เข้าสู่ระบบแสงโคมตามระเบียงถูกจุดขึ้นทีละดวง เปลวไฟสีส้มสั่นไหวอยู่ใต้แรงลมยามค่ำคืน เสียงขันทีและนางกำนัลที่กำลังเร่งจัดเตรียมสิ่งของสำหรับงานพระราชสมภพดังแว่วไปตามทางเดิน ทว่าภายในตำหนักของเซี่ยเยว่หลันกลับเงียบสงัด นางยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง งานพระราชสมภพกำลังใกล้เข้ามาและยิ่งใกล้เท่าไร นางกลับยิ่งรู้สึกว่าทั่วทั้งวังหลวงกำลังถูกดึงเข้าสู่กระดานหมากเดียวกัน “ชิงหลัว” “เพคะ” “พรุ่งนี้ให้คนของเราจับตาดูกรมพระคลัง แต่ไม่ต้องเข้าใกล้ห้องที่เจ็ด” ชิงหลัวชะงัก “ไม่ให้เข้าใกล้หรือเพคะ?” “ใช่” เซี่ยเยว่หลันหันกลับมา สีหน้าของนางสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด “หากมีคนขโมยกุญแจไปจริง สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่แย่งมันกลับมา” “แต่รอดูว่าคนผู้นั้นจะใช้มันที่ใดเพคะ” “ถูกต้อง” ชิงหลัวพยักหน้าช้าๆ “หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” “แล้วเรื่องคนที่หายไปจากบัญชีผู้ถือกุญแจ?” “กำลังตรวจสอบอยู่เพคะ” “อย่าให้เขารู้ว่าเรากำลังตรวจ” เซี่ยเยว่หลันหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ แต่กลับไม่
เซี่ยเยว่หลันไม่ได้ตอบในทันที นางขยับตะเกียงเข้ามาใกล้ขึ้น แสงสีเหลืองอ่อนส่องกระทบตัวอักษรสีดำที่เรียงรายอยู่บนกระดาษทีละบรรทัด รายชื่อเชื้อพระวงศ์ รายชื่อขุนนาง รายชื่อผู้แทนจากกรมต่างๆ รวมถึงรายชื่อของผู้ติดตามที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานพระราชสมภพ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบจนแทบไม่มีช่องโหว่แต่เซี่ยเยว่หลันกลับรู้ดีว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในวังหลวงไม่ใช่สิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้แต่คือสิ่งที่ ถูกจงใจไม่เขียน นางเลื่อนสายตาลงไปเรื่อยๆ จนพบรายชื่อของสกุลมู่ “มู่เฟย…” ชื่อของสตรีที่นางรู้จักดีปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมงาน ด้านหลังระบุเพียงว่า บุตรีขุนนางผู้ดูแลพระคลังหลวง เซี่ยเยว่หลันนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นจึงถามขึ้น “แล้วบิดาของนางเล่า?” ชิงหลัวก้มมองเอกสารอีกแผ่น “เสนาบดีกระทรวงการคลังมู่จิ้งเหวินเพคะ” ปลายนิ้วของเซี่ยเยว่หลันหยุดลงทันที ชื่อนี้นางเคยได้ยินมาหลายครั้ง มู่จิ้งเหวินเป็นขุนนางที่อยู่กับกรมพระคลังมานาน มีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีเงินหลวง และเป็นหนึ่งในผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจำนวนมาก แต่สิ
เซี่ยเยว่หลันมองชายผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น เรื่องนี้ยังมีบางอย่างที่นางต้องรู้ แต่ไม่ใช่ที่นี่ และไม่ใช่เวลานี้ ยิ่งมีคนอยู่รายล้อมมากเท่าไร ความลับก็ยิ่งมีโอกาสรั่วไหลมากเท่านั้น “พาเขาไปพักก่อน” “พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีรีบรับคำ ก่อนชายผู้นั้นจะถูกพาตัวออกไป เซี่ยเยว่หลันกลับหันไปมองเขาอีกครั้ง “เรื่องที่เจ้าพูดวันนี้ ห้ามบอกผู้ใด” ชายผู้นั้นรีบพยักหน้า “กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเยว่หลันจึงหันกลับมา หลี่เซวียนยังคงยืนอยู่ข้างกายนาง สายพระเนตรทอดมองไปยังทางเดินที่ชายผู้นั้นเพิ่งถูกพาออกไป สีพระพักตร์เคร่งขรึมราวกับกำลังคิดถึงเรื่องเดียวกับนาง “กลับตำหนักกันเถิด” พระองค์เอ่ย เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า ระหว่างทางกลับ นางไม่ได้พูดอะไรอีก ทว่าในหัวกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายจนแทบไม่มีที่ว่างให้ความคิดอื่นแทรกเข้ามา รอยแผลเป็นที่ข้อมือ... ชุดของตำหนักเฉียนชิง... กรมโยธา... สกุลมู่... ห้องลับใต้จวนสกุลเซี่ย... เงินหกแสนตำลึง...และคำพูดของฮ่องเต้ก่อนเสด็จออกจากตำหนัก อย่าทำให้คนในเงามืดรู้ว่าเจ้ากำล
หากคนที่ถูกมัดอยู่ตรงนั้นเป็นทหารเวรจากตำหนักเฉียนชิงจริง...เช่นนั้นคนที่สวมชุดของตำหนักเฉียนชิงเมื่อคืนเป็นใครกันแน่ และเหตุใด...พวกมันจึงต้องมัดมือมัดเท้าและปิดปากคนของตำหนักเฉียนชิงในคืนเดียวกันเช่นนี้ คำถามเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเซี่ยเยว่หลันอย่างรวดเร็ว นางไม่รอช้า “ไปดูเถิด” หลี่เซวียนขยับเข้ามาทันที “ข้าจะไปกับเจ้า” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า ก่อนหันไปหาอวี้หลิง “เจ้าอยู่ที่นี่” “แต่พี่หญิง...” “ไม่” น้ำเสียงของนางเด็ดขาดกว่าทุกครั้ง “เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับคนที่กำลังตามหาเจ้า ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเสี่ยง” อวี้หลิงนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลี่เซวียนเองก็หันไปสั่งคนของพระองค์ให้เฝ้าอวี้หลิงอย่างใกล้ชิด ก่อนจะเดินตามเซี่ยเยว่หลันออกจากตำหนัก ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาปกคลุมหัวใจของนาง วังหลวงยังคงเหมือนเดิม ขุนนางฝ่ายในเดินผ่านไปมา ขันทีถือถาดอาหารผ่านระเบียง นางกำนัลต่างก้มหน้าเดินตามหน้าที่ ทุกอย่างเป็นระเบียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแต่เซ
“เยว่หลัน” เสียงของหลี่เซวียนดังขึ้น นางเงยหน้ามองเขาราวกับถูกดึงสติ “อย่าเพิ่งคิดว่าคนของตำหนักเฉียนชิงเป็นคนของฝ่าบาท” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “พระองค์หมายความว่าอย่างไร?” หลี่เซวียนวางเส้นด้ายลง “ในวัง สิ่งที่เห็นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เป็น” “แต่พวกมันสวมชุดของตำหนักเฉียนชิงนะเพคะ” “นั่นต่างหากที่น่าสงสัย ถ้าข้าเป็นเสด็จพี่ก็คงไม่ใช้ชุดหรือเครื่องแบบที่ยืนยันตัวตนได้และไปในสถานที่ที่ให้ผู้ใดเห็นได้หรอก” พระองค์กล่าวอย่างเยือกเย็น “หากเป็นคนของฝ่าบาทจริง เหตุใดต้องปลอมตัว?” เซี่ยเยว่หลันชะงัก คำถามนั้นทำให้นางนิ่งไป ใช่...หากเป็นคนของฮ่องเต้จริง พวกเขาไม่จำเป็นต้องซ่อนตัว เพียงมีราชโองการฉบับเดียว จวนร้างสกุลเซี่ยก็สามารถถูกเปิดค้นได้อย่างเปิดเผย แต่คนกลุ่มนั้นกลับสวมชุดดำ เข้าไปในยามค่ำคืนและพยายามหลบเลี่ยงสายตาของคนอื่นนั่นหมายความว่า...พวกมันอาจกำลังพยายามทำให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนของตำหนักเฉียนชิง “หรือมีคนกำลังจงใจโยนความผิดให้ฝ่าบาท” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยช้าๆ หลี่เซวียนไม่ได้ตอบแต่แววพระเนตร
“คราวนี้พวกมันจะไม่ได้แตะต้องอวี้หลิงอีก” หลี่เซวียนมองนางอย่างมั่นคง “ข้ารับปากแล้ว” เพียงสองคำ แต่กลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหว เซี่ยเยว่หลันรีบหลบสายตา ก่อนจะหันกลับไปมองเอกสารบนโต๊ะแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงฝีเท้าจากด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ชิงหลัวเป็นคนเดินเข้ามา สีหน้าของนางผิดจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด “เหนียงเหนียง” “มีอะไรหรือ?” ชิงหลัวเดินเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลง “คนของเราส่งข่าวมาแล้วเพคะ” “พูดมา” “เมื่อคืนหลังจากพวกมันถอนตัวออกจากจวนสกุลเซี่ย มีอีกกลุ่มหนึ่งเข้าไปเพคะ” เซี่ยเยว่หลันขมวดคิ้ว “อีกกลุ่มงั้นรึ?” “เพคะ อีกกลุ่มมีราวๆ 5-6 คน แต่งกายชุดดำแต่ชุด...เป็น...” ชิงหลัวตะกุกตะกักจ้องมองกุ้ยเฟยสลับกับอ๋องเจ็ด "เป็นอะไรเหรอ?" “เป็นชุดของกรมวังตำหนักเฉียนชิงเพคะ” ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ภายในตำหนักก็เงียบสนิท แม้แต่เสียงลมที่พัดผ่านม่านหน้าต่างยังดูเหมือนเบาลงไปในชั่วขณะ เซี่ยเยว่หลันนิ่งค้าง สายตาที่เคยสงบนิ่งค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ







