เข้าสู่ระบบข้าเป็นท่านหญิงเหอซั่วกงจู่ ไม่ได้สูงส่งจริงนั่นแหละ... ก็แค่บุรุษทั้งต้าเซิ่ง ไม่อาจแต่งกับข้าได้
ดูเพิ่มเติมมิได้ครองวังหลัง...แต่ครองดวงหทัย
ไร้ตราหงส์ มิไร้ความอบอุ่น
ไร้บารมีค้ำจุน ทว่ามีรักหนึ่งคอยปกป้อง
สิ้นเสียงอ่านจดหมายของสาวใช้ข้างกาย ที่หยิบยกบทประพันธ์ของกวีบัณฑิตนอกรีดของใครสักคนหนึ่งมาพรรณนาความรักอันลึกซึ้งที่ฝ่าบาทมีให้กับพระสนมกุ้ยเฟย เพื่อเอาใจพระนาง ในงานเลี้ยงคล้ายวันประสูติ ผู้เป็นนายจึงได้เอ่ยขึ้นมาหนึ่งคำ
“บทกวีหลอกสตรีเช่นนี้...มีความจริงสักกี่ประโยคกัน” เสียงใสกังวานดั่งกระดิ่งลมดังขึ้นขณะสายตายังไม่ละจากตำรา
เมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งความขวยเขินดั่งสตรีแรกสาวกำลังจดจ่อกับตำราตรงหน้า ราวกับว่าพรุ่งนี้เป็นวันสอบจ้วงหยวนของนาง ซึ่งสตรีไม่ได้มีสิทธิ์เช่นนั้น แต่นางก็ยังจดจ่ออ่านอย่างเอาเป็นเอาตาย มิได้ออกไปหาความสำราญดั่งสตรีแรกสาวที่เป็นวัยซุกซนเหมือนสตรีจวนอื่น
“คุณหนู...ท่านไม่คิดจะตอบจดหมายของเซียวอ๋อง หน่อยหรือเจ้าคะ เห็นได้ชัดว่าเขามีใจให้ท่าน”
ตอบจดหมายหรือ...
หากนางเป็นดั่งสตรีโง่เขลาเมื่อชาติก่อนคงบอกให้รีบนำกระดาษอบร่ำอย่างดีที่มีกลิ่นหอมมากาง เร่งให้นางฝนหมึกสนชั้นเลิศโดยเร็ว หยิบพู่กันขนนุ่มบรรจงเขียนประโยคตอบกลับและลอบให้คนส่งออกจากจวนอย่าชักช้า ด้วยกลัวว่าอีกคนจะคอย
แต่เรื่องไร้ยางอายเช่นนั้น เอาไว้ให้สตรีที่ชอบปีนป่ายทำเถอะ...นางไม่ใช่สตรีหน้าหนา!
อีกอย่างการตอบจดหมายบุรุษที่ไม่ใช่ญาติ ใช่เรื่องที่สตรีในห้องหอพึงกระทำหรือ...
“ข้าไม่ใช่สตรีใจง่าย...ที่โดนเพียงคำหวานไม่กี่ประโยคก็ลุ่มหลง เจ้าโยนจดหมายนั้นลงกระถางไฟเป็นเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่นยังจะให้ประโยชน์เสียกว่า”
นางกล่าวจบก่อนจะนั่งอิงหมอนบนตั่งที่ปูฝ้ายนุ่มอ่านตำราต่าง ๆ ที่ให้ท่านลุงรองหามาให้โดยไม่ใส่ใจจดหมายจากบุรุษมากแผนการผู้นั้น
นางทำเช่นนี้มาหลายปีแล้วตั้งแต่เกิดใหม่ หากแต่แรกเริ่มเดิมทีนางไม่ใช่สตรีเย็นชาเช่นนี้ ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสนาง...
เมื่อชาติก่อน!
ท้องพระโรงตำหนักไท่เหอต้นยามห้าย[1]
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งโชยผ่านจมูกเชิดรั้นของร่างเล็กที่ต้องมาดูให้เห็นกับตา นางไม่เชื่อว่าที่ท่านพ่อพูดจะเป็นความจริง
“ฝ่าบาทไม่ใช่ทรราช...พวกเจ้าถูกหลอกใช้แล้ว”
เสียงนี้ก้องกังวานในหูตลอดทางเข้าวัง หน้าประตูวังเดิมถูกปิดตายแต่เมื่อเห็นหน้านางกลับเปิดต้อนรับ
เสียงคมดาบกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่ว กะโหลกศีรษะเกลื่อนกลาดหน้าพระลาน นางข่มกลั้นไม่ให้ตนเองอาเจียนออกมารีบวิ่งไปให้ถึงจุดหมาย
เผยฉางอิงย่างก้าวเข้าไปในตำหนักด้วยหัวใจที่เต้นระทึก นางเชื่อมาตลอดว่ากำลังช่วยแผ่นดินให้รอดพ้นจากกำมือฮ่องเต้ทรราช เชื่อคำหวานของบุรุษที่บอกว่าจะสร้างแผ่นดินใหม่ร่วมกับนาง...
บุรุษที่บอกให้เหล่านักรบตระกูลเผยยอมอดทนเพื่อรอเวลาล้มบัลลังก์ ยกผู้ที่ควรนั่งบนนั้นขึ้นแทนที่
ทว่าภาพตรงหน้ากลับตบหน้าเหล่านักรบตระกูลเผยจนชาหนึบ!
บนบัลลังก์มังกร... ร่างของฮ่องเต้เซียวเฉิงเย่านอนแน่นิ่ง ไร้ซึ่งลมหายใจ
ทว่าตรงแท่นหินเบื้องล่าง ร่างสูงศักดิ์ของ ฉินอ๋อง เซียวเผยรุ่ย ที่ควรนั่งอยู่ตรงนั้นแทนที่ กำลังคุกเข่าทรุดลงกับพื้น พระหัตถ์สั่นระริกลูบรอยเลือดบนริมฝีปากที่ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย ยาพิษร้ายแรงกำเริบจนพระพักตร์ซีดเผือดดั่งคนตาย!
ยังไม่ทันที่นางจะได้ตั้งสติ เสียงเคร้งตึงก็ดังขึ้นรอบทิศ!
ทหารองครักษ์เสื้อแพรที่เคยสัญญาว่าจะร่วมมือกัน กลับตระบัดสัตย์หันปลายดาบคมกริบจ่อเข้าใส่ เผยฉางเฟิง พี่ชายคนเดียวของนางในระยะกระชั้นชิด!
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!” เผยฉางเฟิงครางหึ่มในลำคอ พยายามจะชักดาบปกป้องฉินอ๋อง แต่กลับถูกเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาบังเบื้องหน้าไว้
บุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจของนาง...
บุรุษที่เพิ่งส่งจดหมายบอกรัก บุรุษที่ให้นางเชื่อมั่นในความคิดรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง บุรุษที่บอกนางว่าทุกคนเท่าเทียมกันและทุกคนต่างมีชีวิตที่ดีไม่ควรมีใครโดนกดข่ม
เงาร่างนั้นแย้มยิ้ม แต่ดวงตากลับเย็นชาไร้ร่องรอยความรักใคร่ เขาชี้นิ้วมายังสองพี่น้องตระกูลเผย เสียงทุ้มกังวานตวาดก้องไปทั่วตำหนักไท่เหอ
“ขุนนางชั่วตระกูลเผย! สมคบคิดก่อกบฏ สังหารองค์ฮ่องเต้ ทั้งวางยาสังหารฉินอ๋องเพื่อยึดอำนาจ! ข้า... ในฐานะเชื้อพระวงศ์เพียงองค์เดียวที่เหลืออยู่ จะขอคืนความเป็นธรรมให้แก่บัลลังก์ของต้าเซิ่ง!”
ฉัวะ!
ฉับพลัน ดาบในมือของเขาเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็วและไร้ปรานี! และไม่รอให้ผู้ใดคัดค้าน
หัวของเผยฉางเฟิงหลุดออกจากบ่า เลือดสดๆ ฉีดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าและอาภรณ์ของเผยฉางอิง! ดวงตาของพี่ชายยังคงเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก สายตาเคืองแค้นในลมหายใจเฮือกสุดท้ายจดจ้องมาที่นาง...
พี่ชายที่ดีกับนางที่สุด แต่กลับยอมเชื่อคำของนางจนต้องมาสิ้นชื่อ!
“อ๊ากกกกกกกกกก!”
เสียงกรีดร้องของเผยฉางอิงดังลั่นจนลำคอแทบแตก นางทรุดกายลงกับพื้น กระโจนเข้าหาศพไร้หัวของพี่ชายอย่างบ้าคลั่ง
โลกทั้งใบพังทลาย ความรัก และตระกูลของนาง... แท้จริงเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ในศึกแย่งชิงบัลลังก์ของบุรุษผู้นี้เท่านั้น!
นางโง่เอง... เผยฉางอิงเค้นเสียงร้องไห้จนไร้เสียง เลือดรักกลายเป็นเลือดแค้นสลักลึกเข้าถึงแก่นกระดูก แต่ทว่า
“อิงเอ๋อร์... มานี่”
น้ำเสียงกระซิบแหบแห้งดังขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้า หัตถ์เปื้อนเลือดของฉินอ๋อง เซียวเผยรุ่ย ยื่นมาคว้าข้อมือนางไว้เขารั้งร่างนางเอาไว้แนบกาย แม้ตัวเขาเองจะกระอักเลือดจนไม่เหลือเรี่ยวแรงให้หยัดยืน
แต่สายตาที่มองนางกลับไม่มีความโกรธแค้น... มีเพียงความสงสารและห่วงใยอันลึกซึ้งที่นางไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
เขารู้มาตลอดว่านางเป็นหมาก... แต่เขาก็ยังเลือกที่จะก้าวเข้ามาในกับดักลอบสังหารนี้เพียงเพื่อช่วยนาง!
“ไม่ใช่ความผิดเจ้า...เป็นข้าที่โง่ตามเขาไม่ทันเอง”
ฉึก!
กระบี่เล่มยาวแทงเข้ามากลางหลัง ร่างองอาจทรุดกับอกของนาง ความอุ่นจากโลหิตพุ่งกระจายเปื้อนร่าง ดวงตาคู่สวยดั่งหยาดพิรุณสีชาด มองหน้าบุรุษที่ทรยศนางทั้งน้ำตา...ก่อนที่กระบี่ในมือเขาจะแทงเข้ามาปลิดชีพนาง
ฉึก!
[1] ยามห้าย (亥:hài) คือ 21.00 - 22.59 น.
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจสายน้ำไหล...ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานยามนี้สว่างสดใส ไร้ซึ่งรอยเมฆหมอกอึมครึมของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในวังหลวง ภาพความวุ่นวายและความแค้นในชาติก่อนบัดนี้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความร่มเย็นและสมบูรณ์พูนสุขของแคว้นต้าเซิ่งภายในจวนฉินอ๋องอันโอ่อ่า เผยฉางอิง ในชุดอาภรณ์หรูหราสีฟ้าครามปักลายผีเสื้อทองคำ กำลังนั่งตรวจนับบัญชีคลังการค้าตระกูลเฉินและตระกูลเผยอยู่บนตั่งไม้ โดยมีนักบัญชีและหมัวมัวคอยยกหีบตั๋วเงินและทองคำแท่งเข้ามาให้ตรวจสอบไม่ขาดสาย“คลังการค้าทางใต้รายงานว่า เดือนนี้ทำกำไรได้เพิ่มอีกสามล้านตำลึงทองเจ้าค่ะท่านหญิง” หวังหมัวมัวเอ่ยรายงานด้วยรอยยิ้ม แม้นางจะเป็นชายาฉินอ๋องแต่นางก็ยังเหมือนเดิม ให้คนอื่นเรียกนางเช่นเดิมเว้นแต่ออกงานเท่านั้นจึงถือระเบียบสักครั้ง หลายคนที่บอกว่านางเย่อหยิ่งได้สัมผัส จริง ๆ ก็พบว่านางเป็นคนที่เรียบง่าย สบาย ๆฉางอิงยกรอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาดอกท้อส่องประกายพราวระยับ ความร่ำรวยของนางมากขึ้นอีก ความสบายใจเริ่มมีมากขึ้นยามนั้นเอง... ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ฉินอ๋องเซียวเผยรุ่ยในชุดลำลองสูงศักดิ์ ก็เดินก้าวเข้าม
“ข้าก็เป็นของท่าน... มาโดยตลอดเพคะ”สิ้นคำตอบรับ ฉินอ๋องก็ไม่ทนเก็บความปรารถนาไว้อีกต่อไป!เขาโน้มใบหน้าลงมา บดเบียดริมฝีปากหยักทับลงบนริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างหนักแน่น ละมุนละไมในทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความลึกซึ้งเรียกร้องลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานสดชื่นภายในโพรงปากหวาน เกี่ยวกระหวัดหยอกเย้ากับเรียวลิ้นเล็กอย่างเชี่ยวชาญ สัมผัสจูบอันดูดดื่มทำเอาฉางอิงครางอื้ออึงในลำคอ เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปจนหมดสิ้น มือเล็กยกขึ้นยึดจับท่อนแขนแกร่งของเขาไว้เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวฉินอ๋องผละริมฝีปากออกเล็กน้อย พรมจูบอย่างรักใคร่ไปตามซอกคอหอมกรุ่นและลาดไหล่มน มือหนาเริ่มถอดชุดแต่งงานสีแดงตัวนอกของนางออกอย่างเบามือทีละชิ้น จนเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางเบาเผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวกายขาวผ่องดั่งหิมะฉางอิงเอียงหน้าหนีด้วยความเขินอายเมื่อสายตาคมกริบของเขากวาดมองเรือนร่างของนางอย่างเปิดเผย “ท่านอ๋อง... มองอันใดกันเพคะ น่าอายยิ่งนัก”ฉินอ๋องเค้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาร้อนแรงดั่งเพลิงเผาผลาญ เขาปลดเสื้อผ้าของตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำ ผิวสีน้ำผึ้งแน่นด้วยกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจา
การแต่งงานอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าเซิ่งถูกจัดขึ้นติดๆ กันในฤดูวสันต์ที่ดอกไม้ออกดอกบานสะพรั่ง เดิมทีฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์จะให้จัดงานมงคลสมรสพร้อมกันในวันเดียวกัน เพื่อความยิ่งใหญ่และมงคลคู่ ทว่าฉางอิงกลับเอ่ยขัดขึ้น เพราะนางอยากร่วมงานแต่งงานและส่งสหายรักอย่างหย่งอันเข้าพิธี ส่วนหย่งอันเองก็อยากเห็นงานแต่งของเสด็จอาและร่วมแสดงความยินดีกับฉางอิงเช่นกันสุดท้ายจึงลงเอยด้วยการจัดงานห่างกันสิบห้าวัน โดยงานแต่งงานของ เผยฉางอิง และ ฉินอ๋อง ถูกจัดขึ้นเป็นคู่แรก!ยามเช้าตรู่ จวนเผยกั๋วกงคึกคักและอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข เสียงดนตรีมโหรีประโคมดังสายลมโชย เกี้ยวแปดคนหามสีแดงชาดสลักลายหงส์เหินประดับทองคำแท้วาววับจอดรออยู่หน้าประตูจวน สินสอดสิบลี้และสินเดิมเจ้าสาวที่ถมจนเต็มคลังจวนฉินอ๋อง กลายเป็นตำนานเล่าขานไปทั่วทุกสารทิศเผยฉางเฟิง ย่อตัวลงเบื้องหน้าน้องสาว ยิ้มรับให้ฉางอิงขึ้นขี่หลังตามประเพณีการส่งเจ้าสาวออกเรือน ทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่แบกน้องสาวเดินตรงไปยังเกี้ยวแปดคนหามอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงเข้มที่เคยดุดันกลับกลายเป็นสั่นเครือเล็กน้อย“ฉางอิง... หากวันใดบุรุษผู้นั้นทำให้เจ้าต้องเสีย
หลังจากมรสุมคดีกบฏและเรื่องวุ่นวายในวังหลวงคลี่คลายลง ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอานพลันสว่างสดใสประดุจกวาดล้างสิ่งปฏิกูลออกไปจนหมดสิ้นเผยฉางอิง นั่งทอดสายตามองสวนโบตั๋นยามเช้าภายในจวนเผยกั๋วกง พลางยกรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก... ชาตินี้นับว่าฟ้าดินยังเมตตานางยิ่งนัก แม้จะไม่ทันช่วยเหลือมารดาจากการถูกวางยาในอดีต ทว่าบิดา พี่ชาย และคนรอบกายกลับยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ลบล้างฝันร้ายในชาติก่อนลงได้อย่างหมดจดที่สำคัญ... บุรุษหน้าหนาผู้เป็นถึงฉินอ๋องกลับรักใคร่และหมั่นเพียรเทียวไล้เทียวขื่อ ตื้อนางอย่างจริงใจ ถึงขั้นขอร้องให้ จางไทเฮา เสด็จมาเป็นแม่สื่อสู่ขอนางด้วยพระองค์เองถึงจวนกั๋วกง!ทำเอา เผยกั๋วกง บิดาของนางผู้หวงบุตรีประดุจไข่ในหิน หน้าตึงปานจะขึงสายพิณ มิอาจเอ่ยปากปฏิเสธไทเฮาได้ จำใจต้องพยักหน้ารับคำสู่ขอ ทว่ากลับตั้งท่าแง่งอนฉางอิงอยู่นานหลายวัน!นางจึงต้องหาวิธีทำให้บิดาหายโกรธด้วยการ...‘หากท่านพ่อยังงอนข้าไม่เลิก... เช่นนั้นข้าไม่ขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้พี่ใหญ่กับองค์หญิงหย่งอันด้วยนะเจ้าคะ’ฉางอิงเคยเอ่ยแหย่บิดาเช่นนั้น เพราะนางรู้ดีว่ายามที่เผยฉางเฟิงไปช่วยองค์หญิงหย่งอัน ณ อารามห





