Masuk“เดี๋ยวเอ๋ยไปเตรียมน้ำหวานเย็นๆมาให้คุณย่าฉายกับน้าละมัยก่อนะคะ” ลิปการ์พูดจบก็เดินเข้าไปในครัวเพื่อเอาเครื่องดื่มไปรับแขก
“ฉันอยากได้หนูเอ๋ยเป็นหลานสะใภ้ ขอได้มั้ยมน” คุณหญิงฉายยังไม่ลืมเรื่องที่คุยกับเพื่อนไว้เมื่อสองปีก่อนตอนลิปการ์เรียนจบปริญญาตรี
“เธอยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกเหรอฉาย”
“ไม่ลืมหรอกมน แต่เสียดายหนูเอ๋ยมีแฟนแล้วนี่สิ อ้อ เรื่องธนาคารเดี๋ยวฉันจัดการให้เธอเองนะมนแล้วไม่ต้องย้ายไปไหนทั้งนั้นแหละ” คุณหญิงจับมือเพื่อนแล้วนั่งลงบนโซฟามองบ้านที่ยังคงสภาพเดิมสะอาดสะอ้าน
“แต่ว่าเรื่องนี้..”
“เรื่องแค่นี้เองนะมน ส่วนเรื่องที่ดินที่เชียงใหม่ฉันจะให้หลานชายขึ้นไปดูว่าพอจะทำอะไรได้บ้างแล้วเรามาร่วมหุ้นกันแปรสภาพจากที่ดินให้มันงอกเงยเป็นเงิน” คุณหญิงฉายฤดีบอกเพื่อนเพราะที่ดินสองแปลงรวมกันกว่าห้าสิบไร่สามารถสร้างบ้านพักตากอากาศหรือสร้างโรงเรมรีสอร์ตคอนโดขายก็ได้ก็ต้องรอให้หลานชายไปดูก่อน
“แต่ฉันไม่มีเงินนะฉาย” คุณสิรามนนั่งลงข้างเพื่อน
“เธอมีที่ดินฉันลงเงินก็วินๆกันทั้งสองฝ่ายนี่นะจ้ะ” มันไม่ยากเลยเพราะหลานชายทั้งสองเก่งและมองการณ์ไกลและเธอจะให้หลานชายคนรองจัดการเรื่องนี้
“แต่เรื่องบ้านฉันไม่ยึดติดแล้วนะฉาย หากเก็บไว้ก็จะทำให้ลูกหลานต้องมาแย่งกันปล่อยให้ธนาคารยึดไปเถอะจะได้จบๆกันไป ไม่งั้นแม่เอ๋ยก็จะไม่มีความสุข” คุณสิรามนพูดกับเพื่อนเพราะเธอห่วงหลานสาวจะลำบากใจหากไม่มีเธอ
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันนะมน เธอรู้มั้ยว่าที่ดินกับบ้านหลังนี้มันราคาสูงกว่าที่เอาไปจำนองกับธนาคารไว้และมันติดถนนเราสามารถนำมาสร้างมูลค่าของมันให้ได้มากกว่านี้ได้นะ” อดีตนักธุรกิจหญิงชื่อดังประเมินที่ดินของเพื่อน
“ฉันคุยกับตาชแล้วว่าไม่เอาที่ดินผืนนี้แล้วปล่อยให้เขายึดไปเลยแล้วนะฉาย” คุณสิรามนถามเพื่อนตอนนี้เธอไม่มีแรงจะทำอะไรแล้วนอกจากหลานสาวคนเดียวที่อยากให้ทำธุรกิจเล็กๆไว้เลี้ยงตัวเองเท่านั้นและเธอก็ขอเงินลูกชายใมาแล้ว
จากนั้นคุณหญิงฉายฤดีก็คุยกับเพื่อนว่าที่ดินผืนนี้ทำเลดีจะสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ตก็ได้เพราะที่ดินผืนนี้ประเมินแล้วอยู่ที่ห้าสิบกว่าล้านมากกว่าราคาจำนองยี่สิบล้านอย่างน้อยก็ยังมีเงินทุนเหลืออีกยี่สิบกว่าล้านหากจะขายเธอก็จะซื้อเอง
“ฉันไม่รู้เรื่องเลยนะฉายว่าที่ดินผืนนี้ราคาสูงกว่าสามสิบล้าน”
“แล้วเธอมีเอกสารจำนองหรือเปล่า จะได้ไปคุยกับธนาคาร”
“น่าจะอยู่ที่ตาชาน่ะ” คุณสิรามนถอนหายใจเธอไม่ได้คิดถึงข้อนี้เลยคิดว่าที่ดินจะราคาเท่าที่ลูกสะใภ้เอาไปจำนองหรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อยหากเพื่อนไม่พูดเธอก็คงเสียใจภายหลังแน่
“งั้นโทรไปถามเลยจะได้รู้เรื่องและจัดการเลย” คุณหญิงฉายบอกเพื่อนจะตีเหล็กก็ต้องตีตอนมันร้อนๆ
“งั้นฉันจะลองถามดูก่อนรอเดี๋ยวนะฉายไม่รู้ว่าตาชายังเก็บไว้หรือเปล่า” คุณสิรามนก็โทรหาลูกชายเพื่อถามหาเอกสารทางการเงินที่ลูกสะใภ้เอาโฉนดที่ดินไปจำนองตามที่เพื่อนบอกและหวังว่ามันยังคงอยู่
“สวัสดีครับคุณแม่ คุณแม่โทรมาหาผมมีอะไรหรือเปล่าครับ” ชาคริตถามแม่เพราะเคลียร์เรื่องที่ดินกันจบแล้วตอนนี้เขากำลังคิดว่าจะทำยังไงกับที่ดินของแม่จะปล่อยให้ถูกยึดก็เสียดายและไม่รู้เช่นกันว่าที่ดินของแม่ราคาสูงกว่าห้าสิบล้านเพราะภรรยาบอกว่าทาธนาคารประดมินแค่สามสิบสองล้าน
“พอดีแม่คุยกับเพื่อนแล้วเค้าจะให้ยืมเงินมาไถ่ที่ดินคืนแม่ก็เลยอยากได้เอกสารจากที่เอาจำนองน่ะลูก อ้อ แล้วแม่จะคืนเงินให้ชาด้วยลูก” คุณสิรามนบอกกับลูกชายว่าเธอโทรมาหาเรื่องอะไร
“เพื่อนคุณแม่จะช่วยจริงเหรอครับ คุณแม่จะเชื่อใจเขาได้เหรอครับ”
“ชาจำน้าฉายได้มั้ยลูก”
“อ่อ น้าฉาย จำได้ครับ น้าฉายจะให้คุณแม่ยืมเงินเหรอครับ” ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าน้าฉายหรือคุณหญิงฉายฤดีมหาเศรษฐีนีรวยมากขนาดไหนและเงินแค่นี้ทำไมจะให้แม่ยืมไม่ได้และคิดว่าแม่ของเขาไม่มีทางเอ่ยปากยืมเงินเพื่อนแต่ก็ดีเหมือนกันยังดีกว่าให้ธนาคารยึดไป
"ใช่ลูก ชาจัดการเรื่องเอกสารให้แม่ได้มั้ยลูก”
“ได้ครับคุณแม่ ตอนนี้เอกสารอยู่ที่ผมแต่ผมไม่มีเวลาเอาไปให้คุณแม่นะครับ”
“ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่จะไห้คนไปเอาตอนนี้เลยได้มั้ย” คุณสิรามนไม่อยากให้ลูกสะใภ้รู้ตอนนี้จึงอยากทำให้เร็วเหมือนที่เพื่อนบอก
“ได้ครับคุณแม่”
“ดีลูกเดี๋ยวแม่ให้คนไปเอาเลยนะ ขอบใจมากนะลูกส่วนเงินสิบล้านแม่จะโอนคืนให้ชานะลูก” คุณสิรามนบอกลูกชายเพราะไม่อยากให้มีปัญหากับลูกสะใภ้
“คุณแม่เก็บไว้ใช้ก็ได้ครับ” ชาคริตบอกแม่ในเมื่อเขาให้ท่านแล้วก็ไม่คิดจะเอาคืนเพราะภรรยาของเขาเอาเงินของที่มากว่าสามสิบล้าน
“ไม่เป็นไรลูก แม่ยังพอมีใช้อยู่อีกอย่างแม่ไม่อยากให้ชามีปัญหากับแม่พรน่ะลูก” คุณสิรามนพูดกับลูกชายอย่างเข้าใจว่าเป็นคนกลางมันลำบากใจจึงไม่อยากสร้างปัญหาให้ครอบครัวของลูกชาย
“ขอบคุณครับคุณแม่ ถ้าเขามาถึงก็บอกว่าคุณแม่ให้มาเอาเอกสารนะครับ ผมจะบอกเลขาไว้ครับ” ชาคริตตอบแม่แม้จะรู้สึกผิดแต่เขาทำอะไรไม่ได้
“ขอบใจมากลูก งั้นแค่นี้นะจ้ะ” คุณสิรามนพุดกับลูกชายแล้ววางสาย
“เดี๋ยวฉันโทรบอกให้ทนายไปเอานะมน” คุณหญิงฉายฤดีบอกเพื่อนแล้วโทรหาทนายความให้ไปเอาเอกสารที่ชาคริตมาจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยภายในวันนี้เพราะรู้ว่าเจ้าของธนาคารกับครอบครัวของทิติพรสนิทกันอาจจะตุกติกกันและให้ทนายจัดการมันจะง่ายกว่า
เมื่อคุยกันเรื่องที่ดินเสร็จแล้วก็รับประทานอาหารกลางวันด้วยกันแล้วไปไหว้พระพุทธชินราชและทำบุญก่อนจะกลับมาพักผ่อนและทนายความก็โทรมาบอกว่าจัดการเรื่องที่ดินเรียบร้อยแล้วและจะเอามาให้พรุ่งนี้ทำให้คุณสิรามนดีใจ
"ขอบใจมากนะฉาย ยังไงฝากเธอไว้ก็ยังดีกว่าถูกธนาคารยึดหากทำอะไรได้ก็ให้หลานชายเธอจัดการไปเลยนะวันหน้าฉันไม่มีเงินไถ่คืนก็ยึดเอาไปเลย" คุณสิรามนบอกเพื่อนเพราะเธอตัดสินใจแล้วหากจะสร้างรีสอร์ตหรือโรงแรมเธอก็ไม่เสียดาย
“เอาไว้ลงทุนให้ลูกหลานกันดีกว่านะมน อ้อ แล้วเรื่องที่ฉันอยากให้หนูเอ๋ยเป็นหลานสะใภ้น่ะ ฉันเอาจริงนะ” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับเพื่อนเพราะเธอชอบลิปการ์และไม่สนใจว่าหญิงสาวจะเป็นลูกของเด็กในบ้านเพื่อนเพราะเธอเองก็มาจากเด็กกำพร้าบ้านนอกที่ไม่มีอะไรแค่ได้โอกาสจากผู้ใจบุญช่วยเหลือส่งเสียเรียนหนังสือและรู้จักกับสิรามนตอนเรียมัธยมปลายก็สนิทสนมกันเป็นเพื่อนกันมาตลอดจนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วไปทำงานที่กรุงเทพก็เจอสามีและฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกันจนแต่งงานกันมีครอบครัวที่มีความสุขมีลูกที่ดีสองคนและยังมีหลานที่เก่งอีกสามคน ส่วนสิรามนก็มาจากครอบครัวชาวสวนแต่งงานกับแฟนหนุ่มที่ทำงานในกระทรวงมหาดไทยแล้วสามีก็ไต่เต้าได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดจึงซื้อที่ดินไว้มากมายเก็บไว้ให้ลูกหลานก่อนจะย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดของภรรยาและเกษียณราชการที่นี่
“เธอรับได้แล้วหลานชายเธอล่ะฉาย ฉันว่าอย่าไปบังคับหลานเลยสมัยนี้เขาไม่จับลูกหลานคลุมถุงชนกันแล้วนะจ้ะ” คุณสิรามนพูดกับเพื่อนยิ้มๆก็หลานสาวเธอเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้จักนิสัยของลิปการ์ที่กิริยามารยาทเรียบร้อยแต่จิตใจเข้มแข็งกตัญญูรู้คุณและรู้ว่าเพื่อนไม่ได้สนใจเรื่องชาติกำเนิด
“ฉันรู้ แต่เรื่องหลานชายเดี๋ยวฉันจัดการเอง ว่าแต่หนูเอ๋ยเลิกกับแฟนแล้วจริงๆใช่มั้ย” คุณหญิงกระซิบถามเพื่อนเบาๆเพื่อความแน่ใจว่าลิปการ์เลิกกับแฟนตามที่เพื่อนเล่าให้ฟังทำให้เธอคิดเรื่องนี้อีกครั้ง
“เลิกจริงๆ แต่ฉันไม่อยากบังคับหลานนะคุณหญิง” คุณสิรามนรู้ดีว่าถ้าเธอพูดไปหลานสาวไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน
“เราไม่ได้บังคับนะคุณมน พวกเราหวังดีกับลูกหลานต่างหากล่ะ” คนเจ้าแผนการณ์บอกเพื่อนเพราะตอนนี้หลานชายคนรองยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแต่ก็มีข่าวกับสาวๆอยู่ตลอดถ้าหากมีแฟนก็ต้องพามาให้ครอบครัวรู้จักส่วนหลานชายคนโตก็คบหากับลูกสาวรองนายยกฯแต่ยังไม่มีแผนจะแต่งงานตอนนี้
“ที่ผ่านมาเก๋ไม่สนใจค่ะ แต่จากนี้ไปถ้ามีเลิกสถานเดียวค่ะ” คีติกามองแฟนหนุ่มแล้วยิ้มในเมื่อเธอเปิดใจให้เขาก็จะเชื่อใจหวังว่าเขาจะไม่ทำให้เธอผิดหวังที่คบกับเขาส่วนสาวๆเป็นอดีตของเขาก่อนที่จะคบกับเธอเธอไม่เก็บมาคิดให้เสียอารมณ์เพราะตอนนั้นเขาโสด"พี่ยอมเก๋ทุกอย่างครับ""โห่ๆๆๆ.."ทุกคนโห่ใส่วรกันต์จากนั้นก็ดื่มกินและคุยกันทั้งเรื่องงานและเรื่องที่เกิดขึ้นที่พังงาแล้วคีรีภัทรก็ถูกเพื่อนหยอกล้อที่หลงเมียเป็นที่สนุกสนาน แม้ทุกคนจะตกอยู่ในสายตาของสาวสวยทั้งหลายแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและกลุ่มดารานางแบบสาวทั้งหมดก็ไม่มายุ่งกับพวกเขาพวกเธอก็เต้นกันอย่างสนุกสนานมีหนุ่มหนุ่มฝรั่งหลายคนไปชนแก้วด้วย“หมดแก้วนี้กูกลับก่อนนะ” คีรีภัทรมองดูนาฬิกาก่อนจะบอกเพื่อนเพราะเขาอยากพักผ่อนมากกว่าและบอกภรรยาไว้ว่าจะโทรหาเธอ“มาด้วยกันก็กลับด้วยกันสิวะ คืนนี้กูจะไปนอนที่เพนท์เฮ้าส์” ปรินทรพูดกับเพื่อนเขาไม่ได้ไปนอนที่เพนท์เฮ้าส์ตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่“ไวน์หมดขวดก่อนแล้วกลับนะ” บรินัยบอกเพื่อนเพราะไวน์เหลืออีกคนละแก้วก็หมด“เอ้าชนแก้ว” วรกันต์ชูแก้วไวน์ชนกับเพื่อนและแฟนสาวเพราะคืนนี้พวกเขารับประทานอาหารและดื่มกันน
“แล้วไอ้เบ็คล่ะ ไม่มีแฟนแล้วเสือกมาช้าอีก”“มาแล้วเว้ยไอ้คนมีแฟน ได้ทีนี่ว่ากูจัง เอ่อ เมื่อกี้กูเห็นอดีตของมึงมาด้วยวะแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหนนะ” บรินัยพูดกับเพื่อนตอนที่เขากำลังเดินเข้ามาในโรงแรมเห็นดาราสาวอดีตคู่ควงของคีรีภัทรและเพื่อนดารานางแบบสี่ห้าคนเพิ่งลงจากรถหน้าโรงแรม“ดูท่างานจะเข้าแล้วมั้งพี่คีย์” คีติกาแซวพี่ชายเพราะตอนยังโสดนี่เพื่อนเยอะเกินไป“งั้นกูกลับดีกว่ามั้ยวะ”“ไม่มีอะไรหรอกน่าเพื่อน พวกกูอยู่ตั้งหลายคนและคนของกูก็อยู่เต็มโรงแรมหากใครจะหิ้วมึงขึ้นห้องก็ต้องมีคนเห็นเดี๋ยวกูสั่งลูกน้องไว้เลยก็ได้” ปรินทรพูดกับเพื่อนขำๆตั้งแต่คีรีภัทรบอกว่าจะแต่งงานก็หยุดทุกอย่างเคลียร์ตัวเองให้ว่าที่เจ้าสาวเห็นว่าเขาไม่มีใครแล้วก็เหมือนเขาตอนนี้ที่เคลียร์ตัวเองให้ทิพรดาเห็นว่าเขาพร้อมจะหยุดที่เธอ“ตกลงจะสั่งอะไรมั้ยกูหิวแล้ว” คีรีภัทรไม่สนใจเพราะเขาเคลียร์ตัวเองเรียบร้อย“สั่งเลยเพื่อน กูขอไวน์นะ” บรินัยบอกเพื่อนแล้วนั่งดูนักเที่ยวสาวๆเผื่อคืนนี้จะได้ไม่นอนเหงาทุกคนก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ชอบและคุยกันแล้วสาวสวยกลุ่มใหญ่ก็เดินเข้ามาในคลับแล้วพนักงานก็พาไปนั่งโต้ะด้านหน้าเวทีที่จองไว
“ครับคุณคีย์ ผมไปทำงานก่อนนะครับ อ้อ ถ้าอยากรู้ก็ถามคุณเก้าเองนะครับ” จิรัชยิ้มให้เจ้านายก่อนจะพูดทิ้งท้ายไว้ให้ไปถามพี่ชายเองแล้วเดินไปที่โต้ะทำงานของเขาคีรีภัทรมองเลขาคนสนิทแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานแล้วลงมือทำงานที่กองบนโต้ะไม่นานก็เที่ยงวันเขาก็ให้จิรัชสั่งอาหารมากินที่ห้องทำงานเพราะมีงานด่วนและช่วงบ่ายเขาต้องเข้าไปดูงานที่โรงงานจึงเร่งงานบนโต้ะให้เสร็จก่อน“ก๊อกกๆๆ..”“ทำไรอยู่วะ” วรกันต์เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อนที่ก้มหน้าทำงานแล้วยิ้มขำ“ทำงานไง แล้วมึงว่างนักหรือไงถึงมาบริษัทของกูได้ทุกวันเดี๋ยวก็เจ๊งหรอก” คีรีภัทรว่าเพื่อนตั้งแต่มันตกลงคบกับน้องสาวของเขาก็มารับไปทานอาหารกลางวันทุกวัน“ถ้าเจ๊งกูก็มาเกาะมึงกินไง ว่าแต่ไปฮันนีมูมมาเป็นยังไงบ้างวะแต่ดูหน้าตามึงแล้วน้ำทะเลคงจืดแหละเนาะ” วรกันต์พุดเองตอบเอง“อยากรู้มึงก็มีเมียดูสิ”“ก็รอน้องมึงใจอ่อนนี่แหละ” วรกันต์ตอบเพื่อนและไม่รีบร้อนเพราะเขากับคีติกาเพิ่งตกลงคบหากันถึงแม้จะรู้จักกันมานานแต่ยังไม่ได้คุยกันจริงจัง“ยังเร็วไปเพื่อน อีกสักสองปีแค่แต่งนะ”“นานไป กูกับเก๋รู้จักกันมานานและกูให้เวลาเก๋แค่ปีเดียวพอ” วรกันต์บอกเ
“ยังไงก็คุยกันซะ จะเอายังไงก็บอกพี่ละกันพี่กลับก่อนนะ” พิพัฒน์พูดกับน้องสาวแล้วเดินออกไปจากห้องพักฟื้นของหลานชายพร้อมภรรยาทิติพรมองตามหลังพี่ชายแล้วถอนหายใจตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากหลบหน้านักข่าวและผู้คนไปจากเมืองไทยสักพักก่อนรอให้ข่าวซาแล้วค่อยกลับมาห่วงแต่ลูกทั้งสองที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายและยังไม่สำนึกยังโทษแม่สามีกับลิปการ์ทำใครอบครัวของเธอที่พิษณุโลกเพื่อนของลิปการ์และคีรีภัทรมารับประทานอาหารเย็นด้วยกันและดื่มกันนิดหน่อยจนสี่ทุ่มก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนลิปการ์ก็ช่วยยายกับทุกคนเก็บโต้ะและล้างถ้วยจานชามจนเสร็จก่อนจะขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำพักผ่อนพอเข้าไปในห้องนอนก็เห็นสามีนอนเอกนกอยู่บนเตียงใส่แค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวอวดแผงอกหนั่นแน่นน่าลูบไล้ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพราะห้องนอนของเธอไม่เหมือนห้องนอนที่บ้านของเขาที่กว้างขวางห้องของเธอมีห้องน้ำในตัวมีเตียงนอนชิดผนังห้องด้านหนึ่งติดหน้าต่างและตู้เสื้อผ้าอยู่ถัดจากประตูห้องและโต้ะกระจกติดประตูห้องน้ำด้านข้างอีกฝั่งมีโต้ะหนังสือริมหน้าต่างบนผนังห้องมีรูปภาพใรวัยเด็กจนถึงวันรับปริญญาและมีนาฬิกาแขวนบนผนังห้องหนึ่งอันคีร
“ดีใจด้วยว่ะเพื่อน” คีรภัทรดีใจกับเพื่อนแล้วอดคิดถึงตัวเองไม่ได้เพราะเขาตั้งใจปั๊มเหลนให้ย่าๆและตายายพ่อแม่ลุงป้าอย่างเต็มที่จนภรรยาสาวแทบไม่ได้พักแต่เขาก็รักและทะนุถนอมภรรยาสาว“ขอบใจเพื่อน ตอนนี้ผู้ใหญ่กำลังคุยกันได้ฤกษ์ดีเมื่อไหร่ฉันจะบอกนะ”“ได้เลยเพื่อน ฉันจะรอรับขวัญหลาน”แล้วสองหนุ่มก็คุยเรื่องงานที่คืบหน้าไปมากและไม่มีอะไรขัดข้องการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเขาอยากให้เสร็จก่อนจะเข้าหน้าฝน“งั้นฉันจะเร่งมือสร้างบ้านก่อนนะ ส่วนรีสอร์ทก็จะให้ทำทางเดินแล้วทำคลองน้ำตามแผนก่อนละกัน” เจนจบปรับแผนงานใหม่ยังไงก็ต้องรอดินมันเซตตัวก่อนถึงจะสร้างบ้านพักได้เพราะบางจุดก็ถมดินคลองน้ำทำให้ดินทรุดตัวลงเป็นแอ่งทั้งที่เขาเอาหินมาถมแล้วอัดดินลงไปแต่ยังไงก็ต้องตอกเสาเข็มเพื่อให้ฐานแข็งแรง“ขอบใจมากเจน ถ้างานรีสอร์ทล่าช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไรนะ” เขาเป็นคนทำให้งานของเพื่อนล่าช้าจึงผ่อนปรนให้เจนจบ“ขอบใจมากคีย์ แต่ฉันจะทำให้เสร็จตามกำหนดได้แหละ”“เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกันนะ”“ได้ๆ แต่ว่ามีดื่มด้วยมั้ยวะ พอดีเมียฉันท้องแล้วเหม็นแอลกอฮอล์ฉันเลยแตะไม่ได้เลยว่ะ” เจนจบบอกเพื่อว่าแฟนสาวแพ้ท้องเหม็นแอลกอฮอล์และกล
“แม่ไม่ออกความเห็นนะลูก ชาไม่ใช่เด็กๆที่แม่จะต้องชี้แนะเพราะชาเป็นคนเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองแม่ก็ได้แต่หวังว่าลูกของแม่จะมีความสุขเท่านั้นและไม่ว่าชาจะตัดสินใจยังไงแม่ก็จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอจ้ะ” คุณสิรามนพูดกับลูกชายอย่างเข้าใจ“ขอบคุณครับคุณแม่ที่เข้าใจผม ทั้งที่ผมทำแต่ความลำบากให้คุณแม่มาตลอดแต่คุณแม่ไม่เคยทิ้งผม ต่อไปผมจะทำหน้าที่ลูกดูแลคุณแม่ให้ดีกว่าเดิมจะไม่ละทิ้งคุณแม่เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วครับ” ชาคริตพูดกับแม่แล้วเขาลุกจากเก้าอี้ไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าท่านก่อนจะกราบเท้าแม่ขอโทษท่านที่ไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีมากว่ายี่สิบปีและต่อไปเขาจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่แม่เชื่อว่าชาจะทำได้ตามที่ตั้งใจได้ลูก” คุณสิรามนมองลูกชายน้ำตาคลอแล้วลูบศีรษะไปมาด้วยความรัก“ผมรักแม่ครับ” ชาคริตพูดสียงสั่นน้ำตาไหลออกมาด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกเมียและแม่สุดท้ายชีวิตครอบครัวของเขาก็พังลงแต่ตอนนี้เขารู้สึกผ่อนคลายหลังจากได้คุยกับแม่และขอโทษท่าน“แม่รู้ลูก แม่รู้” คุณสิรามนกอดลูกชายด้วยความรักและให้กำลังใจเพราะท่านก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหนอย่







