้
รถเคลื่อนออกตัวอย่างแรง จนฉันเกือบหงายหลัง มือทั้งสองข้างคว้าดึงเสื้อเขาอัตโนมัติ
เขาบิดคันเร่งอย่างแรงแซงหน้ารถทุกคัน สุดท้ายฉันก็ต้านแรงลมไม่ไหว โน้มตัวแนบไปกับแผ่นหลังกว้างพร้อมกับกอดเอวเขาไว้แน่น
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ







