เข้าสู่ระบบผมยืนกอดอกพิงกำแพงพลางถอนหายใจยาวอยู่ในห้องวีไอพีของผับ สายตาจับจ้องไปยังไอ้พีทที่กำลังยืนเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนี้ภายในร้านวุ่นวายมาก งานวันเกิดเละไม่เป็นท่า แม่งไม่รู้ใครเป็นคนโทรไปแจ้งความว่าจะมีการจัดปาร์ตี้มั่วยา
เอาจริงนะ ถึงพวกผมจะเหี้_ยแต่ก็ไม่เคยเล่นยาครับ
อันนี้ไม่นับพี่เสือนะ
ไอ้พีทยกมือไหว้นายตำรวจ ก่อนจะเดินยิ้มแหยมาทางผม
“ตำรวจยอมปล่อยแค่พวกเราว่ะ ยังไงที่เหลือก็ต้องตรวจค้นตามหน้าที่”
เพื่อนผมเป็นลูกชายนายตำรวจใหญ่ นั่นเลยทำให้มันกล้าไปเจรจากับพวกเจ้าหน้าที่ มันบอกว่าตำรวจจะปล่อยพวกผมไปก่อน ส่วนนักท่องราตรีที่เหลือยังต้องตรวจค้นตามปกติ
“เดี๋ยวจะมีตำรวจพาพวกเราเดินออกทางหลังร้าน”
ไอ้พีทบอกผมและแสนดี ก่อนมันจะหันไปทางพี่เสือแล้วพูดเพื่อให้เจ้าของผับเบาใจ
“ไม่ต้องห่วงนะเฮีย พ่อผมเคลียร์แล้ว ตรวจไม่นานหรอก”
ทันใดนั้นเองนายตำรวจคนหนึ่งก็หันมาพยักหน้าส่งสัญญาณทางสะดวก
“ไปเถอะ”
ไอ้พีทพยักหน้าชวนผมและแสนดี ทว่าแสนดีกลับยังกังวลเรื่องคนที่บอกว่าจะตามมาทีหลัง แต่ป่านนี้ยังไม่โผล่หน้ามา
“แต่ฝันยังไม่มาเลยนะ ถ้าฝันมาที่นี่แล้วไม่เจอพวกเราล่ะ”
“ทำไมไม่โทรไปบอกล่ะว่าไม่ต้องมาแล้ว”
“ฉันโทรไปแล้วแต่ฝันไม่ยอมรับสาย ไม่แน่ใจว่าโดนตำรวจต้อนไปรวมกับพวกด้านล่างรึเปล่า”
ผมยืนนิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับไอ้พีท
“มึงพาแสนดีออกไปก่อน เดี๋ยวกูจะไปตามหายัยนั่นเอง แล้วเดี๋ยวจะรีบตามไป”
“งั้นก็ตามนั้น ไปเถอะ”
ไอ้พีทพูดกับผมจบแล้วหันไปพูดกับแสนดี จากนั้นมันก็จูงมือแสนดีเดินลงบันไดไป
ผมหันไปตบไหล่พี่เสือแล้วเดินตามหลังไอ้พีทติด ๆ ก่อนจะแยกกับมันตรงบันได
ผมเดินเบียดฝูงชนเข้าไปพร้อมกับกวาดตามองหาฝันหวาน ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับใบหน้าคุ้นตา
ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมา เธอกำลังนั่งยอง ๆ ควานหาอะไรบางอย่างอยู่บนพื้น ร่างบางไร้การปกป้องทำให้ถูกชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่ได้ตั้งตัว
ผมขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกหงุดหงิด ก่อนจะก้าวพรวดตรงดิ่งไปหาเธอแทบจะทันที
“ฝันหวาน”
คนเงอะงะเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ดวงตาไร้แว่นนั่นคงทำให้เธอมองเห็นไม่ค่อยชัด ริมฝีปากบางเผยอเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ผมไม่อยากรอฟัง รีบดึงยัยเซ่อซ่าให้ลุกขึ้นยืน พอลุกขึ้นได้เธอก็รีบเอ่ยถาม
“เอ็มเจ! แล้วแสนดีล่ะ”
ดีที่ยังจำกันได้อยู่
ผมไม่ได้ตอบคำถามเธอ แต่กวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณนั้น ก่อนจะเห็นแว่นตาที่ตกอยู่ไม่ไกลมากนัก ทว่าสภาพแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม คงเพราะถูกคนที่เดินไปเดินมาเหยียบย่ำจนแตกละเอียด
“ไปเถอะ”
ผมพูดพลางตั้งท่าจะดึงแขนคนตัวเล็กออกจากที่นี่ ทว่าเธอกลับยื้อยุดเอาไว้พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“แว่นตากับมือถือฉันหล่น”
ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาตำหนิยัยเซ่อซ่านี่ดี ทำไมทำอะไรไม่รู้จักระมัดระวังวะ
“แว่นตาเธอแตกแล้ว”
“แล้วมือถือฉันล่ะ นายเห็นไหม”
ผมพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย ก่อนจะกวาดตาไปตามพื้นอีกครั้ง มองหาโทรศัพท์มือถือที่เจ้าของบอกว่าทำร่วงหล่น ก่อนดวงตาจะสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่มีสภาพไม่ต่างจากแว่นตาเท่าไหร่
ผมก้มลงหยิบเครื่องมือสื่อสารที่สภาพไม่น่าจะใช้สื่อสารได้แล้วขึ้นมา พลิกด้านหน้าจอแตกร้าวเป็นใยแมงมุมดู ก่อนจะยื่นมันให้เจ้าของ
คนตรงหน้ารีบคว้าไว้ทันควัน พอเห็นสภาพมือถือของตัวเองเท่านั้นแหละ ดวงตาที่ปราศจากแว่นก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
“มือถือฉัน”
ยัยเซ่อซ่ามัวแต่ยืนอาลัยอาวรณ์ เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดฉิบ กะอีแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า ๆ ไม่รู้จะเสียดายทำไมนักหนา
ผมถอนหายใจก่อนจะเหลือบมองฝูงชนรอบตัวที่ยังเดินกันให้วุ่นวายราวกับมดแตกรัง แล้วยัยคนเงอะงะก็ไม่เคยระวังตัว ยืนนิ่งให้คนอื่นเดินชนอยู่ได้
ผมยกแขนขึ้นกอดคอคนตัวเตี้ย ดึงรั้งร่างเธอขยับเข้ามา แต่ผมคงออกแรงเยอะไปหน่อย ใบหน้าของฝันหวานเลยแนบซบกับหน้าอกของผม ยัยคนบื้อยืนตัวแข็งทื่อ ทำอย่างกับไม่เคยถูกผู้ชายกอดอย่างไรอย่างนั้น
“จะยืนเซ่ออีกนานไหม”
“ฉัน...”
ผมไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูด รีบจูงแขนเธอออกจากตรงนั้นแล้วพาเดินลัดเลาะไปทางหลังร้าน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไอ้พีทเพิ่งจะจูงมือแสนดีเดินออกไป
ระหว่างผ่านซอกแคบ ผมเหลือบมองยัยเซ่อซ่าที่เดินกะโผลกกะเผลกตามแรงฉุด ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำยังคงจับจ้องโทรศัพท์ในมือเหมือนยังทำใจไม่ได้ว่ามันพังไปแล้ว
“พังก็แค่ซื้อใหม่ อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะมือถือเครื่องเดียวได้ไหม”
ผมพูดขึ้นลอย ๆ
เธอเงียบไปแป๊บหนึ่งก่อนจะพึมพำเบา ๆ
“คนรวยอย่างนายก็พูดได้สิ ฉันไม่ได้รวยเหมือนนายนะ”
คำพูดนั้นทำให้ผมชะงักไปเสี้ยววินาที ตวัดสายตามองเสี้ยวหน้าที่มีเพียงแสงไฟจากด้านนอกส่องสะท้อน เพิ่งสังเกตเห็นว่าเปลือกตาของเธอแดงเรื่อเหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา
ผมขมวดคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไร รีบจูงแขนคนหน้างอเดินออกมาจนถึงประตูด้านหลังผับ จากนั้นก็เดินต่อไปยังที่จอดรถ ปล่อยมือเธอทันทีเมื่อพวกเราเดินมาถึงรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของผม
“นายจะพาฉันไปไหน”
“ไม่ต้องถามมาก”
“แล้วแสนดีกับพีทล่ะ”
บอกว่าไม่ต้องถามแต่เธอกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด หันไปหยิบหมวกกันน็อกมาสวมให้คนขี้เซ้าซี้ ระหว่างที่จัดสายรัดคางให้เข้าที่ สายตาพลันสะดุดเข้ากับชุดของเธอเข้าพอดี วันนี้ยัยนี่แต่งตัวซะเซ็กซี่เชียว
ไม่รู้ว่าผีตัวไหนไปดลใจให้กล้าแต่ง เห็นแล้ว...เฮ่อ! ไม่อยากจะพูด
ผมถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกแล้วสวมมันให้เธอ คลุมทับชุดแนบเนื้อเว้าหลัง จากนั้นก็รูดซิปปิดมิดชิด ขืนแต่งตัวแบบนี้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ผู้คนบนท้องถนนคงได้แตกตื่นกันหมดแน่
เมื่อก้าวขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันคู่ใจมือก็จับแฮนด์แน่น จากนั้นก็บิดกุญแจสตาร์ตรถ สองเท้ายันพื้นไว้อย่างมั่นคง สายตาเหลือบมองคนที่ยังยืนเซ่ออยู่ที่เดิมไม่ยอมขึ้นมาสักที
“รอให้ฉันอุ้มขึ้นรึไง”
หันไปถามเสียงเข้ม เธอเม้มริมฝีปากนิด ๆ คล้ายลังเล แต่พอเห็นสายตากดดันจากผม คนตัวเล็กก็ยอมขยับเข้ามาใกล้
มือบอบบางเอื้อมมาจับไหล่ผมเบา ๆ เพื่อพยุงตัว ก่อนจะยกขาขึ้นพาดข้ามเบาะ แล้วค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งซ้อนท้ายอย่างระมัดระวัง ชุดรัดรูปคงทำให้เธออึดอัด กว่าจะจัดท่าทางได้ก็ใช้เวลาไปหลายนาที พอเรียบร้อยดีคุณเธอก็นั่งตัวเกร็งทำเหมือนไม่กล้าแตะต้องผม
ผมเหล่มองเธอแล้วถอนหายใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแขนเธอให้กอดเอวผมไว้
“จับดี ๆ อย่าหล่นลงไปซะล่ะ”
พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร
เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห
พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ
ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”
หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง
ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ







