Masukเช้าวันเสาร์
ฉันนัดกับแสนดีที่ห้างสรรพสินค้าละแวกมหาวิทยาลัย พวกเราจะไปหาซื้อชุดสำหรับใส่ไปร่วมงานวันเกิดของเอ็มเจคืนนี้ เลือกกันอยู่หลายร้านแต่ยังไม่ถูกใจสักที แสนดีจึงชวนฉันไปอีกห้างที่หรูหรากว่า
เราสองคนนั่งรถแท็กซี่มาถึงภูริวัฒน์พาราไดซ์ ฉันเดินเข้าไปในห้างอย่างตื่นตาตื่นใจ ที่นี่ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริง ๆ
“ตอนเดินเข้ามาสังเกตเห็นอะไรบ้างไหม”
จู่ ๆ แสนดีก็เอ่ยถามขึ้นมา นอกจากความยิ่งใหญ่ของห้างสายตาก็ไม่ได้สังเกตอะไรเลย
ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ตอบเพื่อน
“ชื่อห้างไง”
“ชื่อห้าง? ทำไมเหรอ”
“ภูริวัฒน์ไง คุ้น ๆ บ้างไหม”
ฉันย่นคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้ง
แสนดีพ่นลมหายใจใส่ฉันพลางยกมือขึ้นมาเท้าเอวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“ก็นามสกุลของเอ็มเจไงล่ะ”
“นามสกุลของเอ็มเจ? งั้นก็หมายความว่า...”
“ใช่ เอ็มเจเป็นทายาทของภูริวัฒน์พาราไดซ์ที่มีอยู่เกือบยี่สิบสาขาทั่วประเทศ แต่ฝันไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก ปกติก็ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้ พอดีเอ็มเจมันเป็นพวกอินโทรเวิร์ดน่ะ ไม่แสดงตัวแล้วก็ไม่เคยบอกใคร ถ้าพีทไม่เล่าให้ฟังเราก็ไม่รู้เหมือนกัน”
นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่เหมือนกัน ฉันไม่ค่อยได้สนใจเรื่องของเอ็มเจสักเท่าไหร่ เพราะเขาเพิ่งเข้ามาในกลุ่มพวกเราได้ไม่ถึงปี เมื่อก่อนมีแค่ฉัน พีท และแสนดี ไม่คิดเลยว่าครอบครัวของเขาจะร่ำรวยขนาดนี้ ปกติเห็นใส่แต่ชุดช็อปวิศวะ ไปไหนมาไหนก็ขับแต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้าแสนดีไม่บอกฉันแทบดูไม่ออกเลยว่าเขาเป็นทายาทเศรษฐีที่ติดอันดับท็อปสิบในประเทศไทย
นี่สินะที่คนชอบพูดกันว่า คนที่เขารวยจริง ๆ จะไม่ชอบทำตัวอวดรวย แต่พวกรวยจอมปลอมมักจะชอบอวดนั่นอวดนี่ ทั้งที่ความจริงแล้วรวยแต่เขือ
ฉันยืนอึ้งเหมือนถูกสาป แสนดีจึงจูงมือฉันเข้าไปในห้าง พวกเราเดินเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ดัง แสนดีหยิบชุดนั้นชุดนี้มาทาบตัว พอได้ชุดที่ถูกใจเธอก็หันมาทางฉัน
“ฝันว่าชุดนี้เป็นไงบ้าง”
ฉันส่งยิ้มพลางพยักหน้าตอบกลับ ชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีดำเข้ากับรูปร่างของแสนดีมาก แถมยังช่วยขับผิวขาวผ่องของเธอให้ดูโดดเด่นขึ้นไปอีก
“งั้นหนูเอาชุดนี้ค่ะ”
แสนดีส่งชุดให้พนักงาน จากนั้นเธอก็เดินไปหยิบเดรสสายเดี่ยวเว้าหลังสีเดียวกันมาอีกชุด ก่อนจะทาบลงบนตัวเช่นเคย แล้วหันมาถามความเห็นจากฉันอีกครั้ง
“แล้วชุดนี้ล่ะ”
“ชุดนี้ก็สวย”
“ถ้างั้นหนูเอาชุดนี้ด้วยค่ะ”
แสนดียื่นชุดให้พนักงานอีกชุด หลังจากจ่ายเงินพวกเราก็พากันเดินออกจากร้าน
ฉันตั้งใจจะไปซื้อชุดจากร้านที่ตั้งแผงขายอยู่นอกห้างเพราะราคาจะได้ไม่แพงมาก เมื่อกี้ตอนเดินเข้ามาเห็นตั้งขายอยู่หลายร้านเลย
ทว่าพอเดินออกมา แสนดีกลับดึงมือฉันไปอีกทาง
“เราจะไปไหนกันเหรอ”
“กลับคอนโดเราไง”
“แล้วชุดของเราล่ะ”
“นี่ไงได้แล้ว”
แสนดียกถุงกระดาษที่มีชุดเดรสแสนเซ็กซี่อยู่ในนั้นสองชุดขึ้นมาแล้วส่งยิ้มให้ หมายความว่าเมื่อกี้ยัยเพื่อนสนิทซื้อชุดมาเผื่อฉันด้วยงั้นเหรอ
แต่ชุดนั้นมันเซ็กซี่มากเลยนะ
“แสนดีแต่ชุดนั้นมัน...”
“ต่อไปฝันต้องเลิกแต่งตัวเป็นยัยป้าได้แล้ว”
ฉันขมวดคิ้วอย่างกังวล แสนดีจึงกระตุกแขนฉันเบา ๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“เถอะน่า! เชื่อเราสิ หลังแต่งออกมาฝันต้องสวยมากแน่ ๆ”
เธอพยักหน้าให้เชื่อในคำพูดของเธอ ฉันยิ้มเจื่อนอย่างกังวลใจ ชุดนั้นมันจะเข้ากับฉันจริง ๆ เหรอ
แม้จะคิดอย่างนั้นแต่สุดท้ายก็ยอมนั่งรถแท็กซี่ไปกับแสนดี ระหว่างที่อยู่ในรถ จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ฉันล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้าสีขาวหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดู สายที่โทรเข้ามาทำให้ฉันแปลกใจเล็กน้อย
“พี่ธี”
“โทรมาทำไมตอนนี้ก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าจะโทรมาตามให้ไปช่วยทำงานอีกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นอย่าไปเด็ดขาดนะฝัน”
แสนดีรีบพูดดักทางไว้ก่อน ตอนนี้ฉันรู้สึกลังเลว่าจะกดรับสายดีไหม เพราะยังน้อยใจเรื่องเมื่อวาน
ดวงตาจ้องมองหน้าจอนิ่ง สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจกดรับสาย
“ค่ะพี่ธี” ทำเสียงแข็งกว่าปกติ
[ตอนนี้พี่มารออยู่ที่หน้าหอพักแล้วนะ วันนี้พี่ว่าจะพาฝันไปกินข้าวแล้วก็ไปดูหนัง ฝันกำลังทำอะไรอยู่ครับ อาบน้ำรึยัง]
น้ำเสียงของเขาดูอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อวาน ฉันสูดหายใจลึกพยายามท่องไว้ว่าต้องทำเป็นงอนบ้าง
“ตอนนี้ฝันออกมาซื้อของกับเพื่อนค่ะ”
[อ้าวเหรอ แล้วฝันจะกลับหอตอนไหน เดี๋ยวพี่รออยู่หน้าหอก็ได้]
“คืนนี้ฝันจะค้างที่คอนโดเพื่อนค่ะ ไม่กลับหอ”
[นี่ฝันยังโกรธพี่ใช่ไหม คือเมื่อวานพี่เหนื่อยกับงานกลุ่มก็เลยเผลอพูดไม่ดีใส่ฝัน พี่ขอโทษนะ ฝันหายโกรธพี่นะครับ นะครับฝัน]
ฉันสูดหายใจลึก พยายามจะไม่ใจอ่อน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับน้ำเสียงออดอ้อนของเขาจนได้
“ฝันไม่ได้โกรธพี่ธีหรอกค่ะ”
[ฝันไม่ได้โกรธพี่จริง ๆ นะครับ]
“ค่ะ”
ตอนพูดคำว่าค่ะ ฉันเห็นเพื่อนสนิทนั่งถอนหายใจ สงสัยแสนดีจะเอือมระอาฉันเต็มทน
[ถ้างั้นคืนนี้เราไปกินข้าวด้วยกันนะครับ ไถ่โทษที่พี่ทำฝันเสียใจไง]
“ขอโทษนะคะพี่ธี พอดีฝันมีนัดกับเพื่อนแล้วค่ะ เอาไว้พรุ่งนี้ได้ไหมคะ”
[ว้า! เสียดายจัง งั้นเย็นนี้พี่คงต้องกินข้าวอยู่ที่ห้องคนเดียวสินะ]
พูดเหมือนปกติฉันไปกินด้วยตลอดอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่เป็นแฟนกันฉันเคยไปกินข้าวที่ห้องเขาแค่ครั้งเดียวเองมั้ง
แม้จะคิดอย่างนั้น พอได้ยินว่าเขาต้องกินข้าวคนเดียว มันก็อดคิดมากไม่ได้
“พี่ธีไม่โกรธฝันใช่ไหมคะ”
[พี่จะโกรธฝันได้ไงล่ะครับ ฝันเป็นแฟนพี่นะ ถ้างั้นวันนี้ฝันก็ไปเที่ยวกับเพื่อนเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าพี่มารับที่หอแล้วเราไปทำอะไรกินกันที่ห้องพี่ดีไหมครับ]
“ค่ะ”
[พรุ่งนี้เจอกันนะครับคนดีของพี่]
สิ้นประโยคพี่ธีก็กดวางสายไป ส่วนฉันก็กำลังนั่งยิ้มให้กับหน้าจอที่ดับวูบไปแล้ว
ความจริงพี่ธีก็ยังน่ารักเหมือนเดิม สงสัยเมื่อวานฉันจะคิดมากไปเอง
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ
ช่วงเที่ยง ฉันถูกแสนดีลากเข้ามาคุยในห้องห้องหนึ่ง ยัยเพื่อนซี้ไม่รอช้า รีบซักไซ้เรื่องที่เมื่อคืนฉันถูกเอ็มเจอุ้มออกจากร้านเหล้า “เล่ามาให้หมดเลยนะ ไหนบอกว่าเอ็มเจมีลูกมีเมียแล้วไง แล้วทำไมยังยอมไปกับมันอีก ฝันไม่รักตัวเองเหรอ” “ความจริงเรื่องนั้น...เราเข้าใจผิดเองน่ะ คนที่เราเห็นเม
แววตาที่ทอดมองแสดงออกถึงความวิงวอนอย่างเห็นได้ชัด ฉันอ้าปากออกช้า ๆ ขณะจ้องตากับเขา ส่งปลายลิ้นสัมผัสกับส่วนหัวหยักเบา ๆ ตวัดเลียน้ำสีใสที่ไหลซึมออกมาจากรูเล็กตรงปลายลำ เอ็มเจเงยหน้า เปล่งเสียงครางออกจากลำคอผะแผ่ว ฝ่ามือของเขาเคลื่อนมากำผมฉันไว้อย่างหลวม ๆ “เสียวว่ะฝัน” ฉันอ
เนื่องในโอกาสครบรอบสามปีที่ผมได้พบกับฝันหวาน วันนี้ผมจึงวางแผนเซอร์ไพรส์ขอเธอแต่งงาน ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยมีไอ้พีทกับแสนดีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยกันวางแผนและดำเนินการอย่างลับ ๆ ผมตั้งใจจะขอเธอแต่งงานตรงสะพานข้ามคลองซึ่งเป็นสถานที่ที่เราพบกันครั้งแรก สองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ช่วงวันหยุดยาวผมชวนฝันหวานมาเที่ยวที่นครนายก เราจองลานกางเต็นท์บรรยากาศส่วนตัว ด้านหน้าเป็นวิวลำธารเล็ก ๆ ตอนแรกไอ้พีทกับแสนดีก็อยากมาด้วย แต่เผอิญว่าทางครอบครัวของแสนดีจัดทริปไปเที่ยวภาคเหนือ เธอเลยต้องเดินทางไปเที่ยวกับที่บ้าน พอไอ้พีทรู้ว่าแสนดีมาด้วยไม่ได้มันก็ไม่อยากมาซะงั้น แต่




![ผัวสามร่านรัก (4P) + [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


