LOGINณ โรงอาหารคณะวิศวะ มหาลัยxxฉันกับแพรไหมเดินเข้ามาภายในศูนย์อาหารของคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศรอบด้านจอแจไปด้วยนิสิตในชุดเสื้อช็อปและชุดนักศึกษาใหม่ กลิ่นหอมของอาหารปะทะเข้าจมูกเตือนให้รู้ว่าพวกเรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้าหลังจากต่อแถวซื้อข้าวราดแกงคนละจาน เราสองคนก็เดินกวาดสายตาหาที่นั่ง จนพบโต๊ะม้านั่งหินอ่อนว่าง ๆ อยู่แถวกลางโซนรับรอง ฉันกับแพรไหมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกันแล้วรีบตักข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหยหมับ!ยังไม่ทันจะได้เคี้ยวข้าวคำแรกกลืนลงคอ จู่ ๆ แขนแกร่งของใครบางคนก็พาดลงบนไหล่ของฉัน พร้อมกับออกแรงดึงรั้งจนตัวฉันเซไปแนบชิดกับร่างสูงโปร่งของคนที่ถือวิสาสะมานั่งลงข้าง ๆฉันสะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้วยความตกใจ ใบหน้าหล่อเหลายียวนของ พี่ดีโอยิ้มกว้างอยู่ห่างจากแก้มฉันเพียงไม่กี่นิ้ว ข้าง ๆ เขาคือพี่ไจโร พี่ไซม่อน และพี่คิณที่ทอดตัวลงนั่งบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามข้างแพรไหม นัยน์ตาคมกริบของพี่ไจโรจ้องมองมาที่แขนของพี่ดีโอซึ่งกำลังคล้องคอฉันอยู่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่มุมปากกลับเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้“ขอพวกพี่นั่งด้วยคนนะ พอดีโต๊ะอื่นเ
พอฉันกับแพรไหมเดินก้มหน้ายอมรับชะตากรรมผ่านสายตานับร้อยคู่ เข้าสู่โถงหอประชุมขนาดใหญ่โตของมหาวิทยาลัย แอร์คอนดิชันเย็นฉ่ำก็ปะทะเข้ากับผิวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งสี่คูณร้อยเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาพวกเราก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เบาะนุ่มตรงแถวหลังสุดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจไปมากกว่านี้และแล้วพิธีการปฐมนิเทศช่วงเช้าดำเนินไปอย่างเป็นทางการ โดยมีเสียงจากไมโครโฟนของเหล่าผู้บริหารและคณาจารย์เรียงคิวขึ้นกล่าวต้อนรับนิสิตใหม่ เล่าประวัติความเป็นมาอันยาวนานของสถาบัน ตลอดจนเบื้องหลังความสำเร็จของศิษย์เก่าชื่อดังระดับประเทศ บทบรรยายเนิบนาบผสมผสานกับความอ่อนล้าจากการตื่นเช้า ปากท้องที่ยังว่างเปล่า และอาการปวดท้องประจำเดือนที่เพิ่งทุเลาลง ทำให้เปลือกตาของฉันเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆฉันพยายามฝืนลืมตาจ้องมองเวทีเบื้องหน้าได้ไม่นาน สุดท้ายความง่วงก็เอาชนะทุกสิ่ง ฉันค่อย ๆ ฟุบหน้าลงกับกะบังลมข้างเก้าอี้ ปล่อยสติให้หลุดลอยไป โดยมีแพรไหมที่นั่งคอพับคออ่อนหลับฟุบอยู่ข้าง ๆ ในสภาพไม่ต่างกันจนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ พิธีการช่วงเช้าจบลงตอนไหนพวกเราก็ไม่อาจรับรู้ จนกระทั่งแรงสั่นสะเทือนจากการ
จนกระทั่งเวลาแปดโมงแกร็ก!ประตูกระจกของคลินิกสัตว์เล็กถูกเปิดออก พร้อมกับร่างสูงของสัตวแพทย์หนุ่มในชุดกาวน์สีขาว ฉันกับแพรไหมไม่รอช้ารีบลุกขึ้นจากม้านั่งอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นพาร่างของลูกแมวสีส้มตรงดิ่งเข้าไปหาทันที“หมอคะ! ช่วยน้องด้วยค่ะ!” ฉันพูดออกมาด้วยความเร็วสูงชนิดแทบไม่เว้นช่องไฟให้หายใจ “น้องโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวตรงข้ามคอนโดเมื่อเช้า ขาหลังพับผิดรูป มีเลือดซึม นั่งรอหมอตั้งแต่สิบนาทีก่อนแล้วค่ะ!”แพรไหมรีบเสริมต่ออย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน “ใช่ค่ะหมอ อีกอย่างพวกหนูมีปฐมนิเทศที่คณะวิศวะแปดโมงเป๊ะ ตอนนี้สายแล้ว ฝากน้องไว้ก่อนนะคะ ฝากดูอาการกับเอ็กซเรย์ขาด้วย ปฐมนิเทศเสร็จพวกหนูจะรีบวิ่งกลับมารับน้องทันที ขอบคุณค่ะหมอ”ยังไม่ทันที่สัตวแพทย์หนุ่มจะได้เอ่ยปากถามชื่อหรือรายละเอียด เจ้าตัวก็ทำหน้าเหวอ รับลูกแมวสีส้มในอ้อมแขนฉันไปถือไว้อย่างฉงน ไม่รอช้าฉันกับแพรไหมยกมือไหว้ทิ้งท้ายอย่างเร่งรีบ พลางหมุนตัวกลับแล้วออกจากคลินิกทันทีตึก! ตึก! ตึก!เสียงรองเท้าคัทชูกระทบพื้นฟุตบาทดังขึ้นขณะที่เราสองคนต่างวิ่งกันสุดกำลัง พลันสายตาคู่สวยมองตรงไปยังอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่
เมื่อจัดแจงเสื้อผ้าและตรวจเช็กความเรียบร้อยของชุดนักศึกษาปีหนึ่งเสร็จ ฉันก็เดินออกจากห้อง 2022 ลงมารอที่โถงด้านล่าง และเข็มนาฬิกาบนข้อมือชี้บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่งพอดี ขณะนั้นสายตาของฉันพลันมองผ่านประตูกระจกใสออกไปเห็นร่างของแพรไหมในชุดนักศึกษาใหม่เรียบร้อย ยืนชะเง้อมองหาฉันอยู่ตรงหน้าร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามคอนโดตามที่นัดไว้ ฉันคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ จากนั้นเดินออกไปพร้อมกับโบกให้เธอจากระยะไกล ทันทีที่แพรไหมสบตาฉัน เธอก็ฉีกยิ้มสดใสแล้วรีบวิ่งกระโดดเหยาะ ๆ ข้ามถนนเข้ามาหาด้วยท่าทางร่าเริง“ลูกพลับ! ทางนี้ๆ มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะเนี่ย” แพรไหมเอ่ยทักเสียงใสพลางจัดทรงผมของตัวเองที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการวิ่ง“ตรงเวลาสิคะ นัดเพื่อนไว้นี่นา” ฉันตอบพลางยิ้มรับ“ปะ! ออกเดินทางกันเลยดีกว่า” แพรไหมเอ่ยขึ้น พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันมาถามฉันด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ว่าแต่...เราจะนั่งแท็กซี่ไปเลยดีไหม หรือจะนั่งรถเมล์ไปดีล่ะ?”ฉันหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความเกรงใจ “อืม ฉันว่านั่งรถเมล์ดีกว่า ประหยัดค่าเดินทางด้วย นั่งแท็กซี่ทุกวันเดี๋ยวเงินหมดตูดพอดี อีกอย่างจะได้ช่วยทางบ้านประหยัดงบ”แพรไห
เวลาเที่ยงคืนตรง ติ๊ด!!!เสียงประตูหน้าห้องถูกแตะคีย์การ์ดปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของพี่ไจโรที่เซถลาเข้ามา เขาเดินโซซัดโซเซตรงไปยังห้องนอนโดยไม่แม้แต่จะเปิดให้ไฟสว่าง ฟึบ!จากนั้นทิ้งตัวลงนอนหนุนหมอนบนเตียงกว้างทั้งชุดนักศึกษาขณะเดียวกันฉันลุกขึ้นเดินตามเข้าไปข้างเตียง ได้กลิ่นเหล้าคละคลุ้งฉุนกึกปะทะเข้าเต็มจมูกจนต้องย่นจมูกเบา ๆ สายตาคู่สวยพลางกวาดมองชายหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้ม พึมพำฟังไม่ได้ศัพท์อยู่คนเดียว ด้วยความหวังดีและหน้าที่ที่เคยชิน ฉันจึงรีบเดินเข้าห้องน้ำไปนำผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่น บิดหมาด ๆ แล้วเดินกลับมานั่งลงข้างกายเขา“พี่ไจโรคะ... เช็ดหน้าเช็ดตัวหน่อยนะคะ จะได้นอนสบายขึ้น”ฉันเอ่ยบอกเบา ๆ พลางวางผ้าอุ่นลงบนแก้ม จากนั้นก็เช็ดใบหน้าพี่เขาอย่างเบามือ ส่วนเขาขมวดคิ้วส่งเสียงพึมพำในลำคอ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ ฉันจึงขยับผ้าลงมาเช็ดบริเวณลำคอและลำตัว ผ่านแผงอกกว้างที่กระดุมเสื้อเชิ้ตปลดออกสองสามเม็ด สายตาของฉันไล่มองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังนอน มันดูนุ่มนวลกว่าตอนตื่นอยู่มากหมับ!ทว่าในจังหวะที่กำลังจะยกผ้าขึ้นเช็ดซ้ำตรงกรอบหน้า มือหนาร้อนผ่าวของเขากลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมื
‘J & M ~ Memories in CNX’ฉันเหมือนจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ ความเย็นวาบเข้ามาเกาะไปทั่วแผ่นหลัง ฉันจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นนิ่ง มองรอยยิ้มของพี่ไจโรในภาพมันดูจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก... ความรักในแบบที่ฉันไม่เคยได้รับและไม่เคยได้เห็นจากสายตาคู่นั้นเลยสักครั้ง ‘ผู้หญิงคนนี้คือใครกัน...?’ คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองจนหนักอึ้ง ความน้อยใจและรอยแผลเก่าที่เพิ่งถูกสะกิดเมื่อเช้าเริ่มปริแตกออกอีกครั้ง เขารู้จักเธอตอนไหน? พวกเขาไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันเมื่อไหร่? แล้วทำไมรูปนี้ถึงมาอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขาได้? มือขวาของฉันเผลอกำรูปโพลารอยด์ใบนั้นแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว น้ำตาหยดเล็กๆ เริ่มคลอเบาๆ ที่ขอบตา ความรู้สึกสับสนและว้าวุ่นใจโถมทับเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก แต่แล้ว... ในชั่วขณะที่ความสงสัยกำลังจะกัดกินหัวใจ ภาพจำในอดีตก็แล่นกลับเข้ามาในความคิดของฉัน ภาพของพี่ไจโรในวัยเยาว์ที่เคยใจดีกับฉัน ภาพชายหนุ่มที่คอยดูแล เอาใจใส่ และซัพพอร์ตฉันทุกเรื่องนับตั้งแต่ครอบครัวของฉันสละชีวิตช่วยเขาเอาไว้ ชายหนุ่มที่ไม่เคยแสดงท่าทางใจร้ายหรือปฏิเสธความช่วยเหลือใดๆ ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาดีกับฉันมาโดยตลอด...







