Masuk“โอหังนัก!” ชุยซูเจินแค่นเสียงในลำคอ นัยน์ตาฉายความเคียดแค้น “คิดว่าย้ายไปอยู่เรือนหลิงซวงแล้วข้าจะทำอะไรนางไม่ได้รึ? จิ้งเยวียนก็อยู่ชายแดน พี่ชายนางก็ออกรบ เมืองหลวงแห่งนี้... ตระกูลพ่อค้าอย่างตระกูลเฉินมีอำนาจอะไรมางัดง้างกับข้า!”
นางหยิบพัดกลมปักลายกิ่งหลิวขึ้นมากระพือเบาๆ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นยิ้มเย็นเยียบ
“ไม่ใช่ว่าตระกูลเฉินยังมีผู้ตรวจการอยู่คนหนึ่งหรือเจ้าคะท่านแม่ หากมีอันใดขึ้นมา...”
“เหอะ...ข้ามีศักดิ์เป็นถึงท่านป้าฝั่งมารดาของหลิวกุ้ยเฟย พระสนมเอกที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานที่สุดในวังหลัง! ผู้ตรวจการตำแหน่งเล็ก ๆ หรือจะมีน้ำหนักในพระทัยฝ่าบาท อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานชมดอกเหมย ที่หลิวกุ้ยเฟยจัดขึ้นในวัง... ข้าจะดูสิว่า หากข้าไปร้องไห้บอกเล่าความอกตัญญูของเด็กนั่นต่อหน้าฮูหยินตระกูลใหญ่ทั้งเมืองหลวง นังเด็กฉางอิงกับตระกูลเฉินหน้าเลือดนั่น จะยังมีหน้าเชิดขึ้นเดินในฉางอานได้อีกหรือไม่!”
ซูหว่านหรงก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มสมใจไว้...
ใช่แล้วกิริยาต่ำช้าเช่นนี้ ต้องป่าวประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงช่วยกันเหยียบนังเด็กนั่นให้จมดิน!
สายลมยามบ่ายพัดเอาความเงียบสงบอบอวลไปทั่วเรือนหลิงซวง ต่างจากเรื่องซุบซิบในวังหลวงหลังจบงานเลี้ยงชมดอกเหมยอย่างสิ้นเชิง
ข่าวลือเรื่อง ‘ตระกูลเฉินมือเติบ และหลานสาวเนรคุณอกตัญญู’ ที่ชุยซูเจินหรือเผยเหล่าฟูเหรินกับ
ซูหว่านหรงพยายามประโคมในงานเลี้ยง ไม่ได้เข้ามากระทบถึงโสตประสาทของเผยฉางอิงเลยแม้แต่น้อยสำหรับนางแล้ว แผนการเอาคืนที่ตื้นเขินของสองสตรีหน้าหนาเหล่านั้น... ไร้ค่าเกินกว่าจะเจียดเวลาไปใส่ใจ
บนตั่งไม้แกะสลักริมหน้าต่าง แผ่นหนังสัตว์ขนาดใหญ่ถูกคลี่กางออกอย่างประณีต ปรากฏเป็น แผนที่แคว้นต้าเซิ่ง ที่ระบุเส้นทางชัยภูมิและหัวเมืองสำคัญไว้อย่างถี่ถ้วน
นี่เป็นแผนที่ของท่านปู่ที่ทิ้งเอาไว้ในจวนตระกูลเผย ตอนห้าขวบนางรีบคว้าใส่มาในหีบสินเดิมมารดา และรู้ว่ามันจะมีประโยชน์
ดวงตาคู่สวยจดจ้องไปยังจุดยุทธศาสตร์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ... ด่านซางโจว ชายแดนที่ตั้งค่ายทหารต่อต้านการรุกรานจากแคว้นตงเซี่ย
“อิงเอ๋อร์ เจ้าเรียกลุงมาพบแต่หัววัน มีเรื่องร้อนใจอันใดรึ” เฉินจงกุ้ย ท่านลุงรองเดินก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ นัยน์ตายังฉายรอยฉุนเฉียวจากข่าวลือในงานเลี้ยงชมดอกไม้ “หากเป็นเรื่องยายแก่ตระกูลชุยกับอนุชั้นต่ำผู้นั้น เจ้าอย่าได้กังวล ลุงเตรียมจะ...”
ยังไม่ทันที่เฉินจงกุ้ยเอ่ยจบเสียงหลานสาวขัดขึ้นก่อน
“เรื่องคนไร้สติพวกนั้นปล่อยให้นางดิ้นรนไปเถิดเจ้าค่ะท่านลุงรอง ถ้ารู้ว่าท่านป้าสะใภ้รองมีวิธีจัดการ” เผยฉางอิงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ร่องรอยความหวั่นวิตกในชื่อเสียงของตนเอง นางปรายสายตาเชิญให้ผู้เป็นลุงนั่งลงเบื้องหน้า
“ข้าเรียกท่านลุงมาวันนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญกว่าเรื่องไร้ยางอายของพวกนางหลายเท่าตัว”
นิ้วเรียวขาวผ่องดั่งลำเทียนแตะลงบนแผนที่ตรงบริเวณที่ราบจิ่วซิ่วและเมืองชิงเหอเมืองที่ติดกับทะเลบูรพา
“ที่ดินนับห้าพันหมู่ของตระกูลเฉินบริเวณที่ราบจิ่วซิ่วและรอบเมืองชิงเหอ ข้าอยากให้ท่านลุงปรับแผนเกษตรกรรมทั้งหมดในฤดูกาลนี้เจ้าค่ะ”
เฉินจงกุ้ยเลิกคิ้วมองหลานสาววัยเก้าขวบอย่างแปลกใจ “ปรับอย่างไรรึ”
“เปลี่ยนจากการปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ มาเป็นพืชไร่ที่เติบโตเร็วและใช้น้ำน้อยเจ้าค่ะ ให้เน้นปลูกมันหวาน ข้าวโพด และถั่วเป็นหลัก เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วให้นำมาโม่เป็นแป้งและตากแห้งแปรรูปไว้ในคลัง ส่วนข้าวสารที่ตระกูลเฉินเก็บสะสมไว้ในคลังเดิม ณ ที่ราบจิ่วซิ่วและเมืองชิงเหอ ข้าคำนวณดูแล้ว... หากบริหารจัดการดีๆ มีปริมาณมากพอจะสำรองเสบียงให้พ้นศึกตงเซี่ยไปได้ถึงห้าปีเต็ม”
ท่านลุงรองขมวดคิ้วแน่น มองหน้าหลานสาวราวไม่เชื่อหู “ห้าปีรึ! อิงเอ๋อร์... สงครามชายแดนตงเซี่ยเพิ่งจะเริ่มขึ้น ราชสำนักยังส่งเสบียงตามปกติ เหตุใดเจ้าถึงคิดการณ์ใหญ่ถึงขั้นจะสำรองเสบียงมากมายขนาดนี้”
เฉินจงกุ้ยเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยมากที่สุดในเมืองหลวง เขาจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ตามคำบอกเล่า เพราะหลานสาวเอาบันทึกของน้องสาวคนเดียวของตนมาให้ดู และรับปากว่าจะทำแทนนางเอง รวมทั้งจะปกป้องหลานสาวอย่างสุดความสามารถ
แต่นี่แทบจะเรียกได้ว่ากักตุนเสบียงเชียวนะ หากทางการสืบทราบจะทำอย่างไร
ฉางอิงยกชาขึ้นจิบเบาๆ ปกปิดรอยยิ้มหยันในดวงตา...สงครามไม่ได้เพิ่งเริ่มแต่เริ่มมานานแล้วต่างหาก คนในราชสำนักจงใจปิดข่าวเพื่อผลประโยชน์กันทั้งนั้น
ในเมื่อชาติก่อน ราชสำนักตัดเสบียงทหารห้าแสนนายจนต้องอดตาย นางจะไม่ยอมให้เกิดซ้ำรอยเด็ดขาด
“นี่แค่เสบียงเจ้าค่ะ แต่เสบียงอย่างเดียวยังไม่พอเจ้าค่ะท่านลุง” นางวางถ้วยชาลงเสียงดัง ก๊อก น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นหนักแน่น
“เราต้องเตรียม เสื้อผ้ากันหนาวและเกลือ ให้กองทัพตระกูลเผยล่วงหน้า ให้ทหารของท่านพ่อเร่งลำเลียงเข้าสู่ค่ายซางโจวอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ร่วง”
เฉินจงกุ้ยชะงักกึก นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง “เตรียมเครื่องหนาวแต่หัววัน? ชายแดนซางโจวแม้จะหนาวเย็น แต่ค่ายทหารก็มีงบประมาณ”
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจสายน้ำไหล...ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานยามนี้สว่างสดใส ไร้ซึ่งรอยเมฆหมอกอึมครึมของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในวังหลวง ภาพความวุ่นวายและความแค้นในชาติก่อนบัดนี้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความร่มเย็นและสมบูรณ์พูนสุขของแคว้นต้าเซิ่งภายในจวนฉินอ๋องอันโอ่อ่า เผยฉางอิง ในชุดอาภรณ์หรูหราสีฟ้าครามปักลายผีเสื้อทองคำ กำลังนั่งตรวจนับบัญชีคลังการค้าตระกูลเฉินและตระกูลเผยอยู่บนตั่งไม้ โดยมีนักบัญชีและหมัวมัวคอยยกหีบตั๋วเงินและทองคำแท่งเข้ามาให้ตรวจสอบไม่ขาดสาย“คลังการค้าทางใต้รายงานว่า เดือนนี้ทำกำไรได้เพิ่มอีกสามล้านตำลึงทองเจ้าค่ะท่านหญิง” หวังหมัวมัวเอ่ยรายงานด้วยรอยยิ้ม แม้นางจะเป็นชายาฉินอ๋องแต่นางก็ยังเหมือนเดิม ให้คนอื่นเรียกนางเช่นเดิมเว้นแต่ออกงานเท่านั้นจึงถือระเบียบสักครั้ง หลายคนที่บอกว่านางเย่อหยิ่งได้สัมผัส จริง ๆ ก็พบว่านางเป็นคนที่เรียบง่าย สบาย ๆฉางอิงยกรอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาดอกท้อส่องประกายพราวระยับ ความร่ำรวยของนางมากขึ้นอีก ความสบายใจเริ่มมีมากขึ้นยามนั้นเอง... ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ฉินอ๋องเซียวเผยรุ่ยในชุดลำลองสูงศักดิ์ ก็เดินก้าวเข้าม
“ข้าก็เป็นของท่าน... มาโดยตลอดเพคะ”สิ้นคำตอบรับ ฉินอ๋องก็ไม่ทนเก็บความปรารถนาไว้อีกต่อไป!เขาโน้มใบหน้าลงมา บดเบียดริมฝีปากหยักทับลงบนริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างหนักแน่น ละมุนละไมในทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความลึกซึ้งเรียกร้องลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานสดชื่นภายในโพรงปากหวาน เกี่ยวกระหวัดหยอกเย้ากับเรียวลิ้นเล็กอย่างเชี่ยวชาญ สัมผัสจูบอันดูดดื่มทำเอาฉางอิงครางอื้ออึงในลำคอ เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปจนหมดสิ้น มือเล็กยกขึ้นยึดจับท่อนแขนแกร่งของเขาไว้เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวฉินอ๋องผละริมฝีปากออกเล็กน้อย พรมจูบอย่างรักใคร่ไปตามซอกคอหอมกรุ่นและลาดไหล่มน มือหนาเริ่มถอดชุดแต่งงานสีแดงตัวนอกของนางออกอย่างเบามือทีละชิ้น จนเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางเบาเผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวกายขาวผ่องดั่งหิมะฉางอิงเอียงหน้าหนีด้วยความเขินอายเมื่อสายตาคมกริบของเขากวาดมองเรือนร่างของนางอย่างเปิดเผย “ท่านอ๋อง... มองอันใดกันเพคะ น่าอายยิ่งนัก”ฉินอ๋องเค้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาร้อนแรงดั่งเพลิงเผาผลาญ เขาปลดเสื้อผ้าของตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำ ผิวสีน้ำผึ้งแน่นด้วยกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจา
การแต่งงานอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าเซิ่งถูกจัดขึ้นติดๆ กันในฤดูวสันต์ที่ดอกไม้ออกดอกบานสะพรั่ง เดิมทีฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์จะให้จัดงานมงคลสมรสพร้อมกันในวันเดียวกัน เพื่อความยิ่งใหญ่และมงคลคู่ ทว่าฉางอิงกลับเอ่ยขัดขึ้น เพราะนางอยากร่วมงานแต่งงานและส่งสหายรักอย่างหย่งอันเข้าพิธี ส่วนหย่งอันเองก็อยากเห็นงานแต่งของเสด็จอาและร่วมแสดงความยินดีกับฉางอิงเช่นกันสุดท้ายจึงลงเอยด้วยการจัดงานห่างกันสิบห้าวัน โดยงานแต่งงานของ เผยฉางอิง และ ฉินอ๋อง ถูกจัดขึ้นเป็นคู่แรก!ยามเช้าตรู่ จวนเผยกั๋วกงคึกคักและอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข เสียงดนตรีมโหรีประโคมดังสายลมโชย เกี้ยวแปดคนหามสีแดงชาดสลักลายหงส์เหินประดับทองคำแท้วาววับจอดรออยู่หน้าประตูจวน สินสอดสิบลี้และสินเดิมเจ้าสาวที่ถมจนเต็มคลังจวนฉินอ๋อง กลายเป็นตำนานเล่าขานไปทั่วทุกสารทิศเผยฉางเฟิง ย่อตัวลงเบื้องหน้าน้องสาว ยิ้มรับให้ฉางอิงขึ้นขี่หลังตามประเพณีการส่งเจ้าสาวออกเรือน ทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่แบกน้องสาวเดินตรงไปยังเกี้ยวแปดคนหามอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงเข้มที่เคยดุดันกลับกลายเป็นสั่นเครือเล็กน้อย“ฉางอิง... หากวันใดบุรุษผู้นั้นทำให้เจ้าต้องเสีย
หลังจากมรสุมคดีกบฏและเรื่องวุ่นวายในวังหลวงคลี่คลายลง ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานพลันสว่างสดใสประดุจกวาดล้างสิ่งปฏิกูลออกไปจนหมดสิ้นเผยฉางอิง นั่งทอดสายตามองสวนโบตั๋นยามเช้าภายในจวนเผยกั๋วกง พลางยกรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก... ชาตินี้นับว่าฟ้าดินยังเมตตานางยิ่งนัก แม้จะไม่ทันช่วยเหลือมารดาจากการถูกวางยาในอดีต ทว่าบิดา พี่ชาย และคนรอบกายกลับยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ลบล้างฝันร้ายในชาติก่อนลงได้อย่างหมดจดที่สำคัญ... บุรุษหน้าหนาผู้เป็นถึงฉินอ๋องกลับรักใคร่และหมั่นเพียรเทียวไล้เทียวขื่อ ตื้อนางอย่างจริงใจ ถึงขั้นขอร้องให้ จางไทเฮา เสด็จมาเป็นแม่สื่อสู่ขอนางด้วยพระองค์เองถึงจวนกั๋วกง!ทำเอา เผยกั๋วกง บิดาของนางผู้หวงบุตรีประดุจไข่ในหิน หน้าตึงปานจะขึงสายพิณ มิอาจเอ่ยปากปฏิเสธไทเฮาได้ จำใจต้องพยักหน้ารับคำสู่ขอ ทว่ากลับตั้งท่าแง่งอนฉางอิงอยู่นานหลายวัน!นางจึงต้องหาวิธีทำให้บิดาหายโกรธด้วยการ...‘หากท่านพ่อยังงอนข้าไม่เลิก... เช่นนั้นข้าไม่ขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้พี่ใหญ่กับองค์หญิงหย่งอันด้วยนะเจ้าคะ’ฉางอิงเคยเอ่ยแหย่บิดาเช่นนั้น เพราะนางรู้ดีว่ายามที่เผยฉางเฟิงไปช่วยองค์หญิงหย่งอัน ณ อารามห
ฉางอิงเอ่ยอธิบายเบาๆ “หยกพกชิ้นนี้มีความพิเศษ... มันมีสองชิ้นแยกออกจากกันได้ ทว่าเมื่อนำมารวมกัน ลายสลักจะสอดประสานกลมกลืนรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ...”ฉินอ๋องใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้หยกพกเนื้อดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาง ด้วยสายตาร้อนแรง“ข้าเข้าใจแล้ว... หยกพกนี้สอดประสานรวมเป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับตัวข้า... ที่อยากจะ ‘รวมเป็นหนึ่ง’ กับเจ้าเช่นกัน”เพียะ!ฉางอิงเขินอายจนหน้าแดงจัดถึงใบหู นางรีบยกมือขึ้นตีแขนเขาเบาๆ ขึงตาดุใส่บุรุษหน้าหนา“ท่านอ๋อง! เหตุใดจึงเอ่ยวาจาลามกไร้ยางอายเช่นนี้เพคะ! ด้านนอกคนผ่านไปมาหากได้ยินเข้าจะเข้าใจผิด ทำตัวไม่เหมาะสมเลยสักนิด!”ฉินอ๋องเลิกคิ้ว ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดเหลือเพียงลมหายใจกั้น เขายิ้มมุมปาก ย่อกายลงมาเอ่ยกระซิบข้างหู“เช่นนั้น... ต้องทำตรงไหนถึงจะเหมาะสมรึ ในห้องนอนดีหรือไม่”“ท่าน!” ฉางอิงรู้สึกว่าความหน้าหนาของคนผู้นี้รุกหนักจนนางรับมือไม่ทันอีกต่อไป! ร่างเล็กหมุนกายรีบวิ่งหนีออกจากลานหลังจวนไปทันทีด้วยความอับอาย!ยามวิ่งกลับมาถึงโต๊ะอาหารในงานเลี้ยง ใบหน้าหวานของท่านหญิงน้อยยังคงแดงก่ำราวกับลูกท้อสุก จนเผยฉางเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ฉ
ข่าวการปลดขุนนางส่งไปประหารครั้งใหญ่ทำให้ประชาชนสนใจมาก เพราะเรื่องนี้ทำให้การก่อกบฏโดยขุนนางฝ่ายบุ๋น ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก ตระกูลโม่ทั้งหมดแม้ไม่มีหลักฐานชัดว่าเกี่ยวกับการกบฏ แต่ถูกปลดพร้อมกับฮองเฮาใต้เท้าหลี่นำทหารไปค้นคลังใต้ดินในจวนขนตำลึงเงิน และทองคำออกกันทั้งวันทั้งคืนถึงสามวันกว่าจะขนหมด รอยรถย่ำจนพื้นดินทรุด พื้นหินสึกกร่อนจึงรับรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาคลังของต้าเซิ่งไม่ได้ว่างเปล่า เพียงแต่มีปลิงดูดเลือดดูดกินเอาไว้จนหมดสุดท้ายท้องพระคลังกลับมาเต็มคลังดังเดิม ฮ่องเต้ตรวจดูคลังหลวงด้วยตนเอง ทั้งยังอวดกับน้องชายว่าข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ยากจนอีกแล้ว“เสด็จพี่...เงินเท่านี้ยังสู้ในคลังของฉางอิงไม่ได้เลยกระมัง” เมื่อโดนลูบคมเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้คิดบางอย่างขึ้นมา“เช่นนั้นเจ้าก็แต่งงานกับนาง แล้วมาดูแลคลังให้ข้าจะได้เทียบเท่าคลังส่วนตัวของตระกูลพ่อค้า”“เหอะ...ท่านช่างเก่งกาจใช้คน จะบอกอะไรให้นางน่ะขุ่นเคืองท่านอยู่ ต้องชักเงินไปหลายล้านตำลึงเพื่อเลี้ยงทหารกับประชาชน ท่านให้นางเพียงตำแหน่งท่านหญิงหรือ”“นางอยากได้สิ่งใด บิดานางก็ตำแหน่งสูงสุดแล้วนี่ หรือว่านางอยากเป็นองค์หญิง”ฉินอ๋องส่าย







