Masukช่วงหลายวันหลังจากนั้น คินยังคงไปมหาวิทยาลัยของธีร์แทบทุกวัน บางวันเขาก็นั่งเงียบ ๆ ใต้ต้นไม้ต้นเดิม บางวันก็ซื้อกาแฟมาถือไว้เฉย ๆ แม้สุดท้ายจะปล่อยน้ำแข็งละลายจนจืดสนิท และบางวันเขาแค่อยากเห็นรอยยิ้มของใครบางคน จนเพื่อนในกลุ่มถามบ่อยครั้ง แต่เพียงเขาบอกว่ามีธุระแค่นั้นเพื่อนก็เขาใจไม่ถามต่อ โดยไม่ต้องพูดอะไรมากมันกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว ความเคยชินที่คินไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังยึดติด แต่ในขณะที่โลกฝั่งมหาวิทยาลัยเริ่มทำให้เขารู้สึกสงบ อีกด้านหนึ่งของชีวิตกลับยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะพ่อของคิน
เสียงแก้วกระทบโต๊ะดังขึ้นภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ของคฤหาสน์หยาง บรรยากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ช่วยลดแรงกดดันในห้องแม้แต่น้อย หยางเจิ้นหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สีเข้ม ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งน่าเกรงขาม ดวงตาคมเฉียบมองลูกชายตรงหน้าอย่างเย็นชา
“ได้ข่าวว่าแกหายหัวไปมหาลัยฝั่งตรงข้ามวิทลัยแกทุกวัน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นช้า ๆ คินยืนอยู่ตรงนั้น มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว
“ก็แค่ไปนั่งพัก”
“นั่งพัก” พ่อของเขาหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขำอยู่ในนั้นเลย
“คนอย่างแกไม่มีเวลาพัก” คำพูดนั้นแทงเข้ามาตรง ๆ คินขบกรามแน่น
“พ่อจะให้ผมทำอะไรอีก”
“ฉันกำลังให้แกเรียนรู้”
หยางเจิ้นหลงลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนเดินเข้ามาใกล้
“ถ้าวันหนึ่งแกต้องรับทุกอย่างต่อจากฉัน แค่ความอ่อนแอเดียวก็ทำให้คนทั้งองค์กรพังได้” สายตาคมเย็นเยียบจ้องเขาตรง ๆ
“อย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ”
คินนิ่งหัวใจเริ่มหนักขึ้นทีละนิดอีกแล้ว มันเป็นแบบนี้เสมอ ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน สำหรับพ่อเขายังไม่เคยพอ ไม่แข็งแกร่งพอ ไม่เด็ดขาดพอไม่สมบูรณ์แบบพอ
“ผมไม่ได้อ่อนแอ” เขาพูดเสียงต่ำ
พ่อมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิ”
แค่นั้นไม่มีคำชมไม่มีความเข้าใจ เหมือนทุกอย่างในชีวิตเขามีแต่การทดสอบไม่สิ้นสุด คินกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องทันที
ปัง!เสียงประตูปิดดังลั่น ลมหายใจเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเดินผ่านทางเดินยาวของบ้าน ความอึดอัดเหมือนกำลังบีบหน้าอก หงุดหงิด โกรธ เหนื่อย ทุกอย่างปะปนกันจนแทบระเบิด
“เชี่ยเอ๊ย!”
เขาซัดหมัดใส่กำแพงเต็มแรง ปึก! ความเจ็บแล่นเข้ามา แต่กลับไม่ช่วยอะไรเลย คินหลับตาแน่น สูดหายใจลึก ก่อนหยิบกุญแจรถแล้วออกจากบ้านทันที เขาขับรถเร็วเกินกว่าปกติ ลมแรงปะทะใบหน้า แต่ความวุ่นวายในหัวไม่ลดลงเลย สุดท้ายรถก็มาจอดหน้ามหาวิทยาลัยเดิม เหมือนร่างกายเขาจำทางนี้ได้เองแล้ว คินดับเครื่องก่อนเอนตัวพิงรถเงียบ ๆ เขาไม่ได้อยากเจอใคร แค่อยากอยู่ในที่ที่ไม่อึดอัด แต่โชคร้ายที่วันนี้อารมณ์เขาแย่เกินกว่าจะปิดไว้หมด
“คิน”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ธีร์เดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำในมือ รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นสีหน้าของเขา
“นายโอเคไหม”
“โอเค”
ธีร์เงียบมองเขาอยู่พักหนึ่ง คินเบือนหน้าหนีทันที เขาไม่อยากให้ธีร์เห็นสภาพนี้ ไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขากำลังควบคุมตัวเองแทบไม่อยู่
“ใครทำให้อารมณ์เสีย” ธีร์ถามเบา ๆ
“ไม่มี”
“โกหกไม่เก่งเลยนะ” คำพูดนั้นทำให้คินขมวดคิ้ว
“นายรู้ได้ไง”
ธีร์ยักไหล่เล็กน้อย ก่อนนั่งลงข้าง ๆ
“ปกตินายจะเงียบ แต่วันนี้นายดูเหมือนพร้อมต่อยคนตลอดเวลา”
คินหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกขำ
“งั้นเหรอ”
ลมเย็นพัดผ่านช่วงบ่ายทั้งคู่เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนธีร์จะยื่นชาเย็นในมือให้
“กินไหม”
คินมองแก้วนั้นนิ่ง ๆ ก่อนรับมา เย็นจากแก้วพลาสติกสัมผัสฝ่ามือที่ยังตึงเครียดของเขาแปลกดี แค่เรื่องเล็กน้อยพวกนี้ กลับทำให้เขาสงบลงทีละนิด ธีร์ไม่ได้ถามเซ้าซี้ไม่ได้บังคับให้เล่า แค่นั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆแต่ความเงียบนั้นกลับสบายกว่าที่ไหนทั้งหมด
“ธีร์” คินเรียกเสียงต่ำ
“หืม?”
เขานิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนถามออกมาเบา ๆ
“ถ้ามีคนคาดหวังในตัวนายตลอดเวลา… นายจะทำยังไง”
ธีร์หันมามองทันทีแววตานิ่งลง
“เหนื่อยไหมล่ะ”
คำถามตรง ๆ ทำให้คินชะงักเขาหัวเราะเบา ๆ อย่างสมเพชตัวเอง
“มาก”
เป็นครั้งแรกที่เขายอมพูดมันออกมา ธีร์มองเขาอยู่เงียบ ๆ ก่อนพูดช้า ๆ
“บางที… คนเราก็ไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้”
“สำหรับนายอาจใช่” คินตอบทันที
“แต่โลกฉันมันไม่เหมือนนาย”
“อืม” ธีร์พยักหน้า
“ผมรู้”
คินหันมามองอย่างแปลกใจ “รู้”
ธีร์ยิ้มบาง ๆ “ถึงผมจะไม่เข้าใจทั้งหมด… แต่ผมรู้ว่านายเหนื่อย”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของคินสั่นแรง อีกแล้วธีร์มักมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยมอง เบื้องหลังความนิ่ง ความเย็นชา ความก้าวร้าว อีกฝ่ายกลับมองเห็นความเหนื่อยคินหลุบตาลงก่อนพูดเบา ๆ
“นายแม่งแปลก”
“ชมใช่ไหม”
“ไม่รู้ดิ”
ธีร์หัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงนิดหนึ่ง คินมองใบหน้าคนข้าง ๆ เงียบ ๆ แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่า ช่วงหลังมานี้ เขาเริ่มรู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่กับธีร์ ปลอดภัยทั้งที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน ส่วนธีร์เองก็มองเขาเงียบ ๆ เช่นกัน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเด็กช่างหัวร้อนที่ใคร ๆ กลัว จริง ๆ แล้วไม่ได้เลวเลย คินแค่โตมาในโลกที่บังคับให้เขาต้องแข็งแกร่งตลอดเวลา จนลืมไปว่าตัวเองก็เหนื่อยเป็น และยิ่งเข้าใจหัวใจของธีร์ก็ยิ่งอ่อนลงอย่างช้า ๆ โดยที่ทั้งคู่ยังไม่มีใครพูดมันออกมาเลยก็ตาม
ค่ำคืนปกคลุมทั่วบริเวณเขตอุตสาหกรรมร้าง ลมเย็นพัดผ่านโครงเหล็กเก่า ๆ ของโรงงานที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังเป็นระยะ สร้างบรรยากาศน่าหวาดระแวงจนแทบไม่มีใครอยากเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ยามค่ำคืนแต่คืนนี้แตกต่างออกไปเพราะภายในโกดังร้างหลังหนึ่ง มีคนถูกจับตัวเอาไว้คนคนนั้นก็คือธีร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ กลางห้อง มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหลัง แม้จะถูกจับตัวมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่เขายังคงพยายามรักษาสติเอาไว้ ใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยช้ำเล็กน้อยจากการขัดขืนตอนถูกจับตัว แต่โดยรวมยังไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเขารู้ดีว่าคนพวกนี้ต้องการอะไร พวกมันไม่ได้ต้องการเขาแต่พวกมันต้องการคิน ชายฉกรรจ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่รอบโกดัง บางคนถืออาวุธ บางคนเดินตรวจตราพื้นที่อย่างระมัดระวัง หัวหน้ากลุ่มนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้าม"แฟนนายคงกำลังตามหาจนหัวหมุนแล้ว"ธีร์มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ "ถ้าฉลาดพอ เขาจะไม่มา"ชายคนนั้นหัวเราะเสียงดัง "งั้นเหรอ... แต่จากข้อมูลที่เราได้มา เขาไม่มีวันทิ้งนายหรอก"คำพูดนั้นทำให้ธีร์เงียบลงเพราะลึก ๆ เขาก็รู้เหมือนกัน คินไม่มีวันปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่เพียงลำพังในเวลาเดียวกั
ถึงจะอยู่ในสถานการณ์คับขันและอันตรายแค่ไหน ธีร์ก็ยังมีสติรีบเปิดระบบติดตามที่คินตั้งไว้ให้ในโทรศัพท์มือ ถึงแม้ตลอดเส้นทางจะมองไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพียงแค่เปิดสัญญาณติดตามคินก็จะตามมาช่วยเข้าได้ทันที ธีร์ยังใช้จังหวะคนร้ายเผลอส่งข้อความเตือน ไม่ให้คินประมาทและยังบอกด้วยว่า ที่เขาถูกจับตัวมาเป็นแผนของคนร้ายที่ต้องการล่อให้คินตามมาช่วยฝ่ายคินเมื่อได้รับสัญญาณและข้อความจากคนรัก คินจึงได้รีบกลับไปที่เพนท์เฮาส์เพื่อวางแผนช่วยธีร์ ทุกอย่างต้องรอบคอบและรัดกุมที่สุดเสียงเครื่องยนต์ของรถเอสยูวีสีดำดังต่อเนื่องขณะคินน์ขับออกจากบริเวณสนามสอบด้วยความเร็วที่ยังอยู่ในขอบเขตกฎหมาย แต่สีหน้าของเขากลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัดหลังจากทราบจากลูกน้องว่าถูกจับธีร์ขึ้นรถตู้สีดำไป เขาก็มั่นใจแทบจะทันทีว่าต้องเป็นคนของแก๊งศัตรูแน่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังพอควบคุมสติได้ คือระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ของธีร์เมื่อหลายเดือนก่อนหลังจากเหตุลอบทำร้ายคินน์ครั้งนั้น ธีร์เป็นคนบ่นว่าคินน์ระแวงเกินเหตุ แต่สุดท้ายก็ยอมติดตั้งแอปพลิเคชันติดตามฉุกเฉินตามคำขอของเขา และตอนนี้แอปนั้นกำลังส่งสัญญาณมาหน้าจอโท
ระหว่างที่คินกำลังขับรถเข้าบริษัทก็มีข้อความจากเพื่อนสนิทอย่างเขตส่งมารัว ๆ จนคินต้องจอดรถข้างทางเพื่อนอ่าน พอเปิดดูก็เป็นข้อมูลเบื้องหลังของบริษัทคู่แข่งของเขานั้นเอง แต่สิ่งที่น่าตกใจคือบริษัทคู่แข่งเป็นบริษัทบังหน้าของแก๊งศัตรูของพ่อเขานั้นเอง คินจึงไม่แปลกใจที่ทำไมเวลาประมูลราคางานทีไรบริษัทนี้จะตั้งราคามาเพื่อตัดราคาบริษัทเขาตลอด พออ่านข้อมูลจบคินก็เริ่มเป็นห่วงคนรักขึ้นมาทันที คินได้นัดกับธีร์ไว้ก่อนออกจากบ้านว่า ธีร์สอบเสร็จเที่ยงพอดีคินจะไปรับคนรักไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน แต่ดูเหมือนต้องส่งคนไปคุ้มกันเพิ่มแล้ว ถึงแม้จะมีลูกน้องคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ แต่ตอนนี้เริ่มจะชะล่าใจไม่ได้แล้ว คินรีบโทรหาเซนมือขวาและพ่วงตำแหน่งเลขาของเขา เพื่อสั่งให้เพิ่มคนคุ้มกันอีกเท่าตัวเสียงกริ่งประกาศหมดเวลาสอบดังขึ้นภายในห้องสอบ ธีร์วางปากกาลงช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงในที่สุดก็สอบเสร็จแล้วตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา เขาทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวสอบอย่างเต็มที่ อ่านหนังสือแทบทุกวัน ทบทวนเนื้อหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำข้อสอบเก่าจนนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยเขาก็มั่น
หลังจากพิธีรับปริญญาผ่านพ้นไป ชีวิตของธีร์ก็เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง อีกห้าเดือนต่อมาก็เข้าสู่ช่วงหาสอบบรรจุตามสถานศึกษาทั่วประเทศที่เปิดสอบ เป้าหมายต่อไปของเขาไม่ใช่การเรียนจบไม่ใช่การรับปริญญา แต่เป็นการสอบบรรจุครู ความฝันที่เขาตั้งใจเอาไว้มาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่คณะครุศาสตร์เช้าวันหนึ่งหลังจากรับปริญญาได้ไม่นาน ธีร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานภายในห้องนอน หนังสือสอบกองสูงวางเรียงอยู่เต็มโต๊ะ ทั้งวิชาความรู้ความสามารถทั่วไป กฎหมายการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา หลักสูตรการสอน และวิชาเฉพาะทาง คินเดินผ่านห้องมาเห็นก็ถึงกับยกคิ้ว"ธีร์จะอ่านทั้งหมดนี่จริง ๆ เหรอ"ธีร์เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ "จริง""เยอะมากนะ""สอบครั้งเดียวก็ต้องเอาให้เต็มที่"คินพยักหน้าอย่างเข้าใจตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธีร์แทบจะใช้ชีวิตอยู่กับหนังสือทุกเช้าเขาตื่นตั้งแต่หกโมง ออกกำลังกายเล็กน้อย รับประทานอาหารเช้า แล้วเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่เจ็ดโมงอ่านจนถึงเที่ยง พักรับประทานอาหารจากนั้นกลับมาอ่านต่อในช่วงบ่าย บางคืนอ่านจนเกือบเที่ยงคืน หลายครั้งที่คินเปิดประตูเข้ามาเห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งจดสรุปด้วยสีหน้าจริงจัง"พักบ้างไหม"
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญาและใช้เวลาทั้งวันกับครอบครัว ถ่ายรูป รับคำแสดงความยินดี และตอบข้อความจากเพื่อน ๆ จนแทบไม่มีเวลาพัก ในที่สุดช่วงค่ำก็มาถึง บ้านของคินและธีร์เงียบสงบกว่าช่วงกลางวันมาก ครอบครัวของทั้งสองคนต่างแยกย้ายกลับไปพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เหลือเพียงคินกับธีร์ที่อยู่ด้วยกันภายในบ้าน บนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่นมีเค้กก้อนเล็ก ๆ วางอยู่ตรงกลาง ข้างกันเป็นอาหารที่ทั้งสองช่วยกันจัดเตรียมอย่างง่าย ๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนงานเลี้ยงใหญ่ แต่กลับอบอุ่นกว่าที่ไหน ธีร์นั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรง ก่อนจะปลดกระดุมคอเสื้อออกเล็กน้อย "ในที่สุดก็จบจริง ๆ สักที" คินหัวเราะเบา ๆ พลางยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้ "คุณบัณฑิตเหนื่อยไหมครับ" "มาก... ยืนถ่ายรูปทั้งวัน ขายืนจะไม่อยู่แล้ว แต่วันนี้คินยิ้มเยอะนะ... และก็มีความสุขมาก" คินยิ้มตามเขานั่งลงข้าง ๆ แล้วมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ธีร์ยังคงสวมชุดสูทที่ใส่ใต้ครุย ใบหน้าหล่อเหลามีร่องรอยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความสุข "มองอะไร" ธีร์ถามเมื่อสังเกตเห็นสายตาของคิน "มองคนเรียนจบ มองบัณฑิตรูปหล่อ" "คินก็เรียนจบแล้ว" "แต่วันน
ห้าเดือนผ่านไปหลังจากวันที่ธีร์ส่งงานชิ้นสุดท้ายและปิดฉากชีวิตนักศึกษาอย่างสมบูรณ์ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ และในที่สุดวันที่สำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งก็มาถึง วันรับปริญญาของธีร์เช้าวันนั้นธีร์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ความจริงเขาแทบไม่ได้นอนเต็มอิ่มนัก เพราะความตื่นเต้นปะปนกับความรู้สึกหลากหลายที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจเมื่อแต่งกายด้วยชุดครุยบัณฑิตเรียบร้อยแล้ว เขายืนมองตัวเองในกระจกอยู่ครู่หนึ่งภาพสะท้อนตรงหน้าคือชายหนุ่มที่ผ่านการเรียนมาสี่ปีเต็ม ผ่านทั้งการสอบ การทำรายงาน การฝึกสอน และอุปสรรคมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ ภาพความทรงจำสมัยจำให้ธีร์ตกอยู่ในภวังค์ความคิดจนเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาถึงจึงได้ตื่นจากภวังความคิดค์นั้น"พร้อมหรือยังธีร์"เสียงคุณย่าดังมาจากด้านนอก น้ำเสียงของย่าบ่งบอกถึงความตื่นเต้นแทนเขาจนธีร์ต้องหัวเราะเบา ๆ"พร้อมแล้วครับย่า"เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบว่าทั้งครอบครัวกำลังรออยู่ด้านล่าง คุณย่าแต่งตัวสวยเป็นพิเศษในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ส่วนคุณพ่อและคุณแม่ก็อยู่ในชุดสุภาพเรียบร้อย ใบหน้าของทั้งสามคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ"หล่อมาก"คุณย่าพูดทัน
เช้าวันแรกของการฝึกสอนที่วิทยาลัยช่าง บอกตามตรงว่าธีร์เตรียมใจมาแล้วระดับหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าจะวุ่นวายขนาดนี้ทันทีที่เดินเข้าประตูวิทยาลัยในชุดนักศึกษาฝึกสอนเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวกับกางเกงสแลคดูสะอาดสะอ้านจนแทบเรืองแสงท่ามกลางกลุ่มเด็กช่างสายตาทั้งวิทยาลัยหันมามองทันที“เหี้ย ใครวะ”“เด็กมหาล
ถึงแม้ว่าความรักจะดูราบรื่นหมดอุปสรรคไปแล้ว แต่เรื่องการเรียนของคินยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคินนั้นไม่ได้จบพร้อมตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก เนื่องจากปัญหาในเรื่องของธุรกิจตระกูลหยาง จึงทำให้คินต้องพักการเรียนไปในช่วงหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรักจากที่คินเคยคิดเล่น ๆ ว่าอยากซ้ำชั้นอีกสักปีเพื่อได
วันหยุดกำลังเวียนมาอีกครั้ง หลังจากที่คินไปรับธีร์กลับคอนโด วันนี้เป็นศุกร์แห่งชาติที่ใครหลาย ๆ คนชอบ เพราะเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ คินพาธีร์มานอนที่คอนโดของตัวเอง ระหว่างที่ทั้งคู่ทานข้าวเย็นกันอยู่ คินมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว เขาอยากพาธีร์ไปพบพ่อสักครั้ง เผื่อความสดใสของธีร์จะทำให้พ่
เวลา 20.00 น. ภายในห้องนอนที่ตกแต่งแบบคุมโทนสีขาวดำเหมาะกับเจ้าของอย่างคิน ที่ตอนนี้กำลังกอดนัวเนียกับคนรักอย่างเร่าร้อน คินปล้ำจูบคนรักจนกดลึกดูดดื่มดื่มลิ้นต่อรัดพันกันในโพรงปากแทบจะละลายด้วยอุณหภูมิรสจูบเร่าร้อน ริมฝีปากเยิ้มฉ่ำแย้มน้อย ๆ เป็นภาพที่กระตุ้นอารมณ์ปรารถนาของคินได้ดี ไหนจะยอดอกสีหว







