Masuk“ว้าว! สวยมากเลยฝัน”
ยัยเพื่อนสนิททำตาลุกวาวพร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปาก หลังจากจับฉันแต่งหน้าทำผม และใส่ชุดเดรสสีดำเว้าหลังที่เธอซื้อมาเผื่อฉันด้วย
ฉันมองตัวเองผ่านกระจกเงาด้วยความตกตะลึงไม่ต่างกัน คนในกระจกดูดีมากจนไม่เหลือเค้าโครงความเป็นฉันเลย
“เสียดายที่ไม่ได้ซื้อคอนแทกต์เลนส์มาด้วย”
แสนดีบ่นกระปอดกระแปดเรื่องลืมซื้อคอนแทกต์เลนส์ ยัยเพื่อนซี้คงอยากให้ฉันสลัดคราบยัยเฉิ่มเชยออกให้หมดเลยมั้ง ฉันฟังไปยิ้มไปเข้าใจในความหวังดีของเพื่อน
แสนดีมองนาฬิกาข้อมือ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่นัดหมายกับพีทเธอก็ชวนฉันลงไปนั่งรอที่ล็อบบี้ด้านล่าง
ฉันเดินออกจากห้องของแสนดีด้วยความรู้สึกประหม่า ใจหนึ่งก็อยากจะเดินกลับเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อยืดกางเกงยีนตามเดิม แต่อีกใจกลับบอกให้ตัวเองลองออกไปเผชิญโลกกว้างในลุคใหม่ดูบ้าง
ชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำแนบเนื้อเผยให้เห็นสัดส่วนที่ปกติไม่เคยคิดอยากโชว์ มันสั้นกว่าที่เคยใส่ เว้าหลังจนรู้สึกเย็นเยือกยามลมพัดผ่าน รองเท้าส้นสูงที่แสนดีบังคับให้ใส่ก็ทำให้เดินอย่างไม่มั่นคงนัก
“แสนดี เราไม่ค่อยมั่นใจเลย มันโป๊เกินไปรึเปล่า”
กระซิบบอกแสนดีขณะเดินไปที่ลิฟต์พลางใช้มือดึงชายกระโปรงลงอย่างไม่มั่นใจ สีหน้าหวาดหวั่น
“ไม่โป๊เลย ฝันสวยมากเชื่อเราสิ”
แสนดีหันมายิ้มหวาน แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนเธอกำลังสนุกกับอาการประหม่าและเขินอายของฉันมากกว่า
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องเงาวับของคอนโดดังก้องไปทั้งทางเดิน ฉันกลืนน้ำลายลงคอเมื่อสังเกตเห็นสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา พวกเขาหันมามองฉัน บางคนมองด้วยความชื่นชม บางคนมองอย่างประหลาดใจ ฉันก้มหน้าหลบสายตาพวกนั้นแทบไม่ทัน
เมื่อประตูลิฟต์เปิด ฉันยืนอยู่ด้านหลังขณะแสนดีกำลังกดลิฟต์ ในตอนนั้นก็มีเสียงแจ้งเตือนจากข้อความดังขึ้น
ฉันหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาจากกระเป๋าสะพายใบเล็ก ก่อนจะยิ้มให้กับหน้าจอขณะเปิดอ่านข้อความจากพี่ธี
บนหน้าจอปรากฏรูปภาพถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่ง พร้อมกับข้อความที่ส่งมาบอกว่า
‘พี่ไม่รู้จะกินอะไรดี ก็เลยหยิบบะหมี่มาต้มกิน เก็บท้องไว้กินของอร่อย ๆ พร้อมฝันพรุ่งนี้ดีกว่า’
ฉันกลั้นยิ้มให้ความน่ารักของพี่ธีจนแก้มพองขึ้นทั้งสองข้าง ไม่ทันได้สังเกตว่าแสนดีเอียงศีรษะมาแอบดูตั้งแต่เมื่อไหร่
“ยิ้มหวานอะไรขนาดนั้นจ๊ะ”
แสนดีเอ่ยแซวพลางยิ้มล้อเลียน ทำเอาฉันยิ่งรู้สึกอายมากกว่าเดิม แล้วจู่ ๆ ฉันก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
“แสนดี เราขอแวะไปกินข้าวกับพี่ธีก่อนได้ไหม แล้วเดี๋ยวเราจะตามไปทีหลัง”
ฉันพูดพลางเงยหน้ามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาเว้าวอน แสนดีขมวดคิ้วทันที เธอถอนหายใจเฮือกก่อนจะกอดอกแสดงความไม่พอใจ
“ไม่เอาอะ เราไม่อยากไปกับไอ้พีทแค่สองคนนะ”
“เราแค่แวะไปไม่นานหรอก พี่ธีอยู่คนเดียว เราอยากไปกินข้าวเป็นเพื่อนเขาน่ะ”
แสนดีจ้องหน้าฉันนิ่งทำหน้าเหมือนน้อยใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาว ๆ แล้วพูดขึ้น
“โอเค ๆ ไปเถอะ แต่ต้องรีบตามมาเร็ว ๆ นะ”
ฉันยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ
“โอเคจ้ะ ขอบคุณนะ”
หลังแยกกับแสนดี ฉันไม่ลืมแวะร้านอาหารใกล้ ๆซื้อสปาเกตตี้ของโปรดพี่ธีติดมือไปด้วย
ใช้เวลาไม่นานก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของเขา หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น มือที่ถือถุงอาหารเริ่มมีเหงื่อซึมโดยไม่รู้ตัว
พี่ธีจะคิดยังไงนะถ้าเห็นฉันแต่งตัวแบบนี้ บางทีเขาอาจจะหวงแล้วหาเสื้อมาคลุมให้ หรือไม่เขาก็อาจจะตะลึงนิด ๆ
คิก คิก ฉันชอบความรู้สึกนี้จัง
ฉันยิ้มจนแก้มปริ จากนั้นก็สูดหายใจลึกแล้วเคาะประตูเบา ๆ สองสามครั้ง รอเพียงไม่นานประตูบานหนาก็เปิดออก
ทว่าคนที่ปรากฏตัวตรงหน้ากลับไม่ใช่พี่ธี
ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในสภาพที่มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวพันรอบตัว ผมของเธอยังเปียกชื้นเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ กลิ่นแชมพูจาง ๆ ลอยมาแตะจมูกฉัน
หัวใจของฉันกระหน่ำเต้นอย่างรุนแรง ทว่าไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นเหมือนตอนแรก แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างทุบตีลงมาที่อกซ้ำ ๆ มากกว่า
ผู้หญิงคนนั้นมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
“คุณเป็นใครคะ”
ฉันอ้าปากค้างอย่างคนทำอะไรไม่ถูก ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าด้านในก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของห้อง พี่ธีมีเพียงผ้าขนหนูพันรอบเอว สภาพไม่ได้ต่างจากฝ่ายหญิงเลย
ฉันยืนตัวแข็งทื่อ มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
“ใครเหรอ”
เสียงทุ้มของพี่ธีเอ่ยถามหญิงสาว แต่พอเขาหันมาเห็นฉัน สีหน้าสงสัยก็เปลี่ยนเป็นตกใจทันที
“ฝัน!”
เขาอุทานชื่อฉันแผ่วเบาอย่างคนตั้งตัวไม่ติด
ฉันกัดริมฝีปากแน่น พยายามระงับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา ตอนนี้ไม่รู้ว่าควรทำหน้ายังไงดี ได้แต่ฝืนยิ้มทั้งที่ในใจเหมือนแตกสลาย
รอบคอของทั้งคู่มีรอยแดงจ้ำราวกับเพิ่งผ่านการร่วมรักกันมาหมาด ๆ ทุกอย่างมันชัดเจนจนไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ฉันก็เข้าใจเป็นอย่างดี
“ฝัน? อ๋อ คนนี้เหรอ แฟนที่พี่เคยบอกว่าโคตรเฉิ่ม ไม่มีรสนิยม มีดีแค่อย่างเดียวคือหลอกง่ายอะ”
คนตรงหน้าอธิบายสรรพคุณของฉันซะละเอียดยิบ สงสัยพี่ธีจะเป็นคนเล่าให้เธอฟัง ลับหลังพวกเขาคงพูดเรื่องฉันสนุกปากเลยสินะ
มือที่กำถุงอาหารเริ่มสั่น ฉันก้มมองมันก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้าแม้ว่าดวงตาจะเริ่มพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำสีใส จากนั้นฉันก็เลือกที่จะหันหลังให้ภาพบาดตา แล้วรีบเดินออกมาจากตรงนั้นให้ไวที่สุด
“ฝัน! เดี๋ยว!”
เสียงของพี่ธีดังไล่หลังมา แต่ฉันไม่ได้หันกลับไปมองเลย
ตอนนี้ไม่อยากรับฟังคำโกหกอะไรทั้งนั้น
แม้จะออกมาจากคอนโดของพี่ธีไกลแค่ไหน แต่หัวใจกลับยังจมอยู่กับภาพเมื่อครู่ ภาพที่พี่ธีกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ในชุดกึ่งเปลือยนั่น เหมือนมีดแหลมคมกรีดลึกลงมาบนความรู้สึกของฉันอย่างไร้ปรานี
ฉันยืนนิ่งไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงขยับขา ความเจ็บปวดที่เผชิญอยู่หนักหนาเกินกว่าจะรับได้ ฉันไม่ได้เตรียมใจรับมือกับมันมาก่อน เลยไม่รู้ว่าต้องจัดการยังไงดี ตอนนี้พี่ธีได้ทำลายความรักและความเชื่อใจของฉันไปหมดสิ้นแล้ว
แหมะ!
หยดน้ำเย็นเฉียบกระทบลงบนแก้ม ก่อนที่หยดต่อมาจะหล่นตามมาไม่ขาดสาย ไม่นานสายฝนก็เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คล้ายจะซ้ำเติมความรู้สึกเจ็บปวดของฉัน
วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมแม้แต่ฟ้าฝนยังไม่เข้าข้างฉันเลย
เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้มแล้วกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดหัวแรง ๆ พยายามไล่ความรู้สึกน้อยใจฟ้าฝนออกจากสมอง จากนั้นก็รีบก้าวไปยืนริมถนน โบกรถแท็กซี่คันแรกที่แล่นผ่านมา
“ไป Nebula pup ค่ะ”
บอกชื่อผับซึ่งเป็นสถานที่จัดงานวันเกิดของเอ็มเจกับคนขับรถ เสียงที่เปล่งออกมาแผ่วเบาจนเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง
ฉันมองออกไปด้านนอกขณะรถเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน น้ำตาร้อนผ่าวไหลออกมาไม่หยุด แม้พยายามปาดเช็ดมันออกให้หมด แต่ความเสียใจก็สั่งการให้ต่อมน้ำตาทำงานอัตโนมัติ ทั้งที่สมองกำลังสั่งให้มันหยุดไหลอยู่แท้ ๆ
ร่างกายของฉันมันไม่รักดีเอาเสียเลย
รถแท็กซี่จอดตรงด้านหน้า Nebula pup ฉันจ่ายเงินให้คนขับแล้วรีบก้าวลงมา ทันทีที่เข้ามาด้านใน ก็พบกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เสียงดนตรีเงียบสนิท เหล่าลูกค้าภายในร้านถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“เกิดอะไรขึ้น”
พึมพำกับตัวเองพลางกวาดตามองหาแสนดี ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อกดโทรหาเพื่อน ทว่าจู่ ๆ ก็มีใครบางคนเดินชนฉันเข้าเต็มแรง
“โอ๊ย!”
ร่างฉันเซถลาไปชนกับโต๊ะ โทรศัพท์หลุดมือกระแทกพื้น แถมแว่นตาก็ร่วงหายไปไหนไม่รู้
“ขอโทษครับ”
เสียงคนที่เดินชนเอ่ยขึ้นอย่างรีบเร่ง แล้วเขาก็หายไปในฝูงชนโดยที่ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไร
ฉันย่อตัวลงควานหาแว่นตาของตัวเอง มือคลำไปตามพื้น นัยน์ตาพร่ามัว เมื่อไม่มีแว่นสายตาฉันก็มองเห็นทุกอย่างเป็นเพียงภาพเบลอ ๆ เท่านั้น
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ







