Masukระหว่างทางเดินไปยังทางออก พิมพ์ขวัญที่ดูเหมือนจะกังวลเรื่องงานตลอดเวลา กลับหยุดนิ่งอยู่หน้าบอร์ดประกาศข่าวของโรงพยาบาล เธอเห็นภาพตัวเองในข่าวทีวีที่ติดตั้งอยู่บนเพดาน
'ครีเอทีฟสาวอนาคตไกลประสบอุบัติเหตุสยอง คาดหลับในจากการทำงานหนัก' หัวข้อข่าวทำให้พิมพ์ขวัญหน้าชา
“หลับในบ้านพวกคุณดิ... ฉันตื่นเต็มตาตอนที่เห็นรถบรรทุกคันนั้นสวนมา...” เธอพึมพำ น้ำเสียงเปลี่ยนจากโวยวายกลายเป็นความสั่นเครือเพียงชั่วครู่เดียว ก่อนที่เธอจะปรับโหมดกลับมาเป็นสาวมั่นทันที “ช่างมันเถอะ ข่าวพวกนี้ชอบใส่ไข่ ไปกันเถอะ!”
นนท์ลอบมองปฏิกิริยาของเธอ เขาเห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกที่แข็งกระด้าง เขาเริ่มรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แค่ 'ขี้โวยวาย' แต่เธอคือคนที่พยายามจะปฏิเสธความสูญเสียของตัวเองด้วยการยึดเหนี่ยวสิ่งสุดท้ายที่เธอทำได้... นั่นคืองาน
“คุณโอเคไหม?” เขาถามเบา ๆ โดยไม่หันไปมอง
“อย่ามาทำเป็นห่วงหน่อยเลยน่า รีบไปก่อนที่ไอ้แว่นนั่นจะปิดคอมฯ หนีไป!” พิมพ์ขวัญสั่ง
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงประตูทางออกอัตโนมัติ พิมพ์ขวัญหยุดชะงัก เธอเริ่มรู้สึกถึง 'แรงดึง' ที่หน้าอก มันเหมือนมีหนังยางยืดขนาดใหญ่พยายามรั้งเธอไว้กับตึกโรงพยาบาล นนท์เดินพ้นประตูไปแล้ว เขาหันกลับมามองเห็นเธอที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“มาดิ... ก้าวมา” นนท์เรียก
พิมพ์ขวัญกัดฟันแน่น เธอตัดสินใจ 'พุ่ง' ตัวไปหานนท์ในจังหวะเดียวกับที่เขายื่นมือมาคว้าอากาศในตำแหน่งที่ไหล่เธอควรจะอยู่
เปรี้ยง!
ความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าเข้าที่กลางใจ ทั้งคู่กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง นนท์เซล้มลงพื้น ส่วนพิมพ์ขวัญกระเด็นไปพิงกระจกประตู ผู้คนรอบข้างมองนนท์ด้วยสายตาสงสัยว่าเขาล้มลงไปทำไม
แต่นนท์ไม่ได้สนใจสายตาคนอื่น เขามองเห็นพิมพ์ขวัญที่ยังอยู่ข้างนอกเขตโรงพยาบาลได้! แรงดึงดูดนั้นหายไปชั่วขณะเมื่อเขาสัมผัสเธอ
“เราทำได้...” พิมพ์ขวัญพูดเสียงหอบ “คุณคือ... ตั๋วผ่านทางของฉันจริงๆ ด้วย”
และนั่นคือบทเริ่มต้นของความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อวิญญาณที่ควรจะนอนสงบนิ่ง กลับเลือกที่จะเดินเข้าสู่แสงแดดแผดเผาของกรุงเทพฯ เพื่อทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จ โดยมีชายหนุ่มผู้โชคร้ายเป็นคนแบกรับชะตากรรมนี้ไปด้วยกัน
แสงแดดภายนอกโรงพยาบาลแผดเผาจนถนนยางมะตอยดูเหมือนจะละลาย แต่นนท์กลับรู้สึกเย็นยะเยือกที่ต้นคอตลอดเวลา เขากำลังเดินกึ่งวิ่งไปตามทางเท้าโดยมีพิมพ์ขวัญลอยตัวตามมาติด ๆ ในระยะไม่เกินสองฟุต สภาพของเขาตอนนี้ดูเหมือนคนสติหลุด เขากำลังพึมพำกับปกเสื้อตัวเอง (ซึ่งจริงๆ คือการคุยกับพิมพ์ขวัญ) พลางทำท่าทางปัดป้องอากาศทุกครั้งที่พิมพ์ขวัญพยายามจะถลาเข้ามาใกล้เพื่อเร่งฝีเท้าเขา
“คุณช่วยเดินให้มันเป็นธรรมชาติกว่านี้หน่อยได้ไหม?” นนท์กระซิบผ่านไรฟัน “คนเขามองกันทั้งถนนแล้ว เขาจะคิดว่าผมเมายาหรือไม่ก็คุยกับกุมารทอง”
“ธรรมชาติบ้านคุณสิ! อีกสิบนาทีจะบ่ายสองแล้วนะนายนนท์ ถ้าอีเมลนั่นไม่เด้งเข้ากล่องขาเข้าของลูกค้าภายในสิบนาทีนี้ ชื่อของพิมพ์ขวัญจะถูกแบล็กลิสต์ออกจากวงการเอเจนซี่ทันที คุณเข้าใจความหมายของคำว่า ‘สิ้นชื่อ’ ไหม? มันเจ็บปวดกว่าการตายจริงๆ อีกนะ!” พิมพ์ขวัญแผดเสียงข้างหูเขาจนแก้วหูแทบสั่น
เมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าร้านกาแฟเจ้าปัญหา นนท์หยุดชะงักหน้าประตูบานกระจก เขาเห็นชายหนุ่มแว่นหนาในชุดพนักงานออฟฟิศที่พิมพ์ขวัญเรียกว่า ‘ไอ้แว่นหน้าจืด’ กำลังนั่งขมวดคิ้วอยู่หน้าแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ เขากำลังจะเก็บของ พิมพ์ขวัญเห็นดังนั้นก็พุ่งทะลุกระจกเข้าไปทันทีโดยไม่รอให้นนท์เปิดประตู
“อย่าเพิ่งปิด! หยุดมือเดี๋ยวนี้!” เธอตะโกนใส่หน้าไอ้หนุ่มแว่นที่กำลังจะหับหน้าจอคอมพิวเตอร์แน่นอนว่าเขาไม่ได้ยิน เขาเพียงแค่รู้สึกถึงลมหนาวที่พัดผ่านหน้าไปจนต้องกระชับเสื้อกันหนาว นนท์รีบตามเข้าไปข้างใน กลิ่นคั่วกาแฟและเสียงบดเมล็ดกาแฟดังกลบเสียงฝีเท้าเขา เขาเดินตรงไปที่โต๊ะข้างๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างรวดเร็ว
“เอาไงต่อ?” นนท์ถามอากาศ พลางแสร้งทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมาแนบหูให้ดูเหมือนกำลังคุยโทรศัพท์
“ไปแย่งคอมฯ เขามาดิ!” พิมพ์ขวัญสั่ง สองมือของเธอพยายามจะตะปบไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่กลับวาดผ่านหน้าจอไปมาเหมือนเด็กเล่นเงา “เครื่องนั้นแหละ งานฉันอยู่ในโฟลเดอร์ ‘Final_Draft_v13_Edit_RealFinal_02’ คุณต้องก๊อปมันลงแฟลชไดรฟ์ หรือไม่ก็ล็อกอินอีเมลฉันส่งออกไปเลย”
นนท์มองไปที่ชายหนุ่มคนนั้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพนักงานฝ่ายไอทีที่ได้รับมอบหมายให้มาเก็บกู้งานของเพื่อนร่วมงานที่ประสบอุบัติเหตุ “คุณจะให้ผมไปแย่งของจากคนแปลกหน้าเนี่ยนะ? ผมคือนักข่าวสืบสวนนะคุณ ไม่ใช่โจรชิงทรัพย์”
“โอย... นักข่าวผู้ทรงเกียรติคะ ดูหน้าไอ้แว่นนั่นก่อน มันกำลังจะฟอร์แมตเครื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้ งานเหนื่อยยากของฉันตลอดสามเดือนนะนั่น!” พิมพ์ขวัญทำท่าจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เธอเปลี่ยนมาใช้แผนบีด้วยการแสร้งทำเป็นโผเข้ากอดขาไอ้หนุ่มแว่น (ซึ่งแน่นอนว่าเขารู้สึกแค่เหมือนโดนแอร์ตกใส่ขา) “ช่วยฉันเถอะนะนนท์... ถือว่าทำบุญล้างซวยให้ตัวเองที่ต้องมาเห็นผีอย่างฉันไง”
นนท์ถอนหายใจยาวจนไหล่ลู่ เขาตัดสินใจใช้ทักษะการเนียนระดับมืออาชีพที่เคยใช้ตอนแฝงตัวทำข่าวคอร์รัปชัน เขาเดินเข้าไปหาชายหนุ่มแว่นคนนั้นด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะปั้นได้
“เอ่อ ขอโทษนะครับ... คุณใช่คนที่มาจากบริษัทเอ็กซ์คลูซีฟ มีเดีย หรือเปล่าครับ?” นนท์เสี่ยงถามออกไป โดยมีพิมพ์ขวัญคอยกระซิบเชียร์อยู่ข้างหลังว่า ‘ใช่ ๆ ชื่อบริษัทนี้แหละ!’
ไอ้หนุ่มแว่นเงยหน้าขึ้นอย่างงงๆ “เอ่อ... ใช่ครับ คุณคือ...?”
“ผมเป็นเพื่อนสนิทของพิมพ์ขวัญครับ... เอ่อ คนที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อเช้า” นนท์โกหกหน้าตาย พิมพ์ขวัญถึงกับยิ้มกว้างออกมา “เธอเพิ่งโทรมาหาผมก่อนหน้านี้... เอ้ย ไม่ใช่สิ ผมหมายถึง ผมคุยกับที่ออฟฟิศมา เขาบอกว่างานในเครื่องนี้ต้องรีบส่งด่วน ผมเลยอาสามาช่วยรับช่วงต่อเพราะบ้านผมอยู่แถวนี้พอดี”
แสงไฟนีออนบนเพดานโรงพยาบาลกะพริบถี่เป็นจังหวะที่ชวนให้ปวดหัว พิมพ์ขวัญนอนมองมันมานานหลายชั่วโมง เธอเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน ร่างกายของเธอเริ่มกลับมาทำตามคำสั่งได้ทีละน้อย แต่มีบางอย่างในหัวที่ยังคงเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง หมอบอกว่ามันคืออาการ 'Retrograde Amnesia' หรือการสูญเสียความทรงจำย้อนหลังเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน แต่นั่นคือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึก "หนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ" จางหายไปเลยทุกครั้งที่เธอหลับตา พิมพ์ขวัญจะเห็นภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความโศกเศร้าอย่างมหาศาล มือขวาของเขาพันแผลหนาเตอะ และทุกครั้งที่เธอพยายามจะเอื้อมมือไปแตะ ภาพนั้นจะแตกสลายกลายเป็นฟองอากาศเหมือนวิญญาณที่ถูกกระชากออกไปในสุญญากาศ“พี่พิมพ์คะ... ทานยาหน่อยค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเธอจากภวังค์พิมพ์ขวัญมองถ้วยยาในมือพยาบาล แล้วสายตาเธอก็เลื่อนไปสะดุดที่ 'แก้วกาแฟ' บนโต๊ะข้างเตียง มันไม่ใช่แก้วของเธอ แต่เป็นแก้วกระดาษจากร้านกาแฟใต้ตึกที่เขียนชื่อว่า 'Nont' ด้วยลายมือหวัด ๆ“แก้วนั้น... ของใครเหรอคะ?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงท
เสียงระเบิดของถังแก๊สจากโรงครัวเรือนจำดังกัมปนาทสะเทือนไปถึงขั้วปอด แต่มันกลับไม่ใช่เสียงของความตาย มันคือเสียงของกรงขังที่ถูกฉีกกระชาก นนท์ก้าวออกมาจากแดน 4 ท่ามกลางควันไฟสีเทาหม่นที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ เสื้อนักโทษสีซีดของเขาขาดวิ่นและเปื้อนคราบเขม่า แต่ท่วงท่าการเดินของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การเดินของนักโทษที่ยอมจำนน หรือนักข่าวที่ซ่อนความลับไว้ในอก แต่มันคือการเดินของชายที่เพิ่งค้นพบว่าอิสรภาพไม่ได้อยู่ที่การเปิดประตูคุก แต่อยู่ที่การเลิกกลัวคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าอำนาจเฮียเล้งและผู้คุมที่เคยพยายามจะสังหารเขา บัดนี้กะพริบตาปริบ ๆ อยู่กลางสนามหญ้าที่รายล้อมไปด้วยพนักงานสอบสวนจากส่วนกลางและสื่อมวลชนนับสิบสำนักที่แห่กันมาหลังจาก "รหัสลึกลับ" ของพิมพ์ขวัญแฮกเข้าระบบแจ้งเตือนภัยของสำนักข่าวทั่วประเทศ นนท์เดินไปที่หน้ากล้องของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่เขารู้จักดี“คุณนนท์ คุณหนีออกมาได้ยังไงครับ? แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคืออะไร?” นักข่าวรุ่นน้องคนหนึ่งถามด้วยเสียงสั่นเครือนนท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขามองไปที่ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีส้มทอง เขาไม่ได้
เสียงนกหวีดกรีดร้องดังระงมไปทั่วแดน 4 เป็นสัญญาณเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่แสนจำเจภายในเรือนจำความมั่นคงสูง นนท์ตื่นขึ้นบนพื้นปูนเย็นเฉียบท่ามกลางนักโทษชายร่างกำยำนับสิบชีวิตที่นอนเบียดเสียดกันแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านซี่กรงเหล็กชั้นบนไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับเน้นย้ำให้เห็นถึงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศที่อับชื้น นนท์ในชุดนักโทษสีกากีเข้มดูซูบผอมลงแต่ดวงตายังคงคมกริบ เขาเลิกเป็นนักข่าวหนุ่มมาดเนี้ยบ และกลายเป็นชายที่รู้จักการก้มหน้าเพื่อมองหาโอกาส“เฮ้ย! ไอ้หน้าใหม่ มานี่ซิ!” เสียงแหบพร่าของ 'เฮียเล้ง' ขาใหญ่ประจำแดนดังขึ้นจากโต๊ะไม้หินอ่อนกลางลานกว้าง เฮียเล้งคือคนที่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ใครบางคนหายไปได้ในคืนเดียวโดยไม่มีใครเห็นนนท์เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางนอบน้อมที่เขาไม่เคยใช้กับใครข้างนอก “ครับเฮีย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”“ข้าได้ยินว่าแกเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องรหัสอะไรนั่นน่ะ” เฮียเล้งมองนนท์ด้วยสายตาเหยียดหยาม “ในนี้เราไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แกเล่นหรอกนะ แต่เรามี ‘ระบบบันทึกเวลา’ ของผู้คุมที่ข้าอยากจะให้แกช่วย ‘ปรับแก้’ นิดหน่อย แลกกับความคุ้มครองที่แกจะได้รับ แกจะว่ายังไง?”นี่คือก
ผนังห้องสอบสวนไม่ได้มีสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล แต่มันเป็นสีเทาหม่นที่ดูดซับแสงและเสียงจนคนข้างในรู้สึกเหมือนถูกฝังทั้งเป็น นนท์นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่ยึดติดกับพื้น ข้อมือของเขาถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเย็นเฉียบ แผลที่มือขวาจากการถูกไฟช็อตยังคงปวดหนึบเป็นจังหวะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดยิ่งกว่าคือใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พนักงานสอบสวนพิเศษจากหน่วยความมั่นคง’“คุณนนท์... ผมอ่านประวัติคุณแล้ว คุณเป็นนักข่าวที่มีอุดมการณ์สูงนะ” ชายคนนั้นพูดพลางวางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะโลหะ “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันไม่ใช่การรายงานข่าว มันคือการก่อวินาศกรรมทางข้อมูล คุณพาสาวน้อยคนนั้นไปเสี่ยงตาย และตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่อีกห้องหนึ่ง... ในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก”นนท์มองจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านเหมือนที่เคยเป็นนักข่าวจอมโวยวาย ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนไม่เหลือความกลัว “พิมพ์ขวัญเป็นยังไงบ้าง?”“เธอจำอะไรไม่ได้เลย... หรืออย่างน้อยเธอก็อ้างแบบนั้น” ชายชุดสูทโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอบอกว่าคุณเป็นคนลั
บรรยากาศภายในห้องควบคุมเครือข่ายใยแก้วนำแสงใต้ดินใจกลางเมือง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโกดังร้างที่เพิ่งผ่านมา ที่นี่ไม่มีฝุ่น ไม่มีคราบน้ำมัน มีเพียงเสียงครางพึมพำของเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรมและแสงสีฟ้าจากหลอดไฟสถานะนับล้านดวงที่กะพริบเป็นจังหวะเหมือนชีพจรของอสูรกายดิจิทัลพิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ แสงสีขาวจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาของเธอจนดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีวิญญาณ นิ้วมือของเธอขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่ทำให้นนท์ที่ยืนมองอยู่ด้านหลังรู้สึกหนาวเยือก“คุณกำลังจะทำอะไร พิมพ์? นี่มันไม่ใช่แค่การแฮกไฟล์โฆษณาแล้วนะ” นนท์ถามพลางมองแผนที่โครงข่ายไฟจราจรทั่วกรุงเทพฯ ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มทั้งหมดบนจอภาพ“ฉันกำลังจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็น ‘โรงละคร’ ของเราไง นนท์”พิมพ์ขวัญตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เขาไม่เคยได้ยิน“พวกมันใช้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองสะกดรอยเรา งั้นเราก็ใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ประหารชีวิตพวกมันกลางที่สาธารณะสิ”นนท์สังเกตเห็นว่าท่าทางของพิมพ์ขวัญเปลี่ยนไป เธอเลิกสนใจบาดแผลตามตัวหรือความหิวโหย ความทรงจำที่กลับมาในฐานะค
เสียงเครื่องยนต์ V8 คำรามแว่วมาจากท้ายถนนเส้นตัดใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ นนท์เหยียบคันเร่งรถเอสยูวีคันเก่งจนมิดเข็มไมล์ กลิ่นยางไหม้และควันไอเสียอบอวลอยู่ในห้องโดยสารที่ร้อนระอุเนื่องจากระบบแอร์เพิ่งถูกกระสุนปริศนายิงทะลุแผงคอนเดนเซอร์ไปเมื่อสิบนาทีก่อน พิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่เบาะข้าง ๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความโกรธมากกว่าความกลัว มือของเธอกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน“พวกมันตามมาได้ไง? ฉันทิ้งมือถือไว้ที่ออฟฟิศแล้วนะ!” พิมพ์ขวัญตะโกนแข่งกับเสียงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก“พวกมันไม่ได้ตามจากมือถือ แต่มันตามจากป้ายทะเบียนรถผม” นนท์ตอบพลางหักพวงมาลัยหลบหลุมขนาดใหญ่บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นปูน “ผมประเมินพวกมันต่ำไป พิมพ์... พวกนี้ไม่ใช่แค่ลูกกระจ๊อก แต่มันคือหน่วยงานเก็บกวาดที่มีทรัพยากรล้นมือ”นนท์มองกระจกหลัง เห็นรถกระบะสี่ประตูสีดำมืดสนิทสองคันกำลังไล่บี้ตามมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขาตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางลูกรังมุ่งหน้าสู่โซนโกดังเก่าที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ พิมพ์ขวัญมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว ความทรงจำบ







