LOGIN"คิน"เด็กช่างสุดโหดที่ใครก็กลัว ดันไปตกหลุมรัก “ว่าที่ครูคณิตศาสตร์” ที่ไม่กลัวเขาเลยสักนิด จากแค่เดินผ่าน…กลายเป็นอยากเจอทุกวัน จากคนหัวร้อน…ยอมเย็นลงเพื่อใครคนหนึ่ง แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยอำนาจและความคาดหวัง ความรักครั้งนี้…จะพาเขารอด หรือพังกันแน่?
View Moreแดดเที่ยงวันแผดเผาจนพื้นคอนกรีตร้อนระอุ อากาศอบอ้าวหนักอึ้งเหมือนมีแรงกดทับอยู่ทั่วบริเวณลานร้างหลังตลาดเก่า เสียงเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งหลายสิบคันดังกระหึ่มสะท้อนกำแพงปูนจนเกิดเสียงก้องเป็นระยะ
นักเรียนช่างสองสถาบันยืนประจันหน้ากันเป็นแถว เสื้อช็อปหลากสีสะบัดไหวตามแรงลมร้อน บรรยากาศตึงเครียดจนเหมือนอากาศรอบตัวพร้อมจะลุกเป็นไฟได้ทุกเมื่อ
กลางกลุ่มฝั่งหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนคนนั้นคน คิน หรือ อคิน ราม หยาง ยืนอยู่แถวหน้า ร่างสูงโปร่งในเสื้อช็อปสีเข้มที่ปลดซิปลงครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเสื้อยืดสีดำด้านในที่แนบไปกับแผ่นอกเพราะเหงื่อ เส้นผมสีดำสนิทปรกหน้าผากเล็กน้อยจากความชื้น ใบหน้าคมคายแบบลูกครึ่งไทยจีนยังคงนิ่งสนิท ดวงตาเรียบเฉยแต่เย็นเยียบจนคนที่สบตาต้องหลบ
คิน อายุ 20 ปี ลูกครึ่งไทยจีน เด็กช่างสาขาโยธาปีสุดท้ายที่ใคร ๆ ต่างก็หลีกทางให้ เพราะด้วยอิทธิพลของการที่เขาเป็นลูกชายของมาเฟียใหญ่ที่ฐานะรวยติดอันดับโลก ทั้งด้วยภาพลักษณ์ดุดันและนิสัยหัวร้อนง่าย เย็นชา หน้านิ่งๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังความแข็งกร้าวนั้น เขาแค่พยายามเป็นลูกชายที่ดีพอ สำหรับพ่อที่เป็นมาเฟียที่ทรงอิทธิพลทั้งในไทยและจีน
เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างสบาย ๆ ราวกับไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูนับสิบ แต่คนที่รู้จักเขาดีต่างเข้าใจ ยิ่งนิ่งเท่าไรยิ่งอันตรายเท่านั้น แบงค์ เพื่อนสนิทที่ยืนข้าง ๆ เหลือบมองเขาแล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“แม่งมากันเยอะกว่าที่คิดว่ะ”
คินไม่ตอบแแต่สายตาของเขาจับจ้องไปยังอีกฝั่ง เด็กช่างต่างสถาบันยืนเรียงกันแน่น บางคนถือไม้ บางคนซ่อนเหล็กเส้นไว้ด้านหลัง บางคนส่งยิ้มเยาะเย้ยมาอย่างไม่ปิดบัง ทันใดนั้นหัวหน้าฝั่งนั้นก้าวออกมา
“ไอ้คิน”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยการท้าทาย
“ได้ข่าวว่าเป็นลูกมาเฟียใหญ่ รวยนัก เก่งนัก วันนี้จะได้รู้ว่ามึงเก่งจริง หรือแค่พึ่งบารมีพ่อ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม คำพูดนั้นทำให้เพื่อนของคินหลายคนกำหมัดแน่น แต่เจ้าตัวกลับนิ่งนิ่งจนผิดปกติ เพียงเสี้ยววินาที ดวงตาคมนั้นวูบไหวกับคำว่า “พึ่งบารมีพ่อ” มันเหมือนเข็มที่แทงเข้ากลางอก ตั้งแต่จำความได้เขาได้ยินคำนี้มาตลอด ไม่ว่าเขาจะทำอะไรผู้คนก็เห็นแค่เงาของพ่อ ลูกชายของหยางเจิ้นหลง ทายาทมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่ครอบคลุมทั้งไทยและจีน ไม่มีใครเคยมองว่าเขาเป็น “อคิน” ด้วยตัวเองแม้แต่พ่อของเขาเอง
คินคลายมือออกช้า ๆ ก่อนยกสายตาขึ้น ใบหน้ายังคงเรียบเฉยแต่แววตากลับแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“พูดจบหรือยัง”
เสียงเรียบเย็นนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลง อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย ก่อนแค่นหัวเราะ
“ถ้าไม่จบล่ะ”
คินยกยิ้มมุมปากบาง ๆ รอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย
“งั้นก็มาดิ”
แค่นั้นเหมือนชนวนระเบิดถูกจุด
“เอามัน!”
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกันทั้งสองฝั่งพุ่งเข้าหากันในทันที เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นดังสนั่น ฝุ่นสีเทาฟุ้งขึ้นกลางอากาศ คินเป็นคนแรกที่เข้าปะทะ ชายร่างใหญ่จากอีกฝั่งเหวี่ยงไม้เบสบอลเข้าหาเต็มแรง เขาเบี่ยงตัวหลบในจังหวะสุดท้าย ก่อนพุ่งเข้าประชิด หมัดขวาถูกปล่อยออกไปอย่างรวดเร็ว
ผลั่ก!เสียงกระแทกดังลั่น หมัดของเขากระแทกเข้าที่กรามอีกฝ่ายเต็มแรงจนใบหน้าหันสะบัด ไม่รอให้ตั้งตัวคินตามด้วยศอกซ้ำเข้าที่โหนกแก้ม อีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นทันที
“เชี่ย…”
เสียงอุทานดังจากคนรอบข้างคินไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาหันไปรับมืออีกคนที่พุ่งเข้ามาพร้อมเหล็กเส้น เหล็กฟาดลงตรงไหล่ แรงกระแทกทำให้เขาเซไปครึ่งก้าวความเจ็บแล่นวาบไปทั้งแขน แต่แทนที่จะถอย เขากลับคว้าเหล็กเส้นนั้นไว้ มือกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น จากนั้นกระชากอย่างแรงจนอีกฝ่ายเสียหลัก
แล้วสวนด้วยเข่าที่พุ่งเข้าท้องเต็มแรง อีกฝ่ายทรุดลงทันที เสียงการต่อสู้ดังระงมไปทั่วลาน แบงค์กำลังซัดกับคู่ต่อสู้อย่างดุเดือด เต้ใช้ท่อนเหล็กฟาดใส่อีกฝ่ายจนร้องลั่น หลายคนล้มกลิ้งไปกับพื้น แดดร้อนจัดจนเหงื่อไหลเข้าตาแต่ไม่มีใครหยุดคินหายใจแรงเหงื่อไหลผ่านขมับลงมาตามกรอบหน้า เขาได้กลิ่นเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นและเหงื่อ
ทันใดนั้นมีคนพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
“คิน!”
เสียงเต้ตะโกนเตือนเขาหันกลับทันที ไม้หน้าสามฟาดลงมาคินยกแขนขึ้นรับแรงกระแทกทำให้แขนชาจนแทบไร้ความรู้สึก แต่เขากัดฟันแน่นแล้วใช้หัวโขกสวนหน้าผากกระแทกเข้าจมูกอีกฝ่ายอย่างแรงจนเลือดพุ่ง ชายคนนั้นร้องลั่น ล้มลงไปกุมหน้าคินหอบหายใจ ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะแต่ในหัวกลับมีเพียงเสียงเดียว
“อ่อนแอ”
เสียงของพ่อ หนักแน่น เย็นชา วันที่เขาล้มในสนามฝึกตอนอายุสิบสอง วันที่พ่อมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง
“ถ้าแค่นี้ยังทนไม่ได้ ก็ไม่คู่ควรกับนามสกุลหยาง”
คินกำหมัดแน่นเขาไม่มีวันลืม และไม่มีวันยอมให้ตัวเองอ่อนแออีก ชายอีกสองคนกรูเข้ามาพร้อมกัน เขาพุ่งเข้าใส่โดยไม่ลังเลหมัดซ้ายซัดเข้าหน้าคนแรก จากนั้นหมุนตัวเตะเข้าชายโครงอีกคนจนกระเด็น การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็ว หนักหน่วง และแม่นยำ ราวกับสัตว์นักล่าที่ถูกฝึกมาเพื่อการต่อสู้ อีกฝ่ายเริ่มถอยสายตาหลายคู่ฉายแววหวาดหวั่น เพราะตอนนี้คินไม่ใช่เด็กช่างธรรมดา เขาเหมือนพายุที่พร้อมกวาดทุกอย่างให้พังหัวหน้าฝั่งตรงข้ามสบถก่อนคว้ามีดพับออกมา แสงแดดสะท้อนคมมีดวาบ
“มึงจบแน่ ไอ้ลูกคุณหนู!”
เขาพุ่งเข้ามาปลายมีดแทงตรงเข้าหาลำตัว คินเบี่ยงหลบฉิวเฉียดคมมีดเฉือนแขนซ้ายจนเลือดซึม ความเจ็บแล่นขึ้นทันทีแต่แทนที่จะถอย เขากลับคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ เสียงกระดูกดังชัดเจนมีดหล่นกระทบพื้น อีกฝ่ายร้องลั่นคินใช้เข่ากระแทกเข้าท้อง แล้วจับคอเสื้อกระชากลงก่อนปล่อยหมัดสุดแรงเข้าที่ใบหน้า
ร่างนั้นล้มแน่นิ่งทั้งลานเงียบลงไปชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา คินยืนหอบหายใจเลือดไหลซึมจากแขน เสื้อช็อปเปื้อนฝุ่นและคราบแดง แดดเที่ยงตรงส่องลงมาทำให้เงาของเขาทอดยาวบนพื้น ดุดัน เย็นชา และน่าเกรงขาม แบงค์เดินเข้ามา ยิ้มหอบ ๆ
“แม่ง…สมเป็นมึง”
คินไม่ตอบเขาเพียงมองไปยังคนที่เหลือแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ยังมีใครอยากต่ออีกไหม”
คาบแรกของ ม.4/2 จะได้เรียนกับคุณครูคนใหม่ป้ายแดง เขาหยุดยืนหน้าประตูห้องเรียน สูดลมหายใจลึกอีกครั้งก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องเรียน"สวัสดีครับนักเรียน"นักเรียนทั้งห้องลุกขึ้นพร้อมกัน"สวัสดีครับคุณครู"นักเรียนนทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพเสียงดังเป็นเดียวกัน"สวัสดีครับ เชิญนั่งครับนักเรียน"เขาเดินไปหน้าห้องหยิบชอล์ก เขียนชื่อบนกระดาน "ธีระนนท์ สุวรรณ" ก่อนหันมายิ้ม"เรียกครูว่าครูธีร์ก็ได้นะ"เด็กทั้งห้องหัวเราะ "วันนี้เราจะยังไม่เริ่มเรียนหนัก"หลายคนถอนหายใจโล่งอกธีร์หัวเราะตาม"ครูพึ่งมาเจอพวกเราครั้งแรก เรามาเริ่มจากการรู้จักกันก่อนดีกว่า"เขาให้ทุกคนแนะนำตัวพร้อมบอกความฝันของตนเอง คนหนึ่งอยากเป็นวิศวกร อีกคนอยากเป็นหมอ บางคนอยากเป็นเชฟ บางคนยังไม่รู้ตัวตนของตัวเองว่าอยากเป็นอะไร ธีร์รับฟังทุกคนอย่างตั้งใจเมื่อถึงช่วงของเขาแนะนำตัวเองว่าทำไมถึงมาเป็นครู และทำไมต้องเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์"ครูเองก็เคยไม่ชอบคณิตศาสตร์บางบท"เด็กทั้งห้องทำหน้าตกใจ "จริงเหรอครับ""จริง แต่ครูได้เรียนรู้ว่า... คณิตศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่ต้องท่อง แต่มันคือการฝึกคิด"ทั้งห้องเงียบลงเด็กหลายคนเริ่มตั้งใจฟ
เช้าวันจันทร์ต้นเดือนพฤษภาคม แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมภายในเพนท์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ความเงียบที่เคยปกคลุมในวันหยุดถูกแทนที่ด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นตรงเวลาธีร์ลืมตาช้า ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดเสียงนาฬิกา เขานอนมองเพดานอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติวันนี้.เป็นวันแรกของการทำงาน วันแรกในฐานะ "ครูธีระนนท์ สุวรรณ" ไม่ใช่นักศึกษาฝึกสอน ไม่ใช่นิสิตปีสี่อีกต่อไป แต่เป็นครูเต็มตัวริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง สูดลมหายใจลึก "ในที่สุด...เราก็จะได้สอนนักเรียนจริง ๆ จัง ๆ แล้ว" เขาพึมพำกับตัวเองเสียงประตูห้องนอนเปิดออกเบา ๆ "ตื่นแล้วเหรอ"คินเดินเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟในมือ เขาเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ เสื้อยืดสีดำแนบกับลำตัวที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผมยังเปียกชื้นเล็กน้อย"เมื่อคืนหลับไหม"ธีร์พยักหน้า "หลับ...แต่ตื่นหลายรอบ เห็นนะว่าคินเองก็แอบตื่นเหมือนกัน"คินหัวเราะเบา ๆ "ตื่นเต้นเหรอครับ""ตื่นเต้นมาก"คินเดินเข้ามายืนตรงหน้า ก่อนจะวางมือบนศีรษะอีกฝ่าย "ธีร์เรียนมาสี่ปี ฝึกสอนก็ผ่านแล้ว เด็ก ๆ ต้องชอบคุณครูธีร์แน่นอน""หวังว่าจะเป็นแบบนั้น
หลังจากเรื่องร้าย ๆ ผ่านไปได้เกือบสามอาทิตย์แล้ว อีกสองวันที่จะถึงจะเป็นวันประกาศผลสอบบรรจุครูกำลังจะประกาศ คุณย่ากับคุณแม่ของธีร์จึงได้พาธีร์และคินไปทำบุญเก้าวัดเพื่อล้างสิ่งไม่ดีออกไปจากชีวิต พร้อมกับขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ธีร์สอบติดอีกด้วยเช้าวันประกาศผลสอบบรรจุครูมาถึงเร็วกว่าที่ธีร์คิด แม้จะพยายามทำใจมาตลอดหลายสัปดาห์ว่า "ทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับ" แต่เมื่อถึงวันจริงหัวใจของเขากลับเต้นแรงตั้งแต่ลืมตาตื่นนาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าธีร์นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่แทบไม่ได้แตะอาหารเช้าที่คินเตรียมไว้ให้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า"ยังไม่ถึงเวลาประกาศอีกเหรอ" คินที่นั่งฝั่งตรงข้ามยิ้มบาง ๆ"อีกยี่สิบนาที" ธีร์ถอนหายใจ "ทำไมเวลามันเดินช้าจัง"คินหัวเราะ "ตอนสอบผ่านไปเร็ว พอรอผลกลับช้า""ใช่เลย"ธีร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วยแม้จะผ่านเหตุการณ์ถูกลักพาตัวมาได้อย่างปลอดภัย และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่การรอผลสอบครั้งนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย เพราะนี่คือความฝันที่เขาเฝ้ารอมาหลายปีห้าเดือนเต็มที่อ่านหนังสืออย่างหนักคืนแล้วคืนเล่าที่นั่งทบทวนบทเรียนท
ค่ำคืนปกคลุมทั่วบริเวณเขตอุตสาหกรรมร้าง ลมเย็นพัดผ่านโครงเหล็กเก่า ๆ ของโรงงานที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังเป็นระยะ สร้างบรรยากาศน่าหวาดระแวงจนแทบไม่มีใครอยากเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ยามค่ำคืนแต่คืนนี้แตกต่างออกไปเพราะภายในโกดังร้างหลังหนึ่ง มีคนถูกจับตัวเอาไว้คนคนนั้นก็คือธีร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ กลางห้อง มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้านหลัง แม้จะถูกจับตัวมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่เขายังคงพยายามรักษาสติเอาไว้ ใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยช้ำเล็กน้อยจากการขัดขืนตอนถูกจับตัว แต่โดยรวมยังไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเขารู้ดีว่าคนพวกนี้ต้องการอะไร พวกมันไม่ได้ต้องการเขาแต่พวกมันต้องการคิน ชายฉกรรจ์หลายคนยืนเฝ้าอยู่รอบโกดัง บางคนถืออาวุธ บางคนเดินตรวจตราพื้นที่อย่างระมัดระวัง หัวหน้ากลุ่มนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้าม"แฟนนายคงกำลังตามหาจนหัวหมุนแล้ว"ธีร์มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ "ถ้าฉลาดพอ เขาจะไม่มา"ชายคนนั้นหัวเราะเสียงดัง "งั้นเหรอ... แต่จากข้อมูลที่เราได้มา เขาไม่มีวันทิ้งนายหรอก"คำพูดนั้นทำให้ธีร์เงียบลงเพราะลึก ๆ เขาก็รู้เหมือนกัน คินไม่มีวันปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่เพียงลำพังในเวลาเดียวกั
ถึงแม้ว่าความรักจะดูราบรื่นหมดอุปสรรคไปแล้ว แต่เรื่องการเรียนของคินยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคินนั้นไม่ได้จบพร้อมตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก เนื่องจากปัญหาในเรื่องของธุรกิจตระกูลหยาง จึงทำให้คินต้องพักการเรียนไปในช่วงหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรักจากที่คินเคยคิดเล่น ๆ ว่าอยากซ้ำชั้นอีกสักปีเพื่อได
วันหยุดกำลังเวียนมาอีกครั้ง หลังจากที่คินไปรับธีร์กลับคอนโด วันนี้เป็นศุกร์แห่งชาติที่ใครหลาย ๆ คนชอบ เพราะเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ คินพาธีร์มานอนที่คอนโดของตัวเอง ระหว่างที่ทั้งคู่ทานข้าวเย็นกันอยู่ คินมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว เขาอยากพาธีร์ไปพบพ่อสักครั้ง เผื่อความสดใสของธีร์จะทำให้พ่
เช้าวันต่อมาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารยังคงอบอุ่นไม่เปลี่ยน เมนูมื้อเช้าก็ง่าย ๆ คือโจ๊กที่สามารถเลือกให้เครื่องได้เองตามใจชอบ แน่นอนว่าคนที่ชอบทานโจ๊กอย่างธีร์ในชามอัดแน่นไปด้วย กุ้งลวก เนื้อปลาลวก หมูสับ กระเทียมเจียว ขิงซอย ต้นหอมซอย และไข่ลวกสองฟอง ส่วนในชามของคินก็ไม่ต่างกันเพราะธีร์เป็นคนจัดการให้คน
สองวันต่อมาทั้งคู่หยุดเรียนธีร์จึงได้พาคินไปพบกับที่บ้าน เนื่องด้วยคุณแม่ของธีร์อยากเจอว่าที่ลูกเขย พอไปถึงสิ่งแรกที่เห็นคือคุณย่าของธีร์ที่ยืนยิ้มต้อนรับอยู่หน้าคินไม่เคยรู้สึกประหม่าเวลาเผชิญหน้ากับใคร ไม่ว่าจะเป็นคู่อริเด็กช่างต่างสถาบัน หรือแม้แต่นักธุรกิจระดับประเทศที่เข้าพบพ่อเขาก็ยังนิ่งได้เ