Masuk“กล้าเหรอ!” เสียงนั้นฟังดูอ่อนโยนแต่กลับไม่อาจต่อต้าน หลินลู่ซีบ่นอุบในใจ แต่ก็ยอมชักมือกลับมาอย่างว่าง่ายทันทีเผด็จการ! บ้าอำนาจ!หลินลู่ซีรีบขยับตัวหาที่ว่างบนโซฟา ไม่อยากอยู่ใกล้เขาอีกแต่ยังไม่ทันจะลุกขึ้น ก็ถูกดึงกลับไปจนหัวทิ่มใส่อ้อมอกจ้าวเสี่ยวชีอ้อมกอดนั้นอบอุ่นนัก หลินลู่ซีคิดจะถลึงตาใส่จ้าวเสี่ยวชี แต่กลับถลำลึกเข้าไปในดวงตาที่อ่อนโยนคู่นั้น แล้วเธอก็อดหน้าแดงขึ้นมาไม่ได้ จึงต้องก้มหน้างุดเมื่อคืนจ้าวเสี่ยวชีคลุ้มคลั่ง โรมรันจนเธอแทบร้องขอชีวิต เรี่ยวแรงเพิ่งจะฟื้นคืนมาได้นิดหน่อย นี่เขาคงไม่ได้คิดจะ...เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ หลินลู่ซีก็รู้สึกเพียงว่าใบหน้าร้อนผ่าว ให้ตายสิ! นี่เธอเริ่มมีความคิดติดเรตแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน! บางทีจ้าวเสี่ยวชีอาจแค่ต้องการมองหน้าเฉย ๆ ก็ได้ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ แต่เวลานี้ไม่ใช่แค่หลินลู่ซีเท่านั้น แม้แต่จ้าวเสี่ยวชีเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเธอเช่นกันดวงตาคู่นั้นคล้ายจะมองเธอให้ทะลุถึงหัวใจ เธอจึงจ้องเขม็งตอบกลับไปหลินลู่ซียังไม่ทันได้ตั้งตัว เชฟหนุ่มก็ก้มหน้าลงจูบริมฝีปากเธอแผ่วเบา สมองของเธอเริ่มขาดอ
จ้าวเสี่ยวชีตะลึงงันไปชั่วขณะ “งื้อ ลู่ซี เธอสวยจังเลย”“เลี่ยนชะมัด”หลินลู่ซีเองก็เมามายไม่ได้สติผ่านไปอีกสิบกว่านาที สภาพของหลินลู่ซีก็ไม่ได้ดีไปกว่าจ้าวเสี่ยวชีเท่าไหร่นัก ทั้งคู่เมาแอ๋ แต่จ้าวเสี่ยวชียังพอมีสติหลงเหลืออยู่เล็กน้อย จึงเรียกรถแท็กซี่ หลังบอกที่อยู่ของตัวเองเสร็จสรรพก็ผล็อยหลับไปกระทั่งคนขับรถปลุกทั้งสองคน จ้าวเสี่ยวชีตื่นขึ้นมาพบว่าหลินลู่ซียังคงนอนสะลึมสะลือ เขาจึงเดินโซเซประคองหลินลู่ซีเข้าไปในที่พักของตนเองภาพเหตุการณ์นี้ช่างคุ้นตาเหลือเกิน เหมือนครั้งก่อนที่เจ้าเพื่อนตัวแสบพาหลินลู่ซีมาส่งที่ห้องเขาไม่มีผิดเมื่อกลับถึงที่พัก จ้าวเสี่ยวชีก็ประคองหลินลู่ซีไปนอนบนเตียง จังหวะจะลุกออกไป เขาก็พลันล้มฟุบลงอย่างแรง ทันใดนั้น แขนข้างหนึ่งก็เลื้อยขึ้นมาบนแผงอกของเขา เป็นแขนของหลินลู่ซีเชฟหนุ่มบรรจงยกแขนของหลินลู่ซีขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่พอวางลง เธอก็พาดกลับเข้ามาใหม่หลังยื้อยุดกันไปมาอยู่หลายรอบ สุดท้าย จ้าวเสี่ยวชีก็ยอมแพ้เนื้อตัวของสองหนุ่มสาวตลบฟุ้งด้วยกลิ่นสุรา เมื่อจ้าวเสี่ยวชีหันไปก็มองเห็นใบหน้าของหลินลู่ซีทันที เขาเหม่อมองอยู่เนิ่นนานจนเริ่มแสบตา
“คงไม่ได้หรอก แต่เธอต้องคิดดูให้ดีว่าระหว่างเป็นผู้กระทำผิดกับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดมันต่างกันยังไง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่แค่เรื่องความหนักเบาของการถูกลงโทษด้วย” น้ำเสียงของซูย่างหนักแน่นเคร่งขรึม“ฉันยอมพูดแล้ว!”“บอกมาเถอะ เดี๋ยวเรื่องอื่นฉันสืบเอง”กู้อวี่หนิงหลับตาลง หัวไหล่ไหวระริก “เวินจ่านเป็นคนบงการทั้งหมด!”“งั้นฝู่หยาฮุ่ยก็เป็นแพะรับบาปคนแรก ส่วนเธอก็เป็นคนที่สองสินะ?” ซูย่างสังหรณ์ใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องราวคงไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็น และก็ตามคาด เพียงลองถามดูความจริงก็เปิดเผยกู้อวี่หนิงพยักหน้า “ฉันว่าก็น่าจะใช่นะ?”เธอผงกศีรษะแล้วพูดต่อ “แถมเวินจ่านก็เป็นคนประหลาดมากด้วย”หลายวันที่ผ่านมา จ้าวเสี่ยวชีรู้สึกทรมานใจอยู่ตลอด ทั้งอาจทรมานใจเพราะหลินลู่ซี และก็อาจทรมานใจเพราะแฟนหนุ่มที่จู่ ๆ ก็โผล่มาคนนั้นของเธอ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะคำถามเหล่านั้นที่เธอถามเขาและตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้จ้าวเสี่ยวชีเดินเข้าไปในบาร์ บาร์เฉินเซ่อคือสถานที่ซึ่งเขากับหลินลู่ซีเคยพบเจอกันโดยไม่คาดฝัน และในช่วงหลายวันนี้ เขาก็มาที่บาร์แห่งนี้ทุกวัน จนกลายเป็นความยึดติดที่น่าฉงนชนิดหนึ่งแต่คืนนี้เมื่อเข
ซูย่างคร้านจะเสียเวลาพูดให้มากความ จึงหยิบซองเอกสารในกระเป๋าออกมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนเลื่อนไปตรงหน้ากู้อวี่หนิงพร้อมกล่าวเสียงเย็นชา “ดูซะสิ”“นี่มันอะไรกัน?” กู้อวี่หนิงกลืนน้ำลายด้วยความฝืดคอ ปลายนิ้วสั่นระริกขณะเปิดซองเอกสาร หยิบรูปภาพจำนวนหนึ่งออกมาจากด้านใน มันคือรูปภาพจากกล้องวงจรปิด เป็นภาพเธอตอนกำลังขับรถของฝู่หยาฮุ่ยและที่ด้านบนสุดของซองเอกสาร ยังมีปากกาบันทึกเสียงอยู่อีกด้าม เธอเปิดมันออกด้วยความหวาดกลัว ก่อนกดปุ่มเล่น“กู้อวี่หนิงเป็นคนมาหาซือเฉิงเอง เธออ้อนวอนขอให้เขาช่วย ไม่ใช่แค่ซือเฉิงเท่านั้น แต่พวกเราทั้งตระกูลต่างก็รับปากเพราะเห็นแก่ซือเฉิง...”“ตอนแรกเธอใช้ให้ซือเฉิงไปตามหารถยนต์ของประธานหลิน จากนั้นก็ให้จงใจขับชน เมื่อประธานหลินทำเรื่องตรวจระบบประสาทที่โรงพยาบาลเรียบร้อย พอมีใบรับรองแพทย์ฉบับนี้ ตระกูลหลินก็ต้องกล้ำกลืนความขมขื่น เดิมทีผมนึกว่าเพียงเท่านี้ก็หมดเรื่อง สุดท้ายกลายเป็นว่าเป้าหมายของเธอไม่ใช่ตระกูลลู่ แต่เป็นคุณต่างหาก...”“เรื่องหลังจากนั้นคุณเองคงรู้ดี วันนั้นหลังคุณไปถึง ผู้หญิงคนนั้นก็อยู่ด้วย เธอแอบฟังอยู่ในห้องน้ำตลอดเวลา...”สุ้มเสียงของประธาน
“ไม่ใช่ค่ะ!” ฝู่หยาฮุ่ยขัดจังหวะขึ้นมาในทันใด “การแสดงความรักอาจไม่เหมือนกันก็จริง แต่สายตาคนเรามันหลอกกันไม่ได้”เธอทิ้งตัวลงพิงหมอนอีกครั้ง “แม่คะ หนูไม่มีทางรับผิดแทนยัยนั่นแน่ แม่ทำใจซะเถอะ”“แก แกนี่มัน... ไม่มีหัวคิดจริง ๆ ” แม่ฝู่คว้ากระเป๋าเดินจากไปด้วยความฉุนโกรธฝู่หยาฮุ่ยมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของมารดาด้วยความโศกเศร้า ท่านเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสักนิดฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน นี่คือครั้งแรกที่คนที่เธอเคียดแค้นไม่ใช่ซูย่างฝู่หยาฮุ่ยหลับตาลง ภายในใจหนาวเหน็บ มารดาไม่เหมือนเดิม ส่วนพี่ชายก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน“อะไรนะ? ฆ่าตัวตาย?” ซูย่างเบิกตาโตด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินข่าวการพยายามฆ่าตัวตาย เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่รักตัวกลัวตายอย่างฝู่หยาฮุ่ยจะลงมือทำร้ายตัวเองได้ลงคอจริง ๆ ?ซูเมี่ยนพูดต่อด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ทางโรงพยาบาลจิตเวชมาเจอเข้า ก็เลยรีบส่งตัวไปกู้ชีพที่โรงพยาบาล ตอนนี้คนตระกูลฝู่ไปรวมตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกันหมดแล้ว เว้นแค่กู้อวี่หนิงคนเดียวเท่านั้น”ซูย่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะเธอรู้ซึ้งดีที่สุดว่าแม่ฝู่ยึดติดกับหลานคนนี้มาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอดูเด็ดเดี่ยวถึงขนาดนี้ “หนูเชื่อว่าอีกไม่นานซูย่างต้องสืบหาความจริงได้แน่นอน ในเมื่อยัยนั่นหาลู่ซือเฉิงเจอแล้ว เดี๋ยวก็คงพบคำตอบในที่สุด ถึงตอนนั้นแม่จะช่วยกู้อวี่หนิงยังไงคะ?”แววตาของแม่ฝู่ยิ่งทวีความเย็นชามากขึ้น “เรื่องอื่นแกไม่ต้องยุ่ง ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ก็รีบไปรับสารภาพซะ นั่นคือสิ่งที่แกควรทำ”“หนูไม่ทำ! ยังไงหนูก็ไม่ทำ!” เสียงของฝู่หยาฮุ่ยแหบพร่าและอ่อนระโหย หลังกลั้นใจพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา เธอก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะพูดอะไรอีกใช่แล้ว เวลานี้เธอตัดสินใจอะไรไม่ได้สักอย่าง เว้นแต่เรื่องความตายของตนเองเท่านั้นฝู่หยาฮุ่ยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่มารดาบีบคั้นเธอถึงขั้นนี้ บีบคั้นให้เธอยอมรับผิด“หยาฮุ่ย เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแก แม่กับพี่แกตัดสินใจกันแล้ว ต่อให้แกต้องติดคุกจริง ๆ พวกเราก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยแกออกมาให้ได้” สีหน้าของแม่ฝู่ดูยากจะคาดเดาความรู้สึกภายใต้แสงไฟสลัวฝู่หยาฮุ่ยแค่นหัวเราะเย็นชา “แม่คะ แม่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกู้อวี่หนิงมากกว่ามั้ง?”“จะพูดยังไงก็เรื่องของแก แต่เรื่องนี้ก็เป็นอันว่ากันตามนี้” แม่ฝู่ตัดบทฝู่ห







