LOGINเขาเป็นพ่อค้าย่อมไม่เห็นด้วยที่หลานสาวค้าขายมาห้าปี กำไรไม่ต้องนับ ใช้ทั้งชาติก็ยังสบาย แต่จะส่งให้กองทัพหมดเลยมันจะเหนื่อยเปล่าหรือไม่
“ปีนี้หิมะที่ซางโจวจะตกหนักและยาวนานกว่าทุกปีเจ้าค่ะ” ฉางอิงเน้นย้ำทุกคำชัดถ้อยชัดคำ นัยน์ตาคมกริบมองลุงรองอย่างจริงจัง ทำให้เผยจงกุ้ยเปลี่ยนกลับมาจริงจังบ้าง
“ยามเมื่อภัยแล้งกระจายไปทั่วแคว้น ข้าวปลาอาหารจะขาดแคลน เสบียงทหารจะกลายเป็นหมากที่ถูกตัด และยามเมื่อหิมะแรกตกในฤดูหนาว... ทหารตระกูลเผยห้าแสนนายจะรบทัพจับศึกได้อย่างไรหากไม่มีเสื้อกันหนาวและเสบียง”
ความเงียบปกคลุมห้องหนังสือไปชั่วขณะ เฉินจงกุ้ย
จ้องมองหลานสาววัยเก้าหนาวเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งกึ่งหวาดหวั่น...การอ่านกลยุทธ การคำนวณเสบียง และสายตาที่มองการณ์ไกลเกินกว่าขุนนางในราชสำนักเช่นนี้ มันใช่ความคิดของเด็กผู้หญิงที่ยังไม่ปักปิ่นจริงหรือ!
“อิงเอ๋อร์...” เฉินจงกุ้ยเค้นเสียงถามอย่างอดไม่ได้ “บอกลุงมาตามตรง... เจ้าอายุเพียงเก้าหนาว เหตุใดถึงได้วางแผนการลึกซึ้งถึงเพียงนี้”
เผยฉางอิงหลุบสายตาลงต่ำ เพียงเล็กลายเพื่อซ่อนความแค้นในดวงตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มบางเบา ยืมชื่อของมารดาผู้ล่วงลับมาเป็นเกราะบังหน้าอย่างแนบเนียน
“ท่านพ่ออยู่ชายแดนฝ่าฟันอันตราย หากลูกสาวเช่นข้าไม่คิดแทน... แล้วใครจะคิดแทนท่านพ่อเล่าเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่อิ่มเอิบด้วยความกตัญญู
เฉินจงกุ้ยนิ่งครู่หนึ่งพลันถอนหายใจแล้วก็คิดได้ว่าจริงอย่างที่หลานสาวกล่าว
“พระทัยฮ่องเต้ไม่อาจคาดเดา ขุนนางในราชสำนักต่างแก่งแย่งชิงดี... ยามที่ท่านแม่ยังมีชีวิต ท่านแม่เคยเล่าให้ข้าฟังเสมอว่า ท่านแม่วางแผนเผื่อท่านพ่อทุกปี ถึงได้สะสมที่ดินและทำการค้าไว้มากมาย ข้าเพียงแต่นำสิ่งที่ท่านแม่เคยสั่งสอน มาทำต่อให้บรรลุผลเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำว่า ‘คำสั่งสอนของน้องสาว’ เฉินจงกุ้ยก็ถอนหายใจยาวอีกรอบ ความคลางแคลงใจพังทลายลงทันที เหลือเพียงความสะเทือนใจและความภาคภูมิใจในตัวหลานสาว
“ที่แท้ก็เป็นความคิดของน้องสาม...”
ท่านลุงรองพยักหน้ารับอย่างยอมรับได้ นัยน์ตาทอดมองหลานสาวด้วยความรักใคร่
“ดี! ในเมื่อเป็นแผนของเจ้ากับแม่เจ้า ลุงจะลงมือจัดการให้เร็วที่สุด! ที่ดินทุกแปลง คลังสินค้าทุกแห่งของตระกูลเฉิน... จะถูกเปลี่ยนเป็นเสบียงและเสื้อกันหนาวเพื่อสนับสนุนน้องเขยและกองทัพตระกูลเผย!”
เผยฉางอิงยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่สวยมองไปยังแผนที่ตรงตำแหน่งเมืองหลวง...
หลังจากหารือเรื่องเปลี่ยนการเพาะปลูก แต่ผ่านไปแรมเดือนแล้ว เรื่องก็ยังไม่ซาราวกับสตรีในเมืองหลวงจะว่างงานเกินไป ข่าวเรื่องบุตรสาวคนรองของแม่ทัพเผยอกตัญญูต่อท่านย่า ไม่เคารพมารดาเลี้ยงยิ่งกระพือหนักข้อขึ้น เรื่องไม่จริงเมื่อถูกพูดถึงมาก ๆ เข้าก็เหมือนจะกลายเป็นจริงไปเสียแล้ว และคนที่ทนไม่ได้ย่อมเป็นป้าสะใภ้รองเผยหรือ เสิ่นซื่อ[1]
“เหอะ...เจ้ายังมัวใจเย็นอยู่ได้อีกหรือเหตุใดถึงยังเอาแต่ดีดลูกคิดรางแก้วอยู่เล่า พวกปลิงที่อาศัยอยู่ตระกูลเผยพวกนั้นสาดอุจจาระรดหน้าเรือนพวกเราแล้วนะ รู้หรือไม่คนเหล่านั้นบอกว่าพวกเราละโมบสินเดิม พูดแล้วก็เหมือนถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า พวกนางต่างหากที่ละโมบ อย่างคิดว่าข้าไม่รู้หลายปีที่ผ่านมาน้องสามจุนเจือจวนแม่ทัพไปเท่าไหร่”
อันที่จริงเผยฉางอิงได้ยินเสียงป้าสะใภ้รองตั้งแต่หน้าประตูเรือนแล้ว บ่นเข้ามาเหมือนหมีกินผึ้งเช่นนี้ นางคาดเดาว่าไปเปิดศึกสาดน้ำลายในตลาดมายกหนึ่งแล้ว ถึงได้กลับบ้านมาบ่นกับนางได้ หากไม่คงไม่เห็นแม้แต่เงาป้าสะใภ้
ป้าสะใภ้รองของนางเป็นคนตรง ๆ คิดอย่างไรกล่าวเช่นนั้นไม่มีเล่ห์เหลี่ยม บางครั้งก็อาจจะถูกชักจูงได้ง่าย นางจึงต้องเดือนท่านลุงรองให้ห้ามปรามเอาไว้บ้าง แต่เมื่อนางมาเยี่ยมถึงในเรือนจึงรีบสนใจนางก่อน
“ป้าสะใภ้รอง” เผยฉางอิงเงยหน้าขึ้นจากบัญชีก่อนจะฉีกยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน เพราะเมื่อเห็นรอยยิ้มงดงามของนางเสิ่นซื่อก็จะใจเย็นลงสามส่วน
“เฮ้อ...เอาเถอะ...ข้าจัดการตอกกลับให้แล้วเจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเปรียบฝ่ายเดียว”
“พวกนางกล่าวอันใดบ้างเจ้าคะ...ป้าสะใภ้รองถึงได้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าท่านถือคติไม่โกรธตั้งแต่เริ่มวันเดี๋ยวขายไม่ดีหรอกหรือ”
“ข้ายอมขายไม่ดีหนึ่งวัน แลกกับการทะเลาะกับสตรีไร้ยางอายผู้นั้น เจ็บใจนักนังแก่ผู้เฒ่าเผยผู้นั้นวางยามารดาเจ้าแต่กลับอาศัยความกตัญญูของบิดาเจ้าลอยหน้าลอยตา หากไม่ใช่ว่าเห็นแก่แม่ทัพเผยท่านลุงใหญ่เจ้าเอานางถึงตาย”
เสิ่นซื่อนึกเจ็บใจจึงรื้อฟื้นเรื่องเก่าเล็กน้อย แต่เมื่อรู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไปจึงหยุด ยิ่งเห็นสายตาของหลานสาวเข้มขึ้นนางจึงคิดว่าตนเองโมโหจนโง่ไปแล้ว สามีนางกำชับนักหนาต่อหน้าหลานสาวอย่ารื้อฟื้นเด็ดขาด จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่เจ้าเถอะ...ลุงรองเจ้าบอกว่าจะเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“ราชสำนักเพ่งเล็งกองทัพตระกูลเผยแล้วหรือ” เสิ่นซื่อเบาเสียงลงเล็กน้อย เพราะเรื่องเช่นนี้กล่าวมั่วซั่วไม่ได้
“ใกล้แล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นซื่อรู้สึกว่าเรื่องของสตรีหน้าหนานั่นเบาลงไปเลยเมื่อคิดถึงเคราะห์กรรมที่ต้องเผชิญ นางจึงคิดว่าเอาไว้ว่าง ๆ นางค่อยปรึกษากับพี่สะใภ้ใหญ่จัดการก็ไม่สายนัก
“เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ” เสิ่นซื่อรู้ว่าหลานสาวรู้หลายเรื่องในราชสำนัก บางเรื่องนางอาศัยคำพูดไม่กี่คำของหลานสาวสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ ดังนั้นหากฉางอิงขยับนางต้องเตรียมตัวเอาไว้บ้าง
“ท่านป้ารีบกักตุนสินค้าได้เลย รีบรับซื้อข้าวสาร แป้ง และเกลือเอาไว้มากหน่อย อีกไม่นานคงราคาขึ้น ตอนนี้แค่รอเวลาเจ้าค่ะ...ข้าคิดว่าอีกไม่เกินสามวัน ราชสำนักประชุมเรื่องเสบียงกองทัพปีนี้แน่ ๆ เพราะใกล้ถึงช่วงส่งเสบียงแล้ว”
[1] ซื่อ คำต่อท้ายแซ่ของหญิงที่แต่งงานแล้ว
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจสายน้ำไหล...ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานยามนี้สว่างสดใส ไร้ซึ่งรอยเมฆหมอกอึมครึมของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในวังหลวง ภาพความวุ่นวายและความแค้นในชาติก่อนบัดนี้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความร่มเย็นและสมบูรณ์พูนสุขของแคว้นต้าเซิ่งภายในจวนฉินอ๋องอันโอ่อ่า เผยฉางอิง ในชุดอาภรณ์หรูหราสีฟ้าครามปักลายผีเสื้อทองคำ กำลังนั่งตรวจนับบัญชีคลังการค้าตระกูลเฉินและตระกูลเผยอยู่บนตั่งไม้ โดยมีนักบัญชีและหมัวมัวคอยยกหีบตั๋วเงินและทองคำแท่งเข้ามาให้ตรวจสอบไม่ขาดสาย“คลังการค้าทางใต้รายงานว่า เดือนนี้ทำกำไรได้เพิ่มอีกสามล้านตำลึงทองเจ้าค่ะท่านหญิง” หวังหมัวมัวเอ่ยรายงานด้วยรอยยิ้ม แม้นางจะเป็นชายาฉินอ๋องแต่นางก็ยังเหมือนเดิม ให้คนอื่นเรียกนางเช่นเดิมเว้นแต่ออกงานเท่านั้นจึงถือระเบียบสักครั้ง หลายคนที่บอกว่านางเย่อหยิ่งได้สัมผัส จริง ๆ ก็พบว่านางเป็นคนที่เรียบง่าย สบาย ๆฉางอิงยกรอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาดอกท้อส่องประกายพราวระยับ ความร่ำรวยของนางมากขึ้นอีก ความสบายใจเริ่มมีมากขึ้นยามนั้นเอง... ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ฉินอ๋องเซียวเผยรุ่ยในชุดลำลองสูงศักดิ์ ก็เดินก้าวเข้าม
“ข้าก็เป็นของท่าน... มาโดยตลอดเพคะ”สิ้นคำตอบรับ ฉินอ๋องก็ไม่ทนเก็บความปรารถนาไว้อีกต่อไป!เขาโน้มใบหน้าลงมา บดเบียดริมฝีปากหยักทับลงบนริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างหนักแน่น ละมุนละไมในทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความลึกซึ้งเรียกร้องลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานสดชื่นภายในโพรงปากหวาน เกี่ยวกระหวัดหยอกเย้ากับเรียวลิ้นเล็กอย่างเชี่ยวชาญ สัมผัสจูบอันดูดดื่มทำเอาฉางอิงครางอื้ออึงในลำคอ เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปจนหมดสิ้น มือเล็กยกขึ้นยึดจับท่อนแขนแกร่งของเขาไว้เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวฉินอ๋องผละริมฝีปากออกเล็กน้อย พรมจูบอย่างรักใคร่ไปตามซอกคอหอมกรุ่นและลาดไหล่มน มือหนาเริ่มถอดชุดแต่งงานสีแดงตัวนอกของนางออกอย่างเบามือทีละชิ้น จนเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางเบาเผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวกายขาวผ่องดั่งหิมะฉางอิงเอียงหน้าหนีด้วยความเขินอายเมื่อสายตาคมกริบของเขากวาดมองเรือนร่างของนางอย่างเปิดเผย “ท่านอ๋อง... มองอันใดกันเพคะ น่าอายยิ่งนัก”ฉินอ๋องเค้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาร้อนแรงดั่งเพลิงเผาผลาญ เขาปลดเสื้อผ้าของตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำ ผิวสีน้ำผึ้งแน่นด้วยกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจา
การแต่งงานอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าเซิ่งถูกจัดขึ้นติดๆ กันในฤดูวสันต์ที่ดอกไม้ออกดอกบานสะพรั่ง เดิมทีฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์จะให้จัดงานมงคลสมรสพร้อมกันในวันเดียวกัน เพื่อความยิ่งใหญ่และมงคลคู่ ทว่าฉางอิงกลับเอ่ยขัดขึ้น เพราะนางอยากร่วมงานแต่งงานและส่งสหายรักอย่างหย่งอันเข้าพิธี ส่วนหย่งอันเองก็อยากเห็นงานแต่งของเสด็จอาและร่วมแสดงความยินดีกับฉางอิงเช่นกันสุดท้ายจึงลงเอยด้วยการจัดงานห่างกันสิบห้าวัน โดยงานแต่งงานของ เผยฉางอิง และ ฉินอ๋อง ถูกจัดขึ้นเป็นคู่แรก!ยามเช้าตรู่ จวนเผยกั๋วกงคึกคักและอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข เสียงดนตรีมโหรีประโคมดังสายลมโชย เกี้ยวแปดคนหามสีแดงชาดสลักลายหงส์เหินประดับทองคำแท้วาววับจอดรออยู่หน้าประตูจวน สินสอดสิบลี้และสินเดิมเจ้าสาวที่ถมจนเต็มคลังจวนฉินอ๋อง กลายเป็นตำนานเล่าขานไปทั่วทุกสารทิศเผยฉางเฟิง ย่อตัวลงเบื้องหน้าน้องสาว ยิ้มรับให้ฉางอิงขึ้นขี่หลังตามประเพณีการส่งเจ้าสาวออกเรือน ทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่แบกน้องสาวเดินตรงไปยังเกี้ยวแปดคนหามอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงเข้มที่เคยดุดันกลับกลายเป็นสั่นเครือเล็กน้อย“ฉางอิง... หากวันใดบุรุษผู้นั้นทำให้เจ้าต้องเสีย
หลังจากมรสุมคดีกบฏและเรื่องวุ่นวายในวังหลวงคลี่คลายลง ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานพลันสว่างสดใสประดุจกวาดล้างสิ่งปฏิกูลออกไปจนหมดสิ้นเผยฉางอิง นั่งทอดสายตามองสวนโบตั๋นยามเช้าภายในจวนเผยกั๋วกง พลางยกรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก... ชาตินี้นับว่าฟ้าดินยังเมตตานางยิ่งนัก แม้จะไม่ทันช่วยเหลือมารดาจากการถูกวางยาในอดีต ทว่าบิดา พี่ชาย และคนรอบกายกลับยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ลบล้างฝันร้ายในชาติก่อนลงได้อย่างหมดจดที่สำคัญ... บุรุษหน้าหนาผู้เป็นถึงฉินอ๋องกลับรักใคร่และหมั่นเพียรเทียวไล้เทียวขื่อ ตื้อนางอย่างจริงใจ ถึงขั้นขอร้องให้ จางไทเฮา เสด็จมาเป็นแม่สื่อสู่ขอนางด้วยพระองค์เองถึงจวนกั๋วกง!ทำเอา เผยกั๋วกง บิดาของนางผู้หวงบุตรีประดุจไข่ในหิน หน้าตึงปานจะขึงสายพิณ มิอาจเอ่ยปากปฏิเสธไทเฮาได้ จำใจต้องพยักหน้ารับคำสู่ขอ ทว่ากลับตั้งท่าแง่งอนฉางอิงอยู่นานหลายวัน!นางจึงต้องหาวิธีทำให้บิดาหายโกรธด้วยการ...‘หากท่านพ่อยังงอนข้าไม่เลิก... เช่นนั้นข้าไม่ขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้พี่ใหญ่กับองค์หญิงหย่งอันด้วยนะเจ้าคะ’ฉางอิงเคยเอ่ยแหย่บิดาเช่นนั้น เพราะนางรู้ดีว่ายามที่เผยฉางเฟิงไปช่วยองค์หญิงหย่งอัน ณ อารามห
ฉางอิงเอ่ยอธิบายเบาๆ “หยกพกชิ้นนี้มีความพิเศษ... มันมีสองชิ้นแยกออกจากกันได้ ทว่าเมื่อนำมารวมกัน ลายสลักจะสอดประสานกลมกลืนรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ...”ฉินอ๋องใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้หยกพกเนื้อดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาง ด้วยสายตาร้อนแรง“ข้าเข้าใจแล้ว... หยกพกนี้สอดประสานรวมเป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับตัวข้า... ที่อยากจะ ‘รวมเป็นหนึ่ง’ กับเจ้าเช่นกัน”เพียะ!ฉางอิงเขินอายจนหน้าแดงจัดถึงใบหู นางรีบยกมือขึ้นตีแขนเขาเบาๆ ขึงตาดุใส่บุรุษหน้าหนา“ท่านอ๋อง! เหตุใดจึงเอ่ยวาจาลามกไร้ยางอายเช่นนี้เพคะ! ด้านนอกคนผ่านไปมาหากได้ยินเข้าจะเข้าใจผิด ทำตัวไม่เหมาะสมเลยสักนิด!”ฉินอ๋องเลิกคิ้ว ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดเหลือเพียงลมหายใจกั้น เขายิ้มมุมปาก ย่อกายลงมาเอ่ยกระซิบข้างหู“เช่นนั้น... ต้องทำตรงไหนถึงจะเหมาะสมรึ ในห้องนอนดีหรือไม่”“ท่าน!” ฉางอิงรู้สึกว่าความหน้าหนาของคนผู้นี้รุกหนักจนนางรับมือไม่ทันอีกต่อไป! ร่างเล็กหมุนกายรีบวิ่งหนีออกจากลานหลังจวนไปทันทีด้วยความอับอาย!ยามวิ่งกลับมาถึงโต๊ะอาหารในงานเลี้ยง ใบหน้าหวานของท่านหญิงน้อยยังคงแดงก่ำราวกับลูกท้อสุก จนเผยฉางเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ฉ
ข่าวการปลดขุนนางส่งไปประหารครั้งใหญ่ทำให้ประชาชนสนใจมาก เพราะเรื่องนี้ทำให้การก่อกบฏโดยขุนนางฝ่ายบุ๋น ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก ตระกูลโม่ทั้งหมดแม้ไม่มีหลักฐานชัดว่าเกี่ยวกับการกบฏ แต่ถูกปลดพร้อมกับฮองเฮาใต้เท้าหลี่นำทหารไปค้นคลังใต้ดินในจวนขนตำลึงเงิน และทองคำออกกันทั้งวันทั้งคืนถึงสามวันกว่าจะขนหมด รอยรถย่ำจนพื้นดินทรุด พื้นหินสึกกร่อนจึงรับรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาคลังของต้าเซิ่งไม่ได้ว่างเปล่า เพียงแต่มีปลิงดูดเลือดดูดกินเอาไว้จนหมดสุดท้ายท้องพระคลังกลับมาเต็มคลังดังเดิม ฮ่องเต้ตรวจดูคลังหลวงด้วยตนเอง ทั้งยังอวดกับน้องชายว่าข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ยากจนอีกแล้ว“เสด็จพี่...เงินเท่านี้ยังสู้ในคลังของฉางอิงไม่ได้เลยกระมัง” เมื่อโดนลูบคมเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้คิดบางอย่างขึ้นมา“เช่นนั้นเจ้าก็แต่งงานกับนาง แล้วมาดูแลคลังให้ข้าจะได้เทียบเท่าคลังส่วนตัวของตระกูลพ่อค้า”“เหอะ...ท่านช่างเก่งกาจใช้คน จะบอกอะไรให้นางน่ะขุ่นเคืองท่านอยู่ ต้องชักเงินไปหลายล้านตำลึงเพื่อเลี้ยงทหารกับประชาชน ท่านให้นางเพียงตำแหน่งท่านหญิงหรือ”“นางอยากได้สิ่งใด บิดานางก็ตำแหน่งสูงสุดแล้วนี่ หรือว่านางอยากเป็นองค์หญิง”ฉินอ๋องส่าย







