Masukเขาจึงค่อย ๆ ขยับร่างกายเบา ๆ โดยที่มือแกร่งจับที่สะโพกน้อย ๆ ผลักดันให้เธอหลอมรวมในตัวเขามากขึ้นกว่าเดิมเพื่อช่วยให้เธอสามารถโยกตัวเข้าหาเขาได้อย่างสะดวกสบาย และเพิ่มระดับความเร็ว แรงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามความปรารถนาของเขา ในขณะที่หญิงสาวได้แต่ส่งเสียงครวญครางออกมาตามความรู้สึกที่ได้รับอย่างลืมอาย โดยที่ไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ได้“อะอ๊ะอ๊ะอะ!” ความสยิวแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของทั้งสอง จนกระทั่งเธอเผลอสะดุ้งยกมือขึ้นป่ายปัดเกาะกุม ขยุ้มเรียวแขนแข็งแรงของคนเบื้องหน้า พร้อมกับลมหายใจติดขัด เหนื่อยหอบ ที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อยๆ ตามจังหวะของคนเบื้องบนที่ค่อย ๆ ผ่อนแรงลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจวนเจียนจะถึงฝั่ง เมื่อแรงประสานของทั้งคู่ ส่งผลให้ร่างกายของเขาและเธอสั่นเกร็งสะท้านครั้งแล้วครั้งเล่าความเสียวซ่านที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถที่จะยืดเยื้อจุดสิ้นสุดต่อไปได้อีก จากนั้นทะเลหมอกสีขาวโพนจึงค่อย ๆ เข้าปกคลุมอยู่เต็มท่วมท้นบนเส้นทางรักของคนทั้งสองหยั่งลึกจนเอ่อทะลักออกมาด้านนอกเมื่อทั้งเขาและเธอปลดปล่อยพลังที่รุ่มร้อนของเปลวเพลิงพิษรักแห่งความ
ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของฐานัตถ์จัดแจงวางเรือนร่างบอบบางที่ปราศจากเครื่องนุ่มห่มปิดบังร่างกายลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่ภายใต้แสงแห่งดาวที่พร่างพราวอย่างอ่อนโยน สายตาคมของเขาเป็นประกายลุกโชนดุจแสงไฟสีเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณในพริบตา แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาและเธอก็ยังไม่คุ้นชินจนคลายความกังวล และความกดดันเมื่อเรือนร่างเปลือยเปล่าอยู่เบื้องหน้าซึ่งกันและกัน ความตื่นเต้น และความกดดันจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ส่งผ่านกันอย่างแผ่วเบา และเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังโครมครามอยู่นับครั้งไม่ถ้วนหยาดเหงื่อที่พรั่งพรูออกมาเป็นเม็ดพราวอยู่ทั่วร่างกายของทั้งคู่ทำให้รับรู้ได้ถึงความร้อนระอุ ที่แผ่ซ่านไปทั่วตัว แม้อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศจะเย็นลงแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในร่างกายกลับกำลังแผดเผาจนมอดไหม้“คุณโอเคใช่ไหม แค่คุณพูดว่าไม่ ผมจะหยุดทันที” เสียงทุ้มนุ่มไพเราะเอ่ยปากบอกกับเธอ“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ฉันโอเค คุณทำ...อย่างที่คุณอยากจะทำเถอะนะคะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบาไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ มันจะดีกว่าการบอกไปตรง ๆ ว่าเธอเองก็ปรารถนาในสิ่งที่เขากำลังจะหยิบยื่น
“คุณรู้อะไรไหม ว่าคุณทำให้ผมแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว อยู่ต่อกับผมที่นี่เถอะนะเว” เสียงนุ่มไพเราะของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคาย กำลังกล่าวกับเธอตรงหน้า เวนิตาได้แต่จ้องหน้าเขา และมันยากเย็นนักที่เธอจะปฏิเสธช่วงเวลานี้ได้“ทำไมคะ ทำไมคุณถึงอยากให้ฉันอยู่กับคุณนัก…ทั้ง ๆ ที่ สถานะของเราไม่ได้ชัดเจนเลย คุณทำเหมือนกับว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงที่ยอมนอนกับคุณ...แค่นั้น” เธอพูด พลางน้ำตาคลอเบ้า เขาส่ายหน้าไปมาอย่างปฏิเสธพร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ เรือนร่างบางของคนที่อยู่ตรงหน้า“คุณไม่รู้จริง ๆ เหรอ ว่าผมรู้สึกกับคุณยังไงหืม...มองตาผมสิเว แล้วอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้อีก ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย มองตาผมแล้วบอกผมสิว่าคุณไม่รู้จริง ๆ ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณกันแน่” เสียงทุ้มนุ่มอันแสนไพเราะของเขาเอ่ยก้องอยู่ในโสตประสาทหูของเธอ เวนิตาได้แต่นั่งนิ่งและสับสน เขาจ้องมองดวงตาคู่สวยของเธออย่างชัดเจน หวังเพื่อให้เธอได้เห็นตัวเองอยู่ในแววตาคู่นี้ของเขาบ้างก็เท่านั้น“ในนี้มีแต่คุณอยู่เต็มไปหมด แค่คุณคนเดียวเท่านั้น คุณไม่เห็นบ้างเลยหรือไง ผมหลงใหลคุณเหลือเกิน ผมไม่อยากจะทำอะไรมากไปกว่าจูบคุณอีกแล้ว” ชายห
"ผมชอบคุณนะวีนัส ชอบคุณมากที่สุด ชอบกว่าดวงดาวที่ผมพูดถึงซะอีก" ไม่พูดเปล่า ใบหน้าเรียวหล่อเหลาค่อย ๆ โน้มลงจรดปลายจมูกโด่งสันคมลงบนศีรษะน้อย ๆ ของเธออย่างนุ่มนวล และแผ่วเบาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว และยังคงหลับสนิทก่อนที่ร่างสูงของฐานัตถ์จะลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนพร้อมกับสไลด์โทรศัพท์มือถือกดเบอร์โทรออกไปยังลูกทีมคนสนิท“หมู่ นี่ผมเองนะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายปลายสาย“ครับหัวหน้า” เสียงของหมู่จินกล่าวตอบรับ“คืนนี้ผมอยากให้เวนิตาค้างกับผมที่นี่” เขาบอกถึงความต้องการของตัวเองกับหมู่จิน ลูกน้องคนสนิท ในขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นด้วยจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย“ผมเองก็คิดว่าผู้กองวีนัสควรจะอยู่กับหัวหน้า เพราะว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถ้าจะกลับมาที่เซฟเฮ้าส์ผมกลัวว่าจะเกิดอันตราย ให้ผู้กองอยู่กับหัวหน้าดีแล้วครับ"“ขอบใจมากนะหมู่ที่เข้าใจผม”“ยินดีครับหัวหน้า เรื่องนี้จะมีแค่หัวหน้า ผม จ่าเทพ และหมวดภัทรเท่านั้นที่รู้ครับ”“ขอบใจหมู่” พูดจบมือแกร่งก็กดวางสายไป แล้วเดินกลับมาหาร่างเล็กที่นอนหลับอยู่ เขานั่งลงบนเตียงนอนข้างตัวเธอ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสกับปอยผมเส้นเล็กที่นุ่มสลวยอย่างหลงเสน่ห์ใบหน้าเรียวค่อย ๆ โน
"ฉันชอบดาวพลูโตค่ะ ถึงจะโคจรอยู่ห่างไกลจากโลกของเรา และแม้จะอยู่ไกลกว่าที่สายตาของเราจะมองเห็น แต่ว่า...ฉันก็ยังหวังว่าโลก จะมองเห็น ดาวพลูโตดวงนั้นบ้าง สักครั้งก็ยังดี" เธอตอบ'เหมือนกับฉัน ที่อยากให้คุณ ได้รู้ว่า ฉันต้องการให้คุณเห็นฉันในสายตาบ้างก็เท่านั้นเอง'เธอคิดหลังจากที่ตอบคำถามออกไป แล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตเห็น"ถึงจะอยู่ไกลจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญนะ คุณรู้อะไรไหม ว่าดาวทุกดวงมีคุณค่า และความสำคัญในตัวของมันเอง หากขาดดาวดวงไหนไป จักรวาล และเอกภพ ก็อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราเห็นอยู่ก็ได้นะ" ใบหน้าเรียวหล่อเหลาหันกลับมาพร้อมกับสายตาที่อบอุ่นและเป็นประกาย"ก็จริงของคุณนะคะ จักรวาลจะสวยงามได้ ก็เพราะมีดาวดวงน้อยใหญ่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ รายล้อมกันนับล้าน ๆ ดวงอยู่ท่ามกลางกาแลกซี่ใหญ่ ๆ ไม่ใช่แค่ดาวดวงใดดวงเดียว" เธอตอบอย่างเห็นด้วย แต่ที่เธอพูดถึง คือ 'เธอ เปรียบเขาเป็นเสมือนโลก และเธอที่เป็นเพียงดาวพลูโต ที่โคจรอยู่ห่างไกลจากเขานับปีแสงต่างหาก'สายตาคมคายหันกลับไปมองที่ดวงดาวบนฝ้าเพดานห้องที่เรื
ลำแขนแกร่งค่อยๆ เลื่อนไปที่ด้านหลังของเรือนร่างบางระหง แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ จากนั้นนิ้วเรียวของเขาก็สัมผัสที่สวิตช์ไฟที่อยู่เบื้องหลังของเธอ แล้วกดปิดทำให้ภายในห้องมืดสนิทลงทันที จากนั้นแสงไฟที่อยู่บนฝ้าเพดานเป็นประกายระยิบระยับก็สาดส่องลงมาทั่วทั้งห้องทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองดูเบื้องบนพร้อม ๆ กัน ปรากฎเป็นแสงไฟจากดวงดาวน้อยใหญ่นับร้อยๆ ดวงที่อยู่ด้านบนซึ่งถูกจำลองขึ้น ราวกับหลังคาห้องถูกเปิดออกปรากฎเป็นท้องฟ้าที่สดใส และแสงดาวระยิบระยับนับล้านๆ ดวงกำลังปรากฎอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิทดวงตาเรียวหวานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ใบหน้าของเธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่อยู่ด้านบนอย่างประหลาดใจ ร่างสูงของฐานัตถ์ไม่รีรอจับที่ไหล่มนของเธอวางทาบลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่พร้อมกับร่างกำยำสูงใหญ่ของตัวเองที่เอนกายลงนอนบนที่นอนเคียงคู่กัน"คุณชอบดาวดวงไหน บอกผมบ้างสิ" เสียงนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนความอยากรู้แล้วหันไปมองหน้าร่างของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรือนร่างเล็กของเวนิตามากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจำลองภายในห้องของเขาเสียอีก“ฉันเหรอคะ” เวนิตาถามกลับ ขณะที่ด







