Masuk“บอสคะฉัน...” กำลังจะแก้ตัวเรื่องที่โดนว่า แต่มือถือของเธอจะดังขึ้นเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของพี่เลี้ยงจากที่จะบอกลาเจ้านายเธอก็รีบรับสายของทันที “ว่าไงคะพี่อ้อย...งอแงไม่ยอมนอนเหรอคะ...ค่ะ ๆ มัทกำลังกลับ พี่อ้อยลองกล่อมแกดูก่อนนะคะ ไม่สบายหรือเปล่าคะ พี่อ้อยลองวัดอุณหภูมิดูหรือยัง ถ้ายังลองวัดให้มัทหน่อยได้ไหมคะ...” เมื่อเป็นเรื่องลูกมัตสยาก็ลืมทุกอย่างรอบกาย คุยโทรศัพท์กับพี่เลี้ยงกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่รถทันที ลืมกระทั่งว่าก่อนหน้าตัวเองได้เรียกเจ้านายทำทีเหมือนมีเรื่องจะคุย แต่จู่ ๆ ก็หนีกลับบ้านไปหน้าตาเฉย
ให้มันได้อย่างนี้สิ วาทีส่ายหน้า แต่ไม่ได้ถือสาอะไร เพราะเท่าที่ได้ยินเหมือนที่บ้านของหญิงสาวจะมีปัญหา แต่ว่าการโดนผู้หญิงเมินเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกแปลกหน่อย ๆ เหมือนกัน
“มาได้เสียที ช้ามาก” นั่นคือทำทักทายแรกของคนเป็นแม่นั่งหน้าเครียดอยู่ที่โซฟาทักวาทีเมื่อเข้าเดินเข้าไปในบ้าน
“คุณพ่อกับคุณปู่ล่ะครับ” ชายหนุ่มกวาดสายตามองพลางทรุดตัวนั่งลง แต่ก้นยังไม่ทันจะแตะโซฟาก็โดนคนเป็นดึงให้ลุกขึ้น
“รอแกที่ห้องหนังสือน่ะ” นางบอกก่อนจะเดินนำคนเป็นลูกชายขึ้นไปข้างบน ซึ่งนอกจากเป็นห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือแล้ว ยังเป็นห้องที่ครอบครัวของนางมักใช้พูดคุยหรือปรึกษาเรื่องสำคัญ ๆ ที่ไม่อยากให้เล็ดลอดให้คนรับใช้ในบ้านรับรู้
“จริงจังขนาดนี้เลยเหรอครับ” วาทีคุยกับคนเป็นแม่อย่างไม่เข้าใจระหว่างเดินไปที่ห้อง ตอนแรกเขาคิดว่าท่านจะพูดคุยถามไถ่เรื่องการมีแฟนของเขาอย่างที่ทำบ่อย ๆ ตอนเห็นลูกหลานคนอื่น ๆ มีลูกมีเมียกันไปหมดแล้วอย่างที่ผ่านมา
“บอกแล้วไงว่าคราวนี้มันเกี่ยวข้องกับพินัยกรรมของคุณปู่ด้วย” นางถอนหายใจแรง ๆ อีกครั้ง ก่อนจะหยุดเดินแล้วหมุนตัวมาจ้องหน้าลูกชายด้วยสายตาจริงจัง ก่อนที่จะเข้าไปในห้องหนังสือ “ไม่ใช่ว่าแม่เห็นแก่สมบัตินะ แต่อันไหนที่ควรจะเป็นของแกแม่จะไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดไปอยู่ในมือคนอื่นเด็ดขาด โดยเฉพาะตาเรย์”
วาทียิ้มบาง ๆ แล้วเข้าไปโอบคนเป็นแม่ “อย่าเพิ่งคิดมากสิครับ คุณปู่อาจจะถามและบ่นอย่างทุกทีก็ได้ครับ” พูดจบก็เดินโอบท่านเข้าไปในห้องที่คนเป็นปู่และพ่อรออยู่
“ปู่มีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ” เข้าไปถึง วาทีก็ถามพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ และทุกคนต่างคนต่างนั่งประจำที่ของตัวเองโดยมีคนเป็นปู่นั่งที่หัวโต๊ะ ตอนนี้บรรยากาศมันเลยคล้าย ๆ การประชุมเล็ก ๆ เลยทีเดียว
“กลับดึกเหมือนเคยเลยนะ” นายเวโรจน์ไม่ตอบคำถามคนเป็นหลานชายแต่คุยไปเรื่องอื่นด้วยสีหน้าที่ดูอบอุ่นและใจดีเช่นเคย
“ครับ งานมันยุ่งมากจริง ๆ”
“แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ปู่จะได้เห็นหน้าหลานสะใภ้กับลูกแกเสียทีละฮึ” บ่นเหมือนไม่ได้อะไรมากมาย
“ไม่รู้สิครับ อาจจะยังไม่ถึงเวลาหรือชีวิตนี้มันไม่มีก็ไม่รู้สิครับ” วาทีตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจอย่างเช่นทุกคน นั่นทำให้คนเป็นแม่ยกมือตีเข้าที่แขน ในขณะที่นายเวโรจน์หัวเราะคล้ายกับชอบใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นลอย ๆ “แต่เจ้าเรย์มีลูกแล้วนะ”
“ครับ พี่เรย์มีเมียแล้วจะมีลูกก็ไม่แปลกนี่ครับ” คำตอบที่เหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรของวาทีทำให้นางนิลมณีตีต้นแขนของลูกชายไปแรง ๆ อีกที “ยังมาทำเป็นไม่รู้ตัวอีก”
“อะไรล่ะครับ ผมก็พูดความจริงนี่ แล้วตกลงทุกคนต้องการจะพูดอะไรกับผมกันแน่” วาทีหันไปมองผู้สูงวัยทั้งสามคนสลับกันไปมา เมื่อรู้สึกว่าพวกท่านจะไม่เข้าเรื่องเสียที
“ตอนนี้แกก็อายุเยอะแล้วนะ มีลูกมีเมียได้แล้วมั้ง” นายวาทิตเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบมานาน
“ผม...” วาทีพูดได้แค่คำเดียวคนเป็นปู่ก็พูดแทรกขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอบอุ่นเช่นเคยทว่าน้ำเสียงกลับเข้มดุดันแตกต่างจากหน้าตาโดยสิ้นเชิง
“รู้ใช่ไหมว่าปู่คาดหวังกับตัวแกในทุก ๆ เรื่อง เรื่องงานแกทำได้ดีมาก ๆ มากจนไม่มีเวลาให้เรื่องอื่นเลย โดยเฉพาะเรื่องแฟน” พูดจบท่านก็เงียบให้คนเป็นหลานชายได้แย้ง
“ก็บอกแล้วไงครับว่าไม่มีเวลาหา ไม่มีเวลาให้” วาทีบอกก่อนจะถอนหายใจ เพราะไม่ใช่เขาไม่เคยคบผู้หญิง แต่ด้วยความที่เขางานยุ่งมาก พอไม่มีเวลาให้ก็มางอแง สุดท้ายก็จบกันไป บ่อยครั้งเข้า เขาเลยคิดว่าคนอย่างเขาคงไม่เหมาะจะมีใครนอกจากงาน ที่สำคัญเป็นโสดมันสบายใจกว่าเป็นไหน ๆ
“งั้นมณีหาให้ได้ไหม” นายเวโรจน์หันมาบอกคนเป็นลูกสะใภ้ ทว่าก็ถูกคนเป็นหลานชายแย้งขึ้นทันที “ผมไม่ต้องการครับ”
ได้ยินอย่างนั้นผู้สูงวัยที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็พยักหน้าแล้วพูดต่อ “งั้นเหรอ ไม่เป็นไร แต่ปู่ไม่คิดจะแก้พินัยกรรมนะ” ท่านเลิกคิ้วแล้วกวาดสายตามองสามพ่อแม่ลูกยิ้ม ๆ
“ในพินัยกรรม...” นางนิลมณีมองพ่อสามีอย่างเป็นกังวล แม้จะเป็นคนแก่ที่ดูอบอุ่นใจดี แต่บทจะเด็ดขาดก็ไม่มีใครค้านได้เช่นกัน
“เจ้าทีจะมีสิทธิ์ในสมบัติรวมถึงอสังหาฯ และบริษัทที่มันดูแลอยู่ตอนนี้ก็ต่อเมื่อมันมีลูกเมียแล้วเท่านั้น ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะถูกยกให้เจ้าเรย์ที่มีทายาทสืบสกุลแทน ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่เจ้าทีดูแลอยู่” นายเวโรจน์เน้นประโยคสุดท้ายเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าบริษัทนี้มีความสำคัญกับคนเป็นหลานชายมากขนาดไหน
“แต่คุณพ่อ ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ ตาทีทุ่มเทดูแลบริษัทนั้นมากขนาดไหน คุณพ่อน่าจะรู้นะคะ” นางนิลมณีตัดพ้อพ่อสามี ทั้งที่ท่านรักและเอ็นดูลูกชายของนางมาก แต่บทจะใจร้ายก็ไม่ปรานีกันเลย
“รู้และเห็นมาตลอดไง คนเราไม่ได้มีชีวิตเพื่อทำงานอย่างเดียวนะ อีกอย่างฉันอยากอุ้มลูกของหลานที่ฉันรักและภูมิใจมากที่สุด” นายเวโรจน์เว้นช่วงในการพูดเล็กน้อย หันไปจ้องคนเป็นหลานชายแล้วพูดต่อไปว่า “แกรู้ใช่ไหมว่าเจ้าเรย์น่ะมันไม่เอาถ่านมากแค่ไหน ปู่เลยไม่รู้ว่ามันจะเลี้ยงดูและสั่งสอนลูกได้ดีแค่ไหน อย่างน้อยปู่ก็อยากให้มีตัวเผื่อตัวเลือกของหลานอีกสักคนหรือหลาย ๆ ที่จะสามารถดูแลและสืบทอดกิจการได้โดยไม่ต้องกังวล แกไม่มีทางดูแลกิจการพวกนี้ไปได้ตลอดชีวิต” ผู้สูงวัยพูดดักเมื่อเห็นหลานชายจะอ้าปากแย้ง
“คุณปู่อยากทำอะไรก็ทำเถอะครับ” พูดจบวาทีก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปทันที “ตาที...ตาทีอย่าเพิ่งสิ มาคุยกันก่อน” เมื่อคนเป็นลูกชายไม่คิดจะฟังนางนิลมณีหันซ้ายหันขวาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินตามลูกชายออกไป ทำให้ตอนนี้เหลือแค่สองพ่อลูกที่อยู่ในห้อง
“คุณพ่อเอาจริงเหรอครับ” นายวาทิตถามคนเป็นพ่ออย่างกังวล และหวังว่าสิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่จะเป็นแค่การพูดกดดันวาทีเท่านั้น
“จริงสิ” พูดจบนายเวโรจน์ก็หัวเราะชอบใจ นั่นทำให้คนเป็นลูกชายต้องแย้งขึ้น “พ่อก็รู้ว่าไอ้ทีมันบ้างาน ไม่ใช่ผู้หญิงไม่เข้าหามันนะครับ แต่ไม่มีใครที่ทนกับความบ้างานของมันได้”
“หาให้เจอสิ ไม่เชื่อหรอกว่าหลานชายหน้าตาดีแถมเพียบพร้อมขนาดนี้จะไม่มีใครเอา” นายเวโรจน์หันไปมองลูกชายที่ทำหน้าเคร่งเครียดแล้วลุกขึ้นเดินไปตบที่ไหล่กว้างนั้นแรง ๆ “อย่าคิดมากเลยยังไงเรื่องนี้มณีก็ไม่ปล่อยผ่านหรอก แกจะได้ลูกสะใภ้ในเร็ววันนี้แน่นอน” พูดจบก็เดินหัวเราะชอบใจออกจากห้องไป นายวาทิตได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจส่ายหน้ากับความเจ้าเล่ห์ของท่าน
ภรรยาของเขาถ้าอะไรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของลูกชายละก็นางสู้ตายอยู่แล้ว เลือกกระตุ้นได้ถูกคนจริง ๆ
“ลูกหลับแล้วเหรอ” วาทีถามพลางปิดหนังสือและวางมันไว้ที่โต๊ะหัวเตียง“ค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบวาทีก็กดยิ้มมุมปาก เดินไปปิดไฟแล้วมาล้มตัวลงนอนดึงมัตสยาที่ยังไม่หลับเข้ามากอดพร้อมกับกระซิบ “ลูกหลับแล้วต่อไปเดี๋ยวคุณพ่อจะพาคุณแม่นอนเอง”“มัทนอนเองได้ค่ะ” มัตสยารีบแย้งขึ้น“ไม่ได้ นอนเองไม่ได้” วาทีพูดพลางพลิกตัวขึ้นไปคร่อมอยู่เหมือนร่างของภรรยาที่มองเขาตาปริบ ๆ ผ่านความมืดสลัว “เพราะนอนปั๊มลูกมันต้องนอนด้วยกัน ไม่สิคืนนี้ไม่ต้องนอนเลยดีกว่า”“จะบ้าเหรอคะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานนะคะ” มัตสยาเตือน เธอน่ะอยู่บ้านเลี้ยงลูกตื่นแต่เช้าเตรียมตัวให้ลูกไปโรงเรียนเสร็จจะนอนกลางวันก็ยังได้ แต่เขาต้องทำงานทั้งวัน“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมจะหยุดเพื่องานนี้เลย” วาทีบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอามัตสยาถึงกับเลิกคิ้ว “เอาจริงดิ”“ของจริงไม่เน้นพูดแต่เน้นทำ” พูดจบวาทีก็ไม่คิดจะให้โอกาสภรรยาได้พูด ปฏิบัติการปั๊มลูกที่คืนนี้ต้องสะเทือนเลือนลั่นที่สุดเท่าที่เคยทำมามันต้องสัมฤทธิผลความพยายามของวาทีในทุก ๆ คืนไม่สูญเปล่า สองเดือนต่อมามัตสยาก็ตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม ข่าวดีนี้ทำให้ทุกคนต่างพากันดีใจยกใหญ่ โดยเฉพาะว่าที่คุณพ่อลูกส
“จริงสิ” ทันทีที่ได้รับการยืนยัน สองพี่น้องก็ผละจากที่นั่งเดิมคลานมาหาคนเป็นย่า แล้วแย่งกันกอดและหอมผู้สูงวัยอย่างออดอ้อน“อะไรสองคนนี้ประจบอะไรคุณย่าอีก” นายวาทิตที่เพิ่งยกหน้าที่ปิ้งย่างให้กับเด็กรับใช้ในบ้าน แล้วเดินกลับมาที่ของตัวเอง“คุณย่าใจดีบอกว่าจะซื้อของเล่นให้น้องขุนกับน้องขวัญด้วยค่ะ คุณปู่จะใจดีซื้อให้พวกเราด้วยไหมคะ” น้องของขวัญจีบปากจีบคอบอกคนเป็นปู่เสียงเจื้อยแจ้ว“ช่างเจรจาจริงเชียว อยากได้อะไรล่ะ” นายวาทิตถามหลานสาวพลางโยกศีรษะเล็ก ๆ นั้นอย่างเอ็นดูเบา ๆ จากนั้นสองพี่น้องต่างก็แย่งกันบอกในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากมายหลายอย่างตั้งแต่ของเล่น เสื้อผ้า ยันของกินให้กับทุกคนได้รู้ด้วยท่าทีออดอ้อนตามแบบฉบับของเด็กน้อย ซึ่งก็สามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับบรรดาคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายได้เป็นอย่างดี“สองแสบทำอะไรน่ะ” วาทีที่เพิ่งมาถึงพยักพเยิดหน้าไปยังลูก ๆ ทั้งสองคนพลางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ มัตสยา“วิ่งอ้อนขอของที่อยากได้กับทุกคนอยู่ค่ะ” มัตสยาบอกพลางตักของกินในจานใส่ปาก และในตอนนั้นเองลูก ๆ ที่เห็นคนเป็นพ่อมาแล้วก็ต่างลุกขึ้นวิ่งมาหา“คุณพ่อขา”“คุณพ่อครับ”“จะเอาอะไรเรี
“ทั้งสองคนลงไปข้างล่างเลยนะลูก คุณปู่คุณย่าและทุกคนน่าจะรอที่สวนหน้าบ้านที่พวกเราช่วยกันจัดโต๊ะเมื่อตอนเย็นน่ะ” วาทีบอกขณะหวีผมลูกสาวให้เข้าทรง “อะ เรียบร้อยแล้ว ของขวัญพาน้องไปนะลูก”“ค่า” เด็กน้อยรับคำแล้วเดินจูงมือน้องชายที่ดีกันแล้วออกจากห้องไป วาทีมองตามแล้วได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ให้กับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตร แล้วกลับห้อง“สรุปทะเลาะอะไรกันคะ” มัตสยาถามเมื่อเห็นสามีเดินกลับเข้ามา“แย่งผ้าเช็ดตัวน่ะ”“ทะเลาะกันได้ทุกเรื่องจริง ๆ เด็กพวกนี้ คุณก็รีบไปอาบน้ำเถอะค่ะ มัทลงไปก่อนนะคะ” มัตสยาที่แต่งตัวเสร็จแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวยื่นให้สามีที่รออยู่“ครับผม” วาทีรับแล้วถือโอกาสหอมแก้มคนเป็นภรรยาไปหนึ่งฟอด ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาชอบทำเป็นประจำ ก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี“คุณแม่ครับ” เสียงเรียกจากลูกชายที่วิ่งเล่นอยู่ พอเห็นคนเป็นแม่ก็รีบวิ่งมาหาทันที โดยมีคนเป็นพี่สาววิ่งตามหลังไปติด ๆมัตสยามองลูก ๆ ทั้งสองที่เข้ามาเกาะขาอย่างเอ็นดู แล้วย่อตัวลงไปกอดทั้งคู่พร้อมกับเตือน “อย่าวิ่งไปไกลนะลูก และระวังด้วย”“ครับ / ค่า” สิ้นเสียงรับคำเด็กทั้งสองก็ผละออกไปวิ่งเล่นต่อทันที
46ครอบครัวเดียวกันความกังวลที่มัตสยาแอบมีมาตลอด ตั้งแต่ท้องจนคลอด มันค่อย ๆ ถูกทำให้มลายหายไปจากการกระทำและแสดงออกของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะสามีอย่างวาที จากวันนั้นจนวันนี้ผ่านมาสามปีกว่าแล้ว เขาไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่ารักลูกคนไหนมากกว่ากัน เด็กทั้งสองคนคือลูก คือคนที่เขารักมากที่สุด“คุณทีค่ะดูลูกให้หน่อยค่ะ” มัตสยาบอกสามีขณะที่เธอกำลังจะเข้าไปอาบน้ำ เพื่อลงไปร่วมปาร์ตี้เล็ก ๆ สำหรับครอบครัวที่สวนหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงทะเลาะกันของสองพี่น้อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติมากเมื่อได้ยินคำสั่งวาทีก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องของตัวเอง ไปที่ห้องของลูก ๆ ทั้งสองคน และพอไปถึงภาพที่เห็นคือลูกชายคนเล็กยืนร้องไห้อยู่กลางห้อง โดยมีพี่สาวยืนหน้าบึ้งตึงมองอย่างไม่สบอารมณ์“ไหนมีอะไรกันสองพี่น้อง ทะเลาะกันร้องไห้อีกแล้ว” วาทีเข้าไปโอบทั้งสองคนแล้วพาไปนั่งที่เตียง จากนั้นก็เริ่มสอบถาม “ไหนมีเรื่องอะไรกัน”“ก็น้องขุนแย่งผ้าเช็ดตัวหนู” น้องของขวัญฟ้องพร้อมกับยกผ้าเช็ดตัวที่เป็นต้นเหตุของเรื่องให้คนเป็นพ่อดู“จริงหรือเปล่าครับน้องขุน” วาทีหันมาถามลูกชายที่นั่งร้องไห้สะอื้นอยู่“ก็ขุนอยากได้การ์ตูนลา
ขณะที่แดนไทเดินไปส่องหน้าหลานนิดหนึ่งแล้วดึงวาทีแยกออกมาด้านนอกระเบียง เพื่อคุยอะไรบางอย่างที่ภรรยาเขาได้เล่าให้ฟัง“มีอะไร” วาทีเลิกคิ้วมองคนที่เหมือนจะมีลับลมคนใน“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะคุยเรื่องลูกมึง เรื่องนี้มัทอาจจะไม่ได้บอกมึง แต่กูกับวายคิดว่าเขาน่าจะกังวลอยู่พอสมควร”“เรื่องอะไรวะ” วาทีถามอย่างเป็นกังวล เพราะปกติมีเรื่องอะไรเขากับภรรยาจะคุยกันตลอด“เรื่องน้องของขวัญ”“ทำไมวะ” ถามพลางขมวดคิ้วมุ่น“มัทน่ะกังวลว่าเมื่อน้องขุนเขาเกิดมาแล้ว น้องของขวัญจะถูกลืม เอาเป็นว่ากูก็ค่อนข้างเข้าใจในความกังวลของยัยมัทนะโว้ย เอาเป็นว่ายังไงมีลูกตัวเองแล้วอย่าลืมดูแลลูกเลี้ยงอย่างน้องของขวัญด้วยล่ะ เด็กน่ะถึงเขาจะรู้ว่ามึงไม่ใช่พ่อแท้ ๆ แต่เขาก็ผูกพันรักมึงเหมือนพ่อแท้ ๆ นั่นแหละ” แดนไทไม่ได้รับการไหว้วานทั้งจากมัตสยาหรือญารินดา แต่พอได้ยินเขาคิดว่าควรจะมาเตือนวาทีเอาไว้บ้าง ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อจิตใจของเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยังไม่รู้เรื่องอย่างน้องของขวัญ“นึกว่าเรื่องอะไร” วาทีเปิดยิ้มยกมือขึ้นไปตบที่ไหล่ของเพื่อนรัก “วางใจเถอะ กูไม่ได้คิดว่าเขาเป็นลูกคนอื่นเลยนะโว้ย กูรักเหมือนลูกแท้ ๆ เล
“ขอบคุณครับ” วาทีบอกก่อนจะลุกขึ้นไปหามัตสยาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง “มัทเดี๋ยวผมจะเข้าบริษัทแป๊บหนึ่ง ขากลับจะแวะรับลูกที่โรงเรียนเลย”“ได้ค่ะ”วาทีจูบที่หน้าผากของภรรยาทีหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหอมแก้มลูกชายแล้วออกไปทำธุระอย่างที่ได้บอกทุกคนเอาไว้ หลายชั่วโมงกว่าจะได้กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งและมาถึงก็พบว่าคนตอนนี้เหลือแค่คนเป็นแม่คนเดียว “กลับหมดแล้วเหรอครับ”“ใช่ แม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาก็ให้ทุกคนกลับ เพราะคุณเปรมกับคุณปู่แกต้องกินยาให้ตรงเวลาน่ะ” ปากก็พูดกับลูกชายแต่สายตาไม่ได้ละจากหลานชายตัวน้อยเลย“สวัสดีค่ะคุณย่า คุณแม่” น้องของขวัญยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนแล้วรีบเอากระเป๋าไปวาง ก่อนจะวิ่งไปหาน้องชาย“ว้าว...เหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ” เด็กน้อยยื่นมือไปแตะที่เท้าเล็ก ๆ นั่นเบา ก่อนจะเบิกตากว้างพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นเมื่อเท้านั้นขยับ“น่ารักไหม” นางนิลมณีถามหลานสาวยิ้ม ๆ“น่ารัก หนูรักน้องค่ะ” หนูน้อยบอกก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มนุ่ม ๆ ของน้องชายเบา ๆ“ไปโรงเรียนสนุกไหมลูก” มัตสยาถามลูกสาวอย่างที่ชอบถามอย่างนี้เป็นประจำ และแน่นอนว่ามันทำให้เธอรู้เรื่องราวเมื่อตอนเขาอยู่โร
“ไม่เป็นไรครับ” วาทีปฏิเสธพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ติดจะเขินเล็ก ๆ คุณหมอสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องตรวจพร้อมกับปิดประตู “เอ่อ เขาไม่ใช่พ่อเด็กค่ะคุณหมอ แต่เป็นเจ้านาย เขาแค่อาสาพามาเท่านั้นค่ะ” มัตสยาบอกพลางยิ้มแห้ง ๆ เมื่อคนเป็นหมอกลับมานั่งที่โต๊ะตรวจ “อุ๊ย
เมื่อชายหนุ่มพูดเรื่องไม่ทันเวลาขึ้นมาเธอก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าจะมัวเอ้อระเหยไม่ได้ มีงานที่ต้องไปทำต่ออีก “ค่ะ เดี๋ยวมัทมานะคะ” เธอบอกคนในบ้านก่อนจะอุ้มลูกเดินตามวาทีไปที่รถ “เจ้านายคุณมัทนี่นอกจากหน้าตาดีแล้วยังใจดีอีกนะคะเนี่ย” อ้อยหันมาพูดกับผู้สูงวัยที่มองตามคนทั้งคู่ไปและพยักหน้า
“มันจะดีเหรอคะ” มัตสยาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ไม่คิดว่าคนเป็นเจ้านายจะใจดีกับลูกน้องที่เพิ่งมาทำงานแค่สองวันขนาดนี้“ถือเป็นการตอบแทนที่ใช้คุณเกินหน้าที่” วาทีปรายตามองคนที่กำลังทำหน้าตื่นเต้นดีใจแล้วกระตุกยิ้มอย่างคิดว่าเป็นการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อนะ เพราะตอนกินข้าวสีหน้าดูกดดัน ลำบากใจ และน่าจะเกร็ง
“หือ” คนโดนถามครางพร้อมกับหันมาหรี่ตามอง นั่นทำให้มัตสยาที่กำลังยิ้มต้องรีบหุบมันทันทีแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มแหย ๆ แทนพร้อมลนลานก้มศีรษะขอโทษขอโพยเสียงอ่อย “ขอโทษค่ะ” วาทีส่ายหน้าอย่างไม่คิดจะถือสา “ขึ้นรถเถอะ” แล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ ที่วันนี้ออกมาพบลูกค้าโดยที่เขาเป็นคนข







