Masuk
ลลิสานิ่วหน้า สำหรับเธอนี่ไม่ใช่เรื่องตลก คนตรงหน้าดูเคร่งขรึมจนเธอประหม่า
“คือ..”
เธอจะตอบได้ยังไงในเมื่อใจของเธอตอนนี้อยากขอให้เขาปล่อย
เพราะมัวแต่อ้ำอึ้ง เขาก็เลยขมวดคิ้ว หากแต่ยืนมองนิ่งไม่ถามไถ่ แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้เธออึดอัด
สายตาของเขาตอนนี้น่ากลัวมากๆ
“ถ้าอยากจะให้ปล่อยกันไป คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”
ไม่รู้เป็นเพราะสีหน้าของเธอที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือว่าเขากันแน่ที่ฉลาดหลักแหลมถึงได้อ่านใจออก หากเป็นอย่างหลังก็สมแล้วที่เขาเป็นมาเฟีย ถือว่าเก่งกาจในเรื่องของการมองคน ทว่าการพูดออกมาตรงๆด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแบบนั้น ราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อน ทั้งที่กำลังทำเรื่องไร้มนุษยธรรม กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และทำเธอเสี่ยงหัวใจวายตาย
ฟังแล้วหดหู่ฉิบหาย
เขาเอาจริงดิ?
“แบบนี้ก็ใจร้ายกันเกินไปนะ”
“หรือว่าจะตาย ผมว่ามันก็ง่ายดี”
ง่ายกับผีน่ะสิ
ร่างเล็กชะงัก นึกไม่ถึงขนาดพึมพำเสียงเบา ต้องการให้ได้ยินแค่ตัวเอง เขายังได้ยิน ทำเอาเธอหน้าร้อนวูบวาบ ไปไม่ถูกเลยทีนี้
แต่ไหนๆก็ไหนแล้ว เธอออยากลอง
“คุณ..ฉันจะไม่บอกใครจริงๆนะ”
ทว่า
กลายเป็นการสร้างแรงประหม่าเพิ่ม เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม และเขาย้ายจุดยืนเดินไปยังโต๊ะบาร์ อ้อมไปข้างหลัง หยิบบรั่นดีราคาแพงพร้อมแก้วใบหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์บริการชงเหล้าให้กับตัวเอง ก้มหน้าก้มตาตวงส่วนผสมอยู่พัก ไม่สนใจเธอ และท่าทางที่นิ่งสงบ สุขุมนั้น กำลังทำให้เธอหวาดกลัวเขากับเธอคุยเรื่องสำคัญกันอยู่หรือไม่ใช่?
แล้วเหตุใดเหล้าตรงหน้าถึงได้สำคัญกว่าซะงั้น เขาทำแบบนี้ก็เท่ากับตัดความหวังของเธอเป็นนัยๆ
หญิงสาวหน้าเสีย ลบริมฝีปาก ใช่ เธอ..จบเห่แล้ว
ลลิสายืนเอามือถูกันไปมาอยู่หลายนาที เนื่องจากหลังชงเสร็จ และยกขึ้นมาจิบ เขานั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูด้วย ทำราวกับเธอไม่มีตัวตน เป็นคอลลอยด์
และแน่นอนเขาปล่อยให้เป็นแบบนั้นอยู่พัก จนกระทั่งเหล้าหมด
“จุดเตาผิงเป็นหรือเปล่า”
ลลิสาเกือบจะหลับแต่กลับมาได้
“คะ?”
“ประสาทหูของคุณเสื่อมสินะ”
แต่ถ้าเป็นแบบนี้เธอว่าเธอหลับดีกว่า
“ขอโทษค่ะ คุณ..”
“อินเวร์โนครับ”
เขาบอกเชื่อเธอแล้ว เธอควรดีใจหรือไม่นะ..
“ค่ะคุณอินเวร์โน เมื่อกี้ฉันใจลอย คุณช่วยพูดอีกรอบได้ไหมคะ”
“ไปจุดไฟ”
“.......”
ร่างเล็กถึงกับชะงัก เป็นสามพยางค์ที่เปลี่ยนชีวิตกันอีกแล้ว ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ยินอะไรเลย เว้นคำว่าผิง เมื่อเขาพูดอีกครั้งสัญชาตญาณจึงสั่งให้หันไปมองเตา และหันมามองเขาอีกที ครั้งนี้พวกเขามองหน้ากัน ทว่าสายตาของฝ่ายชายนิ่งมาก จนหญิงสาวเป็นฝ่ายต้องหลบ กลบเกลื่อนท่าทางประหม่า ด้วยการเกาท้ายทอย
“เอ่อ ขอสารภาพค่ะ ทำไม่เป็น”
เธอทำไม่เป็นจริงๆ แต่ไม่คิดว่าคำตอบตรงไปตรงมาของเธอ จะทำให้เขาตึงเข้มกว่าเดิม เขาไม่ได้จ้องเธอแล้ว แต่ความเงียบที่ไม่พูดอะไรเลย ทำเหมือนกับว่าไม่ได้ถือสาอะไร ทั้งที่จริงโคตรจะเก็บทุกเม็ด ไม่คิดจะหย่อนยาน ก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
“คานโลบอกผมว่า คุณสอนครั้งเดียวก็จำ ถ้าอย่างนั้นผมจะสอนคุณ และหลังจากนี้ก็จำใส่หัวไว้ด้วยนะครับ เพราะระหว่างที่อยู่ที่นี่ คุณจะต้องทำมันทุกวัน”
ลลิสายิ้มสู้ ทำไงได้ล่ะ เอะอะก็จะฆ่า เธอยังไม่อยากตายนะโว้ย
“ยินดีจำใส่หัวค่ะ รบกวนคุณด้วยนะ”
ต่อให้ประโยคนี้ออกมาจากน้ำเสียงที่ร่าเริงใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เขารู้ว่าเธอแสร้งทำ แถมรู้ว่าจังหวะเขาปิดจอโทรศัพท์ สายตาคู่นั้นลอบมามองมาด้วย เธอคิดอะไรอยู่ เขากระตุกยิ้ม ก่อนจะจงใจโยนโทรศัพท์ลงบนเบาะโซฟาให้เธอเห็น จากนั้นก็เดินตรงไปทางเตา
“ตามมา”
ร่างสูงเดินนำไปยังเตาผิงที่ตั้งตระหง่านให้เห็นกันชัดๆ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติให้ดู แน่นอนเธอนึกว่ากำลังเรียนอยู่กับครูที่เป็นใบ้ เพราะเขาไม่พูดกับเธอเลย แต่ส่งสัญญาณให้ตั้งใจดูแทน ตั้งแต่การเปิดแดมเปอร์ อุ่นปล่องไฟ วางเชื้อเพลิง และจุดไฟ
“ฉันต้องมาทำให้เหรอคะ มันดูง่ายมากคุณทำเองก็ได้นี่” ร่างเล็กเอ่ยทั้งที่ไม่ได้มองหน้าเขา แต่พอพูดจบแล้วหันไปมองถึงกับสะอึก “โทษค่ะ ฉันลืมตัว”
เนื่องจากสายตาที่มองกันอยู่ในตอนนี้นั้น มีความร้อนที่ระดับนำไปกว่าไฟในเตาไปซะอีก
“ต่อไปนี้มันคือหน้าที่คุณ”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”
หญิงสาวพยักหน้า ตกลงอย่างว่าง่าย ใจหนึ่งก็นึกกลัว อีกใจเหนื่อยเกินกว่าที่จะท้าทาย เธอรู้ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้อยู่เฉยๆและหาทางหนีอย่างเงียบๆจะดีกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้จะฆ่าเธอตั้งแต่แรก และเธอก็เชื่อว่าคนเราจะต้องมีช่วงสะเพร่า ดังนั้นสิ่งเดียวที่ควรจะทำที่สุดคือทำให้เขาตายใจ
“มีอะไรให้สาเรียนรู้อีกไหมคะ”
เริ่มจากการเปลี่ยนสรรพนาม แทนตัวเองด้วยชื่อ เพื่อไม่ให้ดูห่างเหิน
“ไม่มี”
ไม่ใช่แค่ดวงตาที่สามารถแผดกันได้ในขณะมองมา น้ำเสียงก็ด้วยเช่นกันที่ทั้งเย็นยะเยือกและเย็นชาไม่ต่างจากหิมะ
“ถ้าอย่างนั้นสาขออาบน้ำได้ไหมคะ”
“ต่อไปนี้คุณต้องทำงานแลกข้าว”
เธอลืมไปว่าคำขอของเธอนั้นไร้ความหมาย หลังจากมันถูกเมินมาหลายครั้ง เขาไม่ได้ตอบเธอไม่พอ เปลี่ยนคำถามอีกด้วย
ลลิสาลอบถอนหายใจ
“ยังไงคะ”
“อาหารของคุณทุกมื้อ คุณต้องทำงานแลก อยากกินของดีก็ต้องทำงานให้ดี”
“และถ้าไม่อยาก..”
“ก็แค่อดตาย” ถึงกับสำลัก “การเป็นอยู่ที่ดีของคุณขึ้นอยู่กับความขยันของคุณ”
บางทีเธอก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะใจร้ายกับเธอทำไม การหลงทางมาเจอเขาฆ่าคน ความผิดของใครกัน เธอใช่ไหม? หรือเพราะไม่ฆ่าก็นับว่าเป็นบุญคุณ ดังนั้นการทำงานแลกข้าวเพื่อมีชีวิตอยู่คือการทดแทน และแน่นอนว่าจะได้เก็บความลับของเขาด้วย ส่วนเขาก็มีคนใช้เพิ่ม
เยี่ยม!
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมน่านฟ้า แสงไฟในห้องโดยสารเริ่มสลัวลง น้ำตาที่สะกดกลั้นมานานก็ไหลอาบแก้มเนียนเงียบๆ ลลิสายกมือขึ้นกอดตัวเองซุกหน้าลงกับหมอนใบเล็ก สะอื้นไห้จนตัวโยนโดยไร้เสียง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ...เธอไม่ได้อยากห่างกับเขาเลยสักนิด . . บรรยากาศภาย
ภายในห้องนั่งเล่นที่แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามา แต่กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บในใจของคนทั้งคู่ได้ ลลิสาอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มือเรียวของเธอจัดเสื้อผ้าเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อซ่อนความสั่นเทา อย่างที่บอก..เธอเลือกทีจะเก็บความจริงไว้ข้างหลัง ยอมให้คนทั้งโลกสรุปเอาเองว่าสามีของเธอได้ตายไปแล้ว
โทรศัพท์ที่ตกหล่นลงพื้นไม่ได้ถูกหยิบกลับขึ้นมา การยืนอยู่ตรงนี้ก็เช่นกันไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกล มีเพียงแก้วน้ำก่อนหน้านี้ที่เคยถือไว้โชคดีมากเธอวางลงบนโต๊ะไปก่อนที่จะกดรับสาย ไม่อย่างนั้นคงได้ตกแตกด้วย ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากเธอ และเหมือนว่าจะไม่มีน้ำตาภายในวินาทีนั้น เธอลื
วันนี้อากาศดี ลลิสาจึงพาตัวเองมาเดินทอดน่องบนชายหาด ก่อนหน้านี้มรสุมเข้าคลื่นลมแรงขึ้นสูงกระทบโขดหินทีน้ำกระเซ็น ถอยลงเหมือนจะลากหินก้อนนั้นลงไปด้วย เธอถึงได้ไม่กล้ามา ทว่าตอนนี้ เขาว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เธอ..ก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แม้ในชีวิตของเธอไม่เคยเชื่อเรื







