Masuk“ใช่ค่ะ สักพักนึงแล้ว” เวนิตาตอบกลับไปแบบไม่ใคร่ใส่ใจในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ขณะที่อีกฝ่ายเองก็พอจะมองออก จึงบอกออกไปว่า “เพื่อไม่ให้เสียเวลา...ผมว่าคุณเริ่มพูดเรื่องสำคัญที่ว่านั่นมาเลยก็ได้ครับ" เวนิตาเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขาเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไปตรงๆ โดยไม่สนใจว่าตอนนี้เขาจะคิดยังไง "คุณรู้ใช่ไหมคะ ว่าเมื่อสองวันก่อนพนักงานของที่นี่ออกไปอบรม ฉันอยากทราบว่าพนักงานที่ไปอบรมในครั้งนี้มีทั้งหมดกี่คน แล้วไปกันกี่วัน ไปที่ไหนกันบ้าง แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่คะ” เธอจ้องหน้าแล้วยิงคำถามออกไปแบบรัวๆ เขาก้มหน้าลงแล้วหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ พลางพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ฟังดูราบเรียบ “ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับผู้กอง ผมดูเป็นคนหูไวขนาดนั้นเลยหรือยังไงครับ เรายังมีเวลาอีกเยอะ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องตอบคำถามไหนของคุณก่อนดี” มือหนาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ แล้วสบตากับเธออีกครั้ง เวนิตาผ่อนลมหายใจออกมาบางๆ แล้วพยายามอธิบายกลับไปอย่างช้าๆ และชัดๆ เมื่อรู้ว่าตัวเองอาจจะเร่งเร้ากับเขาจนเกินไป “ยัยรินเพื่อนของฉัน เป็นพนักงานของที่นี่ แล้วเธอก็ไปเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ด้วย แต่ว่าฉันติดต่อกับยัยร
ทางด้านของจ่าเทพ หลังจากที่อ่านข้อความแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าเวนิตาจะเป็นอันตรายที่ไปฟรานซิสโก้ โฮเทลเพียงลำพัง เขากดโทรศัพท์ต่อสายไปยังใครคนหนึ่งเพื่อรายงานสถานการณ์ดังกล่าวกับสายสำคัญสายนั้น ด้วยสีหน้าที่กังวลอย่างเด่นชัด ก่อนจะพาตัวเองไปยังกองบัญชาการของหน่วยฯ ตามคำสั่งของใครคนนั้นส่วนเวนิตา หลังจากที่ส่งข้อความไปหาจ่าเทพแล้ว ก็เดินวนดูรอบๆ บริเวณอีกครั้ง มือบางยกขึ้นมาสัมผัสกับชั้นหนังสือเพื่อสำรวจดูว่ามันทำจากวัสดุอะไร เพราะมันดูสวยงามเสมือนชั้นวางหนังสือของฮอกวอตส์ในโรงเรียนสอนเวทมนตร์จากนวนิยายชื่อดังก้องโลกที่เคยโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มมาแล้วอย่าง แฮรี่พอตเตอร์ ยังไงก็อย่างงั้นระหว่างที่มือบางสัมผัสอยู่บนกำแพง ปลายนิ้วเรียวของเธอสะกิดไปโดนเข้ากับอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่ามันจะรอยต่อบนฝนังที่นูนขึ้นกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย เธอเพ่งสายตามองดูก่อนจะใช้นิ้วงัดไปตรงรอยแยก ที่ดูคล้ายกับกล่องของแผงวงจรอะไรสักอย่างแต่ไม่ทันที่จะได้แกะแผงวงจรกล่องนั้นออกมา โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นเตือนขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเคาะประตูเบาๆ ที่ดังมาจากหน้าห้อง ทำให้เธอต้องละสายตาจากตรงนั้น แล้วร
"ใช่ค่ะ ฉันชื่อวีนัส มีอะไรหรือเปล่าคะ" เวนิตาถามกลับไป พลางเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยท่าทางสงสัย"เมื่อครู่ คุณพลกฤษณ์พึ่งจะโทรมาแจ้งว่าอีกไม่เกิน 15 นาทีจะเข้ามาที่นี่ ให้คุณวีนัสอยู่ก่อน ไม่ทราบว่าสะดวกที่จะรอหรือเปล่าคะ" ใบหน้าเนียนหมวดคิ้วขึ้นอย่างงุนงง เพราะก่อนหน้านี้พนักงานคนดังกล่าวยังบอกเธออยู่เลยว่านายพลกฤษณ์จะไม่เข้ามาที่นี่ แต่ไหงถึงได้เปลี่ยนใจเอาซะดื้อๆ เมื่อรู้ว่าคนที่ต้องการพบกำลังจะมา ทำให้เวนิตาไม่ปฏิเสธการรอคอยในครั้งนี้ โดยรีบตอบรับออกไปแบบทันที"ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันรอได้" เวนิตาตอบตกลง พนักงานสาวยิ้มรับ จากนั้นจึงเดินนำเธอไปยังห้องรับรองที่อยู่ชั้นบนสุดของทางโรงแรม"เชิญนั่งก่อนนะคะ พอดีมีคำสั่งจากคุณกฤษณ์แจ้งมาว่าให้คุณวีนัสรอที่นี่" ร่างระหงนั่งลงที่โซฟาสีน้ำตาลเข้มภายในห้องรับรองที่ดูคล้ายกับห้องหนังสือ หรือ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดเลยก็ว่าได้ เพราะด้านในมีแต่ชั้นวางหนังสืออยู่เต็มไปหมด บวกกับเก้าอี้ที่รายล้อมเสมือนกับห้องประชุมขนาดย่อม"ขอบคุณมากเลยนะคะ" เวนิตาหันมาบอกกับพนักงานสาวคนเดิม เธอยิ้มให้อย่างรู้สึกสบายใจ เพราะหากว่าเวนิตาปฏิเสธ เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต
เวนิตาไม่เชื่อว่านายพลกฤษณ์ จะเป็นอย่างที่ผู้กองฐานัตถ์บอก ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่น่าสงสัย แต่เพราะว่านายพลกฤษณ์เองก็เป็นคนที่ให้ข้อมูลเรื่องพนักงานเก่าๆ ที่ลาออกและหายตัวไป รวมถึงเขาน่าจะเป็นผู้ที่เสียหายจากเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย ร่างระหงก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันเก่ง หลังตัดสินใจขับรถมาที่โรงแรมฟรานซิสโก้ โฮเทล เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการอบรมพนักงานภายในของที่นี่ เวนิตาเดินตรงไปยังแผนกต้อนรับส่วนหน้า มีพนักงานสาวรูปร่างดี หน้าตาสะสวยคนหนึ่ง กล่าวคำทักทายพร้อมยิ้มต้อนรับให้กับเธอด้วยความสุภาพ ใบหน้าเนียนยิ้มรับ ก่อนจะพูดกับพนักงานสาวที่สวมชุดไทยด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม "สวัสดีค่ะ ฉันมาขอพบคุณพลกฤษณ์ ไม่ทราบว่าวันนี้ เขาจะเข้ามาที่นี่หรือเปล่าคะ" พนักงานสาวคนดังกล่าวขมวดคิ้ว เพราะตนก็รู้สึกไม่แน่ใจเหมือนกัน จึงตอบกลับไปว่า "เดี๋ยวดิฉันจะต่อสายสอบถามไปยังเลขาของคุณกฤษณ์ ที่อยู่ออฟฟิศด้านบนให้นะคะ” พนักงานสาวพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ จากนั้นเวนิตาจึงกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณมากค่ะ” เธอยิ้ม "เอ่อ…ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงได้นัดกับคุณกฤษณ์เอาไว้หรือเปล่าคะ" พนักงานสาวคนเดิมหันกลับมาถาม ขณะที่ยกหูโทรศัพท
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่ หรืออะไรก็ตาม ขอบคุณนะคะที่เดินมาส่ง ลาก่อนค่ะผู้กองฐานัตถ์” เวนิตาเอื้อมมือบางไปเปิดประตูรถ แต่กลับถูกฝ่ามือแกร่งของอีกฝ่ายดันประตูรถปิดเสียงดังปัง! ก่อนจะจับที่ลาดไหล่งามแล้วดันเรือนร่างบางของเธอให้ชิดติดกับตัวรถ เวนิตามองดูการกระทำของเขาอย่างไม่พอใจนัก “นี่คุณจะทำอะไรคะ อย่านะ!” เวนิตาจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว เขาเองก็จ้องตอบด้วยเช่นกัน “นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วง ผมจะไม่มีทางเตือนคุณแบบนี้แน่ แล้วไอ้สิทธิ์ที่คุณถามหาจากผมน่ะ มีแน่! เพียงแต่คุณคงไม่อยากให้ผมพูดหรอกมั้งว่า ผมจะเลือกใช้สิทธิ์อะไรในการออกคำสั่งกับคุณ” อีกฝ่ายเริ่มท้าทายแล้วกระตุกยิ้มที่มุกปากอย่างได้ใจ ในขณะที่สายตาคมกริบของเขาจับจ้องวนเวียนอยู่บนเรือนกายของเธออย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ด้วยว่าเขามีเครื่องมือต่อรองที่แพงแสนแพงที่จะสามารถยึดเหนี่ยวตัวเธอเอาไว้ได้ และเธอเองก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธเขาได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เวนิตาได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ “ปล่อยฉันนะ !” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือออกจากเธอง่ายๆ ใบหน้าเรียวค่อย ๆ ยื่นเข้าไปหาริมฝ
“ผมไม่รู้ว่าคุณกล้าหรือเปล่า แต่แค่จะตบผม… คุณยังไม่ทำเลย มันไม่ง่ายหรอกนะ ที่คุณจะทิ้งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของเราไปได้ง่ายๆ คุณทำไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าคุณจะพยายามทำมันแค่ไหนก็ตาม” ร่างบางได้แต่จ้องหน้าเขา แล้วขบเม้มริมฝีปากบางด้วยความคับข้องใจ เพราะเธอปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าจะต้องทำเช่นไร ให้ตัวเองกล้าที่จะตัดใจไปจากผู้ชายเย็นชาที่ไร้ความรู้สึกอย่างเขาได้สักทีเวนิตาไม่อยากต่อปากต่อคำ เธอจึงรีบถอนตัวแล้วเดินเลี่ยงไปที่ลิฟต์ทันที แต่กลับถูกคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ซะก่อน“เดี๋ยว !” เวนิตาหันขวับกลับมาจ้องหน้า แล้วสบตากับเขาตรงๆ“ผมอยากรู้ว่าคุณ มาหาผมถึงที่นี่ทำไม” ร่างสูงขมวดคิ้วถามด้วยว่ารอคำตอบ“รู้สึกว่าตอนนี้ มันจะไม่จำเป็นแล้วมั้งคะ” เธอบอกออกไป เขาส่ายหน้าไปมา พลางพูดกลับไปว่า“ไม่มีอะไรที่ไม่จำเป็น ไม่งั้นคุณคงไม่มาหาผมด้วยตัวเองถึงที่นี่” มือบางสะบัดแขนให้หลุดออกจากอุ้งมือแกร่งของเขา แล้วตอบกลับไปว่า“ฉันแค่จะมาปรึกษาเรื่องคดี แล้วก็เรื่องยัยรินเพื่อนของฉันที่ขาดการติดต่อไป แต่ว่ามันคงไม่มีประโยชน์เพราะว่าฉันคิดได้แล้วว่า ฉันควรจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับใคร” พูดจบร่างบางก็เดินเข้าไปใน
“นี่คุณจะทำอะไรคะ!” เวนิตาร้องลั่น แพขนตางามกะพริบขึ้นลงถี่ๆ ขณะที่หันไปเห็นแขกเหรื่อที่เริ่มจะทยอยกันออกมาจากงานบ้างแล้วสายตาหลายคู่กำลังจ้องมองมาที่เธอ และเขา เวนิตาที่ตอนนี้หน้าเริ่มแดงก่ำ จนเธอต้องรีบหันไปหลบอยู่ที่อกแกร่งของเขา เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า“ผมก็จะอุ้ม
ร่างบอบบางที่ถูกแทงเข้าด้วยปลายมีดอันคมกริบ เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ เห็นท่าไม่ดี จึงค่อยๆ ลุกขึ้นโดยใช้มืออีกข้างหนึ่งช่วยกดที่แผลเพื่อห้ามไม่ให้เลือดไหลซึมออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะก้มลงหยิบมีดที่ตกอยู่ภายในห้องนอนของตน แล้วเดินไปที่ระเบียงอย่างยากลำบาก เพราะอาการปวดบวมที่ข้อเท้ายังคงไม่ทุเลา
ร่างสูงเตรียมพร้อมรอหญิงสาวที่ต้องไปร่วมงานในฐานะคู่รัก ซึ่งเธอกำลังถูกจับแต่งตัวอยู่ที่ชั้นสอง ชายหนุ่มลงมารอเธอที่ชั้นล่างก่อนเวลาเดินทางเกือบๆ สิบห้านาที โดยมีหมวดภัทร หมวดธีร์ และหมู่จินนั่งเฝ้ารออยู่ด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือของผู้กองฐานัตถ์ดังขึ้น ก่อนที่ ปลายนิ้วเรียวจะกดรับแล้วเดินหันหน้าออกไ
เล็กซัส แอลเอส 500 (Lexus LS 500) ถูกขับเข้ามาในเขตของเซฟเฮ้าส์ แสงไฟสองข้างทางถูกเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดมือแกร่งเลี้ยวพวงมาลัยรถยนต์เข้ามาจอดที่หน้าทางเข้า แล้วหันไปหาคนที่นั่งอยู่ที่เบาะข้าง ก่อนจะเห็นว่าร่างบางผล็อยหลับคอตกอยู่บนเบาะนุ่ม เขาเพ่งสายตามองดูเธออย่







