Masukหลังจากแต่งงานกันมาได้สามปี รักแรกของฝู่เฉินซีได้กลับประเทศ ขณะเดียวกัน ซูย่างก็ได้รับเอกสารขอหย่าจากผู้ชายที่เธอรักมานานถึงสามปี หน้าสำนักงานทะเบียนสมรส ฝู่เฉินซีมองรักแรกด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ยคำสารภาพจากใจว่า “สามปีแล้วนะ ฉันไม่เคยแตะต้องเขาเลย ฉันรักแค่เธอคนเดียว” ซูย่างรู้สึกสิ้นหวังอย่างหมดใจ คิดว่าความรักตลอดสามปีที่ผ่านมาเหมือนทิ้งให้หมากิน จากนั้นเธอก็หันกลับไปทำงานเก่าของตัวเองอีกครั้ง มุ่งหน้าเก็บเงินและเดินหน้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต ผู้คนถึงได้รู้กันในตอนนั้นว่า “คุณนายฝู่” ที่ถูกทอดทิ้งนั้น ทั้งสวย ทั้งรวย เป็นผู้หญิงคุณภาพระดับสูงตัวจริง สามเดือนต่อมา ในค่ำคืนหนึ่ง ฝู่เฉินซีโทรหาเธอด้วยดวงตาแดงก่ำ “ย่างย่าง... ฉันเสียใจแล้ว...” ในสายโทรศัพท์ มีเพียงเสียงพึมพำของผู้หญิงที่แฝงความง่วงงุนว่า “หรงอวี้... ใครเหรอ...” ผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ครอบครองหญิงงามหัวเราะพลางวางสาย ก่อนก้มลงจูบคนในอ้อมกอดเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่พวกโทรมาขายของน่ะ”
Lihat lebih banyakหรงอวี้ฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัย บนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดซึม“หรงอวี้!” เธอร้องเรียกชื่อหรงอวี้อย่างหมดเรี่ยวแรงกระจกหน้าต่างรถคาเยนแตกละเอียด แถมประตูรถก็ยุบตัวลึกลงไปเป็นวงกว้างถุงลมนิรภัยในรถของหรงอวี้พองตัวออก อัดร่างเขาติดอยู่ภายในห้องโดยสาร“หรงอวี้! รีบตื่นสิ!”ภายใต้เสียงตะโกนเรียกนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุด หรงอวี้ก็ลืมตาขึ้น เขาขยับตัวเล็กน้อยการขยับตัวขณะถูกอัดด้วยถุงลมนิรภัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวบริเวณต้นขาเหลือเกินเขาพูดด้วยเสียงแหบพร่า “ย่างย่าง ผมไม่เป็นไร แล้วคุณล่ะ?”ตอนนี้ ซูย่างหลงลืมเรื่องราวที่ผ่านมาหมดสิ้น ดวงตาของเธอแดงเรื่อขณะจ้องมองหรงอวี้ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณจะออกมายังไง?”“โทรขอความช่วยเหลือหรือยัง?” หรงอวี้ถามเมื่อซูย่างหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก็พบว่าไม่มีสัญญาณ จึงโทรขอความช่วยเหลือไม่ได้“ไม่มีสัญญาณเลยค่ะ” เมื่อครู่ตอนอยู่บนสะพาน สัญญาณโทรศัพท์ของเธอก็ขาด ๆ หาย ๆ อยู่แล้วรถยนต์ที่ขับไล่ล่าเธอนั้น คันหนึ่งร่วงตกเหวไปแล้ว ส่วนอีกคันก็ถูกชนจนพลิกคว่ำ ในรถสองคันนี้คงต้องติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณเอาไว้แน่ซูย่างมองไ
ซูย่างขับรถพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วเต็มอัตรา ส่วนด้านหลังก็ยังมีรถสีดำสองคันขับตามมาติด ๆเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด เธออยากรับสายใจจะขาด แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดังสนั่นจนน่าขนลุกตลอดทางมีแต่ฝุ่นควันฟุ้งตลบ รถคันหลังยังคงพุ่งชนรถของเธออย่างไม่คิดชีวิต คล้ายกับพร้อมจะตกตายไปตามกัน เธอมั่นใจว่าคนที่โทรหาเธอขณะนี้จะต้องเป็นหรงอวี้แน่ เมื่อกี้พอได้ยินเธอบอกไปแบบนั้น หรงอวี้คงร้อนใจไม่ใช่น้อยแต่รถยนต์คันหลังก็ยังคงไล่ล่าไม่ลดละ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เธอไม่อาจชะล่าใจได้เลยแม้แต่นิดเดียวเพียงแต่เธอประเมินความดื้อรั้นของคนพวกนั้นต่ำเกินไป เมื่อมาถึงบริเวณหัวโค้งแห่งหนึ่ง สติของซูย่างก็เริ่มเลื่อนลอย ความคิดความอ่านสับสน เธอขบกรามกรอด บังคับตัวเองให้ตั้งสติอีกครั้งถนนบนภูเขาทั้งคดเคี้ยว คับแคบและสูงชัน หากไม่ทันระวังก็อาจตกถนน และถ้ารถพลิกคว่ำตกลงไป นั่นก็หมายถึงความตายอย่างไม่ต้องสงสัยท้องฟ้ามืดแล้ว ถนนบนภูเขาที่ไร้ซึ่งเสาไฟฟ้ายิ่งทวีความอันตราย รถคันหลังเปิดไฟสูงสาดส่องมาโดยตรง พร้อมทั้งกะพริบไฟเป็นร
ฝู่หยาฮุ่ยคิดไม่ถึงว่าคนเป็นแม่จะพูดเช่นนี้ จึงถอนหายใจด้วยความจนปัญญา แม่ฝู่มองออกว่าลูกสาวตัดสินใจแน่วแน่ แต่ในท้องของกู้อวี่หนิงก็คือทายาทตระกูลฝู่ หากกู้อวี่หนิงติดคุกขึ้นมาจริง ๆ เด็กน้อยก็ต้องเกิดมาพร้อมตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิตทันใดนั้น แม่ฝู่ก็มองฝู่หยาฮุ่ยก่อนคุกเข่าลงหัวใจของฝู่หยาฮุ่ยกระตุกวูบ เธอไม่อยากเห็นแม่ฝู่ต้องยอมทำถึงขั้นนี้เพื่อเด็กคนหนึ่งเลยจริง ๆ“แม่คะ หนูยอมแล้ว!” เธอกัดฟันกรอดพูดออกไปตอนแรกเข้าใจว่าตัวเองยินดีสละได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ แต่เมื่อเห็นแม่ฝู่คุกเข่าลงตรงหน้า เธอก็ยังไม่อาจควบคุมตัวเองได้อยู่ดีหลังงานเทศกาลโคมไฟจบลง ซูย่างก็รู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้เธอเพียงไม่รู้ว่าควรจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับหรงอวี้อย่างไร ความเย็นชาในอดีตราวกับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่หลังงานเทศกาลโคมไฟ มันคืออารมณ์ที่สลับสับเปลี่ยนไปมาระหว่างความอยากถอยห่างกับความกระตือรือร้นซูย่างขับรถไปบนสะพานข้ามเมือง ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองหนานเฉิงกับเกาะซงอู้ด้วยความที่เกาะซงอู้ถูกทิ้งร้างมานาน สะพานข้ามเมืองแ
แม่ฝู่พลันชี้หน้าคำรามใส่ซูย่างทันที "นังแพศยา! นี่แกตั้งใจแกล้งกันชัด ๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอวี่หนิงเองก็เป็นเหยื่อ เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของนังผู้หญิงที่ชื่อเวินจ่านคนนั้น! ทำไมถึงไม่ไปแจ้งความจับหล่อนล่ะ? หรือว่าแกเก่งแต่กับคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น?"ซูย่างแค่นหัวเราะ "คุณไม่รู้หรือไงคะว่าคนที่ปล่อยหลักฐานมัดตัวกู้อวี่หนิงจนดิ้นไม่หลุดน่ะก็คือเวินจ่าน? จะว่าไปตัวการใหญ่ในเรื่องนี้ก็คือเวินจ่านไม่ใช่เหรอ? คุณนายฝู่เอาแต่วิ่งโร่มาหาฉัน แต่กลับไม่ไปหาหล่อน หรือเป็นเพราะเก่งแต่กับคนที่อ่อนแอกว่าเหมือนกันล่ะคะ?""นี่แก!" แม่ฝู่โกรธจัดจนหน้าซีด ซูย่างไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายได้จับผิดต่อ จึงจ้องมองแม่ฝู่ด้วยความเย็นชาห่างเหิน "เชิญออกไปได้แล้วค่ะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ"แม่ฝู่ทิ้งท้ายไว้อีกประโยคหนึ่งก่อนไปว่า "แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!"ภายในโรงพยาบาลจิตเวช ฝู่หยาฮุ่ยเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ เธออยู่ที่นี่มาหลายวันจนเริ่มเกิดความคุ้นชิน และตั้งแต่ที่แม่ฝู่เที่ยวมาเซ้าซี้ให้เธอยอมรับผิดแทนคนอื่น ฝู่หยาฮุ่ยก็เลิกหวังที่จะได้ออกไปจากที่นี่แล้วเธอถึงขั้นเริ่มกลัวว่าจะมีใครมาเยี่ยม เพราะไม่อยากได้ย
จ้าวเสี่ยวชีตะลึงงันไปชั่วขณะ “งื้อ ลู่ซี เธอสวยจังเลย”“เลี่ยนชะมัด”หลินลู่ซีเองก็เมามายไม่ได้สติผ่านไปอีกสิบกว่านาที สภาพของหลินลู่ซีก็ไม่ได้ดีไปกว่าจ้าวเสี่ยวชีเท่าไหร่นัก ทั้งคู่เมาแอ๋ แต่จ้าวเสี่ยวชียังพอมีสติหลงเหลืออยู่เล็กน้อย จึงเรียกรถแท็กซี่ หลังบอกที่อยู่ของตัวเองเสร็จสรรพก็ผล็อยหลั
“อย่าเพิ่งได้ใจให้มันมากนักเลย ถือซะว่าฉันตาต่ำมองคนผิดไปเอง ตอนแรกนึกว่าเธอจะเป็นคนหัวอ่อน แต่ที่ไหนได้ เล่ห์เหลี่ยมกลับแพรวพราวถึงขนาดนี้” ฝู่หยาฮุ่ยแค่นยิ้มเย้ยหยันตัวเองกู้อวี่หนิงป้องปากหัวเราะคิก ขณะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน “หยาฮุ่ย ฉันขอตัวกลับก่อนนะ”“อย่าเพิ่งไป!” ฝู่หยาฮุ่ยตะโกนสุดเสียงแต่กู
ถนนชิงพ่าน ซูย่างเดินทอดน่องภายใต้ร่มเงาแมกไม้ สถานที่แห่งนี้มีคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของเธอกับพ่อแม่ แต่หลังบุพการีจากไป เธอก็ไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย และเนื่องจากในบ้านไม่มีคน จึงไม่มีผู้ใดรอคอยเธอไม่ชอบการต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์อันว่างเปล่า เพราะมันมีแต่จะทำให้รู้สึกจุกอกเท่า
หรงอวี้ขมวดคิ้ว "ใครเป็นคนบอกเรื่องพวกนี้กับคุณ?""นอกจากหวานใจวัยเด็กของคุณแล้ว ยังจะมีใครได้อีกล่ะ?" ซูย่างแค่นหัวเราะเย็นชา"ย่างย่าง นั่นมันเรื่องโกหกทั้งนั้น คุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมดีนะ"ดวงตาของซูย่างมีน้ำตาเอ่อคลอ "ไม่ค่ะ ฉันไม่รู้ คำพูดพวกนี้คุณเคยพูดกับเวินจ่านบ้างหรือเปล่า? หรือว่












Ulasan-ulasanLebih banyak