LOGIN
บทนำ
หนังสือเล่มหนึ่งเคยเขียนไว้ว่า เวลาที่เราทำอะไรแย่ ๆ ใส่คนอื่น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตอกตะปูใส่ท่อนไม้ ต่อให้เราถอนตะปูออกแล้วแต่ไม้มันก็ยังเป็นรูอยู่ ต่อให้ขอโทษออกมาอย่างจริงใจแค่ไหนแต่มันก็สร้างแผลในใจให้คนฟังไปแล้ว...
.
.
"พี่ต่อ วันนี้อย่าลืมไปรับลูกด้วยนะคะ" เสียงหวานเอ่ยผ่านโทรศัพท์มือถือราคาแพงด้วยความร้อนรน
"รู้แล้วน่า จะย้ำอะไรนักหนา" แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากปลายสายมันไม่ได้ช่วยให้เธอเบาใจลงเลยแม้สักนิด
"ลินแค่มาเตือนพี่ค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะย้ำจนทำให้พี่รำคาญ" เธอรีบพูดอธิบายให้อีกคนฟังเพราะกลัวหากพูดคำไหนไปจนเขาไม่พอใจสิ่งที่ฝากฝังไว้มันจะไม่สำเร็จ "ขอโทษด้วยนะคะ แต่ว่าวันนี้ลินติดงานจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รบกวนพี่"
"นี่เธอยังไม่จบอีกเหรอ จะพูดอะไรนักหนาฉันบอกแล้วไงว่าฉันรู้แล้ว บอกว่าไม่ลืมก็คือไม่ลืม อย่ามาทำให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้เลยมาลิน" เสียงทุ้มติดหงุดหงิดดังมาจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี หญิงสาวก็ทำอะไรไม่ถูกและเริ่มมีน้ำใสไหลคลอที่สองตาอย่างไม่ได้ตั้งตัว
"อึก! ลินขอโทษนะคะ งั้นลินไม่รบกวนพี่ต่อแล้วค่ะ" พูดไปเช่นนั้นไม่ทันได้ให้อีกคนอนุญาตอะไรก็ชิงเป็นฝ่ายวางสายไปเสียก่อนเพราะถ้าหากยังทำเขาอารมณ์เสียอีกตอนที่กลับบ้านไปเธอจะโดนอะไรบ้างก็คงไม่รู้ แต่อีกความคิดเธอก็ยังคงวางใจไม่ได้เลยที่ต้องฝากฝังเรื่องสำคัญขนาดนี้ให้สามีตัวเองได้ทำ
"ลิน มึงเป็นอะไรเนี่ย ร้องไห้ทำไมเกิดอะไรขึ้น" ในตอนที่หญิงสาวยังจมอยู่กับความคิดไม่ทันได้เช็ดน้ำตาที่ไหลมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้ตรงข้างแก้ม เธอสะดุ้งตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนร่วมงานควบตำแหน่งเพื่อนสนิทของตัวเองดังมาจากหน้าประตู
"มะ ไม่มีอะไร" มาลินรีบปฏิเสธและรีบยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาตัวเองลวก ๆ
"มึงก็รู้ว่าโกหกไม่เนียน มึงมีอะไรทำไมไม่บอกกูล่ะลิน กูเป็นห่วงมึงนะ" ชะเอมเพื่อนสนิทของมาลินเดินเข้ามาหาและรีบใช้สายตาสำรวจคนตรงหน้าอย่างร้อนรน เธอรู้สึกว่าเพื่อนตัวเองต้องมีเรื่องลำบากใจอยู่แน่นอนแต่ด้วยความที่เป็นคนชอบเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเองเพราะไม่อยากให้คนรอบข้างกังวลไปกับเธอด้วย แน่นอนว่าต่อให้ลำบากแค่ไหนเธอก็จะไม่เอ่ยปากบอกกับใคร
"ไม่มีอะไรจริง ๆ มึงกูก็แค่คิดถึงลูกน่ะ แล้วก็เป็นห่วงด้วยวันนี้กลัวว่าพี่ต่อจะไปรับลูกช้า" ถือว่าเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นมากอยู่พอสมควร เพราะชีวิตของมาลินผูกติดอยู่กับลูกสาวมาตลอด ตั้งแต่แต่งงานและตั้งท้องและหลังจากนั้นสองปีที่ไม้ต่อสามีของเธอต้องไปอยู่ต่างประเทศถึงสามปี โลกทั้งใบของมาลินก็มีเพียงแค่น้องอันปันมาโดยตลอด
"ถ้าไม่วางใจเดี๋ยวกูเรียกแกร็บให้ไปรับให้ไหมล่ะ" ชะเอมเสนอ
"มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ ที่โรงเรียนนี้เขาไม่ให้คนที่ไม่ใช่ผู้ปกครองไปรับหรอก ไม่อย่างนั้นก็ต้องมีบัตรที่โรงเรียนทำเอาไว้ให้"
"นั่นสินะ เอายังไงดีล่ะ"
"กูย้ำกับพี่ต่อแล้วแหละ เดี๋ยวเขาก็ไปรับลูกกลับบ้าน เราไปทำงานกันต่อเถอะ" สุดท้ายมาลินก็เลือกที่จะเลี่ยงเรื่องกังวลใจนี้เพราะไม่อยากให้ชะเอมเครียดไปด้วย ถึงจะไม่ค่อยมั่นใจว่าสามีของเธอจะทำหน้าที่พ่อที่ดีแล้วไปรับลูกได้อย่างที่ปากพูดหรือเปล่าแต่เธอก็ยังมีความหวังเล็ก ๆ อยู่บ้าง ยังไงก็เป็นพ่อลูกกันคงไม่มีใครใจจืดใจดำขนาดนั้นหรอก
มาลินทำงานที่ตัวเองค้างคาเอาไว้ไม่สามารถปลีกตัวออกไปไหนได้แม้แต่จะกินข้าว กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนดึกดื่นเธอก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือตัวเองก็เห็นว่าเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว งานที่อยู่ตรงหน้าก็ดูจะไม่มีอะไรมากก็ถึงเวลาที่เธอจะได้กลับบ้านได้เสียที
"ชะเอมกูกลับบ้านก่อนนะ" เธอหันมาพูดกับเพื่อนที่นั่งหัวหมุนอยู่ข้าง ๆ
"อื้อ กลับดี ๆ นะเดี๋ยวกูขอทำตรงนี้ต่ออีกนิดก็จะกลับแล้วเหมือนกัน" เธอตอบกลับทั้งที่สายตายังไม่ละออกจากงานตรงหน้า
"อื้ม อย่าหักโหมแล้วกันยังไงมันต้องทันวันงานแน่ ๆ " หญิงสาวแตะเบา ๆ ที่ไหลของเพื่อนก่อนจะเดินหันหลังแล้วมุ่งไปยังบ้านตัวเองทันที
แต่แล้วเมื่อมาถึงบ้านสิ่งที่ผิดสังเกตนั้นทำให้ใจเธอแป้วเมื่อเห็นว่าไฟที่บ้านยังไม่ถูกเปิดใช้เลยสักดวง อีกทั้งโรงจอดรถก็ไร้เงาของสิ่งที่มันควรอยู่ หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวแรงยกเจ้ามือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วรีบต่อสายไปยังชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ ไม่นานปลายสายก็กดรับเธอจึงรีบเตรียมกรอกคำถามที่อยู่ในหัวตอนนี้ไปให้อีกคน หากแต่เขาก็ไม่คิดจะรับฟังและชิงพูดตัดบทของเธอเสียก่อน
"อย่าโทรมากวนได้ไหม ฉันติดธุระอยู่"
เพียงแค่นั้นก็วางสายไป แต่มีหรือที่มาลินจะยอมจบเธอจำต้องรับรู้เรื่องที่เธอต้องการเสียก่อนจึงเลือกกดโทรไปอีกครั้ง
-ขออภัยค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้-
เขาปิดเครื่องยิ่งทำให้มาลินร้อนรน เธอไม่คิดอะไรได้นานก็กลับไปที่รถของตัวเองแล้วมุ่งไปยังโรงเรียนของลูกทันที เธอหวังในใจลึก ๆ ว่าเรื่องที่เธอคิดมันจะไม่เกิดขึ้น เรื่องที่เธอกังวลมันจะไม่เป็นความจริง
ไมล์รถขึ้นกว่าร้อยสี่สิบก็ดูจะน้อยไปไม่ทันสำหรับหัวใจคนเป็นแม่ที่เป็นห่วงแค่เพียงลูก เธอไม่สนกระทั่งความปลอดภัยของตัวเองแม้ถนนจะไม่ได้โล่งมากขนาดนั้นพร้อมกับน้ำตาใสเริ่มเข้ามาบดบังทรรศนาการมองเห็นแต่ก็เลือกยกมือขึ้นมาปาดมันทิ้งไปอย่างลวก ๆ เธอเพียงแค่อยากไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด กระทั่งมาจนถึงสถานที่ที่ว่า
"อันปันอยู่ไหนลูก น้องอันคะ" เสียงหวานปนสะอื้น ใบหน้าหวานหันซ้ายขวามองไปทางไหนก็ไม่พบแม้แต่เงาของเจ้าของชื่อหัวใจของเธอก็ยิ่งบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก กระทั่ง...
"แม่ลินคะ น้องอันอยู่นี่..." หญิงสาวหันหน้าไปตามทิศทางของเสียงก่อนจะเห็นว่าลูกสาวของตัวเองกำลังนั่งกินขนมอยู่ที่ข้างป้อมยาม
"น้องอันปัน อึก! น้องอันของแม่ แม่ขอโทษนะคะแม่มารับช้า" เสียงสะอื้นดังต่อเนื่องด้วยความใจเสีย ถือว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้าย ถึงแม้ว่าผู้ชายใจร้ายคนนั้นจะไม่ได้มารับลูกสาวของเธอตามที่พูดแต่ก็ยังดีที่เด็กคนนี้ยังไม่ได้หายไปไหน
"น้องอันรออยู่ที่นี่นานแล้วครับ คุณครูของน้องอันบอกว่าติดต่อผู้ปกครองไม่ได้แล้วเพิ่งมาขอเข้าห้องน้ำเมื่อครู่เอง" ยามของที่นี่รีบพูดเรื่องนี้ให้คนที่กำลังร้องไห้ได้ฟัง เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่าแต่ดูจากท่าทางแล้วคงจะใจเสียไม่น้อยเหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูก
"ขอบคุณมากนะคะที่ดูแลน้องอันไว้ให้ ฝากขอบคุณคุณครูด้วยนะคะ" รปภ. ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้นและปล่อยให้สองแม่ลูกกอดปลอบกันต่อไป
"แม่ลินไม่ร้องนะคะ น้องอันอยู่นี่แล้ว น้องอันโอ๋ ๆ แม่ลินน้าา" เด็กน้อยพูดพร้อมลูบหลังคนเป็นแม่ไปด้วย ไม่ทันได้ให้มาลินไม่ตอบอะไรเด็กน้อยก็ชิงพูดเรื่องที่เจ้าตัวสงสัยขึ้นมาเสียก่อน
"พ่อต่อไปไหนเหรอคะ น้องอันรอพ่อต่อมารับนานมาก" คนฟังถึงกับใจสลาย ไม่รู้ว่าควรต้องบอกเด็กน้อยตัวกลมคนนี้ยังไงดี แต่ทางเลือกก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้นสุดท้ายโกหกสีขาวคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
"พ่อต่อติดงานค่ะลูก ยังฝากแม่มาขอโทษน้องอันด้วยเลยแถมยังบอกอีกนะว่าวันหลังจะพาไปเลี้ยงไอติมไถ่โทษ"
"จริงเหรอคะ เย้! น้องอันรักพ่อต่อกับแม่ลินที่สุด"
บนเวทีไม่เล็กไม่ใหญ่ของโรงเรียนเอกชนระดับสากลกำลังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่โยกซ้ายย้ายขวาส่งยิ้มด้วยความสนุกสนานเมื่อทำการแสดงให้กับบรรดาผู้ปกครองที่มาให้กำลังใจอยู่ด้านล่าง"เก่งมาเลยน้องอันปันลูกแม่" หญิงสาวยิ้มแก้มปริพร้อมตะโกนให้กำลังใจลูกสาวที่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวทีเหมือนกับแม่ ๆ คนอื่น ๆ ซึ่งเจ้าตัวเล็กที่ได้ยินเช่นนั้นก็ดูจะชอบใจไม่น้อยเลยที่เห็นว่าแม่อยู่ใกล้ขนาดนี้แต่แล้วเด็กน้อยกลับไม่ได้สนใจเพียงแค่เธอแค่คนเดียวเมื่อสายตากลมมองไปรอบ ๆ ไกลจนสุดสายตาราวกับว่ากำลังมองหาบางคนอยู่ มาลินเห็นแบบนั้นก็สลดใจอย่างมากมันเป็นแบบนี้ทุกครั้งตั้งแต่ที่ลูกสาวเข้าเรียนแล้ว แน่นอนเธอรู้อันปันกำลังมองหาใคร"สวัสดีครับคุณมาลิน วันนี้มาดูน้องอันปันคนเดียวเหรอครับ" คุณครูประจำชั้นคนเดิมเข้ามาทักทายเธออย่างทุกครั้ง หญิงสาวที่กำลังถ่ายวิดีโออยู่ก็ถึงกับแพลนกล้องไปยังคนที่เรียกชื่อเธอเมื่อครู่เพราะว่าตกใจที่มีคนมาเรียกเธอจากทางด้านหลัง"สวัสดีค่ะคุณครูพัฒน์ ใช่ค่ะวันนี้คุณพ่อของน้องอันปันติดงานค่ะ" เป็นคำตอบที่คุณครูพัฒน์ไม่ได้แปลกใจเท่าไรเพราะว่าทุกครั้งก็ตอบแบบนี้ เขาไม่ได้ถามสิ่งไหนกับเธอต่อเพี
"มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ" ทันทีที่ประตูปิดลงหญิงสาวก็เอ่ยถามคนในห้องที่ทำท่ากำลังจะนอนแล้วทันที"เสื้อตัวที่ฉันใส่เมื่อวานอยู่ที่ไหน" เมื่อกลับมาแล้วเขาหาอยู่นานเพราะว่ามันมีของบางอย่างที่อยู่ด้านในหากแต่วันนี้เมื่อเขานึกขึ้นได้กลับมาหาก็ไม่เจอมันเสียแล้ว"ตัวไหนคะ เมื่อวานลินไม่ได้เจอพี่เลย" นั่นก็เพราะว่าเธอตื่นขึ้นมาเธอเตรียมตัวทำกับข้าวและเตรียมตัวเรื่องลูกจนเรียบร้อยระหว่างที่รอเด็กน้อยกินข้าวเช้าเธอก็ขึ้นไปอาบน้ำเพื่อจะได้เตรียมไปทำงานเช่นกัน ทว่าเมื่อขึ้นมาก็ไม่เห็นสามีที่เคยนอนอยู่ข้าง ๆ นี้แล้ว แถมกลับบ้านมาก็ไม่ได้สนใจว่าไม้ต่อจะกลับมาตอนไหนเพราะปกติเขาไม่ได้กลับบ้านเร็วปานนั้นอยู่แล้ว ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้มาตลอดบางวันก็ไม่เคยได้เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ"ทำไมเธอจะไม่รู้เรื่องเธอเก็บเอาไปซักไม่ใช่เหรอ" หญิงสาวถอนหายใจยาวยืดไม่เข้าใจเลยในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเธออาจเอาเสื้อผ้าของเขาไปซักแล้วทำไมเจ้าตัวถึงไม่เดินไปดูที่ราวตากผ้าตั้งแต่ทีแรก จะมัวมาถามหาที่เธอให้ทะเลาะกันเปล่า ๆ ไปทำไม"ฉันไม่รู้ว่าพี่กำลังหาของอะไรอยู่แต่ว่าในตะกร้าเมื่อวานที่ลินเอาไปซักไม่มีของอะไรอยู่เลย
หญิงสาวนั่งคิดปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีจดหมายบางอย่างส่งมาที่บ้าน และมันเป็นสิ่งที่เธอเลี่ยงมาตลอดนั่นก็คืองานโรงเรียนของลูกที่ต้องให้มีผู้ปกครองเข้าร่วมด้วย ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมานั้นหลายครอบครัวก็มักจะมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาครบทั้งพ่อแม่ลูก แต่มันไม่ใช่สำหรับครอบครัวของเธอ"คุณแม่คะ วันงานโรงเรียนน้องอันได้ขึ้นแสดงด้วยนะคะ คุณแม่กับพ่อต่อจะไปดูน้องอันหรือเปล่า" เสียงของเด็กน้อยตัวเล็กเอ่ยถามเล่นเอาคนเป็นแม่ลำบากใจ เพราะลำพังตัวเธอย่อมต้องไปแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแค่คนเป็นพ่อนั้นก็ไม่แน่ว่าจะไปหรือเปล่าเพราะทุก ๆ ครั้งจะจบด้วยการผิดนัดกับลูกมาเสมอและคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกันเท่าไร"เดี๋ยวแม่ให้พ่อจัดการงานให้นะลูก แต่ว่าน้องอันปันจะต้องไม่เซ้าซี้คุณพ่อนะคะ เพราะว่างานก็สำคัญนะลูก""ค่ะ น้องอันทราบแล้ว" เด็กน้อยรับปากเป็นอย่างมั่นเหมาะ ทว่าคนฟังไม่รู้ว่าจะวางใจได้มากน้อยแค่ไหน"งั้นเราเตรียมตัวอาบน้ำแล้วเข้านอนกันดีกว่านะคะ" มาลินพาลูกสาววัยหกขวบของตัวเองไปยังห้องนอนที่เจ้าตัวใช้นอนด้วยกันมาตลอด ทั้ง ๆ ที่ลินเองก็มีห้องนอนร่วมกับสามีแต่เธอไม่เคยคิดจะเข้าไปนอนที่นั่น
วันหยุดที่ดูเหมือนจะไม่ได้หยุดของหญิงสาวที่แต่งงานมีครอบครัวครึ่งหนึ่งก็เหมือนกับแม่บ้านไปแล้ว งานที่มีในแต่ละวันล้นมือจนแทบรับไม่ไหวหากแต่เธอก็จำเป็นจะต้องทำมันเองทั้งหมดไม่ว่าจะงานนอกงานในเพราะถ้าเธอไม่ทำก็คงไม่มีใครทำแล้ว"แม่ลินคะ น้องอันขอดูการ์ตูนได้ไหมคะ" เด็กน้อยตัวเล็กที่วันเพียง 5 ขวบปีเดินมาขออนุญาตคนเป็นแม่ที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ กวาดบ้านอยู่อย่างขยันขันแข็ง"ตื่นแล้วเหรอคะน้องอัน ดูได้ค่ะแต่น้องอันต้องกินข้าวก่อนนะ" เธอว่าเช่นนั้นก็วางอุปกรณ์ทำความสะอาดทุกอย่างในมือไว้แล้วเดินนำเจ้าตัวเล็กมายังห้องอาหาร"แม่ลินคะ พ่อต่อล่ะคะ" นับเป็นคำถามที่เกิดขึ้นแทบทุกวันที่ทั้งสองมีโอกาสได้หยุดอยู่บ้าน ทว่าก็เป็นคำถามที่เธอไม่รู้ว่าจะสรรหาคำเลี่ยงจากไหนมาตอบแล้วเหมือนกัน เพราะว่าทุกวันนี้ถึงจะมีสามีอยู่ด้วยแต่ก็เหมือนกับอยู่กันเพียงลำพังสองแม่ลูกเสียมากกว่า"ติดงานสำคัญค่ะลูก รีบกินข้าวนะจะได้ไปดูการ์ตูน" สุดท้ายก็เลือกคำตอบเดิม ๆ ที่ไม่รู้ว่าพูดออกไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก่อนหมุนตัวกลับไปทำงานบ้านที่เพิ่งละมาเมื่อครู่ต่อพร้อมกับเสียงถอนหายใจที่ยาวยืด มือเรียวยกขึ้นมาปาดเหงื่อที่ซึมกาย
เด็กน้อยกระโดดกอดคอแม่ด้วยความดีใจและทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของลุง รปภ. และคุณครูเวรที่เดินกลับเข้ามาพอดิบพอดี"สวัสดีครับคุณแม่น้องอัน" ชายหนุ่มเอ่ยทักทายร่างเล็กบางที่ใบหน้ายังเลอะไปด้วยคราบน้ำตา เขาเห็นภาพนี้บ่อยมากจากคนทั้งสอง"สวัสดีค่ะคุณครู ขอบคุณมากนะคะที่รบกวนให้อยู่ดูแลน้องอันปันให้จนถึงค่ำขนาดนี้แล้ว ฉันต้องขอโทษด้วยมาก ๆ จริง ๆ นะคะ" หญิงสาวพูดด้วยความร้อนรนและแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ไม่รู้ว่าถ้าเป็นโรงเรียนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่แน่ว่าป่านนี้ลูกของเธออาจหายไปแล้วก็ได้"ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมอยู่เวรที่นี่ทั้งคืนกับลุงยามอยู่แล้วเรื่องแค่นี้ไม่รบกวนเลยครับ" คุณครูหนุ่มพูดแบบนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกผิด เพราะว่าหากเธอดูแลลูกให้ดีกว่านี้ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น "ผมโทรไปที่คุณพ่อของน้องแล้วนะครับ แต่ว่าติดต่อไม่ได้เลยน้องอันปันก็บอกว่าคุณพ่อจะเป็นคนมารับเพราะว่าคุณแม่ติดงานด่วนครับ ผมก็เลยไม่ได้โทรไปที่คุณแม่""ฉันต้องขอโทษคุณครูอีกครั้งนะคะ สามีของฉันก็น่าจะมีงานด่วนเข้ามาจนอาจจะเอ่อ..." ตอนที่เธอเกือบจะหลุดปากบอกคนตรงข้ามไปว่าสามีเธออาจจะลืมแต่ก็หันมาเห็นลูกของตัวเองจึงไ
บทนำหนังสือเล่มหนึ่งเคยเขียนไว้ว่า เวลาที่เราทำอะไรแย่ ๆ ใส่คนอื่น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตอกตะปูใส่ท่อนไม้ ต่อให้เราถอนตะปูออกแล้วแต่ไม้มันก็ยังเป็นรูอยู่ ต่อให้ขอโทษออกมาอย่างจริงใจแค่ไหนแต่มันก็สร้างแผลในใจให้คนฟังไปแล้ว....."พี่ต่อ วันนี้อย่าลืมไปรับลูกด้วยนะคะ" เสียงหวานเอ่ยผ่านโทรศัพท์มือถือราคาแพงด้วยความร้อนรน"รู้แล้วน่า จะย้ำอะไรนักหนา" แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากปลายสายมันไม่ได้ช่วยให้เธอเบาใจลงเลยแม้สักนิด"ลินแค่มาเตือนพี่ค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะย้ำจนทำให้พี่รำคาญ" เธอรีบพูดอธิบายให้อีกคนฟังเพราะกลัวหากพูดคำไหนไปจนเขาไม่พอใจสิ่งที่ฝากฝังไว้มันจะไม่สำเร็จ "ขอโทษด้วยนะคะ แต่ว่าวันนี้ลินติดงานจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รบกวนพี่""นี่เธอยังไม่จบอีกเหรอ จะพูดอะไรนักหนาฉันบอกแล้วไงว่าฉันรู้แล้ว บอกว่าไม่ลืมก็คือไม่ลืม อย่ามาทำให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้เลยมาลิน" เสียงทุ้มติดหงุดหงิดดังมาจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี หญิงสาวก็ทำอะไรไม่ถูกและเริ่มมีน้ำใสไหลคลอที่สองตาอย่างไม่ได้ตั้งตัว"อึก! ลินขอโทษนะคะ งั้นลินไม่รบกวนพี่ต่อแล้วค่ะ" พูดไปเช่นนั้นไม่ทันได้ให้อีกคนอนุญาตอะไรก็ชิงเป็นฝ่ายว







