Masukพิมพ์ขวัญขมวดคิ้ว “โกหกได้ลื่นไหลมากนายนนท์... นี่ทำบ่อยล่ะสิ?”
ไอ้หนุ่มแว่นดูลังเล “แต่พี่หัวหน้าผมบอกให้ผมเอาเครื่องกลับไปเช็กที่บริษัทก่อนนะครับ เขาห้ามคนนอกแตะ”
“ผมไม่ใช่คนนอกครับ นี่ไง...” นนท์รีบหยิบบัตรนักข่าวออกมาโชว์แบบผ่านๆ “ผมเป็นที่ปรึกษาด้านคอนเทนต์ให้พิมพ์ขวัญมาตลอด ถ้างานนี้ไม่ส่งภายในบ่ายสอง บริษัทคุณโดนปรับสองล้านนะครับ คุณอยากรับผิดชอบคนเดียวเหรอ?”
คำว่า ‘สองล้าน’ และ ‘รับผิดชอบคนเดียว’ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ไอ้หนุ่มแว่นหน้าซีดลงทันที เขาเลื่อนเครื่องแล็ปท็อปส่งให้นนท์อย่างรวดเร็ว “งั้น... รบกวนคุณพี่จัดการเลยครับ ผมขอไปสั่งกาแฟเพิ่มก่อนนะ ใจสั่นไปหมดแล้ว”
นนท์รีบรับเครื่องมา พิมพ์ขวัญแทบจะกระโดดตัวลอย (ซึ่งเธอก็ลอยอยู่แล้ว) เธอชี้นิ้วสั่งรัว ๆ “เข้าโฟลเดอร์สีเหลืองมุมขวาบน! รหัสปลดล็อกคือ ‘0908Pim’... ใช่ รันอีเมลเลย ล็อกอิน ‘Pimmy_Creative’ พาสเวิร์ดคือชื่อหมาฉันตัวแรก ‘Lucky2024!’”
นนท์ทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว นิ้วของเขาพรมไปบนแป้นพิมพ์ตามเสียงสั่งของวิญญาณสาว ท่ามกลางบรรยากาศในร้านกาแฟที่เริ่มดูแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนนท์มักจะเผลอเถียงกับอากาศเบา ๆ อย่างเช่น “ตัว L พิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็ก?” หรือ “คุณช่วยหยุดชี้หน้าจอได้ไหม ผมมองไม่เห็นตัวหนังสือ!” จนโต๊ะข้างๆ เริ่มมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง
ในขณะที่รอไฟล์ขนาดใหญ่กำลังอัปโหลด พิมพ์ขวัญที่ตอนแรกเอาแต่จ้องแถบสถานะสีน้ำเงินอย่างจดจ่อ กลับเริ่มเปลี่ยนความสนใจไปที่หน้าต่างเบราว์เซอร์อีกหน้าหนึ่งที่นนท์เปิดค้างไว้ มันคือหน้าฟีดเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอที่ระบบจดจำพาสเวิร์ดไว้
ภาพบนหน้าจอคือโพสต์ล่าสุดที่เพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทของเธอแท็กมา ‘หายไวๆ นะพิมพ์... ทีมเรายังรอน้องอยู่’ หรือ ‘เพิ่งคุยกันเมื่อคืนเอง ไม่น่าเชื่อเลย’ ความเห็นใจมากมายหลั่งไหลเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้พิมพ์ขวัญหยุดชะงักคือคอมเมนต์จาก ‘พี่เก่ง’ หัวหน้าทีมของเธอ
‘เสียดายงานแคมเปญนี้จริง ๆ ถ้าพิมพ์ส่งไม่ทัน เราคงต้องให้กิ๊ฟมารับช่วงต่อแทนทั้งหมด หวังว่างานที่พิมพ์ทำค้างไว้จะไม่มีปัญหาอะไรนะ’
พิมพ์ขวัญจ้องมองคำว่า ‘ให้กิ๊ฟมารับช่วงต่อ’ ด้วยสายตาที่สั่นไหว กิ๊ฟคือรุ่นน้องที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้เธอมาตลอด ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเจ็บจากแผลทางกาย แต่มันคือการได้เห็นความจริงว่า โลกที่เธอเคยคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง... แท้จริงแล้วมันสามารถหมุนต่อไปได้ และพร้อมจะ ‘แทนที่’ เธอได้ทุกเมื่อภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
“นนท์...” เสียงของเธอเบาลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ
“หืม? อะไรอีก? ไฟล์ใกล้เสร็จแล้ว” นนท์ตอบโดยไม่มองหน้า เขาเริ่มรู้สึกว่าการช่วยเธอทำให้เขาเริ่มชินกับการมีวิญญาณอยู่ข้างตัว
“คนเราตายไป... มันหายไปง่ายแบบนี้เลยเหรอ?” เธอถามพลางมองดูรูปโปรไฟล์ของตัวเองที่ดูสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา “เมื่อเช้าฉันยังบ่นเรื่องกาแฟไม่อร่อยอยู่เลย แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องมาลุ้นให้คนแปลกหน้าช่วยส่งอีเมลเพื่อให้คนอื่นจำฉันได้... มันดูไร้ค่าจังเนอะ”
นนท์หยุดนิ้วที่กำลังเคาะโต๊ะ เขาหันมามองพิมพ์ขวัญเป็นครั้งแรกในระยะประชิด เขาเห็นความหม่นหมองที่แผ่ออกมาจากการดำรงอยู่ของเธอ มันไม่ใช่แค่ความเย็น แต่มันคือความเศร้าที่ลึกที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา
“มันไม่ไร้ค่าหรอก” นนท์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น “คุณไม่ได้ทำเพื่อไม่ให้ใครลืมคุณ แต่คุณกำลังทำหน้าที่ของคุณจนถึงนาทีสุดท้าย นั่นคือสิ่งที่น่านับถือที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง... หรือวิญญาณดวงหนึ่ง”
พิมพ์ขวัญเงยหน้ามองเขา ความรู้สึกขอบคุณเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบ ๆ แต่มันก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสัญญาณ ‘ติ๊ง!’ จากคอมพิวเตอร์
“ส่งเสร็จแล้ว!” นนท์ประกาศ
ทันทีที่ปุ่ม ‘Send’ ถูกกด ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบสั่นสะเทือนเกิดขึ้นกับพิมพ์ขวัญ ร่างวิญญาณของเธอกระตุกอย่างรุนแรงจนเธอแทบล้มลงไปกับพื้นร้าน แสงสว่างจ้าสีขาวพุ่งออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เข้าสู่ตัวเธอ มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่มันเหมือนแรงดึงจากความตายที่พยายามจะทวงคืนกฎธรรมชาติ
“พิมพ์! เป็นอะไรไป!” นนท์ลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดัง ทุกคนในร้านหันมามองเขาเป็นตาเดียว แต่เขาไม่สน เขาพยายามจะคว้าแขนของพิมพ์ขวัญที่เริ่มโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงกำแพงด้านหลัง
“มัน... มันหนัก...” พิมพ์ขวัญพูดออกมาด้วยความลำบาก “เหมือนมีใครกำลังดึงฉันกลับ... นนท์... ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะหายไปจริง ๆ แล้ว”
นนท์ทำสิ่งที่บ้าที่สุด เขาคว้าแล็ปท็อปเครื่องนั้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้ววิ่งออกจากร้านกาแฟไปทันทีท่ามกลางเสียงตะโกนด่าของพนักงานร้านและไอ้หนุ่มแว่นที่เพิ่งเดินกลับมา เขาไม่ได้วิ่งหนีเพราะขโมยของ แต่เขาวิ่งเพื่อให้พิมพ์ขวัญอยู่ในรัศมีของเขา เขาจำได้ว่าตอนอยู่ที่โรงพยาบาล การที่เขาเข้าใกล้เธอทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น
เขาวิ่งกลับไปทางโรงพยาบาล หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ทุกก้าวที่เขาวิ่ง พิมพ์ขวัญที่ลอยตามมาเริ่มมีสีสันกลับคืนมาทีละน้อย เมื่อทั้งคู่พุ่งกลับเข้าสู่ประตูอัตโนมัติของโรงพยาบาล พิมพ์ขวัญก็ทรุดฮวบลงกับพื้นโถงทางเดิน ร่างกายวิญญาณของเธอกลับมาเสถียรอีกครั้ง
“แฮ่ก... แฮ่ก... คุณ... คุณเกือบทำผมติดคุกข้อหาวิ่งราวแล้วไหมล่ะ” นนท์ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอ พลางวางแล็ปท็อปลงบนพื้น ทั้งคู่หอบหายใจอย่างหนัก (แม้คนหนึ่งจะไม่มีลมหายใจจริง ๆ ก็ตาม)
พิมพ์ขวัญเงยหน้าขึ้นมองนนท์ เธอเห็นเหงื่อที่ไหลโซมใบหน้าเขา และเห็นความกังวลในดวงตาคู่นั้น เธอยิ้มออกมา เป็นยิ้มแรกที่ดูเปราะบางแต่จริงใจที่สุด
“ขอบคุณนะ... นนท์ คุณเป็นนักข่าวที่แย่มากที่ยอมขโมยคอมฯ คนอื่น แต่คุณเป็นคนดีที่สุดเท่าที่วิญญาณอย่างฉันจะเจอได้ในตอนนี้”
นนท์มองดูผู้หญิงตรงหน้า ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามปิดตายมาตลอด—ความรู้สึกที่อยากจะปกป้องใครสักคน—เริ่มปริแตกออก เขาเพิ่งรู้ตัวว่าการตัดสินใจช่วยเธอในวันนี้ ได้ผูกปมโชคชะตาของเขาเข้ากับวิญญาณสาวคนนี้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และราคาที่ต้องจ่ายอาจไม่ใช่แค่เรื่องคดีความ แต่มันคือหัวใจของเขาที่กำลังเริ่มเต้นผิดจังหวะเพราะ ‘คนที่ไม่ควรจะมีตัวตน’
“ผมจะไม่ทำแบบนี้บ่อย ๆ นะ พิมพ์ขวัญ” เขาพูดพลางเช็ดเหงื่อ “และคุณต้องจำไว้... ต่อจากนี้ไป คุณติดหนี้ผมชีวิตหนึ่ง... หรือจะเรียกว่าวิญญาณหนึ่งก็ได้”
พิมพ์ขวัญหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังมาจากทางห้อง ICU เธอรู้ดีว่าเรื่องราวมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และการกลับไปมีชีวิต หรือการต้องอยู่ตรงนี้... อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเธอคนนี้ด้วย
“ฟังนะ...” พิมพ์ขวัญพยายามเอื้อมมือที่จางจนแทบจะกลายเป็นหมอกมาแตะใบหน้าของเขา “ความจริง... มันใหญ่กว่าฉัน... ใหญ่กว่าเรา... คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าหน้าที่ของมนุษย์คือการทำสิ่งที่น่านับถือจนวินาทีสุดท้าย... นี่คือวินาทีของฉัน”ในตอนนั้นเอง ไฟในห้อง ICU เริ่มกะพริบ เสียงพัดลมในเครื่องช่วยหายใจเริ่มผ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย สัญญาณออกซิเจนในเลือดของร่างบนเตียงตกลงอย่างรวดเร็ว หมอเริ่มแตกตื่นพยายามหาทางแก้ไขแต่ระบบไฟฟ้ากลับขัดข้องอย่างผิดปกตินนท์มองดูพิมพ์ขวัญที่กำลังจะแตกสลาย เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่นักข่าวที่ดีจะไม่ทำ เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่คนเห็นแก่ตัวจะทำ... เขาคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นแล้ววิ่งออกไปจากชั้น 3 อย่างบ้าคลั่งแต่เขาไม่ได้ไปที่ถังขยะหน้าโรงพยาบาลเขาวิ่งไปที่ห้องควบคุมไฟฟ้า (Electrical Room) ของชั้นนั้น พิมพ์ขวัญลอยตามไปอย่างทุลักทุเล เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร นนท์พุ่งตัวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยตู้คัทเอาท์ขนาดใหญ่ เขาใช้ทักษะการเป็นนักข่าวที่เคยลงพื้นที่งานช่างงานก่อสร้าง มองหา "จัมเปอร์" หรือตัวตัดไฟที่พนักงานซ่อมบำรุงคนนั้นอาจจะแอบทำไว้“นนท์! คุณจะทำอะไร! คุณต้องส่งไฟล์นั่นนะ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นในโถงทางเดินชั้น 3 ของโรงพยาบาลรุนแรงจนนนท์รู้สึกเหมือนปอดของเขาถูกกัดกร่อนด้วยสารเคมี เขาหอบหายใจหนักหน่วงขณะพยุงตัวเองไปตามกำแพงสีขาวเย็นเยียบ ในกระเป๋าเสื้อของเขาคือแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุความลับระดับชาติ แต่ในอ้อมแขน (ที่เป็นอากาศธาตุ) ของเขาคือพิมพ์ขวัญที่บัดนี้เหลือเพียงเงาร่างจาง ๆ เหมือนควันที่กำลังจะจางหายไปในพัดลมระบายอากาศ“พิมพ์... อดทนไว้ อีกนิดเดียว” นนท์กระซิบ เสียงของเขาสั่นเครือและแหบพร่าอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนพิมพ์ขวัญไม่ได้ตอบ เธอไม่ได้แม้แต่จะลืมตา ร่างวิญญาณของเธอกะพริบถี่เป็นจังหวะเดียวกับเสียงสัญญาณชีพในห้อง ICU ที่ดังแว่วออกมา ทุกครั้งที่ไฟกะพริบ ร่างของเธอจะโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงสายไฟและท่อออกซิเจนที่ติดตั้งอยู่ตามเพดาน ความเหนื่อยล้าจากการแฮกค์ระบบในตอนก่อนหน้านี้กำลังดึงเอา "ประจุชีวิต" ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเธอไปจนเกลี้ยงเมื่อทั้งคู่มาถึงหน้ากระจกห้อง ICU ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือนรกของคนเป็น ทีมหมอและพยาบาลสี่คนกำลังรุมล้อมร่างของพิมพ์ขวัญ แสงไฟฉุกเฉินเหนือเตียงสว่างจ้าจนดูเหมือนกองไฟที่กำลังเผาไหม้ร่างที่ไร้สติ เสียงตะโกนสั่ง
“ตรงนั้น! โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า ‘Project_Underpass_Ghost’... กวนประสาทจริง มันตั้งชื่อโฟลเดอร์แบบนี้เลยเหรอ?” พิมพ์ขวัญกัดฟันกรอด “มันไม่ใช่ไฟล์โฆษณา แต่มันคือ Log การส่งข้อมูลจากตัวตรวจจับใต้ถนนที่คุณเจอ... นนท์ ดูสิ ข้อมูลปริมาณมหาศาลถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทฉันไปที่บัญชีปลายทางในต่างประเทศ”นนท์จ้องมองรหัสสีเขียวบนหน้าจอด้วยสายตาที่เย็นเยียบ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนนไม่ได้มาตรฐานแล้วพิมพ์... บริษัทของคุณกำลังถูกใช้เป็น ‘ทางผ่าน’ ในการฟอกข้อมูลที่ได้จากการดักฟังและรวบรวมพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านระบบ Jammer ที่พวกมันติดตั้งไว้ อุบัติเหตุของคุณมันเกิดขึ้นเพราะคุณบังเอิญไปตรวจสอบไฟล์งานในช่วงที่พวกมันกำลังโอนย้ายข้อมูลพอดี”“หมายความว่า... พี่เก่งรู้เรื่องนี้?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ความเชื่อใจที่มีต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่เคารพพังทลายลงในพริบตา“อาจจะรู้ หรืออาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ที่แน่ ๆ ไฟล์ที่ถูกลบไปมันมีรหัสยืนยันตัวตนของ ‘ผู้บงการ’ อยู่ในนั้น” นนท์กำลังจะกดปุ่มคัดลองข้อมูล แต่ทันใดนั้น แถบสถานะการดาวน์โหลดกลับหยุดนิ่งและเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม“Access Denied –
ตึกระฟ้าใจกลางย่านอโศกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงยามค่ำคืน ตัวอาคารกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้าสีม่วงเข้มตัดกับสีส้มของไฟถนน นนท์จอดรถในมุมมืดของซอยข้างตึก เขามองขึ้นไปที่ชั้น 24 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท "ครีเอทีฟแล็บ" ที่พิมพ์ขวัญเคยทำงานอยู่ แสงไฟในชั้นนั้นดับสนิท มีเพียงแสงสีฟ้าสลัวจากระบบรักษาความปลอดภัยที่กะพริบเป็นระยะ“คุณแน่ใจนะว่ารหัสผ่านจะยังไม่ถูกเปลี่ยน?” นนท์ถามพลางตรวจสอบอุปกรณ์ในกระเป๋าเป้ เขาไม่ได้สวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวเดิม แต่เปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มที่คล่องตัวกว่าเดิม ท่าทางของเขาดูนิ่งและมุ่งมั่น แตกต่างจากนักข่าวที่ดูสับสนในตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด“ออฟฟิศนี้งกจะตายคุณ รหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์ใช้กันมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ถ้าไอ้พี่เก่งไม่ขยันจนผิดปกติ มันต้องเหมือนเดิม” พิมพ์ขวัญยืนกอดอกลอยตัวอยู่ข้างเบาะคนขับ ร่างของเธอในตอนนี้ดูเสถียรขึ้นหลังจากที่นนท์ยอมให้เธอ "ชาร์จพลัง" ด้วยการอยู่ใกล้ ๆ เขาเป็นเวลานาน “แต่มันมีปัญหาใหญ่กว่ารหัสผ่านนะรปภ. ที่นี่เปลี่ยนกะตอนเที่ยงคืนตรง และระบบสแกนใบหน้าทางเข้าลิฟต์ชั้นเลานจ์น่ะ... คุณผ่านไปไม่ได้แน่ถ้าไม่มีบัตรพนักงาน”“นั่นคือห
“แสดงว่าที่ฉันตาย... เอ้ย ที่ฉันเจ็บขนาดนี้ เพราะมีคนอยากให้ฉันหายไปจริง ๆ ใช่ไหม?” พิมพ์ขวัญถาม เสียงของเธอไม่ได้โกรธแค้น แต่มันเต็มไปด้วยความสับสน “ฉันเป็นแค่ครีเอทีฟนะนนท์ ฉันจะไปรู้อะไรที่มันอันตรายขนาดนั้นได้ยังไง?”ก่อนที่นนท์จะได้คำตอบ เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ก็ดังแว่วมาจากไกล ๆ แสงไฟหน้ารถสาดผ่านช่องว่างของรั้วสังกะสีเข้ามา นนท์รีบดับไฟฉายและดึงพิมพ์ขวัญให้หลบเข้าไปหลังตอหม้อใหญ่“มีคนมา” นนท์กระซิบ เขาแนบแผ่นหลังกับพื้นปูนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวเป็นกลองรบชายฉกรรจ์สองคนในชุดหนังสีดำสนิทก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์ พวกเขาไม่ได้ถอดหมวกกันน็อกออก แสงไฟจากมือถือของพวกเขาสาดส่องไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ ราวกับกำลังตามหา ‘บางอย่าง’ ที่พวกเขาทิ้งไว้“มึงแน่ใจนะว่าของตกอยู่แถวนี้?” เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากหมวกกันน็อก“เออ นายบอกว่าสัญญาณ GPS ของเครื่อง Jammer มันดับอยู่แถวนี้ ถ้าตำรวจเจอเราซวยแน่ ไอ้เด็กนั่นมันอึดกว่าที่คิด ป่านนี้ยังไม่ตายอีก”พิมพ์ขวัญที่ยืนอยู่ข้างนนท์ถึงกับตัวสั่น ร่างวิญญาณของเธอกะพริบถี่ ๆ ตามอารมณ์ที่พุ่งสูง “พวกมัน... พวกมันคือคนที่ทำฉัน!” เธอกำลังจะพุ่งตัวอ
ความมืดที่โอบล้อมถนนเส้นชานเมืองไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนในห้องสมุด แต่มันคือความมืดที่หนาเตอะและเต็มไปด้วยฝุ่นผงของเศษปูนและยางรถยนต์ที่ถูกบดละเอียด นนท์จอดรถเอสยูวีคันเก่งไว้ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณสองร้อยเมตร แสงไฟหน้ารถส่องไปกระทบกับซากกรวยจราจรที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างลนลานใต้เสาตอหม้อทางยกระดับขนาดมหึมาที่ดูเหมือนขาของยักษ์ปักหลั่นในเงามืดเขาก้าวลงจากรถ ความเย็นของลมกลางคืนพัดผ่านจนเขาต้องรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นสูง แต่สิ่งที่ทำให้เขาหนาวไปถึงกระดูกไม่ใช่สภาพอากาศ แต่มันคือความเงียบที่ "ผิดปกติ" ของพิมพ์ขวัญ“คุณโอเคไหม?” นนท์ถามพลางมองไปข้างกาย พิมพ์ขวัญในสภาพโปร่งแสงยืนนิ่งสนิท ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่รอยเบรกสีดำสนิทที่ลากยาวเป็นทางคดเคี้ยวบนพื้นถนน แสงจันทร์เลือนรางขับให้ผิววิญญาณของเธอดูขาวซีดจนเกือบจะกลมกลืนไปกับละอองหมอกควัน“กลิ่น...” พิมพ์ขวัญพูดออกมาคำเดียว น้ำเสียงของเธอไม่มีความโวยวายเหมือนตอนอยู่ในร้านกาแฟ มันแห้งผากและสั่นพร่า “กลิ่นน้ำมันไหม้กับกลิ่นเหล็กที่บดกัน... มันยังอยู่ตรงนี้เลยนนท์ มันชัดจนฉันรู้สึกเหมือนหน้าอกจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ อีกรอบ”“ในทางวิทยาศาสตร์ กล







