/ มาเฟีย / ล่ามเมีย / บทที่ 13 ป้อนงาน

공유

บทที่ 13 ป้อนงาน

last update 게시일: 2026-03-12 11:16:16

       

ลลิสานิ่วหน้า สำหรับเธอนี่ไม่ใช่เรื่องตลก คนตรงหน้าดูเคร่งขรึมจนเธอประหม่า

“คือ..”

เธอจะตอบได้ยังไงในเมื่อใจของเธอตอนนี้อยากขอให้เขาปล่อย

เพราะมัวแต่อ้ำอึ้ง เขาก็เลยขมวดคิ้ว หากแต่ยืนมองนิ่งไม่ถามไถ่ แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้เธออึดอัด

สายตาของเขาตอนนี้น่ากลัวมากๆ

“ถ้าอยากจะให้ปล่อยกันไป คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”

ไม่รู้เป็นเพราะสีหน้าของเธอที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือว่าเขากันแน่ที่ฉลาดหลักแหลมถึงได้อ่านใจออก หากเป็นอย่างหลังก็สมแล้วที่เขาเป็นมาเฟีย ถือว่าเก่งกาจในเรื่องของการมองคน ทว่าการพูดออกมาตรงๆด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแบบนั้น ราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อน ทั้งที่กำลังทำเรื่องไร้มนุษยธรรม กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และทำเธอเสี่ยงหัวใจวายตาย

ฟังแล้วหดหู่ฉิบหาย

เขาเอาจริงดิ?

“แบบนี้ก็ใจร้ายกันเกินไปนะ”

“หรือว่าจะตาย ผมว่ามันก็ง่ายดี”

ง่ายกับผีน่ะสิ

ร่างเล็กชะงัก นึกไม่ถึงขนาดพึมพำเสียงเบา ต้องการให้ได้ยินแค่ตัวเอง เขายังได้ยิน ทำเอาเธอหน้าร้อนวูบวาบ ไปไม่ถูกเลยทีนี้

แต่ไหนๆก็ไหนแล้ว เธอออยากลอง

“คุณ..ฉันจะไม่บอกใครจริงๆนะ”

ทว่า

            กลายเป็นการสร้างแรงประหม่าเพิ่ม เมื่อความเงียบเข้าปกคลุม และเขาย้ายจุดยืนเดินไปยังโต๊ะบาร์ อ้อมไปข้างหลัง หยิบบรั่นดีราคาแพงพร้อมแก้วใบหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์บริการชงเหล้าให้กับตัวเอง ก้มหน้าก้มตาตวงส่วนผสมอยู่พัก ไม่สนใจเธอ และท่าทางที่นิ่งสงบ สุขุมนั้น กำลังทำให้เธอหวาดกลัว

เขากับเธอคุยเรื่องสำคัญกันอยู่หรือไม่ใช่?

            แล้วเหตุใดเหล้าตรงหน้าถึงได้สำคัญกว่าซะงั้น เขาทำแบบนี้ก็เท่ากับตัดความหวังของเธอเป็นนัยๆ

หญิงสาวหน้าเสีย ลบริมฝีปาก ใช่ เธอ..จบเห่แล้ว

            ลลิสายืนเอามือถูกันไปมาอยู่หลายนาที เนื่องจากหลังชงเสร็จ และยกขึ้นมาจิบ เขานั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูด้วย ทำราวกับเธอไม่มีตัวตน เป็นคอลลอยด์

            และแน่นอนเขาปล่อยให้เป็นแบบนั้นอยู่พัก จนกระทั่งเหล้าหมด

            “จุดเตาผิงเป็นหรือเปล่า”

             ลลิสาเกือบจะหลับแต่กลับมาได้

            “คะ?”

            “ประสาทหูของคุณเสื่อมสินะ”

            แต่ถ้าเป็นแบบนี้เธอว่าเธอหลับดีกว่า

            “ขอโทษค่ะ คุณ..”

            “อินเวร์โนครับ”

            เขาบอกเชื่อเธอแล้ว เธอควรดีใจหรือไม่นะ..

            “ค่ะคุณอินเวร์โน เมื่อกี้ฉันใจลอย คุณช่วยพูดอีกรอบได้ไหมคะ”

            “ไปจุดไฟ”

            “.......”

            ร่างเล็กถึงกับชะงัก เป็นสามพยางค์ที่เปลี่ยนชีวิตกันอีกแล้ว ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ยินอะไรเลย เว้นคำว่าผิง เมื่อเขาพูดอีกครั้งสัญชาตญาณจึงสั่งให้หันไปมองเตา และหันมามองเขาอีกที ครั้งนี้พวกเขามองหน้ากัน ทว่าสายตาของฝ่ายชายนิ่งมาก จนหญิงสาวเป็นฝ่ายต้องหลบ กลบเกลื่อนท่าทางประหม่า ด้วยการเกาท้ายทอย

            “เอ่อ ขอสารภาพค่ะ ทำไม่เป็น”

            เธอทำไม่เป็นจริงๆ แต่ไม่คิดว่าคำตอบตรงไปตรงมาของเธอ จะทำให้เขาตึงเข้มกว่าเดิม เขาไม่ได้จ้องเธอแล้ว แต่ความเงียบที่ไม่พูดอะไรเลย ทำเหมือนกับว่าไม่ได้ถือสาอะไร ทั้งที่จริงโคตรจะเก็บทุกเม็ด ไม่คิดจะหย่อนยาน ก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

            “คานโลบอกผมว่า คุณสอนครั้งเดียวก็จำ ถ้าอย่างนั้นผมจะสอนคุณ และหลังจากนี้ก็จำใส่หัวไว้ด้วยนะครับ เพราะระหว่างที่อยู่ที่นี่ คุณจะต้องทำมันทุกวัน”

ลลิสายิ้มสู้ ทำไงได้ล่ะ เอะอะก็จะฆ่า เธอยังไม่อยากตายนะโว้ย

“ยินดีจำใส่หัวค่ะ รบกวนคุณด้วยนะ”

ต่อให้ประโยคนี้ออกมาจากน้ำเสียงที่ร่าเริงใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เขารู้ว่าเธอแสร้งทำ แถมรู้ว่าจังหวะเขาปิดจอโทรศัพท์ สายตาคู่นั้นลอบมามองมาด้วย เธอคิดอะไรอยู่ เขากระตุกยิ้ม ก่อนจะจงใจโยนโทรศัพท์ลงบนเบาะโซฟาให้เธอเห็น จากนั้นก็เดินตรงไปทางเตา

“ตามมา”

 ร่างสูงเดินนำไปยังเตาผิงที่ตั้งตระหง่านให้เห็นกันชัดๆ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติให้ดู แน่นอนเธอนึกว่ากำลังเรียนอยู่กับครูที่เป็นใบ้ เพราะเขาไม่พูดกับเธอเลย แต่ส่งสัญญาณให้ตั้งใจดูแทน ตั้งแต่การเปิดแดมเปอร์ อุ่นปล่องไฟ วางเชื้อเพลิง และจุดไฟ

“ฉันต้องมาทำให้เหรอคะ มันดูง่ายมากคุณทำเองก็ได้นี่” ร่างเล็กเอ่ยทั้งที่ไม่ได้มองหน้าเขา แต่พอพูดจบแล้วหันไปมองถึงกับสะอึก “โทษค่ะ ฉันลืมตัว”

เนื่องจากสายตาที่มองกันอยู่ในตอนนี้นั้น มีความร้อนที่ระดับนำไปกว่าไฟในเตาไปซะอีก

“ต่อไปนี้มันคือหน้าที่คุณ”

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”

หญิงสาวพยักหน้า ตกลงอย่างว่าง่าย ใจหนึ่งก็นึกกลัว อีกใจเหนื่อยเกินกว่าที่จะท้าทาย เธอรู้ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้อยู่เฉยๆและหาทางหนีอย่างเงียบๆจะดีกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้จะฆ่าเธอตั้งแต่แรก และเธอก็เชื่อว่าคนเราจะต้องมีช่วงสะเพร่า ดังนั้นสิ่งเดียวที่ควรจะทำที่สุดคือทำให้เขาตายใจ    

“มีอะไรให้สาเรียนรู้อีกไหมคะ”

เริ่มจากการเปลี่ยนสรรพนาม แทนตัวเองด้วยชื่อ เพื่อไม่ให้ดูห่างเหิน

“ไม่มี”

ไม่ใช่แค่ดวงตาที่สามารถแผดกันได้ในขณะมองมา น้ำเสียงก็ด้วยเช่นกันที่ทั้งเย็นยะเยือกและเย็นชาไม่ต่างจากหิมะ

“ถ้าอย่างนั้นสาขออาบน้ำได้ไหมคะ”

“ต่อไปนี้คุณต้องทำงานแลกข้าว”

เธอลืมไปว่าคำขอของเธอนั้นไร้ความหมาย หลังจากมันถูกเมินมาหลายครั้ง เขาไม่ได้ตอบเธอไม่พอ เปลี่ยนคำถามอีกด้วย

ลลิสาลอบถอนหายใจ

“ยังไงคะ”

“อาหารของคุณทุกมื้อ คุณต้องทำงานแลก อยากกินของดีก็ต้องทำงานให้ดี”

“และถ้าไม่อยาก..”

“ก็แค่อดตาย” ถึงกับสำลัก “การเป็นอยู่ที่ดีของคุณขึ้นอยู่กับความขยันของคุณ”

บางทีเธอก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะใจร้ายกับเธอทำไม การหลงทางมาเจอเขาฆ่าคน ความผิดของใครกัน เธอใช่ไหม? หรือเพราะไม่ฆ่าก็นับว่าเป็นบุญคุณ ดังนั้นการทำงานแลกข้าวเพื่อมีชีวิตอยู่คือการทดแทน และแน่นอนว่าจะได้เก็บความลับของเขาด้วย ส่วนเขาก็มีคนใช้เพิ่ม

เยี่ยม!

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ล่ามเมีย    บทที่ 140 ตายตามไปดีไหม

    หกปีก่อน นางแบบสาวที่เพิ่งจะเข้าวงการใหม่ๆและเป็นที่โด่งดังข้ามคืน ตอนนั้นเธอได้รับงานไม่ขาดสายเนื่องจากความฮอตในหน้าตาที่สวยเก๋ และบุคลิกโดดเด่นกว่าใคร สิ่งที่ได้ยินจนหนาหูไม่มากที่สุดเป็นเรื่องของตระกูลนฤเบศร์วรโชติ ที่ลือกันว่าเป็นทายาทคนเดียวที่เหลืออยู่ และรวยมากๆ รวยแบบวัวตายควายล้มทุกๆงานเดินแบบมักจะมีบริษัทของเขาเป็นสปอนเซอร์เสมอ บางครั้งดอกไม้ที่ส่งมายังเธอก็มาจากนามสกุลนี้เช่นกัน คล้ายกับของขวัญให้กับพาร์ทเนอร์หรือคนสำคัญในทีม ซึ่งมีคุณสมบัติที่ทำงานร่วมกันแล้วจะต้องประสบความสำเร็จสูงสุดแต่เธอไม่เคยเจอเจ้าของดอกไม้นั้นเลยและนั่นคือ..ความฝันอย่างนึงการได้เจอเขาในวันใดสักวันจะถือว่าฝันของเธอเป็นจริง“คนๆนี้น่ะเหรอ ไม่ออกหน้าหรอก แต่เงินถึงแน่นอน เขาว่ากันว่าทุ่มไม่อั้นเพื่องานหน้ากากเวนิสปีนี้เชียวนะ น่าเสียดายที่เป็นยัยนานา”จิ๋วเอ่ยขณะทำผมให้กับเธอ“พี่นานาก็เหมาะสมดี”“แต่เธอเหมาะสมกว่า”“สายังใหม่ ทำแบบนั้นก็โดนตบตายพอดีสิ ค่อยๆก้าวน่ะถูกแล้ว”“จ้าแม่คนดี คุณหญิง แม่พระ”“หึ ประชดเก่ง ว่าแต่...สรุปตระกูลนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรกันแน่”“เห็นว่าเยอะ มีที่ต่างประเทศด้วย

  • ล่ามเมีย    บทที่ 139 เขาคือความฝัน

    เสียงฝีเท้าของทนายที่ถูกส่งมาโดยคานโลดังก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบงันของเขา เขาวางกระเป๋าหนังลงบนโต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของจอมบงการผู้ล่วงลับ และตอนนี้กลายเป็นที่รับรองลลิสา เนื่องจากว่าถูกนัดหมายมาที่นี่ เธอยังอึ้งกับความใหญ่โตโอ่อ่าไม่หาย ก็ต้องมาตกใจกับทนายที่ถูกส่งมาอีก ผลของความห่างไกลจินตนาการที่คิดไปเองว่าเขาจะต้องแก่หงัก หากแต่ว่าตอนนี้ยังหนุ่มทั้งที่อายุปาเข้าไปสี่สิบแล้ว “คุณคือคุณ..ลลิสา” “ใช่ค่ะ ฉันเอง” “โอเคครับ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา งั้นเรามาเริ่มกันเลย” “ได้ค่ะ” “นี่คือพินัยกรรมฉบับสุดท้ายที่ท่านทำไว้ครับ” หญิงสาวรู้สึกใจหายวาบทันทีหลังจากที่นั่งลงบนโซฟาหรูและได้ยินประโยคนี้ คล้ายกับเป็นการตอกย้ำว่าเจ้าของพินัยกรรมนั้นถึงแก่กรรมแล้ว ทนายหนุ่มในชุดเนี้ยบขยับแว่นตา ก่อนจะคลี่เอกสารที่มีตราประทับออกมา ‘ตามหลักกฎหมายคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องคือทายาทโดยธรรมอันดับแรก ทรัพย์สินทั้งหมดในส่วนของสินสมรสและมรดกส่วนตัวของท่าน จะถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้ภรรยาแต่เพียงผู้เดียว’

  • ล่ามเมีย    บทที่ 138 ทิ้งกันได้ไง

    ปิ้งป่อง.. ปิ้งป่อง.. คราวนี้เป็นเหนือเมฆที่อาสาเดินไปเปิดประตูให้ เพราะกลัวว่าเจ้าของบ้านที่อยู่ในสภาพใกล้ตายคงจะได้สะดุดอะไรเข้าสักอย่างก่อนจะไปถึงประตู “เอาอะไรมา” “เบียร์น่ะ คิดว่าสามันคงอยากดื่ม” “ไอ้เหี้ย กูรู้ว่ารักเพื่อน แต่ไม่ถึงสนับสนุนแบบนี้ก็ได้มั้ง” “น่า..มึงอย่าขัดดิ้” เสียงเถียงกันของคนทั้งคู่ดังแว่วอยู่นอกห้องก่อนจะเดินมายังเธอ ร่างเล็กที่ไม่ได้แตะมาม่าแม้แต่นิด ทั้งที่เหนือเมฆอุตส่าห์ตักและเลื่อนมาให้ตรงหน้าเป็นคนแรก “มากันทำไม อยากอยู่คนเดียว” พอเห็นคนทั้งสองร่างเล็กจึงทำหน้าเบื่อหน่าย เอาจริงเธอคิดว่าการอยู่คนเดียวมันดีกว่าเยอะ ถึงจะสภาพจะแย่แต่ก็คงจะแค่ช่วงนี้ เธอรู้กลไกของร่างกายและนิสัยตัวเองดี เสียใจแค่ไหนก็จะไม่โทรมนาน หากแต่ครั้งนี้ไม่รู้จะเหมือนกันไหม...เพราะมันไม่ใช่แค่เสียใจ เพียงแค่มองเพื่อนสลับกับมาม่าในชาม ริมฝีปากกลีบสวยก็ถูกเบ้ออกอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงสะอื้น นาทีนั้นเธอยกเข่าขึ้นมากอด กระชับแน่นและซบลงแนบหน้า “.......”

  • ล่ามเมีย    บทที่ 137 นอนซม

    โทรศัพท์ที่ตกหล่นลงพื้นไม่ได้ถูกหยิบกลับขึ้นมา การยืนอยู่ตรงนี้ก็เช่นกันไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกล มีเพียงแก้วน้ำก่อนหน้านี้ที่เคยถือไว้โชคดีมากเธอวางลงบนโต๊ะไปก่อนที่จะกดรับสาย ไม่อย่างนั้นคงได้ตกแตกด้วย ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากเธอ และเหมือนว่าจะไม่มีน้ำตาภายในวินาทีนั้น เธอลืมวิธีหายใจ ลืมวิธีกลืนน้ำลาย ถึงได้บาดคอจนเจ็บ ไม่มีอะไรเลยในหัว มีแต่ความมืดดำที่ล้อมรอบตัว เป็นแบบนี้อยู่นานพอควรจนกระทั่ง.. “หะ เห เหมันต์...ฮือ...เหมันต์!!”.. แน่นอนว่าเสียงกรีดร้องลอดผ่านสายโทรศัพท์ที่ยังไม่กดวางมาถึงเจแปน คานโลข่มตาแน่น ความเจ็บปวดที่ระบายผ่านน้ำเสียงนั้นกรีดลึกถึงหัวใจของเขา คิดไว้ไม่มีผิดว่าเธอจะต้องเสียใจ และเหมือนจะยิ่งกว่าที่คิด “นายครับ..” “กูได้ยินแล้ว” หันไปเห็นสภาพของนายตัวเองก็ยิ่งเกิดคำถาม เหตุใดถึงต้องทรมานตัวเองด้วย ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรักกันทำไมถึงไม่อยู่ด้วยกัน เขากดปุ่มวางสาย “นายครับ..” “กูรู้มึงจะถามอะไร” ดวงตาละห้อยหันกลับมามองลูกน้อง ภายในนั้นเต็มไปด้วยความหมองหม่น

  • ล่ามเมีย    บทที่ 136 ข่าวร้าย

    “เด็กเปรตก็คือเด็กเปรตอยู่วันยันค่ำ” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเคืองกลับกัน ยังคงยกยิ้มและแค่นหัวเราะ ครั้งนี้อาคีราไม่ได้มาด้วย เนื่องจากภรรยาท้องโต ต้องอยู่ดูแลภรรยา “ขอบคุณที่ชม” เธอยกเหล้ากระดกเป็นแก้วที่สาม ครั้งนี้ไม่ได้ดื่มเพราะติดเป็นนิสัยชอบดื่ม แต่ดื่มเพราะในใจลึกๆรู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน “ด่าก็หาว่าชม คนอะไร..” มีใครบ้างที่จะงงว่าตัวเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับอะไร มีใครบ้างจะนึกสงสัยแต่ไม่ยอมที่จะหาคำตอบ และมีใครบ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาโกหก แต่กลับเลือกที่จะเข้าข้างตัวเอง.. เขาก็แค่ยุ่ง ไม่มีเวลา.. ส่วนเรื่องตาย ตัดไปได้เลย ผู้ชายคนนี้เก่งเกินกว่าที่จะมีวันนั้น “ดึกแล้วจะกลับก่อนก็ได้นะ” ร่างบางลากสายตาจากจุดที่มองอยู่หลายนาทีไปมองหน้าคนข้างๆ “นั่น..ร้องไห้เหรอ” พลันชะงักก็ตอนโดนทัก ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกแค่อยาก และขอบตาร้อนผ่าว ไม่คิดว่าแค่เสี้ยววินาทีตอนกะพริบตาน้ำตาจะร่วงหล่นลงมาจริงๆ นี่จิตใจเธอเปราะบางขนาดนี้เชียว? “สาเหรอ?”

  • ล่ามเมีย    บทที่ 135 นิสัยไม่ไดี

    เสร็จจากนั่งคุยกับเพื่อนสนิท ที่บรรยากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ลลิสาก็มุ่งหน้าไปหาแม่ของเธอทันที ร่างบางในภาพแว่นกันแดดสีดำคาดหน้า สะท้อนอยู่ในม่านตาผู้หญิงอายุราวห้าสิบ โดยมีกระจกกั้นกึ่งกลางระหว่างคนทั้งคู่ คนนึงนั่งอยู่ในร้านอาหารที่นัดเอาไว้ผ่านข้อความของลูกสาว ส่วนอีกคนยืนพิงประตูรถเบนซ์หลังลงมาจากรถแล้ว ด้วยความไม่สนิททำให้ต่างคนต่างหาเวลาของตัวเอง เวลาเล็กน้อยที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดไป ก่อนจะเผชิญหน้ากันแบบจริงจังในรอบหกเดือน “สวัสดีค่ะคุณแม่” บางทีเธอก็แอบคิดว่า พี่ชายบุญธรรมของเธอเป็นลูกแท้ๆ ส่วนเธอเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่านะ ร่างบางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่สวยหลังถอดแว่นกันแดดทอดมองใบหน้านั้นว่างเปล่า เข้าใจดีเหตุใดถึงไม่พูด แสดงความยินดีทีได้เจอ คงเป็นเพราะว่าเรื่องของเธอถึงหูหล่อนแล้ว และผลของมัน.. “พ่อของลูกตกเป็นเชลยของคนๆนั้นแล้วสินะ” ก็คือประโยคแดกดัน “คนที่ทำร้ายลูก แต่ลูกกลับเลือก” หญิงสาวไม่มีอะไรจะแก้ตัวถึงได้เงียบ เธอปิดปากสนิท มีแต่สายตาเท่านั้นที่เปิดเผย สมองกำ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status