LOGINเช้าวันเสาร์
ฉันนัดกับแสนดีที่ห้างสรรพสินค้าละแวกมหาวิทยาลัย พวกเราจะไปหาซื้อชุดสำหรับใส่ไปร่วมงานวันเกิดของเอ็มเจคืนนี้ เลือกกันอยู่หลายร้านแต่ยังไม่ถูกใจสักที แสนดีจึงชวนฉันไปอีกห้างที่หรูหรากว่า
เราสองคนนั่งรถแท็กซี่มาถึงภูริวัฒน์พาราไดซ์ ฉันเดินเข้าไปในห้างอย่างตื่นตาตื่นใจ ที่นี่ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริง ๆ
“ตอนเดินเข้ามาสังเกตเห็นอะไรบ้างไหม”
จู่ ๆ แสนดีก็เอ่ยถามขึ้นมา นอกจากความยิ่งใหญ่ของห้างสายตาก็ไม่ได้สังเกตอะไรเลย
ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ตอบเพื่อน
“ชื่อห้างไง”
“ชื่อห้าง? ทำไมเหรอ”
“ภูริวัฒน์ไง คุ้น ๆ บ้างไหม”
ฉันย่นคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้ง
แสนดีพ่นลมหายใจใส่ฉันพลางยกมือขึ้นมาเท้าเอวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“ก็นามสกุลของเอ็มเจไงล่ะ”
“นามสกุลของเอ็มเจ? งั้นก็หมายความว่า...”
“ใช่ เอ็มเจเป็นทายาทของภูริวัฒน์พาราไดซ์ที่มีอยู่เกือบยี่สิบสาขาทั่วประเทศ แต่ฝันไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก ปกติก็ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้ พอดีเอ็มเจมันเป็นพวกอินโทรเวิร์ดน่ะ ไม่แสดงตัวแล้วก็ไม่เคยบอกใคร ถ้าพีทไม่เล่าให้ฟังเราก็ไม่รู้เหมือนกัน”
นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่เหมือนกัน ฉันไม่ค่อยได้สนใจเรื่องของเอ็มเจสักเท่าไหร่ เพราะเขาเพิ่งเข้ามาในกลุ่มพวกเราได้ไม่ถึงปี เมื่อก่อนมีแค่ฉัน พีท และแสนดี ไม่คิดเลยว่าครอบครัวของเขาจะร่ำรวยขนาดนี้ ปกติเห็นใส่แต่ชุดช็อปวิศวะ ไปไหนมาไหนก็ขับแต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้าแสนดีไม่บอกฉันแทบดูไม่ออกเลยว่าเขาเป็นทายาทเศรษฐีที่ติดอันดับท็อปสิบในประเทศไทย
นี่สินะที่คนชอบพูดกันว่า คนที่เขารวยจริง ๆ จะไม่ชอบทำตัวอวดรวย แต่พวกรวยจอมปลอมมักจะชอบอวดนั่นอวดนี่ ทั้งที่ความจริงแล้วรวยแต่เขือ
ฉันยืนอึ้งเหมือนถูกสาป แสนดีจึงจูงมือฉันเข้าไปในห้าง พวกเราเดินเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ดัง แสนดีหยิบชุดนั้นชุดนี้มาทาบตัว พอได้ชุดที่ถูกใจเธอก็หันมาทางฉัน
“ฝันว่าชุดนี้เป็นไงบ้าง”
ฉันส่งยิ้มพลางพยักหน้าตอบกลับ ชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีดำเข้ากับรูปร่างของแสนดีมาก แถมยังช่วยขับผิวขาวผ่องของเธอให้ดูโดดเด่นขึ้นไปอีก
“งั้นหนูเอาชุดนี้ค่ะ”
แสนดีส่งชุดให้พนักงาน จากนั้นเธอก็เดินไปหยิบเดรสสายเดี่ยวเว้าหลังสีเดียวกันมาอีกชุด ก่อนจะทาบลงบนตัวเช่นเคย แล้วหันมาถามความเห็นจากฉันอีกครั้ง
“แล้วชุดนี้ล่ะ”
“ชุดนี้ก็สวย”
“ถ้างั้นหนูเอาชุดนี้ด้วยค่ะ”
แสนดียื่นชุดให้พนักงานอีกชุด หลังจากจ่ายเงินพวกเราก็พากันเดินออกจากร้าน
ฉันตั้งใจจะไปซื้อชุดจากร้านที่ตั้งแผงขายอยู่นอกห้างเพราะราคาจะได้ไม่แพงมาก เมื่อกี้ตอนเดินเข้ามาเห็นตั้งขายอยู่หลายร้านเลย
ทว่าพอเดินออกมา แสนดีกลับดึงมือฉันไปอีกทาง
“เราจะไปไหนกันเหรอ”
“กลับคอนโดเราไง”
“แล้วชุดของเราล่ะ”
“นี่ไงได้แล้ว”
แสนดียกถุงกระดาษที่มีชุดเดรสแสนเซ็กซี่อยู่ในนั้นสองชุดขึ้นมาแล้วส่งยิ้มให้ หมายความว่าเมื่อกี้ยัยเพื่อนสนิทซื้อชุดมาเผื่อฉันด้วยงั้นเหรอ
แต่ชุดนั้นมันเซ็กซี่มากเลยนะ
“แสนดีแต่ชุดนั้นมัน...”
“ต่อไปฝันต้องเลิกแต่งตัวเป็นยัยป้าได้แล้ว”
ฉันขมวดคิ้วอย่างกังวล แสนดีจึงกระตุกแขนฉันเบา ๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“เถอะน่า! เชื่อเราสิ หลังแต่งออกมาฝันต้องสวยมากแน่ ๆ”
เธอพยักหน้าให้เชื่อในคำพูดของเธอ ฉันยิ้มเจื่อนอย่างกังวลใจ ชุดนั้นมันจะเข้ากับฉันจริง ๆ เหรอ
แม้จะคิดอย่างนั้นแต่สุดท้ายก็ยอมนั่งรถแท็กซี่ไปกับแสนดี ระหว่างที่อยู่ในรถ จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ฉันล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้าสีขาวหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดู สายที่โทรเข้ามาทำให้ฉันแปลกใจเล็กน้อย
“พี่ธี”
“โทรมาทำไมตอนนี้ก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าจะโทรมาตามให้ไปช่วยทำงานอีกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นอย่าไปเด็ดขาดนะฝัน”
แสนดีรีบพูดดักทางไว้ก่อน ตอนนี้ฉันรู้สึกลังเลว่าจะกดรับสายดีไหม เพราะยังน้อยใจเรื่องเมื่อวาน
ดวงตาจ้องมองหน้าจอนิ่ง สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจกดรับสาย
“ค่ะพี่ธี” ทำเสียงแข็งกว่าปกติ
[ตอนนี้พี่มารออยู่ที่หน้าหอพักแล้วนะ วันนี้พี่ว่าจะพาฝันไปกินข้าวแล้วก็ไปดูหนัง ฝันกำลังทำอะไรอยู่ครับ อาบน้ำรึยัง]
น้ำเสียงของเขาดูอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อวาน ฉันสูดหายใจลึกพยายามท่องไว้ว่าต้องทำเป็นงอนบ้าง
“ตอนนี้ฝันออกมาซื้อของกับเพื่อนค่ะ”
[อ้าวเหรอ แล้วฝันจะกลับหอตอนไหน เดี๋ยวพี่รออยู่หน้าหอก็ได้]
“คืนนี้ฝันจะค้างที่คอนโดเพื่อนค่ะ ไม่กลับหอ”
[นี่ฝันยังโกรธพี่ใช่ไหม คือเมื่อวานพี่เหนื่อยกับงานกลุ่มก็เลยเผลอพูดไม่ดีใส่ฝัน พี่ขอโทษนะ ฝันหายโกรธพี่นะครับ นะครับฝัน]
ฉันสูดหายใจลึก พยายามจะไม่ใจอ่อน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับน้ำเสียงออดอ้อนของเขาจนได้
“ฝันไม่ได้โกรธพี่ธีหรอกค่ะ”
[ฝันไม่ได้โกรธพี่จริง ๆ นะครับ]
“ค่ะ”
ตอนพูดคำว่าค่ะ ฉันเห็นเพื่อนสนิทนั่งถอนหายใจ สงสัยแสนดีจะเอือมระอาฉันเต็มทน
[ถ้างั้นคืนนี้เราไปกินข้าวด้วยกันนะครับ ไถ่โทษที่พี่ทำฝันเสียใจไง]
“ขอโทษนะคะพี่ธี พอดีฝันมีนัดกับเพื่อนแล้วค่ะ เอาไว้พรุ่งนี้ได้ไหมคะ”
[ว้า! เสียดายจัง งั้นเย็นนี้พี่คงต้องกินข้าวอยู่ที่ห้องคนเดียวสินะ]
พูดเหมือนปกติฉันไปกินด้วยตลอดอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่เป็นแฟนกันฉันเคยไปกินข้าวที่ห้องเขาแค่ครั้งเดียวเองมั้ง
แม้จะคิดอย่างนั้น พอได้ยินว่าเขาต้องกินข้าวคนเดียว มันก็อดคิดมากไม่ได้
“พี่ธีไม่โกรธฝันใช่ไหมคะ”
[พี่จะโกรธฝันได้ไงล่ะครับ ฝันเป็นแฟนพี่นะ ถ้างั้นวันนี้ฝันก็ไปเที่ยวกับเพื่อนเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าพี่มารับที่หอแล้วเราไปทำอะไรกินกันที่ห้องพี่ดีไหมครับ]
“ค่ะ”
[พรุ่งนี้เจอกันนะครับคนดีของพี่]
สิ้นประโยคพี่ธีก็กดวางสายไป ส่วนฉันก็กำลังนั่งยิ้มให้กับหน้าจอที่ดับวูบไปแล้ว
ความจริงพี่ธีก็ยังน่ารักเหมือนเดิม สงสัยเมื่อวานฉันจะคิดมากไปเอง
เช้าวันเสาร์ ฉันนัดกับแสนดีที่ห้างสรรพสินค้าละแวกมหาวิทยาลัย พวกเราจะไปหาซื้อชุดสำหรับใส่ไปร่วมงานวันเกิดของเอ็มเจคืนนี้ เลือกกันอยู่หลายร้านแต่ยังไม่ถูกใจสักที แสนดีจึงชวนฉันไปอีกห้างที่หรูหรากว่า เราสองคนนั่งรถแท็กซี่มาถึงภูริวัฒน์พาราไดซ์ ฉันเดินเข้าไปในห้างอย่างตื่นตาตื่นใจ ที่นี่ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริง ๆ “ตอนเดินเข้ามาสังเกตเห็นอะไรบ้างไหม” จู่ ๆ แสนดีก็เอ่ยถามขึ้นมา นอกจากความยิ่งใหญ่ของห้างสายตาก็ไม่ได้สังเกตอะไรเลย ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ตอบเพื่อน “ชื่อห้างไง” “ชื่อห้าง? ทำไมเหรอ” “ภูริวัฒน์ไง คุ้น ๆ บ้างไหม” ฉันย่นคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้ง แสนดีพ่นลมหายใจใส่ฉันพลางยกมือขึ้นมาเท้าเอวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ “ก็นามสกุลของเอ็มเจไงล่ะ” “นามสกุลของเอ็มเจ? งั้นก็หมายความว่า...” “ใช่ เอ็มเจเป็นทายาทของภูริวัฒน์พาราไดซ์ที่มีอยู่เกือบยี่สิบสาขาทั่วประเทศ แต่ฝันไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก ปกติก็ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้ พอดีเอ็มเจมันเป็นพวกอินโทรเวิร์ดน่ะ ไม่แสดงตัวแล้วก็ไม่เคยบอกใคร ถ้าพี
ฉันทิ้งกายลงบนเตียงขนาดเล็กภายในห้องนอน หลังจากพยายามโทรหาพี่ธีอยู่หลายรอบ นอกจากอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับสายเขายังไม่ตอบกลับข้อความที่ฉันส่งไปราว ๆ สิบข้อความได้ ความจริงพี่ธีก็บอกไว้แล้วล่ะว่าวันนี้มีนัดทำงานกลุ่มกับเพื่อน อาจไม่มีเวลาตอบแชตหรือรับโทรศัพท์ แต่ฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี กลัวว่าเขาจะทำงานจนไม่มีเวลาได้พัก ช่วงนี้พี่ธีทำงานหนักจนพวกเราไม่มีเวลาได้คุยกัน วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ฉันกะว่าจะชวนพี่ธีทำอาหารกินที่ห้องตามประสาคนเป็นแฟน พอคิดขึ้นมาก็พานให้ยิ้มจนแก้มปริ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความ ‘ฝันดีนะคะ’ ไปให้เขา จากนั้นก็ปิดเครื่องมือสื่อสารแล้ววางมันไว้ข้างเตียงนอน ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดสวิตช์โคมไฟแล้วทิ้งศีรษะหนุนหมอน หวังว่าคืนนี้ฉันจะนอนหลับฝันดีเหมือนอย่างที่เพิ่งอวยพรอีกคนไป วันต่อมา วันนี้ฉันตื่นแต่เช้ามาทำข้าวผัดกะเพราหมูสับสองกล่อง กล่องหนึ่งตั้งใจเอาไปฝากแสนดี รายนั้นได้กินทีไรก็ชมทุกทีว่าฝีมือทำอาหารของฉันเยี่ยมยอดที่สุด ส่วนอีกกล่องตั้งใจเอาไว้ว่าจะเอาไปฝากพี่ธีที่คณะ พี่ธีกับฉันเรียนคนละคณะกัน ฉันเรียนอยู่คณะบริ
@Nebula pupเสียงเพลงจังหวะครื้นเครงดังกระหึ่มไปทั่วผับหรูใจกลางเมือง แสงไฟสีสันฉูดฉาดส่องวูบวาบเข้ากับบรรยากาศของค่ำคืนแห่งความสนุกสนานไอ้พีทมันชวนผมมานั่งแดกเหล้าในผับของรุ่นพี่ที่รู้จัก ผับนี้ค่อนข้างหรูและเลือกคนเข้ามาใช้บริการ นอกจากมีเงินแล้วหน้าตาต้องดีด้วยถึงเข้าได้ไม่รู้ไอ้เจ้าของผับมันไปเอาหลักเกณฑ์แบบนี้มาจากไหน แต่คนเข้ามาเที่ยวเสือกเยอะฉิบหายผมเอนหลังพิงพนักโซฟา สูบบุหรี่พ่นควันสีขาวออกเป็นสาย แม้ที่นี่จะห้ามสูบบุหรี่ในผับ และมีจุด Smoking area ไว้คอยบริการอยู่ด้านนอก แต่สำหรับห้องวีไอพีเป็นข้อยกเว้นก็ขนาดไอ้เจ้าของผับมันยังสูบในนี้ได้ ทำไมผมจะสูบบ้างไม่ได้ล่ะ“แค่หลานไม่ยอมกินผัก ถึงกับต้องรีบไปหาเลยเหรอวะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า”ไอ้พีทมันแซวไม่เลิกตั้งแต่ในคาบเรียนแล้ว แถมมันยังเอามาเล่าต่อในวงเหล้าอีกต่างหาก เรื่องที่เมื่อเช้าพี่สาวผมส่งข้อความมาบอกว่าน้องเจ้าขา หลานสาวสุดที่รักไม่ยอมกินผัก เด็กน้อยพูดเพียงแค่ว่ารอให้น้าเจป้อนถึงจะยอมกิน ในฐานะคุณน้าที่แสนดีผมเลยต้องรีบไปหาหลานสาวก็แค่นั้น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไปหนักส่วนไหนของหัวมัน แม่งแซวอยู่ได้ผมนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ใส่ไอ
สิ้นน้ำเสียงดุดัน เอ็มเจก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาใครสักคนฉันนั่งนิ่งด้วยความสับสน สรุปเมื่อกี้เขาพูดกับฉันรึเปล่านะนั่งขมวดคิ้ว มองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจนัก จนกระทั่งได้คำตอบที่กระจ่างที่แท้เอ็มเจก็บ่นให้คนที่เพิ่งส่งข้อความมาหาเขานี่เอง และตอนนี้ดูเหมือนว่าคนตรงหน้ากำลังจะโทรไปเอ็ดคนปลายสายเรื่องไม่กินผัก“ทำไมไม่กินผักครับ แล้วอย่างนี้จะโตได้ไงล่ะคนดี”น่าแปลกที่น้ำเสียงแข็งกระด้างก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นมาทันที ถ้าให้เดา เขาคงคุยกับแฟนแน่ ๆน้ำเสียงว่าแปลกแล้ว รอยยิ้มและแววตาที่เผยให้เห็นถึงความอ่อนโยนดูแปลกยิ่งกว่า เท่าที่รู้จักและเคยเจอกัน ฉันไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของเอ็มเจเลยสักครั้งเขายิ้มเป็นเหมือนกันแฮะ“เลิกเรียนแล้วจะรีบกลับไปหานะ คิดถึงเหมือนกันครับ”สิ้นประโยคเขาก็กดวางสาย ก่อนใบหน้าจะกลับสู่โหมดดุดันอีกครั้งพีทยักคิ้วให้เพื่อนสนิทของเขา ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ คล้ายกับการแซว“ต้องหวานขนาดนั้นเลยเหรอวะ”“เออ”เจ้าของใบหน้าขึงขังหันไปตอบเสียงห้วน ระหว่างที่หันกลับมาสนใจจานข้าวตัวเอง เขาก็ไม่ลืมแวะมองหน้าฉันแวบหนึ่งใบหน้าเรียบนิ่งและสายตาอ่านยากที่มองกันให้
@คณะบริหารธุรกิจ “ฝันหวาน ทางนี้” หญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มแบบฉบับสาวไทยเชื้อสายจีนกำลังกวักมือเรียกฉันให้เดินเข้าไปหาตรงโต๊ะหินอ่อนหน้าตึกคณะ ฉันคลี่ยิ้ม ก่อนจะสืบเท้าตรงดิ่งไปนั่งร่วมโต๊ะกับเธอ ‘แสนดี’ คือเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านทองในเยาวราช ครอบครัวทำธุรกิจมาหลายรุ่น ฐานะดีจนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง แต่ถึงกระนั้นแสนดีก็ไม่เคยอวดรวยหรือถือตัว “ทำไมเพิ่งมาถึงล่ะ ไหนบอกว่าจะมากินข้าวเช้าด้วยกันไง” นั่งลงยังไม่ทันไรแสนดีก็เอ็ดฉันยกใหญ่ เมื่อวานเรานัดกันไว้ว่าเช้านี้จะมากินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน แต่ฉันดันมาสาย “ตื่นสายน่ะสิ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเลย” “อย่าบอกนะว่ามัวแต่ทำรายงานให้พี่ธีจนไม่ได้นอนอีกแล้วน่ะ” ฉันยู่ปากแล้วพยักหน้าช้า ๆ ‘พี่ธีรัช’ เป็นแฟนของฉันเอง เราสองคนรู้จักกันเมื่อปีที่แล้ว เขาเป็นคนเข้ามาจีบฉัน เราคุยกันมาเรื่อย ๆ จนเมื่อหกเดือนก่อนพี่ธีก็ขอฉันเป็นแฟน แน่นอนว่าฉันตอบตกลงทันที ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ พี่ธีทั้งหล่อทั้งเก่ง เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นประธานชมรมกีฬาอีก







