LOGIN‘พิมพ์มาดา’ คิดว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดเมื่อได้ครอบครองหัวใจของ ‘ฟรานเชสโก้’ มาเฟียหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ทว่าค่ำคืนอันแสนหวานกลับกลายเป็นนรกบกดิน เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่าความรักที่เขาปรนเปรอให้เป็นเพียงหมากในเกมแก้แค้น และเขากำลังจะเข้าพิธีหมั้นกับหญิงอื่น ในวันที่เธอตรวจพบว่ากำลังตั้งครรภ์ สายตาเย็นชาและคำพูดผลักไสของเขาทำให้เธอเลือกที่จะ ‘หายสาบสูญ’ ไปพร้อมกับความลับในท้อง เกมรักครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางปมขัดแย้งของมาเฟียคู่อริ และความลับเรื่องสายเลือดที่ฟรานเชสโก้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ ขณะที่พิมพ์มาดาต้องใจแข็งไม่ให้อ่อนระทวยไปกับบทลงทัณฑ์อันเร่าร้อนและสัมผัสชวนจิกหมอนที่เขาปรนเปรอให้ทุกค่ำคืน เธอจะรักษาลูกไว้ได้ หรือจะตกเป็นเชลยรักของมาเฟียร้ายไปตลอดชีวิต
View Moreเสียงดนตรีคลาสสิกดังคลออยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ
แสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ส่องประกายลงมาบนคู่บ่าวสาวที่ยืนอยู่กลางเวที ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่พวกเขา เจ้าบ่าวหนุ่มหล่อในชุดสูทสีดำเข้มตัดเย็บอย่างประณีต และเจ้าสาวแสนสวยในชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ภาพภายนอกดูสมบูรณ์แบบราวกับเทพนิยาย แต่มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงไม่ได้สวยงามเช่นนั้น พิมพ์ชนกยิ้มรับคำอวยพรจากแขกคนแล้วคนเล่า แม้หัวใจจะเต้นหนักด้วยความกดดัน เธอแอบเหลือบมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกาย ภาคิน วัฒนกุล สามีของเธอ ผู้ชายที่เธอแอบรักมานานเกือบสามปี และเป็นผู้ชายคนเดียวกันที่ไม่เคยรักเธอเลย “ยิ้มหน่อยครับคุณเจ้าสาว” ช่างภาพเอ่ยขึ้น พิมพ์ชนกฝืนยิ้มตามคำบอก ภาคินเองก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่แววตายังคงเย็นชาเหมือนเดิม เย็นชาเสียจนเธอรู้สึกหนาวไปทั้งหัวใจ หลังพิธีแต่งงานเสร็จสิ้น แขกเริ่มทยอยกลับ เวลาล่วงเลยจนเกือบสี่ทุ่ม ภาคินเดินนำเธอขึ้นมาบนชั้นเพนต์เฮาส์ของโรงแรมโดยแทบไม่พูดอะไรสักคำ บรรยากาศในลิฟต์เงียบจนน่าอึดอัด พิมพ์ชนกก้มมองนิ้วมือของตัวเอง แหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายควรทำให้เธอมีความสุข แต่กลับไม่ใช่เลย ติ๊ง... ประตูลิฟต์เปิดออก ภาคินเดินตรงไปยังห้องพักทันที เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบก็ยิ่งชัดเจนขึ้น พิมพ์ชนกยืนอยู่กลางห้องอย่างประหม่า หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ คืนนี้คือคืนแรกของการเป็นสามีภรรยา แม้จะรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างสองตระกูล แต่ลึก ๆ เธอก็ยังมีความหวังเล็ก ๆ บางที... บางทีภาคินอาจเปิดใจให้เธอสักนิด “เหนื่อยไหม” เธอเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา ชายหนุ่มปลดเนกไทออกช้า ๆ “ก็นิดหน่อย” “วันนี้แขกเยอะมากเลยนะคะ” “อืม” คำตอบสั้น ๆ ตามเดิม พิมพ์ชนกพยายามไม่แสดงความผิดหวัง “คุณอยากดื่มอะไรไหมคะ ฉัน...” “พิมพ์” เสียงทุ้มเรียกชื่อเธอขึ้น หญิงสาวชะงัก “คะ?” ภาคินหันมามองตรง ๆ สีหน้าของเขาเรียบนิ่งจนอ่านไม่ออก “เราควรคุยกันให้ชัดเจน” หัวใจของเธอกระตุกวูบ “เรื่องอะไรคะ” “เรื่องการแต่งงาน” พิมพ์ชนกเม้มริมฝีปากแน่น ภาคินเดินมาหยุดตรงหน้า “ผมคิดว่าคุณก็รู้ดีอยู่แล้วว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร” “ค่ะ” “มันเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ใหญ่” เธอพยักหน้าเบา ๆ “ผมไม่อยากให้คุณคาดหวังอะไรจากผมมากเกินไป” ประโยคนั้นเหมือนมีดคมกริบที่แทงเข้ากลางอก พิมพ์ชนกพยายามฝืนยิ้ม “ฉันเข้าใจค่ะ” “ดี” ภาคินถอนหายใจ “คุณจะมีทุกอย่างที่ภรรยาของผมควรได้รับ” “...” “บ้าน รถ เงิน เกียรติยศ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดประโยคที่ทำให้หัวใจของเธอแทบแตกสลาย “ยกเว้นความรัก” ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ พิมพ์ชนกรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน แม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากเขาตรง ๆ มันกลับเจ็บกว่าที่คิด มากเสียจนเธอแทบหายใจไม่ออก “ฉันเข้าใจค่ะ” เธอตอบออกไปด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาคินพยักหน้า “ขอบคุณที่เข้าใจ” ขอบคุณอย่างนั้นเหรอ... พิมพ์ชนกอยากหัวเราะให้กับตัวเอง เธอใช้เวลาสามปีแอบรักผู้ชายคนนี้ เฝ้ามองเขาอยู่ห่าง ๆ หวังว่าสักวันเขาจะหันมามองเธอบ้าง สุดท้ายเธอได้แต่งงานกับเขาจริง ๆ แต่กลับไม่ได้หัวใจของเขามาเลย “งั้นฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” เธอพูดพลางรีบเดินเข้าห้องน้ำ ทันทีที่ประตูปิดลง น้ำตาที่กลั้นไว้มาตลอดทั้งวันก็ไหลออกมา พิมพ์ชนกทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องน้ำ ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้ ไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกไป เธอไม่อยากให้ภาคินได้ยิน ไม่อยากให้เขารู้ว่าเขามีอิทธิพลต่อหัวใจของเธอมากแค่ไหน “คนบ้า...” เธอพึมพำกับตัวเอง “รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่รัก ยังจะหวังอะไรอีก” น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงบนชุดเจ้าสาวสีขาว ผ่านไปหลายนาที พิมพ์ชนกจึงรวบรวมสติลุกขึ้น เธอล้างหน้าและมองตัวเองในกระจก หญิงสาวในกระจกยังคงสวย แต่ดวงตากลับแดงช้ำ “ไม่เป็นไรนะพิมพ์” เธอบอกตัวเอง “อย่างน้อยก็ได้อยู่ข้างเขา” แม้จะในฐานะภรรยาที่เขาไม่ได้รักก็ตาม เมื่อออกจากห้องน้ำ ภาคินกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ตรงระเบียง เสียงของเขาเบาลงจนจับใจความไม่ได้ แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าคมเข้มนั้นกลับทำให้เธอหยุดเดิน เพราะตลอดทั้งวัน เธอไม่เคยเห็นเขายิ้มแบบนั้นให้ใครเลย “ครับ...ผมคิดถึงคุณเหมือนกัน” หัวใจของพิมพ์ชนกกระตุกแรง “อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย” “ผมสัญญา” หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดลงทีละน้อย แม้จะไม่ได้ยินปลายสายพูดอะไร แต่เธอก็เดาได้ไม่ยาก ภาคินมีใครอีกคนอยู่ในหัวใจ และคนคนนั้น... ไม่ใช่เธอ ชายหนุ่มหันกลับมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งทันทีเมื่อเห็นเธอ “ยังไม่นอนอีกเหรอ” พิมพ์ชนกฝืนยิ้ม “กำลังจะนอนค่ะ” “อืม” ภาคินเดินผ่านเธอไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับพิมพ์ชนก ค่ำคืนนี้ได้ทำลายความหวังทั้งหมดที่เธอเคยมี เธอเพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงวัน แต่กลับรู้สึกเหมือนสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว และเธอไม่รู้เลยว่า... นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดเท่านั้นหลังจากแยกย้ายกันกลับจากคาเฟ่ในวันนั้น พิมพ์ชนกนั่งเงียบมาตลอดทาง ภาพรอยยิ้มของอรยายังคงติดอยู่ในหัว อรยาเป็นผู้หญิงที่สวย อ่อนโยน และดูเหมาะสมกับภาคินทุกอย่าง ยิ่งได้เห็นทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน เธอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน เป็นคนที่เข้ามาผิดเวลา หรืออาจไม่เคยอยู่ในสมการนั้นตั้งแต่แรก คืนนั้น ภาคินกลับเข้าห้องช้ากว่าปกติ แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามา เขากลับพบว่าพิมพ์ชนกยังไม่นอน หญิงสาวกำลังนั่งอยู่ตรงระเบียง มีเอกสารหลายชุดวางอยู่บนโต๊ะ "ยังไม่นอนอีกเหรอ" เขาถาม พิมพ์ชนกเงยหน้าขึ้น ก่อนยิ้มบาง ๆ "รอคุณค่ะ" คำตอบนั้นทำให้ภาคินชะงัก เพราะช่วงหลังเธอแทบไม่เคยรอเขาแล้ว ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ ก่อนสังเกตเห็นเอกสารตรงหน้า "ทำอะไรอยู่" "อ่านสัญญาค่ะ" "สัญญาอะไร" หญิงสาวมองหน้าเขา ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก เหมือนรวบรวมความกล้า "สัญญาแต่งงาน" หัวใจของภาคินกระตุกวูบ ทันที "ทำไมอยู่ ๆ ถึงหยิบมันขึ้นมา" พิมพ์ชนกหัวเราะเบา ๆ แต่ดวงตากลับไม่ยิ้ม "เพราะพิมพ์คิดว่า..." เธอหยุดไป "...ถึงเวลาที่เราควรคุยกันจริงจังแล้ว" บรรยากาศรอบตัวเงียบลง จนได้ยินเสียงลมพัด
หลังจากคืนที่อรยากลับมา หลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง ภาคินไปโรงพยาบาลทุกวัน เช้าแวะไป เย็นก็ไป บางคืนกลับบ้านดึกกว่าปกติ แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายความรู้สึกใคร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนพอ โดยเฉพาะสำหรับพิมพ์ชนก เธอเข้าใจทุกอย่าง เข้าใจจนไม่จำเป็นต้องถาม เช้าวันเสาร์ พิมพ์ชนกกำลังจัดดอกไม้ในห้องนั่งเล่น กิจกรรมที่เธอไม่ได้ทำมานานแล้ว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ หญิงสาวก็ยิ้มทันที "คุณแม่" ปลายสายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "วันนี้ว่างไหมลูก" "ว่างค่ะ" "มาทานข้าวกับแม่หน่อย" พิมพ์ชนกมองนาฬิกา ก่อนตอบรับทันที "ได้เลยค่ะ" หลังวางสาย เธอก็เดินขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่ได้คิดจะบอกภาคิน เพราะช่วงนี้ ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองอยู่แล้ว เวลาบ่าย ภาคินมาถึงโรงพยาบาล อรยากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเห็นเขา หญิงสาวก็ยิ้มทันที "มาแล้วเหรอ" "อืม" ภาคินวางผลไม้ลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งลงข้างเตียง บรรยากาศดูเหมือนเมื่อก่อน เหมือนตอนที่ทั้งคู่เคยคบกัน แต่กลับมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะตัวเขาเอง "คิน" อรยาเรียกเบา ๆ "หืม" "คุณแต่งงา
โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ ภาคินเดินออกจากลิฟต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก้าวเท้ายาวและรวดเร็ว จนพยาบาลหลายคนหันมอง เมื่อมาถึงหน้าห้องพักพิเศษ ชายหนุ่มก็หยุดนิ่ง มือที่กำลังจะผลักประตูชะงักไปชั่วครู่ หัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาคิดว่าไม่มีวันได้เจอเธออีกแล้ว แต่วันนี้... ผู้หญิงคนนั้นกำลังอยู่หลังประตูบานนี้ แกร๊ก... ประตูถูกเปิดออก ภายในห้องพักสีขาวสะอาด หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโต และรอยยิ้มที่คุ้นเคย ไม่เปลี่ยนไปจากในความทรงจำ "คิน..." เสียงแผ่วเบาเอ่ยเรียก ภาคินยืนนิ่ง เหมือนเวลาได้หยุดลง "อรยา" หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนน้ำตาหยดหนึ่งจะไหลลงมาตามแก้ม "ฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอคุณอีกแล้ว" หนึ่งชั่วโมงต่อมา ภาคินนั่งอยู่ข้างเตียง ขณะที่อรยาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เมื่อห้าปีก่อน อรยาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ อาการสาหัสจนต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน หลังจากนั้นเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงความจำเสื่อมบางส่วน เธอถูกส่งตัวไปรักษาต่อกับญาติที่ยุโรป และเพิ่งฟื้นความทรงจำกลับมาได้ไม่นา
เย็นวันนั้น ภาคินกลับถึงบ้านเร็วกว่าปกติ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เขายกเลิกประชุมช่วงค่ำเพียงเพื่อกลับมาทานอาหารเย็นที่บ้าน แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกแปลก แต่ก็ไม่อยากคิดให้ลึก ชายหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร สายตามองนาฬิกาเป็นระยะ หกโมงเย็น พิมพ์ชนกยังไม่กลับ หกโมงครึ่ง ยังเงียบ หนึ่งทุ่ม เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามยังว่างเปล่า ภาคินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กำลังจะโทรหาเธอ แต่แล้วรถคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในคฤหาสน์ ชายหนุ่มลุกขึ้นทันที ก่อนจะเดินออกไปด้านหน้า และพบว่าพิมพ์ชนกเพิ่งลงจากรถ "กลับมาแล้วค่ะ" เธอยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นเขายืนรออยู่ ภาคินพยักหน้า ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นกล่องขนมในมือเธอ "ซื้ออะไร" "เค้กค่ะ" "เค้ก?" "วันนี้เป็นวันเกิดคุณแม่" เธอตอบ "พิมพ์แวะไปหาท่านมา" ภาคินชะงัก เขาไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็นวันเกิดแม่ยาย และนั่นทำให้รู้สึกผิดอย่างประหลาด "ทำไมไม่บอก" หญิงสาวยิ้มจาง ๆ "คุณงานยุ่งค่ะ" คำตอบนั้นทำให้ภาคินเงียบ เพราะที่ผ่านมา เขาใช้คำว่า "งานยุ่ง" เป็นข้ออ้างเสมอ จนพิมพ์ชนกเลิกคาดหวังไปแล้ว ระหว่างทานอาหาร บรรยากาศค่อนข้างสงบ แม้จะยังไม่