Masuk[เลขา VS ท่านประธาน คู่รักคู่แค้น สนามไล่ล่าคุณภรรยาสุดดุเดือด]ตอนที่โหลวฉางเยว่รักเหวินเหยียนโจวจนเกือบทิ้งชีวิตของตัวเอง ในสายตาของเหวินเหยียนโจว เธอกลับเป็นเพียงของตายที่ไม่มีวันจากเขาไปเท่านั้นเพราะงั้น เธอจึงไม่รักเขาแล้วเหวินเหยียนโจวไม่ชอบที่โหลวฉางเยว่เป็นคนไม่ค่อยพูดและมีเหตุผลมากเกินไป ไม่รู้จักพึ่งพาคนอื่น ต่อมาความปรารถนาของเขาถูกเติมเต็ม เขาได้เห็นความอ่อนโยนและ “ดวงตาที่เต็มเปี่ยมดวงดารา” ในตัวเธอแต่ไม่ใช่กับเขาวันที่เธอแต่งงาน โหลวฉางเยว่นั่งอยู่บนเตียง ขณะที่กำลังมองเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวมองหารองเท้าแต่งงานที่ซ่อนอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในสถานการณ์อันครึกครื้น เหวินเหยียนโจวปรากฎตัวออกมาจากไหนไม่รู้เขาคุกเข่าลงข้างเท้าของเธอ ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอเพื่อสวมรองเท้าด้วยท่าทางต่ำต้อยราวกับสุนัข “ทิ้งเขาได้หรือเปล่า คุณไปกับผมเถอะนะ คุณคบกับผมก่อนเขาแท้ ๆ …”*“ข้าอยากดูดวงจันทร์ แต่กลับมองเห็นเป็นเจ้าได้ —— เฮอรอโดทัส” [ตัวละครพระเอกและนางเอกไม่ใช่ตัวละครที่เพอร์เฟค ไม่ใช่บทนิยายเอาใจที่นางเอกเป็นใหญ่ ตอนแรกเจ้าเหวินหัวสุนัขนิสัยทรามจนอยากฝังเขาลงดิน ต่อท้ายต่ำต้อยจนจมดิน เป็นสนามไล่ล่าคุณภรรยาสุดดุเดือดแบบใส่ไข่ ไม่ใช่นิยายที่เพียงอ่านไม่กี่ตอนก็จะคืนดีกัน แต่เราเน้นสั่งสอนผู้ชายนิสัยเสีย]
Lihat lebih banyakاستغرق الأمر أقل من ساعتين. ساعتان فقط كانتا كل ما تطلبه الأمر لهدم جدار التحفظ والحذر الذي قضت إيفلين سنوات في بنائه. كانت، المعروفة بين أصدقائها بـ "الفتاة الطيبة"—تلك التي تعيش وفقاً للقواعد ولم تختبر سوى علاقة عاطفية واحدة باهتة في حياتها—تقف الآن عند عتبة لم تعتقد أبداً أنها ستعبرها. كانت أمام باب غرفة في فندق فاخر مع رجل لم تكن تعرفه حتى منذ مئة وعشرين دقيقة كاملة.
والجزء الأسوأ في كل ذلك؟ لم تكن الفكرة فكرته. بل كانت دعوتها اليائسة الخاصة—صرخة طائشة ولدت من أعماق كبريائها الجريح. كانت لحظة جنون مؤقت جعلت فيها الغضب يعمي بصيرتها. "لا بد أنني فقدت صوابي"، هجست لنفسها وهي تتابع انعكاس صورتها في مرآة المصعد المصقولة. شعرت برغبة محمومة في صفْع نفسها أو ربما تمزيق شعرها المصفف بعناية والفرار عبر مخرج الطوارئ. لكن كبرياءها وقف حارساً ليمنعها من التراجع.
وعندما التقت عيناه بعينيها في المرآة، رأت نظراته الثاقبة التي لم تفارق وجهها ولا لثانية واحدة، كأنه كان يقرأ صراعها الداخلي ككتاب مفتوح. أجبرت إيفلين شفتيها على رسم ابتسامة واثقة، تليق بامرأة مطلعة على فنون الإغواء. غير أن الحقيقة المريرة كانت أن زوايا فمها كانت ترتجف بوضوح، فاضحة كل ذرة من رعبها.
راقب سيلاس هذا الانهيار الصامت بشعور خفي بالمتعة. رأى كيف كانت أصابعها متشابكة بقوة وكيف كانت أطرافها ترتجف رغم محاولاتها اليائسة للثبات. تساءل: "هل تنوي امرأة شديدة الهشاشة هذه حقاً المضي قدماً في هذه اللعبة؟". كافح لكبح ضحكة ساخرة كادت تفلته، محنياً رأسه قليلاً ومتظاهراً بانشغاله بالضغط على زر الطابق الأخير ليخفي الابتسامة الماكرة التي تسللت إلى شفتيه.
خطا سيلاس نحو الغرفة بخطوات واثقة، ممسكاً بطاقة المفتاح المعدنية التي كانت تلمع تحت أضواء الممر الخافتة. وكان يختلس النظر إليها بين الحين والآخر، متوقعاً في قرارة نفسه أن تستدير وتهرب كأرنب محاصر. وحين وقفا أخيراً أمام الباب، خيم صمت ثقيل لم يكسره سوى صوت تنفسها المتقطع.
"أتريدين الدخول حقاً؟" سأل بصوت عميق يحمل تحذيراً مبطناً لم تستطع تجاهله. "تذكري يا آنسة إيفلين... بمجرد أن نعبر هذه العتبة، لا رجعة للوراء. هل أنت مستعدة لدفع الثمن؟"
تأرجحت نظرات إيفلين المترددة بين الباب المغلق وعينيه اللتين تشبهان ليل نيويورك المضطرب. بلعت ريقها بصعوبة، بينما كان قلبها يخفق كطبل حرب داخل صدرها. نطق صوتها المرتجف: "...نعم"، وكأنها تلقي بنفسها من فوق جرف شديد الانحدار.
مال سيلاس فجأة، واقترب من أذنها لدرجة أنها شعرت بدفء أنفاسه على بشرتها الباردة. تضيقت عيناه بمزيج من الدهشة والانتصار البارد، وهمس بصوت منخفض أرسل قشعريرة في جسدها بأكمله: "لقد حذرتك بوضوح... واخترتِ الامتثال. لا تلومي أحداً سوى نفسك من الآن فصاعداً."
لم تجد في نفسها قوة للرد سوى إيماءة بسيطة. امتلأت عيناها الواسعتان بالخوف، ومع ذلك لم تتحرك من مكانها. وبصوت "طقطقة" معدنية حادة، انفتح القفل. وفي تلك اللحظة، شعرت بذراعه القوية تلتف حول خصرها، وتجذبها إلى داخل الغرفة قبل أن يُغلق الباب بقوة، ليجعلهما بمنأى عن بقية العالم.
وقبل أن تتمكن من التقاط أنفاسها أو إدراك هواء الغرفة البارد، انقض سيلاس على شفتيها بقبلة جامحة—قبلة حملت كل الشغف المكبوت وهيمنة حضوره. ضغط على شفتيها الصغيرتين الممتلئتين بقوة جعلت رؤيتها تغيم، وكأن الأرض تتكشف وتتحرك من تحت قدميها. نجحت إيفلين في إمالة رأسها لثانية خاطفة لالتقاط بعض الهواء، وهمست بصوت لاهث: "انتظر... لحظة واحدة فقط."
رفعت نظراتها وهي في حالة ذهول، لتصطدم بنظراته. لم يكن هذا هو سيلاس الذي قابلته قبل لحظات؛ بل كان وحشاً يلهث، وقد غشيت عيناه رغبة خام. فرّق شفتيه القانيتين ببطء وسأل بصوت خشن وعميق كالهدير: "لماذا؟ أتريدينني أن أكون بطيئاً... ولطيفاً؟"
مد يده نحو وجهه، بينما كانت أطراف أصابعه الطويلة تلامس وجنتها برقة شديدة. في تلك اللحظة، أحاطت بها رائحة عطره الخشبي البارد—عطر ذو عبير ذكوري قوي تذكّرت به غابة في فصل الشتاء. وهمس وهو ينزلق بيده ببطء نحو رقبتها: "إذن... سأفعل ذلك من أجلك. سأجعلك تتذوقين كل ثانية من هذا الخطأ... ببطء شديد."
พอแม่โหลวก็ได้ยินเสียงพ่อโหลวกลับมา จากนั้นเธอก็นำอาหารจานสุดท้ายมาเสิร์ฟที่โต๊ะ“งั้นก็มากินข้าวกันเถอะ วันนี้เย่ว่เยว่พาเหยียนโจวกลับมาด้วย เธอไม่ได้บอกเราล่วงหน้า พวกเราเลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้ เลยมีแค่อาหารทำเองที่บ้าน ไม่รู้ว่าเหยียนโจวจะทานได้หรือเปล่า? ”เหวินเหยียนโจวลุกขึ้นยืน เหลือบมองใบหน้าซีดเซียวของพ่อโหลว และกระซิบเบา ๆ “เป็นผมที่ไม่ได้บอกเย่ว่เยว่ล่วงหน้าว่าผมจะอยู่ต่อ เธอถึงไม่ได้บอกกับทุกคน ไม่โทษเธอหรอกครับ”แม่ยายมองดูลูกเขย ยิ่งมองก็ยิ่งชอบเขามากขึ้น แม่โหลวไม่ได้มีความสุขขนาดนี้มานานแล้ว มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเธอ เธอแสร้งดุออกไป “เหยียนโจว เธอก็อย่าให้ท้ายเยว่เยว่มากเกินไปสิ”แต่หลังจากที่พูดจบ เขาก็ปกป้องเธอ “แต่เยว่เยว่ของเราเป็นคนที่มีเหตุผลที่สุด ต่อให้ตามใจก็ไม่เป็นไรหรอกครับ”มุมปากของโหลวฉางเยว่โค้งงอขึ้นทุกคนมานั่งที่โต๊ะด้วยกัน แม่โหลวตักซุปเสิร์ฟให้เหวินเหยียนโจวก่อน จากนั้นจึงใช้ตะเกียบคีบผักใส่ในชามของเขา“เหยียนโจว ลองซุปปลาหน่อไม้เหลืองฤดูหนาวดูสิ หน่อไม้นั่นปลูกเองเชียวนะ ปลาก็เป็นของเพื่อนบ้านที่ไปจับมาจากทะเล”“แล้วก็ยังมีหมูเปรี้ยวหวานสั
จนถึงตอนนี้โหลวฉางเยว่ก็ยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างไป๋โหยวกับเขาอย่างถ่องแท้ เธอเหลือบมองเขา และอดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดผู้ชายน่ะนะ ไม่ได้ “ไร้เดียงสา” ขนาดนั้น โดยเฉพาะผู้ชายอย่างเหวินเหยียนโจว ผู้หญิงสนใจเขาหรือเปล่า เขาก็สามารถมองออกได้ง่าย ๆเหวินเหยียนโจวรู้อยู่แล้วว่าไป๋โหยวชอบเขา แล้วเขาก็ยังตกลงที่จะให้เธอมาอยู่เคียงข้างเขาอีก นั่นก็เป็นเหมือนคำตอบรับโดยปริยายว่าเขายอมรับความรู้สึกของเธอแล้วไม่ใช่หรือไง?พอมาคิดรวมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันส่งท้ายปีเก่าปีที่แล้ว ก็มีความคิดเห็นที่เกี่ยวกับเธอขึ้นมา เขาเย็นชาใส่เธอตลอด ดังนั้นที่เขาเก็บไป๋โหยวไว้ ไม่ใช่แค่เพราะว่าอยากจะทำให้เธอโกรธ แต่วางแผนที่จะทำให้ “เปลี่ยนใจ” ด้วยสินะ?โหลวฉางเยว่พูดด้วยความรำคาญ “แม่ของคุณชอบไป๋โหยวมากเลยเหรอคะ? เธอยังอยากให้คุณแต่งงานกับไป๋โหยวด้วยใช่ไหม? เนี่ยเหลียนอี้เคยบอกฉันว่าท่านประธานใหญ่เหวินยอมรับไป๋โหยวแล้วด้วย แต่เพราะด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาก็ปฏิเสธกะทันหัน เป็นเพราะว่าท่านประธานใหญ่เหวินรู้เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไป๋โหยวกับแม่ของคุณรึเปล่าคะ? ”แม้ว่าโหลวฉางเยว่จะไม่ค่อยรู้เรื่องคร
ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว แต่พ่อโหลวก็ยังไม่กลับมา พี่เลี้ยงจึงออกไปตามหาเขาเดิมทีโหลวฉางเยว่ต้องการช่วยแม่โหลววางจานและตะเกียบ แต่แม่โหลวก็ให้เธอไปอยู่เป็นเพื่อนเหวินเหยียนโจว เพราะเธอกลัวว่าลูกเขยคนจะอึดอัดถ้าต้องนั่งอยู่คนเดียว......จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง? ต่อให้ฟ้าจะถล่ม ประธานเหวินก็ยังคงมั่นคงไม่ขยับเขยื้อนอยู่ดีแต่ยังไงโหลวฉางเยว่ยังคงเดินไปหาเขาเหวินเหยียนโจวอยู่บนโซฟาสำหรับสองคน เดิมทีเธอต้องการนั่งบนโซฟาเดี่ยวที่อยู่ข้าง ๆ แต่ประธานเหวินดึงเธอเข้ามานั่งกับเขาเขากระซิบข้างหูเธอ “คุณพูดอะไรกับแม่ของคุณบ้าง? ”หูของโหลวฉางเยว่ไวต่อความรู้สึกมาก เธอก็กระตุกตัวหลบอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ไม่ได้พูดอะไรหนิคะ”“ไม่พูดงั้นเหรอ แล้ววทำไมท่าทีที่เธอมีต่อผมถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้? ” เหวินเหยียนโจวบีบนิ้วของเธอ “คุณคิดว่าผมดูไม่ออกเหรอ? เมื่อกี้เธอไม่ค่อยพอใจผมเท่าไหร่ แล้วผมมีอะไรที่ทำให้แม่ยายไม่พอใจเหรอ? ”ความมั่นใจของประธานเหวินก็มาจากสภาพที่เหนือกว่าของเขา แต่ตราบใดที่พ่อแม่ไม่ขายลูกกิน สิ่งแรกที่พวกเขาจะพิจารณาเมื่อลูกจะแต่งงานก็คืออุปนิสัยของอีกฝ่ายการแสดงออกของโหลวฉางเยว่ยังคง
แม่โหลวไม่ใช่คนโง่ แม้ว่าเหวินเหยียนโจวจะตอบด้วยท่าทีนอบน้อม แต่เธอก็มองออก ด้วยลักษณะท่าทางและนิสัยของเหวินเหยียนโจว คงไม่ใช่แค่มี “เงินเล็กน้อย” ถึงสามารถเลี้ยงเขามาได้แน่ ๆ “งั้นก็ดีมาก ดีแล้วล่ะ พวกลูกคบกันมาสามปี สิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก็น่าจะเรียนรู้กันมาหมดแล้ว แม่เองก็ไม่มีอะไรที่จะต้องถามอีกแล้วล่ะ”เหวินเหยียนโจวไม่ชอบพูดอ้อมค้อม จู่ ๆ เขาก็จับมือโหลวฉางเยว่ “เมื่อกี้ผมเพิ่งขอเยว่เยว่แต่งงานครับ และเธอก็ตอบตกลงแล้วด้วย”โหลวฉางเยว่มองไปที่แม่ของโหลวโดยไม่รู้ตัวใบหน้าของแม่โหลวเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอไม่ได้มีความสุขมากนัก เธอฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ จะเร่งรีบขนาดนี้ได้ยังไง พวกเรายังไม่ได้รู้จักเธอมากขนาดนั้นเลย เราเองก็ไม่เคยพบพ่อแม่ของเธอด้วย อย่างน้อยก็ควรจะหาเวลา ให้พวกเราทั้งสองตระกูลได้พูดคุยกันและปรึกษาหารือกันหน่อย”เหวินเหยียนโจวหยิบถ้วยชาขึ้นมา แต่เขาแค่เอามันมาใกล้จมูกแล้วดมกลิ่น เขาไม่ได้ดื่มมัน จากนั้นก็วางมันกลับไปที่เดิม สีหน้าเขาดูไม่ใส่ใจโหลวฉางเยว่รู้จักเขาดี เขารู้สึกว่าชาราคาถูกเกินไป เกินกว่าที่เขาจะเอาเข้าปากได้ และคำพูดเหล่า
โหลวฉางเยว่พูดด้วยน้ำเสียงแห้งผาก “ประธานเหวินคะ ฉันต้องไปขึ้นรถไฟใต้ดิน ขอตัวก่อนนะคะ”เมื่อเธอกำลังจะจากไป เหวินเหยียนโจวก็ไม่ได้หยุดเธอ แต่ในขณะที่เธอเดินออกไปไม่กี่เมตร เธอก็ได้ยินเสียงแตรรถดังเข้ามาทางด้านหลัง ราวกับเป็นเชือกที่คอยดึงเธอไว้ฝีเท้าของโหลวฉางเยว่ช้าลงเรื่อยๆ และในที่สุดเธอก็หยุด อา
โหลวฉางเยว่หยิบช้อนขึ้นมา แล้วยื่นให้เขา เหวินเหยียนโจวตะคอกเบา ๆ แล้วหยิบช้อนมาโหลวฉางเยว่เห็นเหอชิงมาจึงพูดว่า “เลขาเหอ นั่งกินข้าวด้วยกันสิคะ”เหอชิงยิ้มแล้วตอบว่าครับ แล้วนั่งลงมีคนนอกเพิ่มเข้ามาที่โต๊ะอาหาร เหวินเหยียนโจวอยากจะคุยเรื่องส่วนตัวกับเธอก็เป็นเรื่องยากแล้ว ดังนั้นเขาจึงเงียบอยู่ตลอดเ
โหลวฉางเยว่ขมวดคิ้ว เธอเป็นหนี้เขาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายอย่างงั้นเหรอ? เขากำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระอะไรกัน?พวกเขาอยู่โรงเรียนเดียวกันจริงๆ แต่เธอได้ยินชื่อเขาแค่ตอนมัธยมปลาย และไม่เคยพบเขาเลยสักครั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขาเลย เธอจะติดหนี้อะไรเขาได้ยังไง?อาการกลับมาอีกแล้วเหรอ? เมื่อก่อนเอาแต่บอกว่าเธอเป็
“ปี๊บ——”ไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว แต่รถคันข้างหน้ายังคงจอดอยู่ เหาชิงกดแตรเพื่อเตือน ซึ่งทำให้เหวินเหยียนโจวกลับมามีสติสัมปชัญญะอีกครั้งโหลวฉางเยว่ยังคงพูดอย่างเย็นชา “เธอยังบอกเป็นพิเศษอีกว่าฉันมีลิ้นชักที่เต็มไปด้วยจดหมายรัก ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพยายามทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตส่วนตัวของฉันไม่ชัดเจน”พว






Peringkat
Ulasan-ulasanLebih banyak