Mag-log inวันที่ฮ่องเต้รับสนมคนโปรดคนใหม่เข้าวัง คือวันที่เซี่ยเยว่หลันได้รับข่าวว่า น้องชายและคนในตระกูลของนางหายสาบสูญ ยังไม่ทันได้ตั้งสติ นางกลับถูกใส่ร้ายว่า วางยาพิษในกำไลของสนมคนใหม่ หลักฐานทุกอย่างชี้มาที่นาง แม้แต่บุรุษที่นางรักที่สุด...ก็เลือกเชื่อคนอื่น หัวใจที่เคยรักจนหมดสิ้นจึงพังลงในวันเดียว “ในเมื่อพระองค์เลือกนาง เช่นนั้นหม่อมฉันจะไม่รักพระองค์อีกต่อไป” นางคิดว่าการปลิดชีวิตตัวเองคือทางออกที่ดีที่สุด แต่แล้วเขากลับมาเดินเข้ามาช่วยชีวิตนางไว้และขอให้นางมีชีวิตต่อไป และนั่นมันคือ จุดเริ่มต้นของการทวงคืนทุกอย่างที่ถูกพรากไปจากนาง
view more“ถึงท่านจะผิดสัญญา...ข้าก็ยังฆ่าท่านไม่ได้อยู่ดี...” เซี่ยเยว่หลันพึมพำ ลมหายใจกลายเป็นไอขาวจางๆ ก่อนเลือนหายไปกับอากาศหนาว นางเกลียดตนเองนัก เกลียดที่หัวใจยังอ่อนแอ เกลียดที่เพียงนึกว่า คมมีดแทงลงบนร่างของหลี่จิ้งเหยียน นางกลับรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าตอนปิ่นหงส์จ่ออยู่ตรงคอของตนเองเสียอีก เมื่อคืนเขาตบนาง เขาไม่เชื่อนาง เขาพาสตรีอีกคนเข้ามาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางถึงตำหนักจี้เห่อ แต่เมื่อมีคนบอกให้ฆ่าเขาเสีย...คนแรกที่นางอยากปกป้องกลับยังคงเป็นเขา ช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ เซี่ยเยว่หลันแค่นหัวเราะให้ตนเอง “เหนียงเหนียง...” เสียงนางกำนัลดังขึ้นจากด้านหลัง เซี่ยเยว่หลันไม่ได้หันกลับไป ชิงหลัวเดินเข้ามาใกล้ ก่อนคลี่เสื้อคลุมให้กระชับรอบร่างของผู้เป็นนาย “เหตุใดออกมายืนรับลมแต่เช้าเพคะ แผลที่พระศอเพิ่งใส่ยา หากต้องลมหนาวมากเกินไป...” “ชิงหลัว...” เธอเอ่ยเรียกบ่าวคนสนิทด้วยสายตาที่เลื่อนลอย “เพคะ?” “เมื่อคืน...” เซี่ยเยว่หลันหยุดไปครู่หนึ่ง “มีผู้ใดเห็นอ๋องเจ็ดเข้ามาในตำหนักหรือไม่” ชิงหล
“และตระกูลเซี่ยของบิดาเจ้า...จะต้องรับความอัปยศนั้นไปพร้อมกับเจ้า” “อย่าเอ่ยถึงบิดาข้า!” เซี่ยเยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที ประกายโกรธปรากฏขึ้นในดวงตาที่เมื่อครู่ยังไร้ชีวิต หลี่เซวียนเห็นมันชัดเจนและเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในตำหนักนี้ที่แววตาของเขาคลายความเย็นเยียบลงเพียงเล็กน้อย “ในที่สุดก็โกรธเป็นแล้ว” เซี่ยเยว่หลันชะงัก “นี่ท่าน...” “ดี” เขาวางปิ่นหงส์ฟ้าลงบนโต๊ะ “ในเมื่อยังโกรธเป็น ก็แปลว่า ยังไม่ควรตาย” “อ๋องเจ็ด!” “หากอยากตายจริง ข้าจะไม่ห้าม” เซี่ยเยว่หลันมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ หลี่เซวียนกลับเดินไปนั่งลงบนตั่งที่หลี่จิ้งเหยียนเคยนั่งเป็นประจำ รินชาที่เย็นชืดแล้วลงถ้วยอย่างไม่ทุกข์ร้อน “แต่ก่อนตาย เจ้าต้องทำสามอย่าง” “ท่านกำลังเล่นอะไร” “หนึ่ง” เขายกถ้วยชาขึ้น “หาคนที่ใส่กำมะถันในกำไลให้พบ” เซี่ยเยว่หลันนิ่ง “สอง คืนศักดิ์ศรีให้ตนเองต่อหน้าคนทั้งวัง” ดวงตาของนางเริ่มไหว “และสาม...” หลี่เซวียนเงยหน้าขึ้นสบตานา
“ปล่อยข้า!” “เซี่ยเยว่หลัน!” เสียงบุรุษดังขึ้นกลางห้อง ทุ้มต่ำ เย็นเยียบแต่มีบางสิ่งสั่นอยู่ใต้เสียงนั้นอย่างไม่อาจปิดบัง เซี่ยเยว่หลันชะงัก นางหันกลับไปสบตากับผู้มาเยือน ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง อาภรณ์สีดำสนิทเปียกชื้นด้วยหิมะ เกล็ดสีขาวยังเกาะอยู่บนบ่า เส้นผมดำบางส่วนยุ่งจากลมหนาวราวกับเจ้าตัวเพิ่งเดินทางมาอย่างเร่งรีบจนไม่มีเวลาแม้แต่จะปัดหิมะออกจากกาย ใบหน้าคมคายที่คนทั้งราชสำนักคุ้นเคยว่ามักสงบนิ่งไร้อารมณ์ บัดนี้กลับเย็นจัดเสียยิ่งกว่าราตรีด้านนอกดวงตาสีเหล็กนิลคู่นั้นไม่ได้มองใบหน้านาง หากแต่จ้องมองหยาดเลือดที่ลำคอบางด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก “ท่าน...” เซี่ยเยว่หลันจำเขาได้ หลี่เซวียนอ๋อง...องค์ชายเจ็ดแห่งราชวงศ์หลี่ บุรุษที่เหล่าขุนนางเรียกขานนามว่าอ๋องเจ็ดและเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของฮ่องเต้ แม้นางจะรับรู้ถึงข่าววงในเรื่องการปรากฏตัวเช่นเงาหรือวิทยายุทธของเขาอยู่บ้าง แต่การบุกรุกเข้าตำหนักกุ้ยเฟยในยามวิกาลนั้นมีโทษสถานหนัก “อ๋องเจ็ด?” เหตุใดเขาจึงอยู่ที่นี่...ยังไม่ทันได้ถาม หลี่เ
หีบใบนั้นไม่ได้ถูกเปิดมาหลายปีเซี่ยเยว่หลันลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าเดินไปหยุดเบื้องหน้า มือสั่นเทาเปิดฝาหีบออก ภายในมีของอยู่ไม่มากจดหมายฉบับเก่า ถุงหอมที่สีซีดไปตามกาลเวลา หยกพกที่แตกไปครึ่งหนึ่งและใต้ผ้าไหมสีคราม...ปิ่นหงส์ฟ้ายังวางอยู่อย่างเงียบงัน เซี่ยเยว่หลันหยุดหายใจไปชั่วขณะนางค่อยๆ หยิบมันขึ้นมา ปีกหงส์สีฟ้าสะท้อนแสงโคมวาววับ งดงามเหมือนคืนแรกที่เขามอบให้นาง คืนนั้น...หลี่จิ้งเหยียนยังไม่ใช่ฮ่องเต้และนางก็ยังไม่ใช่เซี่ยกุ้ยเฟย เขาปักปิ่นนี้ลงบนเรือนผมของนางด้วยตนเองก่อนจับมือทั้งสองของนางเอาไว้ ‘เยว่เยว่...ปิ่นหงส์นี้ข้ามอบให้เจ้าแทนใจ วันนี้ข้ายังมอบมงกุฎหงส์ให้เจ้าไม่ได้ แต่วันหนึ่ง...เมื่อข้าได้ครองใต้หล้า เจ้าจะเป็นหงส์เพียงหนึ่งเดียวของข้า’ เซี่ยเยว่หลันกำปิ่นไว้แน่นจนเลือดห้อ เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นมาตลอดทั้งคืนหลุดออกมาในที่สุด “คนโกหก...” นางกอดปิ่นไว้กับอก ทรุดตัวลงข้างหีบไม้จันทน์ “หลี่จิ้งเหยียน...คนโกหก...” เสียงร้องไห้ดังอยู่ในตำหนักจี้เห่ออันว่างเปล่า ด้านนอก โคมมงคลสีแดงจากตำห