LOGINหลังจากแต่งงานกันมาได้สามปี รักแรกของฝู่เฉินซีได้กลับประเทศ ขณะเดียวกัน ซูย่างก็ได้รับเอกสารขอหย่าจากผู้ชายที่เธอรักมานานถึงสามปี หน้าสำนักงานทะเบียนสมรส ฝู่เฉินซีมองรักแรกด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ยคำสารภาพจากใจว่า “สามปีแล้วนะ ฉันไม่เคยแตะต้องเขาเลย ฉันรักแค่เธอคนเดียว” ซูย่างรู้สึกสิ้นหวังอย่างหมดใจ คิดว่าความรักตลอดสามปีที่ผ่านมาเหมือนทิ้งให้หมากิน จากนั้นเธอก็หันกลับไปทำงานเก่าของตัวเองอีกครั้ง มุ่งหน้าเก็บเงินและเดินหน้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต ผู้คนถึงได้รู้กันในตอนนั้นว่า “คุณนายฝู่” ที่ถูกทอดทิ้งนั้น ทั้งสวย ทั้งรวย เป็นผู้หญิงคุณภาพระดับสูงตัวจริง สามเดือนต่อมา ในค่ำคืนหนึ่ง ฝู่เฉินซีโทรหาเธอด้วยดวงตาแดงก่ำ “ย่างย่าง... ฉันเสียใจแล้ว...” ในสายโทรศัพท์ มีเพียงเสียงพึมพำของผู้หญิงที่แฝงความง่วงงุนว่า “หรงอวี้... ใครเหรอ...” ผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ครอบครองหญิงงามหัวเราะพลางวางสาย ก่อนก้มลงจูบคนในอ้อมกอดเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่พวกโทรมาขายของน่ะ”
View MoreThelma’s POV
The buzzer screamed first and red light blinks causing the whole arena to become a war cry. The buzzer screamed. “KANE! KANE! KANE!" They roared, humans in their wolf forms leaped, pups close to their moms bath them with popcorn and furs flies like snow drops. Everyone around where I sat wore his face and mine wore the brightest smile. Jax Kane. He held the cup in his hand. I was already on my feet, screaming so loud my throat burns with a sign in my hands, viberating. It had the inscription #BLACK ICE BELONGS TO US# in cracked red marker. Three months of being an intern here, I gave him my plays, my nights. My 3AM film breakdowns, mostly breakdown on captain Rhys defense, his rival team. “Trust the delay, Captain. Then burn them.” "Hit the delay, Kane. He drops his shoulder. Every time.” He did and we won. Jax rose the cup high up, for the cameras and I felt it was to me. Confetti was stuck to my lashes, my voice gone from the shout. This had to mean something. Right? Then the crowd around me moved like a wave closer to me. Hands grabbed me, fans pulled my sign, my arm, my jersey. “Sign it, sis! For Kane!” “You were at every game!” “Get him to sign the marker!" They tossed me forward like I belonged on the ice with him. I didn’t. I was just an intern with a marker and a stupid, hopeful heart. Stumbling on the blue line, my boots were slipping but I was chuckling because now, the crowd would know we were beyond just intern and captain. "Jax!” I called blushing, I didn't turn to look at the crowd who were dying to be on the ice. The security personnels were already keeping them off zone. Jax turned, I forgot I had lungs. How he had grown from attractive to being gorgeous. There was sweat on him, blood on his lips...my poor baby, playing with that Viking Rhys really brings bruise. His eyes switched to mauve and for a second he saw me, and his lips curved upward in a smile. My wolf lagged her tongue, excited that our mate would be ours at last. Butterflies hovered in my stomach, my heart yelled a yes and it took just two steps to be really close when someone pushed me. All my eyes spot was blonde hair juggling and running feet to Jax with wild arms, screaming his name too. I'd almost fallen if a player hadn't held me and tilting my eyes up to find Jax, I froze. It was Giselle, the club owner's daughter in his arms as he lifted her up, twirling her around. And when he had dropped her, his lips smeared on her, hard with cameras flashing on their faces. The cup was between them. For a moment, time stopped, my breath hitched and my heart was shattered. His teammates cheered, juddering me about to get to him like kissing her was also a trophy. Jax canines showed, his eyes went full mauve and into the mic, his voice claimed; “Mine.” The arena lost its mind the rink viberated under a thousand feet but I lost my breath. Shock had brewed up as tears in my eyes. It was a nightmare I believe... maybe a promo for something, I accepted, sniffing. "Finally! The couple we shipped together" one of the players affirms skating around and chanting their mantra. "Oh yes, the hot Captain and his mate, it would make the headlines thrilling" A mic was suddenly in my face like it was targeting me. My eyes hovered around the reporter whose eyes were wide and thrilled. “Miss! You’re Jax Kane’s intern, right? The one with the signs? How do you feel watching your captain claim his mate, right after the Cup win?" How do I feel? My sign hit the ice, the marker dropped under someone's skate and I just...stood there, smiling. The marker snapped under someone’s skate. Because if I didn’t smile, I’d break. “I’m… happy for him,” I fancied in a shaky voice as my whole body quake. I feel like I’m choking on 2 years of my life. Because two years ago we were on the same flight out of Melbourne. Two suitcases, two dreams. “Greener pasture, eh?” he’d said, laughing and planting a kiss on my forehead. He had talent. I had a pen, so I wrote it. His contract. His Club tryout application. The recommendation letters to the GM that said “He’s not just fast. He’s loyal. He’s family.” I was a foreigner with a Student Visa that let me intern. He was a foreigner with a P-1 Athlete Visa because the Club sponsored him. Mine was temporary. His was tied to hockey. I thought… if he made it, he’d make me. That’s how it works, right? In shifter hockey, a public mate-claim is a legal sponsorship. If your Captain claims you, the Club’s lawyers file you as "Mate of Athlete". You get to stay Work. Breathe. I did everything right for him but tonight he used that power on her. My Student Visa doesn’t convert. It expires. "42 DAYS" stamped in red on my lanyard. He got his greener pasture. I got a flight back to Australia. Alone. Unfortunately, the girl who built Jax Kane broke on the blue line… because she was never in his contract. My wolf died as the walls around her were terrifying. Okay, Jax. I swiftly accepted because was there even a need to ask? She was perfect for his position and I was just an omega who shouldn't exit. He wants to leave me behind? Fine! I’ll burn the whole league down before I go home.หรงอวี้ฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัย บนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดซึม“หรงอวี้!” เธอร้องเรียกชื่อหรงอวี้อย่างหมดเรี่ยวแรงกระจกหน้าต่างรถคาเยนแตกละเอียด แถมประตูรถก็ยุบตัวลึกลงไปเป็นวงกว้างถุงลมนิรภัยในรถของหรงอวี้พองตัวออก อัดร่างเขาติดอยู่ภายในห้องโดยสาร“หรงอวี้! รีบตื่นสิ!”ภายใต้เสียงตะโกนเรียกนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุด หรงอวี้ก็ลืมตาขึ้น เขาขยับตัวเล็กน้อยการขยับตัวขณะถูกอัดด้วยถุงลมนิรภัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวบริเวณต้นขาเหลือเกินเขาพูดด้วยเสียงแหบพร่า “ย่างย่าง ผมไม่เป็นไร แล้วคุณล่ะ?”ตอนนี้ ซูย่างหลงลืมเรื่องราวที่ผ่านมาหมดสิ้น ดวงตาของเธอแดงเรื่อขณะจ้องมองหรงอวี้ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณจะออกมายังไง?”“โทรขอความช่วยเหลือหรือยัง?” หรงอวี้ถามเมื่อซูย่างหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก็พบว่าไม่มีสัญญาณ จึงโทรขอความช่วยเหลือไม่ได้“ไม่มีสัญญาณเลยค่ะ” เมื่อครู่ตอนอยู่บนสะพาน สัญญาณโทรศัพท์ของเธอก็ขาด ๆ หาย ๆ อยู่แล้วรถยนต์ที่ขับไล่ล่าเธอนั้น คันหนึ่งร่วงตกเหวไปแล้ว ส่วนอีกคันก็ถูกชนจนพลิกคว่ำ ในรถสองคันนี้คงต้องติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณเอาไว้แน่ซูย่างมองไ
ซูย่างขับรถพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วเต็มอัตรา ส่วนด้านหลังก็ยังมีรถสีดำสองคันขับตามมาติด ๆเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด เธออยากรับสายใจจะขาด แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดังสนั่นจนน่าขนลุกตลอดทางมีแต่ฝุ่นควันฟุ้งตลบ รถคันหลังยังคงพุ่งชนรถของเธออย่างไม่คิดชีวิต คล้ายกับพร้อมจะตกตายไปตามกัน เธอมั่นใจว่าคนที่โทรหาเธอขณะนี้จะต้องเป็นหรงอวี้แน่ เมื่อกี้พอได้ยินเธอบอกไปแบบนั้น หรงอวี้คงร้อนใจไม่ใช่น้อยแต่รถยนต์คันหลังก็ยังคงไล่ล่าไม่ลดละ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เธอไม่อาจชะล่าใจได้เลยแม้แต่นิดเดียวเพียงแต่เธอประเมินความดื้อรั้นของคนพวกนั้นต่ำเกินไป เมื่อมาถึงบริเวณหัวโค้งแห่งหนึ่ง สติของซูย่างก็เริ่มเลื่อนลอย ความคิดความอ่านสับสน เธอขบกรามกรอด บังคับตัวเองให้ตั้งสติอีกครั้งถนนบนภูเขาทั้งคดเคี้ยว คับแคบและสูงชัน หากไม่ทันระวังก็อาจตกถนน และถ้ารถพลิกคว่ำตกลงไป นั่นก็หมายถึงความตายอย่างไม่ต้องสงสัยท้องฟ้ามืดแล้ว ถนนบนภูเขาที่ไร้ซึ่งเสาไฟฟ้ายิ่งทวีความอันตราย รถคันหลังเปิดไฟสูงสาดส่องมาโดยตรง พร้อมทั้งกะพริบไฟเป็นร
ฝู่หยาฮุ่ยคิดไม่ถึงว่าคนเป็นแม่จะพูดเช่นนี้ จึงถอนหายใจด้วยความจนปัญญา แม่ฝู่มองออกว่าลูกสาวตัดสินใจแน่วแน่ แต่ในท้องของกู้อวี่หนิงก็คือทายาทตระกูลฝู่ หากกู้อวี่หนิงติดคุกขึ้นมาจริง ๆ เด็กน้อยก็ต้องเกิดมาพร้อมตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิตทันใดนั้น แม่ฝู่ก็มองฝู่หยาฮุ่ยก่อนคุกเข่าลงหัวใจของฝู่หยาฮุ่ยกระตุกวูบ เธอไม่อยากเห็นแม่ฝู่ต้องยอมทำถึงขั้นนี้เพื่อเด็กคนหนึ่งเลยจริง ๆ“แม่คะ หนูยอมแล้ว!” เธอกัดฟันกรอดพูดออกไปตอนแรกเข้าใจว่าตัวเองยินดีสละได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ แต่เมื่อเห็นแม่ฝู่คุกเข่าลงตรงหน้า เธอก็ยังไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่ดีหลังงานเทศกาลโคมไฟจบลง ซูย่างก็รู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้เธอเพียงไม่รู้ว่าควรจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับหรงอวี้อย่างไร ความเย็นชาในอดีตราวกับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่หลังงานเทศกาลโคมไฟ มันคืออารมณ์ที่สลับสับเปลี่ยนไปมาระหว่างความอยากถอยห่างกับความกระตือรือร้นซูย่างขับรถไปบนสะพานข้ามเมือง ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองหนานเฉิงกับเกาะซงอู้ด้วยความที่เกาะซงอู้ถูกทิ้งร้างมานาน สะพานข้ามเมืองแ
แม่ฝู่พลันชี้หน้าคำรามใส่ซูย่างทันที "นังแพศยา! นี่แกตั้งใจแกล้งกันชัด ๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอวี่หนิงเองก็เป็นเหยื่อ เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของนังผู้หญิงที่ชื่อเวินจ่านคนนั้น! ทำไมถึงไม่ไปแจ้งความจับหล่อนล่ะ? หรือว่าแกเก่งแต่กับคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น?"ซูย่างแค่นหัวเราะ "คุณไม่รู้หรือไงคะว่าคนที่ปล่อยหลักฐานมัดตัวกู้อวี่หนิงจนดิ้นไม่หลุดน่ะก็คือเวินจ่าน? จะว่าไปตัวการใหญ่ในเรื่องนี้ก็คือเวินจ่านไม่ใช่เหรอ? คุณนายฝู่เอาแต่วิ่งโร่มาหาฉัน แต่กลับไม่ไปหาหล่อน หรือเป็นเพราะเก่งแต่กับคนที่อ่อนแอกว่าเหมือนกันล่ะคะ?""นี่แก!" แม่ฝู่โกรธจัดจนหน้าซีด ซูย่างไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายได้จับผิดต่อ จึงจ้องมองแม่ฝู่ด้วยความเย็นชาห่างเหิน "เชิญออกไปได้แล้วค่ะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ"แม่ฝู่ทิ้งท้ายไว้อีกประโยคหนึ่งก่อนไปว่า "แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!"ภายในโรงพยาบาลจิตเวช ฝู่หยาฮุ่ยเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ เธออยู่ที่นี่มาหลายวันจนเริ่มเกิดความคุ้นชิน และตั้งแต่ที่แม่ฝู่เที่ยวมาเซ้าซี้ให้เธอยอมรับผิดแทนคนอื่น ฝู่หยาฮุ่ยก็เลิกหวังที่จะได้ออกไปจากที่นี่แล้วเธอถึงขั้นเริ่มกลัวว่าจะมีใครมาเยี่ยม เพราะไม่อยากได้ย
จ้าวเสี่ยวชีตะลึงงันไปชั่วขณะ “งื้อ ลู่ซี เธอสวยจังเลย”“เลี่ยนชะมัด”หลินลู่ซีเองก็เมามายไม่ได้สติผ่านไปอีกสิบกว่านาที สภาพของหลินลู่ซีก็ไม่ได้ดีไปกว่าจ้าวเสี่ยวชีเท่าไหร่นัก ทั้งคู่เมาแอ๋ แต่จ้าวเสี่ยวชียังพอมีสติหลงเหลืออยู่เล็กน้อย จึงเรียกรถแท็กซี่ หลังบอกที่อยู่ของตัวเองเสร็จสรรพก็ผล็อยหลั
ถนนชิงพ่าน ซูย่างเดินทอดน่องภายใต้ร่มเงาแมกไม้ สถานที่แห่งนี้มีคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของเธอกับพ่อแม่ แต่หลังบุพการีจากไป เธอก็ไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย และเนื่องจากในบ้านไม่มีคน จึงไม่มีผู้ใดรอคอยเธอไม่ชอบการต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์อันว่างเปล่า เพราะมันมีแต่จะทำให้รู้สึกจุกอกเท่า
หรงอวี้ขมวดคิ้ว "ใครเป็นคนบอกเรื่องพวกนี้กับคุณ?""นอกจากหวานใจวัยเด็กของคุณแล้ว ยังจะมีใครได้อีกล่ะ?" ซูย่างแค่นหัวเราะเย็นชา"ย่างย่าง นั่นมันเรื่องโกหกทั้งนั้น คุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมดีนะ"ดวงตาของซูย่างมีน้ำตาเอ่อคลอ "ไม่ค่ะ ฉันไม่รู้ คำพูดพวกนี้คุณเคยพูดกับเวินจ่านบ้างหรือเปล่า? หรือว่
หลังหรงอวี้ทานอาหารเสร็จและกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบว่าหรงอินเองก็กำลังถือการ์ดเชิญใบหนึ่งด้วยท่าทางตื่นเต้นเช่นกัน ทันทีที่เห็นเขาเธอก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น “พี่คะ พี่ว่าฉันควรจะส่งของขวัญอะไรให้พี่ซูย่างดี? ดูเหมือนพี่เขาจะไม่ขาดเหลืออะไรเลยนะ” หรงอวี้ได้แต่ยิ้มขมขื่นแล้วเดินเข้าห้องทำงานไปเพื่อเคล






reviewsMore