Masukช่วงปลายภาคของเด็กช่างไม่เคยเป็นช่วงเวลาที่สงบอยู่แล้ว เสียงบ่นเรื่องงานค้างการบ้านที่ยังไม่เสร็จ และคะแนนเก็บที่ใกล้ตายดังระงมอยู่ทั่วโรงฝึก โดยเฉพาะกับพวกที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แบบคิน เขาไม่ใช่คนโง่แต่ก็ไม่ใช่คนที่สนใจเรียน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คินใช้ชีวิตเหมือนแค่ผ่านไปให้ได้มากกว่า ตั้งใจจะเรียนจริง ๆ อาจารย์หลายคนเกรงใจเพราะอิทธิพลของพ่อ
บางคนไม่กล้ายุ่งบางคนเลือกปล่อยจนสุดท้าย คินแทบไม่เคยจริงจังกับการเรียนเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้ เขากำลังนั่งหน้าตึงอยู่ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยของธีร์ พร้อมกระดาษข้อสอบเก่าที่เปิดค้างไว้ตรงหน้า ตัวเลขเต็มไปหมดสูตรเต็มกระดาษมองแล้วปวดหัว
“เชี่ย…”
เขาสบถเบา ๆ ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหงุดหงิด ธีร์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเงยหน้าจากหนังสือทันที
“ด่าโจทย์อีกแล้วเหรอ”
“มันไม่ใช่ภาษาคน”
คินตอบทันที สีหน้าจริงจังจนธีร์หลุดหัวเราะ
“นี่มันพื้นฐานเองนะ”
“พื้นฐานบ้านนายดิ”
คินขมวดคิ้วมองกระดาษเหมือนมันเป็นศัตรู
“ใครมันจะไปจำสูตรบ้าอะไรเยอะแยะวะ”
ธีร์มองเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนยื่นมือมาดึงกระดาษไปดู
“อันนี้นายทำผิดตั้งแต่แทนค่าแล้ว”
“ฉันยังไม่ได้ทำ”
“นั่นแหละปัญหา” คินถอนหายใจแรง
ปกติเขาไม่เคยสนเรื่องคะแนนตกก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ก็ใช้เส้น ชีวิตเขาผ่านมาด้วยวิธีนั้นเสมอ แต่ครั้งนี้ต่างออกไปอาจารย์ประกาศชัด ถ้าสอบเก็บคะแนนรอบนี้ไม่ผ่าน เขาจะหมดสิทธิ์จบพร้อมรุ่นและเรื่องนี้พ่อรู้แล้ว
“ถ้าแกยังจัดการเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ก็เลิกหวังว่าฉันจะยอมรับ”
คำพูดนั้นยังติดอยู่ในหัวคินกัดฟันแน่นอย่างหงุดหงิด ธีร์มองสีหน้าเขาเงียบ ๆ ก่อนถามเบา ๆ
“เครียดเหรอ”
“เปล่า” ตอบอัตโนมัติทันที
ธีร์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง “นายโกหกทุกครั้งเลยเวลามีเรื่อง”
คินชะงักก่อนจะเบือนหน้าหนี “ก็แค่ไม่อยากสอบตก”
คำพูดนั้นทำให้ธีร์ยิ้มบาง ๆ “งั้นเดี๋ยวผมช่วยติว”
คินหันกลับมาทันที “ห๊ะ”
“ผมช่วยสอนให้”
ธีร์พูดเรียบง่ายเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “ยังพอมีเวลาอยู่”
คินขมวดคิ้วทันที
“นายจะมานั่งเสียเวลากับฉันทำไม”
“ก็ไม่เห็นเสียเวลา” ธีร์ยักไหล่
“นายแค่เรียนไม่ทันเอง”
คำว่าเรียนไม่ทันฟังดูนุ่มนวลกว่าคำว่าโง่มากจนคินเถียงไม่ออก
“ฉันไม่เคยอ่านหนังสือจริงจัง”
“งั้นก็เริ่มตอนนี้”
“ฉันไม่ชอบคำนวณ”
“ผมเรียนคณิตนะ จำได้ไหม”
“มันยาก”
“เดี๋ยวสอน”
ตอบทุกอย่างง่ายเกินไปจนคินเงียบ เขาจ้องหน้าธีร์อยู่พักหนึ่งอีกฝ่ายไม่ได้ทำหน้าเวทนา ไม่ได้ดูถูกแค่พูดเหมือนเชื่อว่าเขาทำได้จริง ๆ แปลกดีทั้งที่ปกติเวลามีคนพูดเรื่องเรียนกับเขา มักลงท้ายด้วยความผิดหวังเสมอแต่ธีร์ไม่ใช่แบบนั้น
“มองอะไร”
ธีร์ถามขำ ๆ เมื่อเห็นคินเงียบไปนาน
“นายชอบหาเรื่องเหนื่อย”
“อาจจะ” ธีร์หัวเราะเบา ๆ
“แล้วตกลงจะเรียนไหม”
คินถอนหายใจยาวถ้าเป็นคนอื่น เขาคงเดินหนีไปตั้งแต่ห้านาทีแรก แต่เพราะเป็นธีร์สุดท้ายเขาก็พยักหน้าเบา ๆ
“เออ” รอยยิ้มของธีร์กว้างขึ้นทันที
“งั้นเริ่มวันนี้เลย”
“เดี๋ยวนะ” คินขมวดคิ้ว
“วันนี้”
“ใช่”
ธีร์เปิดหนังสือทันทีเหมือนเตรียมไว้แล้ว
“เวลานายเหลือไม่เยอะ” คินมองอีกฝ่ายอย่างอึ้ง ๆ ก่อนพึมพำเบา ๆ
“น่ากลัวกว่าพ่อฉันอีก”
“ดี แปลว่านายจะตั้งใจ”
“ใครบอก”
แม้จะปากแข็งแต่สุดท้ายคินก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น เริ่มจากการฟังธีร์อธิบายสูตรพื้นฐาน ช่วงแรกเขาหงุดหงิดมาก ตัวเลขเต็มไปหมดจนปวดหัว
“เดี๋ยว ๆ ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้วะ”
“เพราะนายย้ายข้างผิด”
“ฉันเกลียด x”
“x ไม่ได้ทำอะไรนายนะ”
“แต่มันอยู่ทุกข้อ” ธีร์หลุดหัวเราะเสียงดัง
ส่วนคินก็เริ่มหงุดหงิดกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายขำ “หัวเราะอะไร”
“เปล่า แค่นายตลกดี”
“ฉันเนี่ยนะ”
“อืม”
ธีร์ยิ้ม “ตอนบ่นเลขเหมือนเด็กเลย”
คินส่งสายตาเหมือนจะต่อยคน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะรอยยิ้มของธีร์มันทำให้เขาหงุดหงิดไม่ลงจริง ๆ เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากหนึ่งชั่วโมง กลายเป็นเกือบสามชั่วโมง จนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ และสิ่งที่น่าตกใจก็คือคินเริ่ม
“เข้าใจ”
“อ๋อ… งี้เอง”
เขาพึมพำขณะมองโจทย์ ธีร์ที่นั่งข้าง ๆ หันมาทันที
“เห็นไหม นายทำได้”
คินชะงักเล็กน้อยคำพูดนั้นเรียบง่ายมาก แต่กลับทำให้บางอย่างในใจเขาสั่นเบา ๆ ไม่มีใครเคยพูดกับเขาแบบนี้นานแล้ว ส่วนใหญ่มีแต่คำว่าต้องทำให้ได้ แต่ธีร์กลับพูดว่านายทำได้ต่างกันแค่ไม่กี่คำ แต่ความรู้สึกต่างกันมาก คินหลุบตาลงมองสมุดก่อนพูดเสียงเบา
“ถ้าเป็นคนอื่นสอน ฉันคงเดินหนีไปแล้ว”
ธีร์ยิ้มบาง ๆ “งั้นก็ดีที่เป็นผม”
หัวใจของคินเต้นแรงขึ้นอีกครั้งเขารีบหยิบปากกาขึ้นมาเขียนต่อ กลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเอง แต่ธีร์กลับเห็นทุกอย่างเห็นแม้กระทั่งใบหูของคินที่เริ่มแดงนิด ๆ จนเจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านโต๊ะหินอ่อนเบา ๆ เสียงนักศึกษารอบข้างเริ่มบางลง แต่ทั้งคู่ยังนั่งอยู่ตรงนั้นคนหนึ่งตั้งใจสอนอีกคนพยายามตั้งใจเรียน และในระหว่างตัวเลข สูตรคำนวณ กับบทสนทนาธรรมดาเหล่านั้นความสัมพันธ์บางอย่างก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเงียบ ๆ ช้า ๆ แต่ชัดเจนมากขึ้นทุกวัน
“ต่อไปไม่ต้องแทนตัวเองว่าผม มันน่าหงุดหงิด แทนชื่อตัวเองไม่ก็คำว่าเราก็พอ”
เมื่อถึงเวลากลับบ้านคินได้เอ่ยปากทิ้งคำที่เขาอยากพูดกับธีร์มาตลอด ถึงจะฟังดูงงไปหน่อยแต่ที่ก็พอเข้าใจได้
“ได้สิ... ถือว่าเราสนิทกันแล้วนะคิน”
“อืม...”
คาบแรกของ ม.4/2 จะได้เรียนกับคุณครูคนใหม่ป้ายแดง เขาหยุดยืนหน้าประตูห้องเรียน สูดลมหายใจลึกอีกครั้งก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องเรียน"สวัสดีครับนักเรียน"นักเรียนทั้งห้องลุกขึ้นพร้อมกัน"สวัสดีครับคุณครู"นักเรียนนทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพเสียงดังเป็นเดียวกัน"สวัสดีครับ เชิญนั่งครับนักเรียน"เขาเดินไปหน้าห้องหยิบชอล์ก เขียนชื่อบนกระดาน "ธีระนนท์ สุวรรณ" ก่อนหันมายิ้ม"เรียกครูว่าครูธีร์ก็ได้นะ"เด็กทั้งห้องหัวเราะ "วันนี้เราจะยังไม่เริ่มเรียนหนัก"หลายคนถอนหายใจโล่งอกธีร์หัวเราะตาม"ครูพึ่งมาเจอพวกเราครั้งแรก เรามาเริ่มจากการรู้จักกันก่อนดีกว่า"เขาให้ทุกคนแนะนำตัวพร้อมบอกความฝันของตนเอง คนหนึ่งอยากเป็นวิศวกร อีกคนอยากเป็นหมอ บางคนอยากเป็นเชฟ บางคนยังไม่รู้ตัวตนของตัวเองว่าอยากเป็นอะไร ธีร์รับฟังทุกคนอย่างตั้งใจเมื่อถึงช่วงของเขาแนะนำตัวเองว่าทำไมถึงมาเป็นครู และทำไมต้องเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์"ครูเองก็เคยไม่ชอบคณิตศาสตร์บางบท"เด็กทั้งห้องทำหน้าตกใจ "จริงเหรอครับ""จริง แต่ครูได้เรียนรู้ว่า... คณิตศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่ต้องท่อง แต่มันคือการฝึกคิด"ทั้งห้องเงียบลงเด็กหลายคนเริ่มตั้งใจฟ
เช้าวันจันทร์ต้นเดือนพฤษภาคม แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมภายในเพนท์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ความเงียบที่เคยปกคลุมในวันหยุดถูกแทนที่ด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นตรงเวลาธีร์ลืมตาช้า ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดเสียงนาฬิกา เขานอนมองเพดานอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติวันนี้.เป็นวันแรกของการทำงาน วันแรกในฐานะ "ครูธีระนนท์ สุวรรณ" ไม่ใช่นักศึกษาฝึกสอน ไม่ใช่นิสิตปีสี่อีกต่อไป แต่เป็นครูเต็มตัวริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง สูดลมหายใจลึก "ในที่สุด...เราก็จะได้สอนนักเรียนจริง ๆ จัง ๆ แล้ว" เขาพึมพำกับตัวเองเสียงประตูห้องนอนเปิดออกเบา ๆ "ตื่นแล้วเหรอ"คินเดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟในมือ เขาเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ เสื้อยืดสีดำแนบกับลำตัวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผมยังเปียกชื้นเล็กน้อย"เมื่อคืนหลับไหม"ธีร์พยักหน้า "หลับ...แต่ตื่นหลายรอบ เห็นนะว่าคินเองก็แอบตื่นเหมือนกัน"คินหัวเราะเบา ๆ "ตื่นเต้นเหรอครับ""ตื่นเต้นมาก"คินเดินเข้ามายืนตรงหน้า ก่อนจะวางมือบนศีรษะอีกฝ่าย "ธีร์เรียนมาสี่ปี ฝึกสอนก็ผ่านแล้ว เด็ก ๆ ต้องชอบคุณครูธีร์แน่นอน""หวังว่าจะเป็นแบบนั้น
หลังจากเรื่องร้าย ๆ ผ่านไปได้เกือบสามอาทิตย์แล้ว อีกสองวันที่จะถึงจะเป็นวันประกาศผลสอบบรรจุครูกำลังจะประกาศ คุณย่ากับคุณแม่ของธีร์จึงได้พาธีร์และคินไปทำบุญเก้าวัดเพื่อล้างสิ่งไม่ดีออกไปจากชีวิต พร้อมกับขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ธีร์สอบติดอีกด้วยเช้าวันประกาศผลสอบบรรจุครูมาถึงเร็วกว่าที่ธีร์คิด แม้จะพยายามทำใจมาตลอดหลายสัปดาห์ว่า "ทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับ" แต่เมื่อถึงวันจริงหัวใจของเขากลับเต้นแรงตั้งแต่ลืมตาตื่นนาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าธีร์นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่แทบไม่ได้แตะอาหารเช้าที่คินเตรียมไว้ให้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า"ยังไม่ถึงเวลาประกาศอีกเหรอ" คินที่นั่งฝั่งตรงข้ามยิ้มบาง ๆ"อีกยี่สิบนาที" ธีร์ถอนหายใจ "ทำไมเวลามันเดินช้าจัง"คินหัวเราะ "ตอนสอบผ่านไปเร็ว พอรอผลกลับช้า""ใช่เลย"ธีร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยแม้จะผ่านเหตุการณ์ถูกลักพาตัวมาได้อย่างปลอดภัย และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่การรอผลสอบครั้งนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย เพราะนี่คือความฝันที่เขาเฝ้ารอมาหลายปีห้าเดือนเต็มที่อ่านหนังสืออย่างหนักคืนแล้วคืนเล่าที่นั่งทบทวนบทเรียนท
ค่ำคืนปกคลุมทั่วบริเวณเขตอุตสาหกรรมร้าง ลมเย็นพัดผ่านโครงเหล็กเก่า ๆ ของโรงงานที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังเป็นระยะ สร้างบรรยากาศน่าหวาดระแวงจนแทบไม่มีใครอยากเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ยามค่ำคืนแต่คืนนี้แตกต่างออกไปเพราะภายในโกดังร้างหลังหนึ่ง มีคนถูกจับตัวเอาไว้คนคนนั้นก็คือธีร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ กลางห้อง มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหลัง แม้จะถูกจับตัวมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่เขายังคงพยายามรักษาสติเอาไว้ ใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยช้ำเล็กน้อยจากการขัดขืนตอนถูกจับตัว แต่โดยรวมยังไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเขารู้ดีว่าคนพวกนี้ต้องการอะไร พวกมันไม่ได้ต้องการเขาแต่พวกมันต้องการคิน ชายฉกรรจ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่รอบโกดัง บางคนถืออาวุธ บางคนเดินตรวจตราพื้นที่อย่างระมัดระวัง หัวหน้ากลุ่มนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้าม"แฟนนายคงกำลังตามหาจนหัวหมุนแล้ว"ธีร์มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ "ถ้าฉลาดพอ เขาจะไม่มา"ชายคนนั้นหัวเราะเสียงดัง "งั้นเหรอ... แต่จากข้อมูลที่เราได้มา เขาไม่มีวันทิ้งนายหรอก"คำพูดนั้นทำให้ธีร์เงียบลงเพราะลึก ๆ เขาก็รู้เหมือนกัน คินไม่มีวันปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่เพียงลำพังในเวลาเดียวกั
ถึงจะอยู่ในสถานการณ์คับขันและอันตรายแค่ไหน ธีร์ก็ยังมีสติรีบเปิดระบบติดตามที่คินตั้งไว้ให้ในโทรศัพท์มือ ถึงแม้ตลอดเส้นทางจะมองไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพียงแค่เปิดสัญญาณติดตามคินก็จะตามมาช่วยเข้าได้ทันที ธีร์ยังใช้จังหวะคนร้ายเผลอส่งข้อความเตือน ไม่ให้คินประมาทและยังบอกด้วยว่า ที่เขาถูกจับตัวมาเป็นแผนของคนร้ายที่ต้องการล่อให้คินตามมาช่วยฝ่ายคินเมื่อได้รับสัญญาณและข้อความจากคนรัก คินจึงได้รีบกลับไปที่เพนท์เฮาส์เพื่อวางแผนช่วยธีร์ ทุกอย่างต้องรอบคอบและรัดกุมที่สุดเสียงเครื่องยนต์ของรถเอสยูวีสีดำดังต่อเนื่องขณะคินน์ขับออกจากบริเวณสนามสอบด้วยความเร็วที่ยังอยู่ในขอบเขตกฎหมาย แต่สีหน้าของเขากลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัดหลังจากทราบจากลูกน้องว่าถูกจับธีร์ขึ้นรถตู้สีดำไป เขาก็มั่นใจแทบจะทันทีว่าต้องเป็นคนของแก๊งศัตรูแน่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังพอควบคุมสติได้ คือระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ของธีร์เมื่อหลายเดือนก่อนหลังจากเหตุลอบทำร้ายคินน์ครั้งนั้น ธีร์เป็นคนบ่นว่าคินน์ระแวงเกินเหตุ แต่สุดท้ายก็ยอมติดตั้งแอปพลิเคชันติดตามฉุกเฉินตามคำขอของเขา และตอนนี้แอปนั้นกำลังส่งสัญญาณมาหน้าจอโท
ระหว่างที่คินกำลังขับรถเข้าบริษัทก็มีข้อความจากเพื่อนสนิทอย่างเขตส่งมารัว ๆ จนคินต้องจอดรถข้างทางเพื่อนอ่าน พอเปิดดูก็เป็นข้อมูลเบื้องหลังของบริษัทคู่แข่งของเขานั้นเอง แต่สิ่งที่น่าตกใจคือบริษัทคู่แข่งเป็นบริษัทบังหน้าของแก๊งศัตรูของพ่อเขานั้นเอง คินจึงไม่แปลกใจที่ทำไมเวลาประมูลราคางานทีไรบริษัทนี้จะตั้งราคามาเพื่อตัดราคาบริษัทเขาตลอด พออ่านข้อมูลจบคินก็เริ่มเป็นห่วงคนรักขึ้นมาทันที คินได้นัดกับธีร์ไว้ก่อนออกจากบ้านว่า ธีร์สอบเสร็จเที่ยงพอดีคินจะไปรับคนรักไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน แต่ดูเหมือนต้องส่งคนไปคุ้มกันเพิ่มแล้ว ถึงแม้จะมีลูกน้องคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ แต่ตอนนี้เริ่มจะชะล่าใจไม่ได้แล้ว คินรีบโทรหาเซนมือขวาและพ่วงตำแหน่งเลขาของเขา เพื่อสั่งให้เพิ่มคนคุ้มกันอีกเท่าตัวเสียงกริ่งประกาศหมดเวลาสอบดังขึ้นภายในห้องสอบ ธีร์วางปากกาลงช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงในที่สุดก็สอบเสร็จแล้วตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา เขาทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวสอบอย่างเต็มที่ อ่านหนังสือแทบทุกวัน ทบทวนเนื้อหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำข้อสอบเก่าจนนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยเขาก็มั่น
หลังจากวันนั้นคินเริ่มผ่านมาแถวมหาวิทยาลัยของธีร์บ่อยขึ้น บ่อยจนแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกขำกับข้ออ้างของตัวเอง ช่วงแรกเขาแค่จอดรถอยู่ฝั่งตรงข้าม นั่งพิงมอเตอร์ไซค์เงียบ ๆ มองผู้คนเดินผ่านไปมาโดยไม่ได้คิดจะเข้าไปใกล้ แต่สายตาของเขา มักมองหาใครบางคนเสมอ และทุกครั้งที่เห็นธีร์ความวุ่นวายในหัวเขาจะเงียบ
เสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์คันสีดำค่อย ๆ ดับลงใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย คินถอดหมวกกันน็อกออกช้า ๆ ก่อนเสยผมขึ้นลวก ๆ แล้วเงยหน้ามองรั้วมหาลัยตรงหน้า เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่อีก ทั้งที่เมื่อคืนตั้งใจไว้แล้วว่าจะเลิกสนใจ เลิกคิดถึง เลิกยุ่งกับคนอย่างธีรแต่สุดท้ายขาของเข
ธีร์กลืนน้ำลายมือที่ถือโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดไม่ใช่เรื่องพ่อของคินแต่เป็นบรรทัดหนึ่ง“ประวัติส่วนตัว: มีปัญหาด้านพฤติกรรม ก้าวร้าว ทะเลาะวิวาทบ่อย”ธีร์ขมวดคิ้วเพราะมันตรงกับที่เขาเห็น แต่ไม่ทั้งหมดเขาเลื่อนกลับไปดูรูปอีกครั้ง“นายไม่ใช่แค่นั้น…”เขาพึมพำภาพตอนที่คินยื่นแขน
เช้าวันเดียวกันแต่บรรยากาศคนละโลกโดยสิ้นเชิง ลมอ่อนพัดผ่านระเบียงบ้านสองชั้นที่รายล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี แสงแดดลอดผ่านใบไม้เป็นลายเงาสวยงาม เสียงนกร้องเบา ๆ คลอไปกับความสงบของเช้าวันใหม่ธีร์นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเล็กตรงระเบียง มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ อีกมือวางบนกองเอกสารที่เขาควรจะอ่านเตรียมสอบ แต่สายต







